10ล้านโดสเพื่อเป็นอีกทางเลือก
แจงวุ่นไม่ได้ฉีดให้คนไทยล่าช้า
ยืนยันทำตามแผน-มีมาตรฐาน

รัฐบาลยอมให้เอกชนจัดหา ‘วัคซีนโควิด’ 10 ล้านโดส เป็น ‘วัคซีนทางเลือก’ ครอบคลุมประชาชน 40-50 ล้านคน ‘บิ๊กตู่’ สั่งตั้งคณะกรรมการศึกษาเร่งด่วน แก้กฎระเบียบให้ร.พ.เอกชนนำเข้าวัคซีน พร้อมชี้แจงไทยไม่ได้ฉีดช้า ระบุหลายประเทศไม่ต้องซื้อวัคซีน แต่เป็นการบริจาค หรือทดลองฉีด ส่วนไทยมาตรฐานดี เป็นไปตามแผน ซื้อเองทั้งหมด เพราะเป็นประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ‘ศบค.’ แจงปิดผับ โอเกะ อาบอบนวด 41 จังหวัด ไม่รวมถึงร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ถ้าทำ สุ่มเสี่ยงโรคก็ถูกปิดได้เช่นกัน

เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการหารือกับตัวแทนกระทรวงสาธารณสุข และตัวแทนจากโรงพยาบาลเอกชนว่า ที่เคยพูดไว้ว่าอะไรจะเกิดมันก็เกิด ตราบใดที่เรายังควบคุมไม่ได้ทั้งหมด แต่เมื่อเกิดแล้วเราต้องแก้ไข เราต้องดำเนินการต่อไป มันไม่มีปัญหาอะไรที่เกิดขึ้นแล้วจะจบปุ๊บปั๊บ โดยเฉพาะเชื้อโรค วันนี้ต้องมองไปข้างหน้าว่า ตอนนี้มีโควิดแล้ว ข้างหน้าจะมีอะไร ตามมาอีกหรือเปล่าไม่รู้ เพราะโรคติดเชื้อมีมาทุก 5-10 ปี เป็นเชื้อพันธุ์ใหม่

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้หารือในหลักการสำคัญคือทำอย่างไรจะมีวัคซีนเพิ่มขึ้น ถือเป็นวัคซีนทางเลือก เพราะตอนนี้มีวัคซีนเฉพาะที่รัฐบาลนำเข้า ต้องไปหาทางนำวัคซีนเข้ามาได้อย่างไร เพราะกติกาตอนนี้คือเป็นวัคซีนฉุกเฉิน ก็ต้องพูดคุยหารือกัน จึงตั้งคณะกรรมการโดยมี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อดีตรมว.สาธารณสุข เป็นหัวหน้า สรุปว่าเรากำลังเดินหน้าไปสู่วัคซีนทางเลือกอีกอันหนึ่ง ตรงนี้จะมีผลต่อโรงพยาบาลเอกชนที่ยังไม่มีวัคซีน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตด้วย ต้องคุยกับเขา โดยเฉพาะทางด้านกฎหมายต้องไปหารือกันให้เรียบร้อย

“ผมยินดีที่โรงพยาบาลเอกชนแสดงเจตจำนงจะหาวัคซีนช่วยภาครัฐ ซึ่งภาครัฐ ก็ไม่ได้ปิดกั้นอะไรอยู่แล้ว ก็ยังไม่มีการจด ทะเบียบอยู่หลายชนิดเหมือนกัน เพราะการนำเข้ายังมีปัญหา เราต้องไปแก้ปลดล็อกตรงนี้เราจะทำอย่างไร ซึ่งไม่ใช่แค่เรา แต่มีปัญหาที่ต่างประเทศด้วย” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า โดยมีแนวทาง 1.วัคซีนที่รัฐจัดหา 2.วัคซีนทางเลือกที่จะนำเข้ามาใหม่ เพิ่มเติมโดยภาคเอกชน ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และองค์การเภสัชกรรม ต้องใช้เวลาสักระยะ 3.ดูระยะเวลาการเข้ามาของวัคซีนเมื่อไหร่ อย่างไร โดยเดือนเม.ย.จะเข้ามาอีก 1.5 ล้านโดส เดิมเข้ามาแล้ว 3.5 แสนโดส ส่วนเดือนต่อไปจะเข้ามาตามลำดับที่กำหนดไว้ เว้นเสียว่า มีปัญหาที่ต้นทาง ซึ่งเราคุมได้ยาก เพราะวันนี้ แพร่ระบาดไปทั้งโลก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต่อไปถ้ามีวัคซีนทางเลือกเข้ามาใหม่ เขาก็สามารถให้บริการของเขาเองได้ อันนี้ก็เป็นกติกาของเรา ขอให้ทุกคนระมัดระวังตัวเอง ใส่หน้ากาก เว้นระยะห่าง ล้างมือ เว้นไปในที่อโคจร วันนี้มีแผนปิดสถานบริการ โดยปิดไปแล้ว 190 กว่าแห่ง เหลืออีก 41 จังหวัด ก็จะปิดไปอีก แล้วใครเดือดร้อน เดี๋ยวก็โอดมาขอความช่วยเหลือจากรัฐอีก ต้องร่วมมือกันทั้งหมด โทษกันไปกันมา ไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสิ้น เดี๋ยวคนรวยติด คนจนติด เราไปแบ่งแยกคนได้อย่างไร เพราะคนทุกคนก็คือคนไทย

“การฉีดวัคซีนจะช้าหรือเร็ว อยู่ที่จำนวนวัคซีนที่มีอยู่ หลายประเทศได้มาโดยที่ไม่ต้องซื้อ เป็นการบริจาคประเทศเล็กๆ น้อยๆ หรือการทดลองก็ส่งให้ทดลองฉีดไปก่อน จะเอาแบบนั้นไหมล่ะ ก็ไม่กล้าอีก เพราะมาตรฐานเราดีอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเราฉีดช้ากว่าเขา ก็วัคซีนมีเท่านี้ อย่างภูเก็ตฉีดวัคซีนได้วันละ 14,000 คน ถ้าเต็มเราก็ฉีดได้ถ้ามีวัคซีน เราไม่ได้รับบริจาค วัคซีน แต่ซื้อเองทั้งหมด เพราะเป็นประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว และว่าหากได้วัคซีนมาเพิ่มก็จะฉีดได้เร็วขึ้น ต้องฉีดวัคซีนให้คนทั้งประเทศ 40 ล้านคน แต่หาวัคซีนมาได้ 35 ล้าน ที่เหลืออีก 5 ล้านก็ต้องเอาเข้ามาให้ได้ จะหารือกับเอกชนว่าเอาไปฉีดได้ไหมอย่างไร แต่มีกติกาเยอะ กฎหมายก็มี

ผู้สื่อข่าวถามว่าสามารถลดขั้นตอนให้ภาคเอกชนนำเข้าวัคซีนได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า พร้อมจะลดขั้นตอน แต่ต่างประเทศไม่ลดขั้นตอนให้ เพราะขั้นตอนมีตามมาตรฐาน ที่กำหนดไว้ทั้งโลกทำแบบนี้ ปัญหาวันนี้ต้นทางจะขายให้เราหรือเปล่า เนื่องจาก แย่งวัคซีนกันอยู่ ประเทศไทยไม่ได้ช้ากว่าประเทศอื่น แต่ทุกประเทศมีปัญหากันหมด แม้แต่ประเทศอินเดียผู้ผลิตวัคซีนแอสตรา เซเนการายใหญ่ของโลกก็ยังมีปัญหา เนื่องจาก ผลิตไม่ทัน มีคนติดเชื้อมากขึ้น

ต่อข้อถามว่าขณะนี้โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งงดตรวจหาเชื้อโควิด นายกฯ กล่าวว่า ได้พูดคุยกันแล้วในเรื่องนี้ ปัญหาคือวัคซีน ยังมีไม่เพียงพอ เตียงก็ไม่พอ เมื่อเข้าไปตรวจถ้าเป็นแล้วก็ต้องรับรักษา ทำให้เกิดปัญหาเตียงเต็ม ถึงจำเป็นต้องมีโรงพยาบาลสนาม ขณะนี้โรงพยาบาลสนามสามารถตรวจได้แล้ว พร้อมดึงผู้ป่วยมารักษา ต้องยอมรับตรงนี้ ไม่เช่นนั้นโรงพยาบาลก็จะเต็ม คนที่เป็นโรคอื่นก็ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ แพทย์ก็ยุ่งกันไปหมด การบริหารงานคนหมู่มากต้องเป็นแบบนี้

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีและนักการเมืองไปเที่ยวสถานที่ อโคจรแหล่งแพร่เชื้อ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า คิดว่าเรื่องนี้เหตุเกิดในลักษณะไก่ก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ ใครจะไปไหนมาก็รู้ตัวกันอยู่แล้ว รัฐบาลก็ไปห้ามตรงนั้นไม่ได้ อยู่ที่ตัวบุคคล แล้ววันนี้ก็คิดว่ามันมีบทเรียนอยู่พอสมควรอยู่แล้ว ก็หยุดกันเสียทีเถอะ ไม่ว่าอย่างไรใครเป็นก็ต้องรักษา ไม่ว่าจะเป็นใครทั้งนั้น ถือเป็นบทเรียนสำคัญอีกอันหนึ่งว่าสถานที่อโคจรเข้าใจกันหรือไม่ ก็ไม่ควรไป และตัวนายกฯ ก็ไม่เคยไปไหนเลยหลายปี มาแล้ว แม้แต่ที่โคจรยังแทบไม่ได้ไปเลย 10 กว่าปีไม่เคยได้ออกบ้านไปไหนเลย

ขณะที่นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กล่าวว่ากรณีการจัดหาวัคซีนโควิดเป็นผลประโยชน์กับใครหรือไม่ ผูกขาดวัคซีน เอื้อประโยชน์ เจ้าสัวอะไรหรือไม่ นายกฯ มีความไม่สบายใจ ที่ผ่านมาภาครัฐพยายามชี้แจงเรื่อยๆ วัคซีน ที่รัฐจัดตอนนี้เพียงพอประชาชน 35 ล้านคน หามาประมาณ 70 ล้านโดส วางแผนไว้แล้วมี 2 ยี่ห้อ คือซิโนแวคและแอสตราเซเนกา จะทยอยมา นายกฯ ถามว่าเราต้องการฉีดวัคซีน ให้ได้เท่าไหร่ ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ระบุว่าต้องให้ได้ประมาณ 40-50 ล้านคน หากคิดประมาณ 40 ล้านคน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ก็ยังขาดประมาณ 5 ล้านคน ฉีด 2 ครั้ง หรือ 10 ล้านโดส จึงนำมาสู่การหาวัคซีนทางเลือก

“นายกฯ บอกว่าเห็นด้วยทั้งสิ้น นโยบายที่มอบไปคืออย่างไรก็ได้ให้มีการใช้โควตา 10 ล้านโดส ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม รายใดมีศักยภาพขอให้ภาครัฐสนับสนุน เพื่อนำมาสู่การเติมวัคซีนนี้ให้กับประชาชน อาจจะได้เร็วได้ช้า หรือมีราคา แต่ต้องปลอดภัย ต่อประชาชน จึงมอบหมายให้ นพ.ปิยะสกล เป็นประธาน และให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้ง อภ. อย. กรมควบคุมโรค สถาบันวัคซีนฯ นายกสมาคม ร.พ.เอกชน เข้ามาเป็นคณะกรรมการ ขอให้สรุปผลใน 1 เดือน เพื่อขับเคลื่อนวัคซีนทางเลือกในช่วงเวลาโดยเร็วนี้” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ตอนนี้ไทยขึ้นทะเบียน วัคซีน 3 ยี่ห้อ คือซิโนแวค แอสตราเซเนกา และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน หากมีวัคซีนทางเลือกอื่นๆ ก็ยังมีไฟเซอร์ สปุตนิก ซิโนฟาร์ม ก็ไม่ควรซ้ำกันเพื่อให้เป็นทางเลือก จะได้กระจายความเสี่ยงในเรื่องของความหลากหลาย และผู้มีกำลังซื้อก็สามารถไปติดต่อขอซื้อฉีดวัคซีนเป็นการเฉพาะได้ หากมีความคืบหน้าแล้วจะมานำเสนอต่อไป

นอกจากนี้ โฆษกศบค.กล่าวว่า ประชุมศบค.ชุดเล็กมีมติออกข้อกำหนดตามมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับที่ 19 โดยจะมีผลเวลา 00.00 น. วันที่ 10 เม.ย.2564 คือปิดสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค คือ สถานบันเทิง ผับบาร์ คาราโอเกะ และสถานประกอบกิจการอาบน้ำ อาบอบนวด หรือสถานที่อื่นที่มีลักษณะคล้ายกันใน 41 จังหวัดเป็นการชั่วคราวอย่างน้อย 14 วัน จะครบกำหนดวันที่ 23 เม.ย. สำหรับสถานบริการที่ตั้งอยู่ในจังหวัดอื่น หรือ 36 จังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด โดยความเห็นชอบคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดมีอำนาจตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พิจารณาสั่งปิดสถานที่นั้น เป็นการชั่วคราวได้ หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง มีการติดเชื้อเพิ่มเติมมากขึ้น

ต่อข้อถามถึงร้านอาหารที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องปิดด้วยหรือไม่ โฆษกศบค.กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีข้อกำหนดประกาศออกมาที่นอกจากสถานบันเทิง ผับบาร์ คาราโอเกะ อาบอบนวด ดังนั้น กิจการอื่นๆ ยังคงเปิดได้ตามปกติ แต่จากข้อกำหนดที่จะออกมา และมีผลตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 10 เม.ย. มีข้อ 3 คือให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าไปตรวจสอบเข้ม ดังนั้น ถ้าร้านอาหารไม่เป็นประเด็นก็ไม่ถูกจัดการ แต่หากเกิดอะไรขึ้นที่สุ่มเสี่ยงติดโรค ก็ถูกปิดได้เช่นกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน