อ่าวไทย-วิปโยค
ปากน้ำยันชุมพร
ไม้ล้ม-เสาไฟโค่น

พายุกระหน่ำหลายจว. อ่าวไทย ตั้งแต่ตราด-ระยอง-ปากน้ำยันชุมพร ล่มเรือประมงดับ 4 ศพ ยังสูญหายอีก 3 ระดมเรือเร่งค้นหา เผยจู่ๆ คลื่นสูงลมแรงจู่โจมก่อนใกล้รุ่ง รีบนำเรือเข้าฝั่งแต่ไม่ทัน จมสลด

พายุซัด – เรือประมงจอดเทียบท่าแหลมงอบ จ.ตราด ถูกพายุและคลื่นทะเลซัดจนเรือแตกเอียงจมครึ่งลำ ขณะที่ เรือประมงอีกหลายจังหวัดรอบอ่าวไทยถูกพายุซัดอับปางมีผู้เสียชีวิตและสูญหายหลายราย เมื่อวันที่ 6 พ.ค.

วันที่ 6 พ.ค. ที่ จ.สมุทรปราการ เวลา 03.00 น. มีฝนตกลงมาอย่างหนักและมีลมพายุกระโชกแรง ทำให้ต้นไม้ใหญ่ทั้งภายในสำนักงานเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ, ซอยด่านสำโรง 66, ซอยบุญศิริ พื้นที่เทศบาลบางเมือง ล้มลงมาทับรถเสียหายหลายคัน ขณะที่เสาไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ริมถนนรถรางเก่าและต้นไม้ขนาดใหญ่ ช่วงปาก

ซอยไปรษณีย์หลังห้างอิมพีเรียลเวิลด์สำโรง ก่อนถึงศาลเจ้าพ่อทัพ ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง หักโค่นและล้มลงมาขวางถนน 3 ต้น เจ้าหน้าที่เทศบาลสำโรงเหนือต้องเร่งตัดต้นไม้ที่หักล้มและเคลื่อนย้ายออกจากถนนเพื่อเปิดการจราจร ขณะที่เจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวงสาขาสมุทรปราการได้เร่งเข้าทำการซ่อมแซมแก้ไข นอกจากนั้นที่ตลาดนัดศิวะ 2 หน้าหมู่บ้านบางปูวิลล่า ลมพายุพัดแผงและร้านค้ารวมทั้งเต็นท์ที่ตั้งอยู่ในตลาดถูกลมพายุพัดมากองรวมอยู่บนถนน ขณะที่หลังคาบ้านอีกหลายหลังคาเรือนที่ปลิวหายไปกับกระแสลม

เวลา 07.30 น. พ.ต.ท.วุฒิชัย สังวาลทรัพย์ สว.(สอบสวน) สภ.สาขลา รับแจ้งว่า มีผู้เสียชีวิตจมน้ำ โดยนายสุรพล เกื่อกล อายุ 52 ปี อาชีพชาวประมง ให้การว่า ช่วงเวลา 03.00 น. มีลมพายุซัดเข้ามาที่บ้านพักซึ่งอยู่บริเวณปากอ่าวติดทะเลจนบ้านพัง ต้องพา น.ส.จงกล สะงางาม อายุ 42 ปี ภรรยา และ ด.ช.สุริยะ สังเวียน อายุ 7 ขวบลูกชาย หนีไปขึ้นเรือที่จอดอยู่บริเวณใกล้ๆ แต่ก็ถูกคลื่นซัดจนเรือจม ทั้งตัวเองภรรยาและลูกถูกคลื่นซัดจมน้ำไปคนละทิศละทาง ตนพยายามว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งเพื่อที่จะไปนำเรืออีกลำไปช่วยลูกและภรรยา แต่ไม่สามารถว่ายน้ำถึงฝั่งได้ เนื่องจากคลื่นสูงและแรง จนกระทั่งเวลา 04.30 น. จึงกลับขึ้นฝั่งได้ จนทราบว่ามีชาวบ้านช่วยภรรยาและลูกขึ้นจากน้ำแล้ว แต่ลูกวัย 7 ขวบเสียชีวิต

ด้านสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.สมุทรสาคร รายงานว่า ช่วงเวลา 04.30 น. เกิดพายุและลมกระโชกแรงในพื้นที่ อ.เมือง และ อ.บ้านแพ้ว ทำให้บ้านเรือนประชาชนเสียหายรวม 19 หมู่บ้าน 14 ตำบล เสาไฟฟ้าขนาดใหญ่โค่นล้ม 11 ต้น ในพื้นที่ตำบลโรงเข้ มีบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหายบางส่วน 8 หลังคาเรือน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งกำลังดำเนินการสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม

ที่ จ.สมุทรสงคราม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเวลาระหว่าง 04.00-05.00 น. เกิดพายุฝนตกและลมกระโชกแรงในพื้นที่ ทำให้เสาไฟฟ้าริมถนนพระราม 2 เขต ต.บางแก้ว หักโค่นกว่า 50 ต้น ทำให้สายไฟฟ้าขาดกระแสไฟฟ้าดับ นอกจากนั้นยังมีต้นไม้หลายต้นหักโค่นลงมาขวางถนนอีกด้วย แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต นอกจากนั้นสำนักงานเกษตร จ.สมุทรสงคราม ถูกเสาไฟฟ้าแรงสูงล้ม 8 ต้นล้มทับได้รับความเสียหายบางส่วน เจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ต้องระดมตัดต้นไม้ รวมทั้งซ่อมแซมไฟฟ้าให้ใช้ได้โดยเร็วที่สุด

ที่ จ.เพชรบุรี นายพยุง หงส์ทอง อายุ 60 ปี ชาวอำเภอชะอำ แจ้งว่า นายศรนัท หงษ์ทอง อายุ 34 ปี ลูกชาย และนายรวม อายุประมาณ 40 ปี เพื่อนลูกชาย ได้ออกเรือประมงพื้นบ้านชื่อเบล ไปตกหมึกในทะเล ห่างจากฝั่งประมาณ 4 ไมล์ทะเล หรือ 6 กิโลเมตร ทางด้านทิศเหนือของชายหาดชะอำ จนเวลา 04.00 น.ที่ผ่านมาเกิดพายุฝนกระหน่ำมีคลื่นลมทะเลสูง 3-4 เมตร เพื่อนเรือประมง 3 ลำและลูกชายได้ขับเรือเข้าฝั่ง เพื่อหนีพายุฝน แต่ในระหว่างที่ขับเรือเข้าฝั่ง เรือของลูกชายตนได้ขาดการติดต่อไป เบื้องต้นประสานมูลนิธิสว่างสรรเพชญธรรมสถานเพชรบุรี นำทีมชุดประดาน้ำออกค้นหา พร้อมประสานศรชลเพชรบุรี ตำรวจน้ำปราณบุรี กรมประมง และชายฝั่ง ร่วมส่งกำลังลงพื้นที่ค้นหาผู้สูญหาย

จมทะเล – เรือประมงพื้นบ้านถูกพายุและคลื่นสูง 5 เมตร ซัดจมทะเลเกาะนมสาว อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ นางบุญยิ่ง สุขดิบ อายุ 65 ปี ติดใต้ท้องเรือเสียชีวิต อาสากู้ภัยลำเลียงนำศพขึ้นฝั่ง ส่วนสามีรอดชีวิต เมื่อวันที่ 6 พ.ค.

วันเดียวกัน ร.ต.อ.โกวิทย์ สุขบุญกอง รองสารวัตรสอบสวน สภ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งมีเรือประมงพื้นบ้านถูกพายุพัดจนเรือพลิกคว่ำที่บริเวณหลังเกาะนมสาว บ้านหัวตาลแถว ต.สามร้อยยอด ที่เกิดเหตุบริเวณหน้าหาดเกาะนมสาว พบชาวบ้านกำลังช่วยกันนำร่างนางบุญยิ่ง สุขดิบ อายุ 65 ปี ออกมาจากใต้ท้องเรือประมงพื้นบ้านชื่อช้อนทอง ที่ถูกพายุฝนพัดพลิกคว่ำอยู่ในทะเล สอบสวนทราบว่า นายบุญทรงและนางบุญยิ่ง สุขดิบ 2 สามีภรรยา ออกเรือไปหาปลาตั้งแต่เวลา 03.30 น. แต่เกิดพายุคลื่นสูงประมาณ 5 เมตรซัดเรือล่ม นางบุญยิ่งติดอยู่ใต้ท้องเรือเสียชีวิต ส่วนนายบุญทรงหนีออกมาเกาะเรือลอยคออยู่กลางทะเลในสภาพรับบาดเจ็บเล็กน้อย

เวลา 04.00 น. วันเดียวกันนี้ พ.ต.ท.วิชัย แสงวิเชียร รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองชุมพร รับแจ้งเหตุเรือประมงขนาดเล็กเจอพายุฝนและลมพัดจนล่ม มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ถูกนำมาไว้บนฝั่ง บริเวณ ม.7 ต.นาทุ่ง ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณแหลมคอกวาง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชมดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและ ชมดวงอาทิตย์ตกในช่วงเย็นทางทิศตะวันตก พบศพน.ส.จุรีรัตน์ อ่ำศรี อายุ 38 ปี มีนายอุดม ธนบัตร อายุ 43 ปี สามีนั่งกอดร่ำไห้ด้วยความเศร้าโศก

สอบสวนนายอุดมทราบว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 5 พ.ค. ทั้งคู่นำเรือไฟเบอร์ ติดเครื่องยนต์แบบหางยาว ขนาดกว้าง 1 เมตรเศษ ยาว 5 เมตร ออกไปหาตกหมึกและตกปลา โดยทอดสมออยู่บริเวณหน้าแหลมไทรย้อย ห่างจากฝั่งประมาณ 130 เมตร กระทั่งเมื่อเวลา 03.30 น. ของวันที่ 6 พ.ค. เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักตามมาด้วยลมพายุพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง ขณะนำเรือเข้าฝั่งถูกคลื่นซัดจนล่มจมลงท้องทะเล จึงได้พยายามว่ายน้ำพยุงภรรยาพร้อมตะโกนขอความช่วยเหลือจากเรือประมงแต่คลื่นลมแรงแม้จะปล่อยเชือกมาให้และโยนแกลลอนน้ำมาให้เกาะก็ถูกคลื่นซัดห่างออกไป สุดท้ายต้องลอยตัวพยุงภรรยาเข้าฝั่ง โดยภรรยาเกิดสะอึกและอาเจียนออกมาเป็นเลือดแล้วแน่นิ่งไป พยายามปั๊มหัวใจแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือ จ.ระยอง (ศคท.จว.ระยอง) รับแจ้งว่า มีเรือไดหมึกสูญหายไปพร้อมลูกเรือ 3 คน บริเวณทะเลด้านทิศตะวันออกของเกาะเสม็ด จึงประสานไปยังเรือประมงใกล้เคียง และ พร้อมด้วยการนำเรือออกไปค้นหาและช่วยเหลือทันที สำหรับเรือประมงที่อับปางลง ชื่อ เรือประมงโชควศิน 2 ได้ออกเรือไปแล้ว 3 วัน ก่อนจะถูกคลื่นซัดจมหายไปขณะกำลังลอยลำหาปลาหมึกอยู่ในจุดดังกล่าว หลังจากออกค้นหาสามารถช่วยเหลือ นายวศิน เจริญพานิช อายุ 29 ปี เจ้าของเรือ ที่ลอยคออยู่ในทะเลได้ ต่อมาพบศพนายสุธา อายุ 18 ปี ลูกเรือ ส่วนลูกเรืออีกคนซึ่งเป็นพ่อของนายสุธายังหาไม่พบ

นายวศินกล่าวว่า ขณะลอยลำหาปลาหมึกอยู่กลางทะเล จู่ๆ เกิดพายุคลื่นขนาดใหญ่ซัดเรือจนพลิกคว่ำ ทั้งเรือและลูกเรือจมลงในทะเลทันที ต่างคนต่างหนีเอาตัวรอดไปตามแรงคลื่น โชคดีที่มีเรือประมงที่อยู่ใกล้เข้ามาช่วยทันจึงรอดชีวิตมา

ที่จ.ตราด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 00.30 น. ของวันที่ 6 พ.ค. เกิดพายุและคลื่นสูงในพื้นที่แหลมงอบ และบริเวณใกล้เคียง ทำให้บ้านเรือนประชาชน และเรือประมงได้รับความเสียหาย โดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ตราด รายงานว่า มีเรือประมงหลายลำได้รับความเสียหายและจมในช่วงเวลาเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สะพานท่าเทียบเรือเพื่อการประมงอำเภอแหลมงอบ เรือประมงปั่นไฟขนาดความยาว 21 วา ชื่อ อ. ธมลวรรณ ถูกคลื่นซัดเรือกระแทกกับท่าเทียบเรือจนท้ายเรือแตกน้ำเข้าท้องเรือทำระบบไฟฟ้าทั้งหมดและเครื่องยนต์เสียหาย เสียหายกว่า 1 ล้านบาท นอกจากนั้นที่ท่าเรือวสันต์ บ้านแหลมอวน ต.คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ เรือ 3 ลำ ชื่อ โชคธีรภัทร 1 โชคธีรภัทร 2 และเรือปั่นไฟอีก 1 ลำ ถูกพายุและคลื่นทะเลที่ซัดได้รับความเสียหาย ซึ่งทั้งสามลำอยู่ระหว่างการกู้เรือขึ้นมา และประมาณค่าเสียหายไว้กว่า 5 แสนบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.บุรีรัมย์ ว่า เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ของคืนวันที่ 5 พ.ค. เกิดพายุฝนพัดกระหน่ำในหลายอำเภอ ทำให้บ้านเรือนชาวบ้านได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่หลังคาบ้านปลิวหายจากแรงพายุ เช่น อ.เมือง, บ้านด่าน, ประโคนชัย, กระสัง, พลับพลาชัย และอีกหลายอำเภอที่ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำลังสำรวจอยู่ในขณะนี้ โดยในตัวเมืองบุรีรัมย์ ห้างทวีกิจซุปเปอร์เซ็นเตอร์ บริเวณศูนย์อาหารของห้าง ซึ่งเป็นแผงกระจกขนาดใหญ่ล้มระเนระนาดไปทั้งแผง บริเวณหน้าห้างที่เป็นตลาดรางรถไฟ ร้านค้ามากกว่า 70 ร้านค้า ถูกแรงพายุพัดปลิวกระจัดกระจายเสียหายทั้งหมด รวมถึงเต็นท์ของโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ที่ตั้งไว้สำหรับเอาไว้คัดกรองกลุ่มเสี่ยงโควิด-19 ปลิวเสียหายเกือบทั้งหมดเช่นเดียวกัน

สำหรับสถานการณ์พายุฝนในครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 3 ปี เบื้องต้นคาดว่าจะมีบ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า 200 หลังคาเรือนทั้งจังหวัด ซึ่งขณะนี้ ปภ.ได้เร่งสำรวจความเสียหายบ้านเรือนราษฎรแล้ว เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน