ป้อมสั่งเด็ดขาด
ปราบ‘เฟกนิวส์’
‘ชวน’ถกวิป 3 ฝ่าย-ตัวแทนครม. ขานรับมาตรการป้องกันโควิดเต็มร้อย เดินหน้าประชุมสภาตามกำหนด พรรคร่วมฝ่ายค้านเผยจ่อชงญัตติร่างแก้ไขรธน. 2 ฉบับเข้าสภาทันที ประกบร่างของพปชร.ที่เสนอไปก่อนแล้ว ลั่นจะใช้วันพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 65 เป็นเวทีซ้อมใหญ่ซักฟอกรัฐบาล ‘จุรินทร์’ เชื่อ‘บิ๊กตู่’ ชี้แจงได้ ‘อันวาร์’ จี้ ปชป.ถอนตัวจากรัฐบาลอีก ‘บิ๊กป้อม’ สั่งฟันเฟกนิวส์ขั้นเด็ดขาด ดีอีเอสยันแอ๊กเคาต์อวตารก็ดำเนินคดีได้ โทษสูงสุดคุก 5 ปี
‘บิ๊กป้อม’สั่งฟันเฟกนิวส์
เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ห้องประชุม บมจ. ทีโอที พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการ ดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยมีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ต้อนรับ ซึ่งภาพรวมของข่าวปลอม (เฟกนิวส์) ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 พบเรื่องสุขภาพมากถึง 66 เปอร์เซ็นต์ โดยดีอีเอสและ หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ดำเนินการตาม ขั้นตอนตามนโยบายที่ได้รับมอบ
พล.อ.ประวิตรกล่าวมอบนโยบายให้ดีอีเอส สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทต่อการสร้างกระแสข่าวปลอม ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความสับสน ความตระหนกในสังคม ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลในช่วงวิกฤต โควิด-19 ซึ่งรัฐบาลพยายามแก้ปัญหา เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ปลอดภัยจากโควิด-19 ควบคู่กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเต็มความสามารถ จึงขอให้หน่วยงานเกี่ยวข้อง ต้องบูรณาการทำงาน เฝ้าระวังข่าวปลอมตลอดเวลาและตรวจสอบข่าวสารอันเป็นเท็จ ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว พร้อมให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนและแจ้งเตือนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม
ดีอีเอสยันแอ๊กเคาต์อวตารก็ผิด
ด้านนายชัยวุฒิเปิดเผยถึงสถานการณ์ ข่าวปลอมว่า ตั้งแต่ก่อตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม วันที่ 1 พ.ย.2562-11 พ.ค.2563 มีข้อมูล 116,419,184 ข้อความ พบข้อความที่เข้าเกณฑ์ดำเนินการ 30,183 ข้อความ มีการตรวจสอบและดำเนินการไปแล้ว 10,587 ข้อความ พบเป็น ข่าวปลอม 2,795 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 416 เรื่อง ข้อมูลที่เข้าสู่ระบบการตรวจสอบส่วนใหญ่ มาจากไลน์ มากกว่า 300,000 ข้อความ รองลงมาเป็นเฟซบุ๊กกว่า 13,000 ข้อความ เว็บไซต์กว่า 4,000 ข้อความ และทวิตเตอร์กว่า 2,000 ข้อความ
ดีอีเอสจะเดินหน้าดำเนินคดีร่วมกับ ตร. กับบุคคลที่สร้างข่าวปลอมและมีการแชร์โพสต์ข้อความข่าวปลอมอย่างเต็มที่ในทุกกรณี เนื่องจากข่าวปลอมส่งผลให้เกิดความเสียหาย ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก โดยเฉพาะ การปล่อยข่าวปลอมเพื่อดิสเครดิตข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ต้องเร่งดำเนินคดีอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นใจกับประชาชน
“ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สามารถตรวจสอบ ข้อมูลผู้ที่โพสต์ข่าวปลอม และสามารถยืนยันตัวตนได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแอ๊กเคาต์ปลอม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการมอนิเตอร์และรวบรวมข้อมูลหลักฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแอ๊กเคาต์ปลอม หรือผู้ที่สร้างแอ๊กเคาต์อวตาร เจ้าหน้าที่ก็สามารถดำเนินคดีได้ทุกคน เนื่องจากเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีโทษสูงสุดคือจำคุก 5 ปี” นายชัยวุฒิกล่าว
ป้อง‘บิ๊กตู่’-แก้ปัญหาโควิดดี
นายชัยวุฒิ กล่าวถึงพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ไต่สวน และมีความเห็นกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขัดต่อ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ทำให้การแก้ปัญหา โควิด-19 ล้มเหลวว่า ขอถามว่าเรื่องนี้ผิดจริยธรรม อย่างไร เพราะนายกฯ ทำหน้าที่ได้ดี
การแพร่ระบาดเป็นเรื่องของประชาชนหรือคนบางกลุ่มนำเชื้อเข้ามาโดยไม่ระมัดระวัง และไม่ปฏิบัติตามมาตรการ ทำให้เชื้อแพร่กระจายไป จึงไม่ใช่การผิดพลาดในการดำเนินงานของรัฐบาล ต้องแยกกัน ไม่อย่างนั้น ทุกประเทศทั่วโลก นายกฯ ก็ผิดหมด ทั้งอินเดีย อเมริกา และอังกฤษ ผิดจริยธรรมกันทั้งโลก เพราะระบาดหนักกว่าไทยอีก จึงต้องดูว่าเรื่องนี้เกิดจากอะไร เป็นความผิดพลาดของรัฐบาลที่ดำเนินการ หรือเป็นเรื่องของประชาชน หรือเป็นการระบาดที่ควบคุมไม่ได้
ปชป.เชื่อนายกฯแจงซักฟอกได้
เมื่อเวลา 10.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) พร้อมด้วยนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรค และพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ลงพื้นที่ เพื่อมอบเครื่องยังชีพ และข้าวกล่อง 200 กล่อง ช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยโควิด-19 ผ่านผู้นำชุมชน ในเขตหลักสี่ไปยังครอบครัวผู้ติดเชื้อ และหลังจากนี้ จะจัดส่ง “ถุงยังชีพ เดลิเวอรี่ ผ่านเคอรี่ ส่งตรงถึงบ้าน” เพื่ออำนวย ความสะดวกให้ครอบครัวผู้ที่ได้รับเชื้อและต้องกักตัว เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
นายจุรินทร์ให้สัมภาษณ์ถึงฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เกี่ยวกับการแก้ปัญหาโควิด-19 ว่า ไม่ทราบว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือเปิดอภิปราย ทั่วไปโดยไม่ลงมติ ต้องดูว่าฝ่ายค้านจะยื่นอย่างไร แต่เชื่อว่าอย่างน้อยที่สุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ตอบได้ เพราะนายกฯ ทำทุกอย่าง กับมือ และส่วนไหนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงไหน กระทรวงนั้นคงช่วยตอบ
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ เพราะเรื่องโควิด-19 มีทั้งกระแสโจมตีจากประชาชน นักการเมือง ฝ่ายวิชาการ นายจุรินทร์กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นภาวะวิกฤตและหลายประเทศก็เผชิญปัญหาใกล้เคียงกัน แม้บางประเทศจะคลี่คลายไป แต่บางประเทศยังประสบปัญหาหนักหน่วง เราถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ รัฐบาล พยายามเข้าไปคลี่คลายในหลายมาตรการ และผู้ที่มีหน้าที่จัดหาวัคซีน กำลังเร่งรัดดำเนินการอยู่ จึงขอเชิญชวนประชาชนไปฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันความรุนแรงของโควิด-19 ยืนยันว่าไม่มีอันตราย อย่างตนได้รับวัคซีนแล้ว และไม่มีผลข้างเคียง
เปิดสภาป้องกันโควิดเต็มร้อย
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมร่วม 4 ฝ่าย ประกอบด้วย คณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย และผู้แทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะผู้แทนครม. นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ ที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เลขาธิการสภา เพื่อหารือเกี่ยวกับการประชุมสภา และการประชุมร่วมรัฐสภา การกำหนดระเบียบ วาระการประชุม และมาตรการด้านสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19
นายชวนให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีบางคนอยากให้เลื่อนประชุมสภาสมัยประชุมสามัญออกไป อยากให้ดูสถานการณ์ ก่อน ซึ่งตนได้ให้เลขาธิการสภาชี้แจงถึงมาตรการป้องกันเข้มงวด นอกจากขอร้องให้ ส.ส.ฉีดวัคซีนให้ทั่วถึงแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐสภาฝ่ายประชุมได้ฉีดวัคซีนแล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่คนใดที่มีปัญหาเรื่องโรคประจำตัว หรือแพ้ ก็ให้เอาใบรับรองแพทย์มายืนยัน ดังนั้น มาตรการป้องกันเจ้าหน้าที่ต้องเต็มร้อย
ส่วนความสะอาดของห้องประชุมนั้น อธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อได้ให้คำแนะนำมาตลอด เราจะดูแลเข้มงวดเรื่องการเข้า-ออก และการเตรียมที่นั่ง ที่ผ่านมาเวลามีผู้อภิปราย จะมีคนขอเข้าไปนั่งด้วยเพื่อจะมีภาพออกโทรทัศน์ ซึ่งต่อไปนี้จะไม่ให้มีแล้ว และจะให้ สวมหน้ากาก เว้นแต่ช่วงอภิปราย
‘ชวน’ขอพปชร.ถอนแก้รธน.ก่อน
นายชวนกล่าวว่า ในวันที่ 27 พ.ค. สภา จะประชุมวันแรก พิจารณา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 และ พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟู ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ถ้าเสร็จถือว่าจบ ถ้าไม่เสร็จก็ต่อวันที่ 28 พ.ค. ส่วนการ ประชุมร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ 2565 จะเป็นวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย. โดยขั้นต่อไป สภาต้องเตรียม คือห้องประชุมใหญ่ เพราะจะคุมคนไม่ให้เข้ามา หรือให้เข้ามา ในจำนวนจำกัด
การประชุมรัฐสภาจะหนัก เพราะมีผู้เข้าร่วม ประชุมจำนวนมาก ดังนั้น ในเรื่องที่ประชุมค้าง 2 เรื่องคือ ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่บรรจุวาระแล้ว ได้ขอให้เจ้าของเรื่องนำกลับไปหารือว่าถ้าไม่จำเป็น จะยังไม่นำมาประชุมสภา แต่ถ้าเป็นเงื่อนไขกฎหมายบังคับก็จะประชุม แต่จะเป็นช่วงไหน จะพิจารณาอีกครั้ง
นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล แถลงว่า สภาจะเปิดสมัยประชุมสามัญในวันที่ 22 พ.ค. โดยกำหนดวันที่ 27-28 พ.ค. ประชุม พิจารณาพ.ร.ก. ที่รัฐบาลออกไว้แล้ว และ จะประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2565 ระหว่างวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย. หากเปิดประชุม จะมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้น แต่หากสถานการณ์แย่กว่านี้จะพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้กำหนดไว้แบบนี้ก่อน
ฝ่ายค้านเตรียมซ้อมใหญ่อภิปราย
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย(พท.) ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อเปิดประชุมสภา ในวาระพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 เราจะใช้เวทีนี้ซักถามรัฐบาล ถึงการจัดงบแก้ไขวิกฤตโควิด-19 เพราะงบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาและเกี่ยวพันในทุกเรื่อง ดังนั้น เราจึงสามารถใช้เวทีนี้ทวงถามแนวทางแก้ปัญหาและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้ แต่ถ้ารัฐบาลยังใช้พวกมากลากไป ไม่สนทำท้วงติงของฝ่ายค้าน เราจะหารือกันในพรรคร่วมฝ่ายค้านหลังการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ว่าจะยื่นอภิปรายต่อเนื่องเลยหรือไม่ เพราะพรรคเพื่อไทยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยกันภายในแล้ว แต่ต้องรอหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกครั้ง ส่วนจะเป็นการอภิปรายแบบลงมติหรือไม่ คงต้องรอผลการประชุม
ด้านนายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2565 พรรคร่วมฝ่ายค้านจะใช้โอกาสนี้เป็นเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลย่อมๆ เพื่อซักฟอกรัฐบาลต่อการบริหารจัดการการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ล้มเหลว ส่วนจะยื่นอภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงใดนั้น คาดว่าเมื่อเปิด ประชุมสภาแล้ว ช่วงวันที่ 24-25 พ.ค. พรรคร่วมฝ่ายค้านจะมีการหารือกันอีกครั้ง เพื่อประเมินและสรุปเนื้อหาข้อมูลอภิปราย ความเป็นไปได้ของความรุนแรงของปัญหา และความต้องการของสังคม
“การอภิปรายร่างงบประมาณปี 2565 จะเป็น เวทีซักฟอกรัฐบาลไปในตัว ซึ่งเป็นแบบนี้ทุกปี อยู่แล้ว หนีไม่พ้น เพราะต้องชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องในการบริหารจัดการของรัฐบาล ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในขณะนี้” นายสุทินกล่าว
จ่อชงร่างแก้รธน. 2 ฉบับ
นายสุทินกล่าวด้วยว่า นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ได้หารือถึงการเสนอเนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เสร็จแล้ว เบื้องต้นพรรคฝ่ายค้านจะเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติม 2 ฉบับ คือ ฉบับที่แก้ไขมาตรา 256 ที่ยึดเนื้อหาตามการปรับแก้ไขตามที่รัฐสภาผ่านการ พิจารณาวาระสอง ซึ่งปรับเกณฑ์การลงคะแนนเสียงวาระแรก และวาระสาม ให้ใช้เสียง ไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของสมาชิกเท่าที่ มีอยู่ของสภา หรือ 450 เสียง
ฉบับสอง คือการแก้ไขรายมาตรา โดยจะนำ เนื้อหาบางส่วนจากการเสนอญัตติขอแก้ไขรอบที่ผ่านมามาประกอบ และได้ปรับปรุงสาระเพิ่มเติมเล็กน้อย เช่น การปรับแก้ไขเรื่องระบบเลือกตั้ง โดยให้กลับมาใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และยึดรูปแบบตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ทั้งนี้ จะไม่แก้ไขเรื่องการเสนอบัญชีนายกรัฐมนตรี ซึ่งประเด็นดังกล่าว ยอมรับว่าคล้ายกับญัตติที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชี รายชื่อ พรรคพลังประชารัฐเสนอ
นอกจากนี้ ยังเพิ่มเติมเนื้อหาว่าด้วยสิทธิของ ประชาชนที่ได้รับการประกันตัว โดยได้บัญญัติ เพื่อให้สิทธิดังกล่าวถูกรับรองและปฏิบัติ เพิ่มเติมประเด็นการป้องกันการรัฐประหาร ที่จะเกิดขึ้น เช่น เนื้อหาการนิรโทษกรรมที่จะกำหนดว่า กรณีใดทำได้ แต่จะยกเว้นไม่รวมการก่อการรัฐประหาร รวมถึงการกำหนดว่า การรัฐประหารหากเกิดขึ้นต้องไม่นับให้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ เป็นต้น เมื่อเปิดสมัยประชุม ปลายเดือน พ.ค. พรรคฝ่ายค้านจะยื่นญัตติทันที เพื่อประกบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชารัฐที่เสนอไปก่อนหน้านี้