คดี112-หน้าสภา
เพนกวิน-รุ้งดีใจ
คนนอกคุกสู้ต่อ

เข้ารายงานตัวอัยการ ตำรวจพา ‘น้องมายด์-อั๋ว’ พร้อมเพื่อนอีก 4 โดนข้อหา 112 จากการชุมนุมไล่ขี้ข้าศักดินาหน้าสภาขณะที่ ‘ฟอร์ด-ทัตเทพ’ หายตัวไปไม่สามารถติดต่อได้ ตร.เตรียมออกหมายจับ ด้านเพจ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมระบุ ‘เพนกวิน-รุ้ง’ ฝากข้อความถึงเพื่อนๆ ทุกครั้งที่ได้ยินข่าวคนข้างนอกเคลื่อนไหวสู้ต่อ ทำให้หัวใจพองโตมีความหวังเปล่งประกาย บิ๊กตู่เย้ยตู่-จตุพรนัดเคลื่อนไหวไล่นายกฯอ้างแกนนำนปช.คนอื่นๆ ไม่เอาด้วย

ฟ้อง112 – ‘มายด์’ ภัสราวลี และ ‘อั๋ว’ จุฑาทิพย์ กับพวกรวม 4 คน รายงานตัวถูกส่งฟ้องอัยการคดี ม.112 กรณีชุมนุมปราศรัยหน้ารัฐสภา ก่อนนัดฟังคำสั่งในวันที่ 21 พ.ค. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 1 เม.ย.

‘มายด์-อั๋ว’รายงานตัวอัยการ

วันที่ 1 เม.ย. 2564 ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์, น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ หรืออั๋ว, นายชนินทร์ วงษ์ศรี หรือบอล และนายเกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ หรือบิ๊ก แกนนำและแนวร่วมเครือข่ายผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎร-เยาวชนปลดแอก เดินทางมารายงานตัวอัยการตามที่พนักงานสอบสวน สน.บางโพ นัดส่งตัวพร้อมสำนวนให้อัยการ คดีหมิ่นประมาท พระมหากษัตริย์ ตาม ป.อาญา ม.112, มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายฯ ม.215 และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กรณีผู้ต้องหาจัดชุมนุมและปราศรัยในกิจกรรม #ไปสภาไล่ขี้ข้าศักดินา ที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2563

สำหรับผู้ต้องหากลุ่มนี้ยังมี นายทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี หรือฟอร์ด อีกราย รวมเป็นทั้งหมด 5 คน แต่จนกระทั่งเวลา 11.40 น. ยังไม่พบนายทัตเทพเดินทางมาที่สำนักงานอัยการสูงสุด

น.ส.ภัสราวลีเปิดเผยว่า เหตุการณ์ชุมนุมหน้ารัฐสภาวันดังกล่าว เราไปจับตาดูการประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระแรก แต่สมาชิกรัฐสภาหลายคนหนีกลับก่อน ทำให้เราปักหลักหน้ารัฐสภาแสดงเจตจำนงข้อเรียกร้องของเรา สำหรับคดี ม.112 ที่บังคับใช้อยู่ตอนนี้ผิดทางหรือไม่ ความเหมาะสมในการบังคับใช้ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไร ขอยืนยันเพื่อนที่ถูกขังยังไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ควรได้รับสิทธิในการประกันตัว

นัดฟังคำสั่ง 21 พค.-จ่อจับฟอร์ด

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี น.ส.ภัสราวลี ปราศรัยครั้งล่าสุดที่แยกราชประสงค์ ถูกฝ่ายตรงข้ามกล่าวหามีผู้เขียนโพยให้อ่าน น.ส.ภัสราวลีกล่าวว่า ส่วนตัวมองเป็นเรื่องธรรมดาที่คนที่เห็นต่างพยายามหาเหตุผลมาโจมตีในสิ่งที่เราพูด อยากให้ทุกคนลองเปิดใจว่าแก่นสารที่หนูต้องการส่งคืออะไร แล้วสิ่งที่พูดไปส่งผลดีหรือผลเสียต่อใคร อยากให้วิเคราะห์อย่างจริงใจ สิ่งที่พูดไปมั่นใจว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน การเมือง และสถาบัน อยากให้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบวิเคราะห์ด้วยความจริงใจ ด้วยหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ขณะที่ น.ส.จุฑาทิพย์ กล่าวถึงเหตุการณ์ชุมนุมหน้ารัฐสภาในวันดังกล่าว มีการปราศรัยเรื่องรัฐธรรมนูญและสถาบัน ทำให้ผู้ปราศรัยโดน ม.112 และขอเป็นกำลังใจให้ใครก็ตามที่กำลังต่อสู้ กฎหมาย ม.112 ขัดสิทธิมนุษยชน ขัดหลักการประชาธิปไตย ประเทศที่เจริญแล้วเป็นประชาธิปไตย ทุกอย่างวิจารณ์ได้ เพราะการวิจารณ์จะนำไปสู่การพัฒนา ปฏิรูปให้ดีขึ้นได้ แต่ประเทศไทยถูกปิดปากโดยกฎหมายของเผด็จการ ไม่มีทางสร้างประชาธิปไตยได้ ถ้าเราไม่ร่วมกันสร้าง คดีที่เพื่อนเราโดนไม่ชอบธรรม และไม่ควรมีคดี ม.112 ตั้งแต่แรก และสนับสนุนการยกเลิก ม.112

เมื่อถามถึงกระแสข่าวนายทัตเทพลี้ภัยไปแล้ว น.ส.จุฑาทิพย์กล่าวว่า ไม่ทราบเหมือนกัน ต้องรอสอบถามเจ้าตัวอีกที

ต่อมาภายหลังกระบวนการส่งสำนวนและรายงานตัวเสร็จสิ้น พนักงานอัยการนัดฟังคำสั่งคดีในส่วนของ น.ส.ภัสราวลี, น.ส.จุฑาทิพย์, นายชนินทร์ และนายเกียรติชัย 4 ผู้ต้องหา เป็นวันที่ 21 พ.ค. 2564 เวลา 10.00 น. ส่วนกรณีนายทัตเทพ ผู้ต้องหาที่ไม่ปรากฏตัวเดินทางมารายงานตัววันนี้ พนักงานสอบสวน สน.บางโพ เตรียมยื่นขออำนาจศาลออกหมายจับต่อไป

เลื่อนอ่านอุทธรณ์คดีอาร์มี่ 57

ที่สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารกรุงเทพใต้ นายสิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ หรือขนุน แกนนำกลุ่ม มศว คนรุ่นเปลี่ยน แนวร่วมผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎร เดินทางมารายงานตัวตามที่อัยการนัดฟังคำสั่งคดีความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตาม ป.อาญา ม.112 และข้อหาอื่นๆ จากกรณีร่วมชุมนุมสาดสี ที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563

สำหรับคดีนี้ มีนายชูเกียรติ แสงวงค์ หรือจัสติน เป็นผู้ต้องหาร่วมอีกราย ซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำไม่ได้รับการประกันตัวจากคดี ม.112 กรณีอื่นด้วย อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าพนักงานอัยการยังพิจารณาสำนวนไม่แล้วเสร็จ จึงให้เลื่อนนัดฟังคำสั่งคดีออกไปเป็นวันที่ 6 พ.ค. 2564 เวลา 10.00 น.

ที่ศาลแขวงดุสิต ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีผู้ชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง กรณีการเดินขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไปยังหน้ากองบัญชาการกองทัพบก เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2561 หรือคดี “ARMY57” เพื่อเรียกร้องให้ คสช.ไม่เลื่อนการเลือกตั้ง และยุติการสืบทอดอำนาจ

คดีนี้ อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้เข้าร่วมชุมนุม จำนวน 47 คน ใน 3 ข้อหาหลัก ระหว่างการพิจารณา จำเลยได้เสียชีวิต 1 เหลือจำเลยในคดีทั้งสิ้น 46 คน

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2562 ให้ยกฟ้องจำเลย 45 คน ยกเว้น น.ส. ชลธิชา ซึ่งศาลเห็นว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 15(2), (4) ในฐานะผู้จัดการชุมนุม แต่ไม่สามารถดูแลการชุมนุมให้เลิกภายในเวลาตามที่แจ้งไว้ได้ และไม่สามารถควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้เดิน บนพื้นผิวการจราจรได้ ให้ลงโทษปรับ 1,000 บาท โดย น.ส.ชลธิชา ได้ยื่นอุทธรณ์

ก่อนหน้านี้ศาลได้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2564 เนื่องจากยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ มาเป็นวันที่ 1 เม.ย. 2564 อย่างไรก็ตาม วันนี้ปรากฏว่าศาลได้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีกครั้ง ออกไปเป็นวันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 09.00 น.

ครอบครัวรุดเยี่ยมรุ้ง-อดข้าว

ด้านเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมประชาสัมพันธ์ ขออนุญาตเปิดประมูลภาพถ่าย “มายด์” ภัสราวลี ในคืนวันที่ 26 ต.ค.2563 หน้าสถานทูตประเทศเยอรมนี โดย กานต์ ทัศนภักดิ์ เปิดประมูลที่ 112 บาท บิดเพิ่มครั้งละ 100 บาทขึ้นไป ปิดประมูลในคืนวันศุกร์ที่ 2 เม.ย.นี้ เวลา 23.00 น. ผู้ชนะการประมูลจะได้ภาพที่ไม่มีลายน้ำ โดยน้องมายด์จะเซ็นชื่อบนภาพด้านหน้า (ด้านซ้ายมือ) ช่างภาพเซ็นสลักหลังว่า “First Edition” พร้อมลงวันที่กำกับ รายได้จากการประมูลหักค่าใช้จ่ายแล้ว แบ่งมอบสมทบการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของนักศึกษาประชาชน

พร้อมทั้งรายงานกรณี รุ้ง-ปนัสยา อดอาหารประท้วงต่อความอยุติธรรมเป็น วันที่สองโดยเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ครอบครัวของรุ้งได้เข้าเยี่ยมรุ้งผ่านระบบออนไลน์ รุ้งสดใสขึ้นมาก กำลังใจดี ส่วนเรื่องการอดอาหาร ก็ค่อยๆ ลดตามลำดับ ก็คือจากที่กินข้าว ก็ลดปริมาณข้าว แล้วหันมากินผลไม้ กินนม น้ำผลไม้ และอาจลดเหลือแค่น้ำ

เพนกวินริมฝีปากแห้ง-ลั่นอดต่อ

ขณะที่นายพริษฐ์ หรือเพนกวิน อดอาหารประท้วงเป็นวันที่ 16 ระบุว่าเมื่อวันที่ 31 มี.ค. เพนกวินฝากข้อความมาถึงเพื่อนๆ ผู้ต่อสู้อยู่ข้างนอกว่า “ตอนนี้เราไม่ได้ต่อสู้กับร่างกายอย่างเดียว เราต่อสู้กับจิตใจล้วนๆ เราไม่ได้ต่อสู้แค่กับความอยาก แต่เราพยายามต่อสู้กับความเหน็ดเหนื่อยและท้อแท้โดยใช้ความ หวังเป็นอาวุธ และทุกครั้งที่ได้ยินข่าวการเคลื่อนไหวของคนข้างนอก หัวใจของเราก็พองโต ความหวังของเราก็เปล่งประกาย

รายงานข่าวจากกรมราชทัณฑ์ แจ้งความคืบหน้าอาการเพนกวิน นายพริษฐ์ว่า เมื่อเวลา 07.30 น.เจ้าหน้าที่พยาบาลได้เข้าตรวจติดตามอาการ ผู้ต้องกักขังนอนพักได้ มีอาการอ่อนเพลียเล็กน้อย ริมฝีปากแห้งเล็กน้อย และยังคงปฏิเสธการรับประทานอาหาร เจ้าหน้าที่ได้ดูแลให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และดื่มเกลือแร่ทดแทน การตรวจสัญญาณชีพโดยทั่วไปปกติ อุณหภูมิร่างกาย 36.5 องศาเซลเซียส อัตราเต้นของหัวใจ 66 ครั้งต่อนาที อัตราการหายใจ 18 ครั้ง/นาที ความดันโลหิต 110/70 มิลลิเมตรปรอท น้ำหนัก 102.5 กิโลกรัม ผื่นคันที่หน้าอกและหลังลดลง อาการแสบท้องดีขึ้นแล้ว

ศาลนัดฟังคำสั่งปล่อยตัวโตโต้

ที่ศาลอาญา ศาลไต่สวนคำร้องขอปล่อยชั่วคราว นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ อายุ 28 ปี หัวหน้าการ์ดกลุ่มวีโว่ ม็อบคณะราษฎร ผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ ซ่องโจรฯ จากการถูกตำรวจจับกุมตัวเมื่อช่วงค่ำ วันที่ 6 มี.ค. ที่ห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ สาขารัชโยธิน ซึ่งเป็นวันเดียวกับเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่ม REDEM หน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขัง

โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัวนายปิยรัฐ มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขณะที่ทนายความและพนักงานสอบสวนสน. พหลโยธิน มาร่วมการไต่สวนครั้งที่ 2 ต่อจากเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ซึ่งมีน้องชายนายปิยรัฐ เพื่อน และคนใกล้ชิดมารอติดตามการไต่สวนด้วย

เมื่อถึงเวลานัด พ.ต.ท.พิภัสสร์ พูนลัน พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ได้ส่งรายงานการตรวจสอบพิสูจน์ ยืนยันว่า เสื้อที่ผู้ต้องหาใส่ขณะที่ถูกจับกุม เมื่อทดสอบโดยการยิงด้วยอาวุธปืนพกสั้น กระสุนขนาด.38 ปรากฏว่าไม่ทะลุ จึงถือเป็นเสื้อเกราะและยุทธภัณฑ์ ตามพ.ร.บ.ยุทธภัณฑ์ฯ ขณะที่พนักงานสอบสวนและทนายจำเลยไม่ติดใจไต่สวนพยานอื่นอีก อย่างไรก็ตาม ศาลได้สอบถามพนักงานสอบสวนในประเด็น ขณะจับกุมนายปิยรัฐ เมื่อวันที่ 6 มี.ค. นั้นมีการรวมตัวชุมนุมกันที่บริเวณ 5 แยกลาดพร้าว ต่อเนื่องมาถึงแยกรัชโยธิน ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ใกล้กับห้างเมเจอร์รัชโยธิน ที่อยู่ห่างจากศาลอาญาที่เป็นปลายทางการชุมนุม ประมาณ 1 กิโลเมตร

ทั้งนี้ เมื่อการไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลจึงเห็นควรนัดฟังคำสั่งว่าจะอนุญาตปล่อยชั่วคราวหรือไม่ ในวันที่ 2 เม.ย. เวลา 13.30 น.

โรมยันกมธ.มีอำนาจเชิญ‘ป.ฎีกา’

ที่รัฐสภา มีการประชุมกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน ที่ประชุมหารือกรณีนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และโฆษก กมธ. เสนอและขอมติจากที่ประชุมให้เชิญประธานศาลฎีกาเข้าชี้แจงข้อมูลต่อ กมธ. ถึงสาเหตุที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัวแกนนำกลุ่มราษฎร

นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนคิดว่าน่าจะทำได้ เนื่องจากมาตรา 129 กำหนดว่า กมธ.ทำไม่ได้หากกระทบต่ออรรถคดี หรือการบริหารงานบุคคล ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กมธ.กฎหมายฯ และกมธ.อื่นๆ ในทางปฏิบัติเคยเชิญผู้พิพากษา มาชี้แจงในหลายๆ ประเด็นที่ไม่กระทบต่ออรรถคดี หรือการบริหารงานบุคคล เช่นเดียวกับกรณีนี้ เราเรียกประธานศาลฎีกามาชี้แจง ซึ่งตัวประธานศาลฎีกาเองก็ไม่ได้พิจารณาคดีใดคดีหนึ่ง และไม่ได้กระทบต่องานบุคคล ดังนั้น การเรียกประธานศาลฎีกามาชี้แจงนั้น ก็เพื่อสอบถามถึงความเป็นอิสระของ ผู้พิพากษา และความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการ เป็นการเชิญมาคุยในภาพรวม ดังนั้น การเรียกมาในครั้งนี้จึงไม่ขัดหรือแย้งกับมาตรา 129 ของรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน กมธ.สามารถเชิญได้

นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่ากมธ.จึงมีมติส่งหนังสือเพื่อถามไปยังฝ่ายกฎหมายของสภาว่า หนังสือคำร้องของตนที่จะเชิญประธานศาลฎีกาเข้าชี้แจงกรณีข่าวลือว่ามีการแทรกแซงจากบุคคลภายนอกที่มีการเผยแพร่ในโซเชี่ยลมีเดียจะสามารถทำได้หรือไม่ และการที่ กมธ. จะขอตัวบันทึกการประชุม ของการประชุมใหญ่ศาลฎีกาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจะสามารถทำได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในความเห็นส่วนตัว หากความเห็นของฝ่ายกฎหมายออกมาอย่างไรไม่ใช่ข้อยุติ เพราะกมธ.จะตัดสินใจอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ต้องนำสิ่งที่ฝ่ายกฎหมายตอบมานั้นมาพิจารณาประกอบ

ขณะที่นายสิระกล่าวว่า ต้องรอฝ่ายกฎหมายสภา ตอบกลับมาก่อนว่าทำได้หรือไม่ โดยจะประชุมครั้งต่อไปวันที่ 7 เม.ย.นี้เวลา 09.30 น. โดยจะลงมติในกรณีดังกล่าว เพราะกมธ.ทุกคนมีวุฒิภาวะที่สามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาได้

ออคท์เดมนัดยื่นหนังสือ‘เมทินี’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 2 เม.ย. เวลา 13.00 น. ที่ลานประติมากรรมประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่ม OCTDEM นำทีมโดยอดีตคนเดือนตุลา อาทิ นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ นพ. พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จะแถลงเปิดตัวกลุ่ม OCTDEM และอ่านแถลงการณ์

ทั้งนี้ นายธเนศพร้อมผู้ร่วมแถลงการณ์การรวมตัวของกลุ่ม OCTDEM คือ นายสิตา การย์เกรียงไกร นายพลากร จิรโสภณ และนาย สุเทพ สุริยะมงคล ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นการอ่านแถลงการณ์ กลุ่ม OCTDEM จะนำหนังสือไปยื่นต่อนางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา เรียกร้องให้ประกันตัวผู้ต้องหาทางการเมืองได้ทุกคน โดยยึดมั่นในหลักนิติธรรมนิติรัฐอันเป็นสากล

ตู่เย้ย‘ตู่-จตุพร’ชี้ไร้นปช.หนุน

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.นัดชุมนุมใหญ่วันที่ 4 เม.ย.ว่า ขณะนี้มีคนออกมาพูดแล้วว่าไม่สนับสนุนด้วย แม้กระทั่งผู้นำเสื้อแดงเก่าๆ ก็บอกว่าไม่เอาด้วย ดังนั้น แล้วแต่เขา ซึ่งตนมีแต่ขออย่าทำผิดกฎหมายเท่านั้นเอง อย่าสร้างความเดือดร้อนและสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติบ้านเมืองอย่างเช่นที่เคยเกิดมาก่อน เพราะถือเป็นบทเรียน

เมื่อถามว่าที่ระบุว่ามีหลายคนไม่สนับ สนุนนั้น อดีตแกนนำเสื้อแดงมาคุยนายกฯ เองเลยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนเห็นในโทรทัศน์ เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่านายกฯติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวย้อนว่า “ไม่มั้งจ๊ะ นายกฯไม่ต้องตามอะไรเลยใช่ไหม เธอถามแบบนี้ ฉันรู้ทุกเรื่อง”

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่นายจตุพร กลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้ง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า กังวลทำไม ก็เขาเป็นคนทำถูก ทำผิดกฎหมาย ก็เป็นเรื่องของเขา เป็นเรื่องของสังคมและเรื่องของเจ้าหน้าที่ว่าจะยังไง ทุกคนประเทศไทยอยากให้เกิดแบบนี้อีกหรือ เกิดทันหรือเปล่าปี 2553 ถ้าทันก็ดูกันแล้วกัน ก็บอกเขา

พศ.อ้าง2พระร่วมม็อบสมัครใจสึก

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักพุทธฯ กล่าวถึงกรณีพระภิกษุ 2 รูป ร่วมชุมนุมทางการเมืองแล้วถูกเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ให้สละสมณเพศไปแล้ว แต่กลับพบมีข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ พระที่ถูกจับสึกกลับมาห่มจีวรอีกครั้ง โดยอ้างว่าไม่ได้เปล่งวาจาสึก และยังคงเป็นพระสงฆ์อยู่ว่า สำนักพุทธฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าประเด็นดังกล่าว หากไม่นำเสนอความจริงต่อสังคมอาจทำให้เป็นกระแส กระทบต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาได้ จึงขอยกเอาแนวทางและหลักการ กรณีพระภิกษุพ้นจากความเป็นสงฆ์ โดยไม่ได้เปล่งวาจามาบอกกล่าวในข้อเท็จจริง ดังนี้ พระภิกษุ 2 รูป ดังกล่าว พ้นจากความเป็นสงฆ์ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2538) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ ในกรณีพระภิกษุรูปใดไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่งหรือไม่มีวัดเป็นที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ให้พระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองวัดหรือพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองสงฆ์ในเขตท้องที่ที่พบพระภิกษุรูปนั้น มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัย ให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้

นายสิปป์บวรกล่าวต่อว่า ดังนั้นตามที่ปรากฏมีพระภิกษุมาร่วมชุมนุมทางการเมือง 2 รูป ถูกเจ้าคณะผู้ปกครองให้สละสมณเพศ ประกอบด้วย 1.พระประนมกร พุทธิเชฏโฐ สังกัดวัดเลียบ จ.สุรินทร์ หรือนายประนมกร ปราณีต 2.พระวิรัช กิตฺติญาโณ สังกัดวัดราษฎร์รังสรรค์ จ.กระบี่ หรือนายวิรัช แซ่คู พ้นจากความเป็นพระภิกษุเหตุไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ

นอกจากนี้ ยังได้บันทึกสารภาพยอมรับผิด สมัครใจที่จะลาสิกขา โดยมีพยานประกอบด้วยเจ้าคณะแขวงดุสิต เจ้าคณะแขวงถนนนครไชยศรี พระวินยาธิการ (ตร.พระ) เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่พศ. และได้บันทึกไว้ในหนังสือสุทธิว่า “ได้ลาสิกขาโดยสมัครใจ เพราะต้นสังกัดเดิมไม่รับรอง” ดังนั้น การที่นายประนมกรและนายวิรัชเอาผ้าเหลืองมาห่มแล้วอ้างว่า ยังเป็นสงฆ์อยู่ เพราะไม่เปล่งวาจาสึก ถือว่าเป็นการแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 4 ความผิดเกี่ยวกับศาสนา มาตรา 208 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน