แถลงเปิดหัวใจ
วอน‘ยูเอ็น’ช่วย
เมียนมาไฟโชน
ณวัฒน์ร่วมดูแล
กลับไปถูกจับแน่

ร่ำไห้เปิดแถลงในไทย ‘ฮาน เลย์’มิสแกรนด์ เมียนมา ลั่นเรียกร้องประชาธิปไตยต่อไป วอน นานาชาติช่วยเหลือชาวพม่าด้วย ชี้ระหว่างรอก็มีแต่เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นตลอด ร้องยูเอ็นมีความสูญเสียเกิดขึ้นมากมาย อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการในตอนนี้อย่างรวดเร็ว ด้าน ‘ณวัฒน์’ ยื่นเรื่องขอเวิร์ก เพอร์มิตให้ ชี้ต้องอยู่ในไทยอย่างน้อย 3 เดือน ถ้ากลับไปโดนจับแน่ เผยมีหลายประเทศติดต่อมาเพื่อให้ความช่วยเหลือหากต้องการลี้ภัยทางการเมือง ซึ่งตอนนี้กำลังตัดสินใจ

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่สตูดิโอกันตนา รัชดา นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผอ.กองประกวด มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล และน.ส.ฮาน เลย์ มิสแกรนด์เมียนมา ให้สัมภาษณ์กรณี กองประกวดมิสแกรนด์ฯ จะให้การดูแลระหว่างพักอยู่ในประเทศไทย

นายณวัฒน์กล่าวว่า ตอนนี้น.ส.ฮาน เลย์ อยู่ภายใต้การดูแลของมิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 100% ระยะแรก 3 เดือนอย่างน้อย ซึ่งเบื้องต้นเราจึงจะดูแลไปก่อน ขณะนี้กองประกวดกำลังติดต่อกับสตม.เพื่อทำวีซ่าทำงาน ให้สามารถทำงานในไทยได้ แต่ถ้า ไม่สามารถทำได้ก็ต้องขอวีซ่าท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยก็ต้องทำให้ ถ้ากลับไปถูกจับแน่เพราะกรณีของน.ส.ฮาน เลย์ ถือว่าเป็นภาวะจำยอมแล้ว ส่วนเรื่องการขอลี้ภัยนั้นหากต้องการก็จะทำเรื่องให้ มีหลายประเทศติดต่อมาช่วยเหลือ แต่เจ้าตัวบอกว่ายังไม่แน่ใจในเรื่องนี้ ไม่เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของน้องที่อยู่ในไทยเพราะมีทีมงานดูแลอยู่ตลอด แต่หากสถานการณ์ยืดยาวกว่านี้ ก็ไม่รู้จะต้องทำอย่างไรต่อไป ถ้ากลับไปต้องโดนจับแน่นอน

“เราเป็นมนุษยชาติ เราต้องช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน เพราะถือเป็นกฎหมายสากลและสิทธิมนุษยชนไม่มีพรมแดน มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มีเป้าหมายชัดเจนว่าทำงานภายใต้แคมเปญยุติสงครามและ ความรุนแรง ซึ่งตนเองทำงานในองค์กรระดับนานาชาติ จึงเปิดโอกาสให้ฮาน เลย์ น้อง ไม่ได้พูดบนเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์” นาย ณวัฒน์กล่าว

ด้านน.ส.ฮาน เลย์ กล่าวว่า ประชาคมชาวต่างประเทศเข้าใจเมียนมามากขึ้น อย่างสถานการณ์เป็นอย่างไร และติดต่อเข้ามา สนับสนุน การออกมาพูดทำให้คนเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น รับรู้สถานการณ์ก่อนปฏิวัติและหลังปฏิวัติว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง จุดเปลี่ยนที่ทำให้ตนออกมาร่วมต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยเพราะเริ่มจากตอนแรกมีการเรียกร้องให้ปล่อยตัวออง ซาน ซู จี ต่อมา เมื่อสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นก็เปลี่ยนเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งตน ได้ไปเข้าร่วมการประท้วงทุกวันเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ก่อนหยุดเพื่อเตรียมตัว มาประกวด


ช่วยพม่า – ‘ฮาน เลย์’ มิสแกรนด์เมียนมา น้ำตาคลอระหว่างให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศเมียนมา เรียกร้องโลกช่วยดูแลสถานการณ์ และขอพำนักอยู่ในประเทศไทยอย่างน้อยอีก 3 เดือน เพราะกลับไปถูกจับแน่ ที่สตูดิโอกันตนา รัชดา เมื่อวันที่ 31 มี.ค.

น.ส.ฮาน เลย์ กล่าวอีกว่า หลังจากที่กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีไม่มีคอมเมนต์ไม่ดีกลับมาเลย ชาวเมียนมามาสนับสนุนอย่างมาก สำหรับสถานการณ์ในประเทศเมียนมาตอนนี้ทุกอย่างปิดหมด มีสถานีโทรทัศน์ที่ยังออกอากาศอยู่เพียง 2 ช่อง เป็นสถานีของกองทัพ นำเสนอแต่ภาพลักษณ์ที่ดีของคณะรัฐ ประหารว่าขณะนี้ทุกคนในประเทศมีความสุข โดยไม่เสนอข่าวเกี่ยวกับการสูญเสีย และล่าสุดได้ประกาศเคอร์ฟิวตลอด 24 ชั่วโมง

“สำหรับความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในครอบครัว ขณะนี้ครอบครัวปลอดภัยดีเพราะอยู่แต่ในบ้าน และเมาะลำไยอยู่ห่างไปจากกรุงย่างกุ้ง 6 ชั่วโมงทางตอนใต้ ยืนยันว่าจะขอยืนหยัดต่อไปเพื่อประชาธิป ไตยและประชาชนชาวเมียนมาต่อไปขอให้ประชาคมโลกให้การช่วยเหลือ กรุณาให้การช่วยเหลือจากนานาประเทศในตอนนี้อย่างรวดเร็ว พวกเขาบอกเราว่าต้องรอไปก่อนเพราะมีขั้นตอนมากมาย ซึ่งในขณะที่รอ ก็มีความสูญเสียเกิดขึ้น อยากจะส่งเสียงไป ถึงองค์การสหประชาชาติว่ามีความสูญเสีย เกิดขึ้นมากมายตอนนี้ อะไรเป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องดำเนินการในตอนนี้ ขอให้โปรด ดำเนินการอย่างรวดเร็ว” น.ส.ฮาน เลย์ กล่าวทั้งน้ำตา

วันเดียวกัน นายธานี แสงรัตน์ อธิบดี กรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากกระทรวงกลาโหมว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ฝ่ายไทยได้ให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่ผู้หนีภัยความ ไม่สงบที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการสู้รบใน เมียนมาจำนวน 7 คน โดยมีรถพยาบาลของร.พ.สบเมยจำนวน 6 คันมารอรับและส่งไปรักษาพยาบาลที่ร.พ.สบเมย ทั้งนี้ ทุกจุดที่รับ ผู้หนีภัยความไม่สงบจะยังคงค้างเฉพาะผู้ป่วย เด็ก และคนแก่ เนื่องจากเดินทางกลับไม่ทัน จะขอกลับในวันรุ่งขึ้น ทุกคนประสงค์อยากกลับ แค่กลัวภัยจากการรบทางอากาศ ซึ่งก็ได้พูดคุยทำความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว ให้ความสำคัญดูแลกลุ่มเปราะบางให้มีความพร้อม และเป็นไปตามความประสงค์ สำหรับข้อมูลยอดผู้หนีภัย ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีทั้งหมด 2,897 คน แบ่งเป็นผู้หนีภัยที่เดินทางกลับแล้ว 2,352 คน และคงเหลือ 545 คน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ได้ตอบหลายคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า แน่นอน เราย่อมไม่สบายใจอย่างมากต่อรายงานการเสียชีวิตและบาดเจ็บที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่ประชาชนเมียนมา จึงอยากขอให้ทางการ เมียนมาใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างมาก ในการดำเนินการใดๆ รวมถึงการคลี่คลาย สถานการณ์ ยุติการใช้ความรุนแรง และ ปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวเพิ่มขึ้น และขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามร่วมกันหาทางออกโดยสันติวิธีเพื่อเมียนมาและประชาชน เมียนมาด้วยการพูดคุยผ่านช่องทางที่สร้างสรรค์ใดๆ ก็ได้ที่สะดวกโดยเร็ว

วันเดียวกัน นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเหตุการณ์วุ่นวายในเมียนมา ส่งผลให้มีชาวเมียนมาหลายพันคนต้องอพยพหนีตายมาฝั่งไทย แต่เจ้าหน้าที่ทหารไทยกลับวางแนวรั้วลวดหนาม พร้อมผลักดันกลับไป ไม่ยอมให้เข้ามาหลบหนีตายในพื้นที่ของไทยว่า ภาพทหารไทย ยืนถือปืนพร้อมวางแนวรั้วลวดหนามบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ป้องกันพื้นที่ชายแดน ไม่ยอมให้มีผู้อพยพจากภัยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หลบหนีภัยสงครามเข้ามา การกระทำดังกล่าวมีภาพข่าวออกไปทั่วโลกว่า ประเทศไทย ผลักดันคนเมียนมาไม่ให้เข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย การกระทำของทหารไทยเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม รัฐบาลกำลังทำให้ไทยเป็นผู้ร้ายในสายตายชาวโลก

นายวิสารกล่าวต่อว่า กรณีรัฐบาลไทยส่งเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงไปร่วมในงานวันกองทัพเมียนมา หรือการนำรูปบุคคลที่ทางการเมียนมาต้องการตัวมาติดไว้ตามด่านชายแดน พร้อมร้องขอให้รัฐบาลไทยช่วยจับกุมตัวคนในรูปภาพดังกล่าว ส่งคืนให้ทางการเมียนมา หรือกองทัพออกมายอมรับว่ารับฝากซื้อข้าวสาร อาหารแห้ง ล่าสุด มีการขนอาวุธทางไปรษณีย์เข้าไปยังแนวชายแดน จะเป็นใครสั่งและส่งให้ใคร ไม่มีคำตอบจากฝ่ายความมั่นคง หากเป็นการสั่งจากทาง เมียนมา แล้วส่งต่อไป จะเป็นการกระทำที่ เลวร้ายมาก เพราะจะสนับสนุนทหารเมียนมาในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลุ่มชาติพันธุ์ใน เมียนมา เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

ส.ส.เชียงราย กล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นากยกฯ กำลังชักศึกเข้าบ้านเอาประเทศไทยเป็นเดิมพัน ไม่สนใจว่าชาวโลกจะรู้สึกอย่างไร รัฐบาลไม่ควรเอาความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำไทยและผู้นำรัฐประหารเมียนมา มาสร้างความหวาดระแวงให้กับประชาชนไทย รัฐบาลควรวางตัวเป็นกลางในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ควรไปเข้าข้างรัฐบาลทหารเมียนมาจนออกนอกหน้า การที่ชาวเมียนมาลุกขึ้นมาต่อต้านการรัฐประหารครั้งนี้ เพราะเขาพูด เป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างไทย เป็นคำพูดที่เจ็บปวดมาก เพราะเขารู้ว่าระบบประชา ธิปไตยแบบไทยๆ ไม่ช่วยให้ประเทศดีขึ้น

ด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เผยว่า ตนและส.ส.พรรคก้าวไกล รู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมา จึงขอประณามการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ การที่รัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ แสดงท่าทียอมรับการรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมา นอกจากจะทรยศปณิธานที่จะได้มาซึ่งประชา ธิปไตยของชาวเมียนมาแล้วนั้น ยังบั่นทอนสถานะของไทยในประชาคมระหว่างประเทศอีกด้วย ทำให้บทบาทนำในภูมิภาค รวมถึงความน่าเชื่อถือในระดับสากลของไทยถดถอยอย่างมาก

ผลักดันกลับ – ชาวกะเหรี่ยงที่อพยพหนีภัยสงครามเข้ามาที่ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ถูกผลักดันกลับประเทศเมียนมา ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไทย แจ้งว่า มีผู้เดินทางกลับไปแล้ว 2,352 คน คงเหลือในไทย 545 คน เมื่อวันที่ 31 มี.ค.

นายพิธากล่าวต่อว่า สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ ควรทำอย่างเร็วที่สุด คือ ร้องขอให้บรูไนในฐานะประธานอาเซียน จัดประชุมสุดยอดอาเซียนสมัยพิเศษโดยเร็วที่สุด หยุดสนับสนุนกองทัพเมียนมา ติดตามดูแลความเป็นอยู่ของคนไทยที่ยังอยู่ในเมียนมาอย่างใกล้ชิด และพร้อมนำออกจากประเทศเมื่อได้รับการร้องขอ และประสานกับมิตรประเทศเพื่อ ช่วยเหลือผู้หนีภัยการสู้รบและการประหัตประหารในเมียนมาตามหลักมนุษยธรรม โดยไม่ผลักดันกลับประเทศ

“ในขณะที่ประชาคมโลกต่างประณามการกระทำอันโหดเหี้ยมป่าเถื่อนของคณะทหารเมียนมา สหรัฐ และสหภาพยุโรป มีมาตรการคว่ำบาตรต่อคณะทหารเมียนมา ผู้บัญชาการทหารจาก 12 ประเทศออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงถึงชีวิตกับประชาชนมือเปล่า หรือรัฐมนตรีต่างประเทศประเทศสมาชิกอาเซียนบางประเทศก็ไม่ให้การยอมรับนายวันนะ หม่อง ลวิน ในฐานะรมว.ต่างประเทศด้วยซ้ำ นโยบายของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ต่อเรื่องการรัฐประหารในเมียนมา จึงถือเป็นความล้มเหลวทางการทูตและนโยบายด้านการต่างประเทศของไทยโดยสิ้นเชิง” นายพิธากล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน