งัด10มาตรการรับมือ
ศบค.แถลงห่วงยอดพุ่ง
ป่วยนิวไฮ9,635ตาย25
ตามคนงาน‘11บริษัท’
คลัสเตอร์แคมป์หลักสี่
แหลมฉบังปิดเทศบาล
ติดโควิดรายวันอีก 9,635 จำนวนนี้ พบในเรือนจำ 6,853 เสียชีวิตเพิ่ม 25 ยอดตายสะสม 614 คุกเชียงใหม่ใช้แผนบับเบิล แอนด์ ซีล ควบคุมเชื้อ พบป่วยแล้ว 3,793 พร้อมตั้งโรงพยาบาลสนามในเรือนจำ มั่นใจ 28 พ.ค.นี้คุมได้หมด เผย 15 เรือนจำ ทั่วประเทศติดโควิด ยุติธรรมงัดมาตรการ ล้อมคอกติดเชื้อในคุก ห้ามเข้าออกเด็ดขาด สั่งเร่งฉีดวัคซีนนักโทษ จนท.ทั่วประเทศ พบผู้ต้องขังใน 8 เรือนจำติดโควิด 10,226 ศบค.ยอมรับกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ห่วง 28 คลัสเตอร์ 19 เขตยังพบเชื้อ เร่งติดตาม 11 บริษัท ซับคอนแทร็กต์รับงานก่อสร้าง ย่านหลักสี่ จนท.เทศบาลแหลมฉบังก็ป่วย ต้องปิดสำนักงานเทศบาล 3 วัน

คัดกรอง – เจ้าหน้าที่สาธารณสุขคัดกรองเข้มตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้พนักงานบริษัทสยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู้ด จำกัด โรงงานแปรรูปอาหารทะเลใน อ.จะนะ จ.สงขลา หลังพบเป็นคลัสเตอร์ใหม่ มีผู้ติดเชื้อป่วยสูง เมื่อวันที่ 17 พ.ค.
ติดโควิดอีก 9,635-ตายเพิ่ม 25
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 17 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. แถลงว่า วันนี้มีผู้ติดเชื้อรวม 9,635 ราย แบ่งเป็นติดเชื้อใหม่ 2,782 ราย จากในประเทศ 2,273 ราย ต่างประเทศ 9 ราย ได้แก่ มาเลเซีย 4 ราย เข้ามาทางด่านปกติ ไอร์แลนด์ อิสราเอล ปากีสถาน ประเทศละ 1 ราย และกัมพูชา 2 ราย และติดเชื้อภายในเรือนจำ ที่ต้องขัง 6,853 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 111,082 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 25 ราย ยอดเสียชีวิตสะสม 614 ราย อาการหนัก 1,200 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 400 ราย
สำหรับผู้เสียชีวิต 25 ราย เป็นชาย 15 ราย หญิง 10 ราย อายุเฉลี่ยผู้เสียชีวิต 60 ปี อยู่ในกรุงเทพฯ 18 ราย สุพรรณบุรี สุโขทัย สมุทรสาคร สมุทรปราการ นนทบุรี นครสวรรค์ ชัยนาท จังหวัดละ 1 ราย มีโรคประจำตัว ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดสมอง ไต หัวใจ ภาวะอ้วน โรคปอดเรื้อรัง มะเร็ง และโรคประจำตัว มีปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อ มาจากคนในครอบครัว คนอื่น เช่นเพื่อนร่วมงาน พักหรือเดินทางไปในพื้นที่ระบาด มีอาชีพเสี่ยง เช่นขับรถรับจ้างไปในสถานที่แออัดหรือสถานบันเทิง
โดยจังหวัดที่พบติดเชื้อสูงสุด 10 อันดับ คือ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสาคร ชลบุรี สงขลา เพชรบุรี นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา ภาพรวม ผู้ติดเชื้อทั้งประเทศมากกว่า 100 ราย มี 4 จังหวัด กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี ผู้ติดเชื้อ 50-100 ราย มี 1 จังหวัดคือสมุทรสาคร และผู้ติดเชื้อ 10-50 ราย 10 จังหวัด คือ ชลบุรี สงขลา เพชรบุรี นครปฐม พระนครศรีอยุธยา สุราษฎร์ธานี ราชบุรี ระยอง จันทบุรี และนครศรีธรรมราช
ผู้ติดเชื้อ 1-10 ราย มี 45 จังหวัด คือ เชียงใหม่ นราธิวาส ฉะเชิงเทรา กระบี่ นครนายก สิงห์บุรี สระแก้ว นครสวรรค์ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครราชสีมา ระนอง เชียงราย ขอนแก่น ลาปาง ร้อยเอ็ด ลพบุรี อ่างทอง สุรินทร์ พิจิตร อุดรธานี ปราจีนบุรี สระบุรี ศรีสะเกษ สมุทรสงคราม กาฬสินธุ์ เลย ภูเก็ต พัทลุง อุบลราชธานี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ตราด ยโสธร สกลนคร แม่ฮ่องสอน ตรัง มหาสารคาม ปัตตานี ยะลา กำแพงเพชร ตาก พะเยา อุทัยธานี
และจังหวัดที่ไม่มีการติดเชื้อ 17 จังหวัด ลำพูน ชัยภูมิ บุรีรัมย์ นครพนม น่าน สุโขทัย ชุมพร แพร่ อุตรดิตถ์ ชัยนาท หนองคาย พังงา อำนาจเจริญ มุกดาหาร หนองบัวลำภู บึงกาฬ สตูล ซึ่งตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมพบว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 41,770 ราย ส่วนจังหวัดอื่นๆ ลดลง
ทั้งนี้กทม.และปริมณฑล 5 จังหวัด ติดเชื้อรวมกันวันนี้ 2,362 ราย จากเมื่อวาน 1,744 ราย ส่วนจังหวัดอื่นๆ 71 จังหวัด รวมกันเหลือ 411 ราย
คลัสเตอร์คุกติดเชื้อแล้ว 10,748
สำหรับยอดเรือนจำติดเพิ่ม 6,853 ราย ยอดสะสมเรือนจำคือ 10,748 ราย ภาพรวมตอนนี้ที่มีการค้นหาเชิงรุกในเรือนจำ 8 แห่ง มีการกระจายพบการติดเชื้อแตกต่างกันไป ตั้งแต่ต่ำสุด 3% และสูงสุดคือเรือนจำเชียงใหม่ 61% โดยเฉลี่ยตรวจ 24,357 ราย ติดเชื้อ 10,748 ราย ติดเชื้อเป็น 49% ขอให้ดูแลสุขภาพอย่างดี คนที่อาการหนักเรือนจำจะดูแล อย่างดีที่สุดภายในให้ได้ กระทรวงสาธารณสุข และกรมราชทัณฑ์ก็จับมือดูแลใกล้ชิด
“โดยสรุปการติดเชื้อยังกระจุกตัวใน กทม.และปริมณฑล ผู้ป่วยหนักใส่ท่อช่วยหายใจ ยังเพิ่มขึ้นอยู่ อัตราครองเตียงเพิ่มมากขึ้น”
เฝ้าระวัง 5 เขตระบาดหนัก
นพ.ทวีศิลป์กล่าวด้วยว่า ในที่ประชุมอีโอ กระทรวงสาธารณสุข และศปก.ศบค.พุ่งเป้าไปที่คลัสเตอร์ระบาดในกรุงเทพฯ ชั้นใน 5 เขต ได้แก่ เขตหลักสี่ ที่มีปริมาณผู้ติดเชื้อสูง รองลงมาคือป้อมปราบศัตรูพ่าย ราชเทวี คลองเตย และเขตห้วยขวาง โดยพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะผอ.ศปก.ศบค. ได้ให้ทำจุดตรวจสอบการกระจายเชื้อ เพื่อดูความหนาแน่นของพื้นที่ ต่อการกระจายของประชากรแต่ละพื้นที่ ในกรุงเทพฯ แยกพื้นที่สีแดงยังพบติดเชื้อ ต่อเนื่อง สีเหลืองไม่พบผู้ป่วยในช่วง 14 วันและเฝ้าระวังอยู่ สำนักอนามัย กทม.รายงานว่า ตอนนี้การติดเชื้ออยู่ในกทม.ชั้นในและบริเวณขอบคือหลักสี่ที่มีการติดเชื้อสูงมากกว่า 6 ต่อพันประชากร คือ หลักสี่ ป้อมปราบศัตรูพ่าย ราชเทวี คลองเตย และห้วยขวาง ทั้งนี้กทม.ที่รวมประชากรแฝงแล้วมีเกือบ 10 ล้านคน ต้องทำให้เขต ประชาชน และผู้ประกอบการตระหนักรู้ โดยแบ่งออกเป็น 4 เขต คือ 1.เขตที่มีปริมาณการระบาดมากและเพิ่มขึ้นเร็ว 25 เขต 2.ระบาดมาก แต่เพิ่มช้า 6 เขต 3.ปริมาณระบาดไม่มาก แต่เพิ่มขึ้นเร็ว 17 เขต และ 4.ระบาดไม่มากและเพิ่มขึ้นช้า 2 เขต
“กทม.รายงานว่าตอนนี้ที่แอ๊กทีฟมี 28 คลัสเตอร์ ใน 19 เขต ได้แก่ ดินแดง วัฒนา คลองเตย หลักสี่ ลาดพร้าว ราชเทวี พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สวนหลวง ปทุมวัน สาทร สัมพันธวงศ์ จตุจักร บางรัก ประเวศ วังทองหลาง รามคำแหง บางกอกน้อย และห้วยขวาง โดยที่ติดเชื้อสูงสุด 5 อันดับแรก คือ แคมป์ก่อสร้าง เขตหลักสี่ แฟลตดินแดง ตลาดห้วยขวาง เขตดินแดง คลองถมเซ็นเตอร์ และวงเวียน 22 ก.ค. เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และแคมป์คนงาน ก่อสร้าง เขตวัฒนา” นพ.ทวีศิลป์
ติดตามอีก 11 บริษัทรับช่วงต่อ
ขณะนี้มีการทำค้นหาเชิงรุกไปทั่ว กทม.โดยวันที่ 15 พ.ค. ตรวจ 5,642 ราย ติดเชื้อ 371 ราย คิดเป็น 6.58% หรือ 100 คน ติดเกือบ 7 คน ที่ประชุมหารือถึงกรณีการติดเชื้อในแคมป์ก่อสร้างที่หลักสี่ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ตอนนี้ติดเชื้อ 885 ราย คิดเป็น 83% จากคน 1,667 คน ซึ่งมีการอยู่อย่างแออัด และมีบริษัทรับเหมาต่อเนื่องจากการก่อสร้างงานนี้ไปอีก 11 บริษัทและอื่นๆ อีกที่กำลังติดตาม สำหรับแคมป์อื่นๆ อีก 8 แคมป์ บริษัทอื่นๆ ที่กระจายตัวก็ต้องหาข้อมูลต่อ
นอกจากแคมป์ก่อสร้างหลักสี่แล้ว ยังมีชุมชนรอบข้างที่เกิดการติดเชื้อจำนวนมากอีก 6 ชุมชน คือชุมชนแฟลตตำรวจสิระ 214 คน ชุมชนอยู่แล้วรวย 360 คน ชุมชนแฟลตตำรวจส่วนกลาง 3,300 คน ชุมชนกองบัญชาการศึกษาฯ 750 คน ชุมชนคนรักถิ่น 490 คน และชุมชนเปรมสุขสันต์ 804 คน รวม 6,118 คน
สำหรับมาตรการควบคุมโรคแคมป์ก่อสร้าง อิตาเลียนไทย คือ 1.การเฝ้าระวังในแคมป์ 2.การแยกกักผู้ป่วย 3.การกักกันผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 4.การฝ้าระวังนอกแคมป์ 5.ซีลแคมป์ก่อสร้าง 6.การจัดการสิ่งแวดล้อมในแคมป์ 7.การบริหารวัคซีนในพื้นที่ระบาด และ 8.ติดตามบริษัทรับเหมาซับคอนแทร็คอีก 11 บริษัท ขอให้แจ้งรายงานแจ้งรับทราบและร่วมกับสำนักงานเขต สำนักอนามัย เพื่อเสนอตัวเข้าไปร่วมด้วยช่วยกัน เพราะต้องติดตามคนของท่าน เพื่อความปลอดภัย หากไปรับงานอื่นที่ไหนจะได้ช่วยกันติดตาม
นักโทษ 8 คุกป่วยพุ่ง 10,226
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับผู้ต้องขังที่พบติดเชื้อโควิด วันที่ 17 พ.ค. จำนวน 8 แห่ง ที่กรมราชทัณฑ์ต้องให้การช่วยเหลือ จากทั้งหมด 143 เรือนจำ (ไม่รวมทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์) จำนวนผู้ต้องขัง 37,547 ราย พบผู้ต้องขังติดเชื้อโควิดอยู่ระหว่างการรักษา 10,226 ราย มีผู้ต้องขังกลุ่มสีแดง 63 ราย และใส่ท่อช่วยหายใจรักษาอาการที่โรงพยาบาล นครพิงค์ เชียงใหม่ 3 ราย รักษาอยู่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ กลุ่มผู้ต้องขังสีแดง 9 ราย กลุ่มผู้ต้องขังสีเหลือง 884 ราย กลุ่มผู้ต้องขังสีเขียว 9,279 ราย
ทั้งนี้ยังไม่มีผู้ต้องขังเสียชีวิตเนื่องจาก โควิด-19 จากการระบาดรอบนี้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ติดเชื้อสะสม 32 ราย รักษาหายแล้ว 15 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 17 ราย
สำหรับเรือนจำ 8 แห่ง ประกอบด้วย 1.เรือนจำกลางเชียงใหม่ 2 เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 3.ทัณฑสถานหญิงกลาง 4.เรือนจำกลางคลองเปรม 5.เรือนจำพิเศษธนบุรี 6.เรือนจำ กลางฉะเชิงเทรา 7.ทัณฑสถานบำบัดพิเศษ กลาง และ8.เรือนจำจ.นนทบุรี

แถลงข่าว – จังหวัดเชียงใหม่ ผนึกทุกภาคส่วน ร่วมแถลงสถานการณ์โควิด-19 เรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ โดยยอมรับว่ามีการติดเชื้อป่วยจำนวนมากจริง แต่มีมาตรการป้องกันโรครัดกุม ไม่ให้ระบาดออกสู่ชุมชนอย่างแน่นอน ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เมื่อวันที่ 17 พ.ค.
เชียงใหม่แจงติดเชื้อในเรือนจำ
วันเดียวกัน ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.เชียงใหม่ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าฯเชียงใหม่ พล.ต.ถนัดพล โกศัยเสวี รองแม่ทัพภาคที่ 3 น.พ.จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจ.เชียงใหม่ นายสุรศักดิ์ เผื่อนคำ ผบ.เรือนจำกลางเชียงใหม่ และนายอรรถวุฒิ พึ่งเนียม นายอำเภอแม่แตง ร่วมกันแถลงถึงความร่วมมือในการบริหารจัดการโรงพยาบาล สนามเรือนจำกลางเชียงใหม่ พร้อมชี้แจง ข้อเท็จจริงกรณีผู้ต้องขังในเรือนจำกลางเชียงใหม่ติดเชื้อโควิด 3,929 คน จากผู้ต้องขังทั้งหมด 6,469 คน
นายเจริญฤทธิ์กล่าวว่า จ.เชียงใหม่ตรวจพบ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ภายในเรือนจำ กลางเชียงใหม่ ในช่วงกลางเดือนเม.ย. เนื่องจากมีผู้ต้องขังจำนวนมากและอยู่ในพื้นที่ปิด จึงนำระบบบับเบิล แอนด์ ซีล มาใช้บริหารจัดการในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. ซึ่งมีกำหนดดำเนินการ 28 วัน การดูแล จะคล้ายการล็อกดาวน์ในทุกห้อง ทุกแดน และค้นหาผู้มีอาการเข้ารักษาที่โรงพยาบาลสนามเรือนจำกลางเชียงใหม่ พร้อมตรวจหาภูมิคุ้มกันโรคในทุก 14 วัน คาดว่ารอบสุดท้ายจะมีผู้ต้องขังที่ไม่มีภูมิคุ้มกันเพียง 10% และจะสามารถส่งคืนพื้นปลอดภัยให้แก่เรือนจำกลางได้ในวันที่ 28 พ.ค. ขณะนี้การดำเนินงาน เป็นไปตามแผนและมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับ สำหรับตัวเลขผู้ติดเชื้อกว่า 3 พันคนในเรือนจำ กลางเชียงใหม่นั้น ทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลรักษาและการควบคุมการแพร่ระบาด กรณีมีผู้ต้องขังพ้นโทษก็ยังคงต้องกักตัวเองอีก 14 วัน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนภายนอก และเชื่อมั่นว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดภายในเรือนจำกลางอย่างแน่นอน
ตั้งโรงพยาบาลสนามในคุก
ด้านนพ.จตุชัยกล่าวว่า ตามปกติการควบคุม โรคจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือมาตรการควบคุมโรคในพื้นที่เปิด หรือพื้นที่ทางสังคม ซึ่งจะใช้มาตรการจากศบค. เป็นหลัก ส่วนการควบคุมโรคในพื้นที่ปิด อาทิ เกาะขนาดเล็ก หรือโรงงานบางแห่งที่มีที่พักอยู่ภายใน รวมทั้ง เรือนจำ ซึ่งมีกิจกรรมทางสังคมที่ไม่ซับซ้อน จำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมโรคอีกรูปแบบหนึ่ง หลังตรวจพบว่ามีการระบาดในเรือนจำตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเม.ย. จึงมีมติร่วมกันให้ใช้มาตรการบับเบิล แอนด์ ซีล ซึ่งเป็นมาตรการ ที่เคยใช้ควบคุมโรคในพื้นที่จ.สมุทรสาครมาแล้ว
สำหรับตัวเลขล่าสุด เรือนจำกลางเชียงใหม่ มีผู้ต้องขัง 6,311 คน ติดเชื้อโควิดแล้ว 3,793 คน หรือ 60% ของผู้ต้องขังทั้งหมด เป็นผู้มีภูมิคุ้มกันในตนเองแล้ว 1,532 คน คิดเป็น 1 ใน 4 ของผู้ต้องขังทั้งหมด มีผู้ติดเชื้อที่จะพ้นระยะการกักตัวใน 1-2 วันนี้ อีกกว่า 1,600 คน หรือคิดเป็น 44% ของผู้ต้องขังทั้งหมด เหลือผู้ต้องขังที่ไม่ติดเชื้อโควิด 923 คน
เผยต้นตออยู่แดนแรกรับ
ด้านนายสุรศักดิ์ ผบ.เรือนจำเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้ยืนยันว่ายังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ในเรือนจำกลางเชียงใหม่ทั้งหมด 10 แดน สำหรับแดนที่เกิดเหตุเป็นแดนที่ 4 ซึ่งเป็นแดนแรกรับที่มีการรับผู้ต้องขังใหม่เข้ามาภายในเรือนจำ โดยเรือนจำ มีกระบวนการการแยกขังผู้ต้องขังอย่างน้อย 15 วัน โดยมีมาตรฐานการดูแลตามที่กรมราชทัณฑ์กำหนด แต่เนื่องจากการระบาดระลอกนี้มีความรุนแรงมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา จึงขอรับการช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างดีจากทางจ.เชียงใหม่ ทหาร ตำรวจ และทุก ภาคส่วนรวมถึงพี่น้องประชาชน
“สำหรับเหตุการณ์การระบาดในเรือนจำเกิดจากมีผู้ต้องขังจากแดน 4 ไปเรียนหนังสือที่แดน 6 จากแดน 6 ไปสู่ผู้ต้องขังที่แดน 5 ซึ่งเป็นผู้ต้องขังจากโทษคดีทั่วไป และขยายไปถึงแดน 7 ซึ่งมาเรียนหนังสือร่วมกัน ทำให้เกิดการติดเชื้อกันอย่างรวดเร็ว ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ของกรมราชทัณฑ์ หลังจากเกิดเหตุแล้ว อาจจะต้องเพิ่มจำนวนวันกักตัวเป็น 21 วัน หรือ 30 วัน และมีการสว็อบทุกวัน คาดว่าสถานการณ์จะกลับมาสู่ปกติได้โดยเร็ว
งัด 10มาตรการคุมคลัสเตอร์คุก
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่กรมราชทัณฑ์ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม พร้อมนายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ร่วมแถลงกรณีผู้ต้องขังติดเชื้อโควิด-19 ในเรือนจำ
นายสมศักดิ์กล่าวว่า วันนี้โควิด-19 เข้าไปอยู่ในเรือนจำมากมาย ทั้งกทม.และต่างจังหวัด รวมตัวเลขขณะนี้ผู้ต้องขังติดเชื้อ 10,384 คน อะไรที่หย่อนยานต้องเร่งปรับปรุง ตอนนี้ มีมาตรการ 10 ข้อ คือ 1.ให้แถลงจำนวน ผู้ต้องขังที่ตรวจเชิงรุกไปแล้วมีเท่าไร 2.ตรวจเชิงรุกให้ครบทุกเรือนจำ ทั้งผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ เรือนจำและเจ้าหน้าที่ส่วนกลางทุกคน รวมทั้ง ผู้บริหารระดับสูง ของกรมราชทัณฑ์ทุกคน 55,000 คน
3.ส่วนที่มาของเชื้อให้เร่งสืบข้อเท็จจริงและสาเหตุการติดเชื้อครั้งนี้ และถ้าได้ความแน่ชัดจะแจ้งให้ทราบโดยไม่ปิดบังใดๆ ทั้งสิ้น 4.การรักษาและการเฝ้าดูอาการคนไข้จะทำตลอดเวลาไม่มีวันหยุด 5.ประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหาวิธีการรักษา ที่เร็วและได้ผลดีที่สุด โดยใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ รวมทั้งการใช้สมุนไพรไทย เช่นฟ้าทะลายโจร เข้าช่วยรักษาขณะที่รอดูอาการ โดยเฉพาะคนในระดับสีเขียวที่ติดเชื้อแต่ยังไม่มีอาการ และคนระดับสีเหลืองที่เริ่มมีอาการ
6.ผู้ต้องขังเป็นประชาชนคนไทยที่ต้องอยู่ในเรือนจำไปไหนไม่ได้ 100% การอยู่ในที่ถูกล้อมเอาไว้ ขยับขยายไปไหนไม่ได้เป็นอุปสรรคอย่างมหาศาลในการแก้ปัญหา ประกอบกับห้องนอน มีผู้ต้องขังอยู่กันอย่างแออัด 7.จำเป็นต้องเอาผู้ต้องขังและผู้คุม ที่ไม่ติดเชื้อในทุกเรือนจำ จะต้องได้รับการฉีดวัคซีน อย่างเร่งด่วน 8.จะติดประกาศหน้าเรือนจำ ทุกแห่งในประเทศไทย เพื่อแจ้งให้ทราบว่า มีผู้ต้องขังติดเชื้อกี่คนและไม่ติดเชื้อกี่คน หายแล้วกี่คน จะแจ้งอย่างน้อยที่สุดอาทิตย์ละ 1 ครั้ง และจะปรับตัวเลขทุกวัน เพื่อให้ประชาชน แต่ละชุมชนได้รับทราบ 9.ผู้บัญชาการเรือนจำ ทุกคนจะทำรายชื่อผู้ติดเชื้อและปรับปรุงเป็นรายวันเพื่อให้ญาติผู้ต้องขังทุกคนเข้ามา ตรวจสอบได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่ 08.00-18.00 น.
10.กระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ จะรีบเร่งวางแผน เตรียมตัวรับการระบาดครั้งนี้ และครั้งหน้าที่จะมีมาได้ทุกเมื่อ โดยจะรีบเร่งประชุมพิจารณาในเรื่องการเพิ่มบุคลากร เช่นพยาบาลที่ขาดแคลนจำนวนมาก แพทย์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ พื้นที่รองรับ การดูแลรักษาผู้ต้องขัง
เล็งพักโทษนักโทษลดแพร่เชื้อ
ดังนั้น กระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ จะพิจารณานโยบายการพักโทษในรูปแบบพิเศษ เช่น การติดกำไลอีเอ็ม ให้ละเอียดรอบคอบ โดยพิจารณาสิ่งแวดล้อม และข้อเท็จจริง ตลอดจนสภาวะของผู้ต้องขัง เพื่อกำหนดนโยบายการพักโทษขึ้นมา รวมทั้งกฎหมายต่างๆ เพื่อให้กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม และสังคมได้ประโยชน์ด้วยกัน ตลอดจนสิทธิขั้นพื้นฐานผู้ต้องขัง
‘สมศักดิ์’ปัดเด้งอธิบดีคุก
นายสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวการสั่งย้ายนายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ รวมถึงนายสุรศักดิ์ เผื่อนคำ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงใหม่ว่า ไม่เป็นความจริง ตนไม่ได้สั่งย้ายใครทั้งสิ้นในขณะนี้ มีเพียงการคาดโทษไว้ และเร่งให้ทำงานแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด-19 อย่างเร็วที่สุด โดยให้นโยบายเน้นการทำงานเชิงรุกกับกรมราชทัณฑ์ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำทุกแห่งปฏิบัติตาม และกำชับให้ อธิบดี รองอธิบดี และผู้บริหารทุกคนติดตามดำเนินการทั้งหมด เพราะวันนี้การป้องกันโควิด-19 ตนไม่ได้ปลด ไม่ได้เปลี่ยน แต่คาดโทษเท่านั้น ต้องเร่งให้ดำเนินการ ทั้งที่เชียงใหม่ รวมทั้งผู้บัญชาการเรือนจำทุกคน ซึ่งตนคุยกับนายสุรศักดิ์แล้ว
เมื่อถามถึงการกำหนดเวลาการคาดโทษ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ที่จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 28 พ.ค. เขามีการมอบพื้นที่คืนให้เรือนจำ ดังนั้นผู้บัญชาการต้องรู้แล้วว่าเชื้อโรคมีที่มาที่ไปอย่างไร ข้อมูลตรงนี้ต้องทำให้ชัดเจนเพราะเป็นที่สนใจของสังคม หากชี้แจงได้ดี มีเหตุผล ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากชี้แจงไม่ได้ ตรงนี้คงต้องมีบทลงโทษกันบ้าง
กรมคุกเปิด 3 แผนสกัดโควิด
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่กรมราชทัณฑ์ นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายวีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และน.ส.โศรยา ฤทธิอร่าม ผอ. ทัณฑสถานหญิงกลาง ร่วมแถลงความ คืบหน้าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยใช้วิธีการไลฟ์สดผ่านเพจเฟซบุ๊ก ประชาสัมพันธ์ กรมราชทัณฑ์
นายอายุตม์กล่าวว่า ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์มีผู้ต้องขัง 311,540 ราย ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนสูง เมื่อเทียบกับจำนวนเจ้าหน้าที่ 13,000 คน และพื้นที่เรือนจำที่มีความเก่าคับแคบ ทำให้มีความ เป็นอยู่ที่ค่อนข้างแออัด ที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์ พยายามสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้ออย่างเต็ม ความสามารถ ด้วย 3 มาตรการ คือ 1.คนในห้ามออก 2.คนนอกห้ามเข้า และ3.การกักตัวผู้ต้องขังเข้าใหม่ ผู้ต้องขังไปโรงพยาบาล และผู้ต้องขังออกไปศาล เป็นเวลา 21 วัน และต้องมีการสว็อบ เพื่อตรวจเชื้ออย่างน้อย 2 ครั้ง คือก่อนเข้าห้องกักโรค และก่อนพ้นระยะกักตัว จนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อทั้ง 2 ระลอกได้อย่างดี
พบ 15 เรือนจำติดเชื้อ
นายอายุตม์กล่าวต่อว่า เรือนจำและทัณฑสถาน อาจดูเหมือนเป็นพื้นที่ปิด สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การดำเนินงานราชทัณฑ์ไม่สามารถควบคุมปริมาณบุคคลเข้า-ออกได้ 100% เนื่องจาก เป็นปลายทางของกระบวนการยุติธรรมที่ไม่สามารถปฏิเสธการรับตัวผู้ต้องขังเข้าใหม่ และการนำตัวผู้ต้องขังออกศาลได้ รวมถึง เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเองที่ต้องมีการหมุนเวียน การปฏิบัติงานอยู่ทุกวัน อีกทั้ง สายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดในปัจจุบัน ยังมีระยะฟักตัว ที่นานขึ้น และไม่แสดงอาการ ทำให้อาจเกิดการเล็ดลอดของเชื้อหลังจากผ่านพ้นระยะกักตัวได้โดยง่าย อย่างไรก็ตามกรมราชทัณฑ์ จะดำเนินการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยใช้มาตรการบับเบิล แอนด์ซีล และตรวจหาเชื้อเชิงรุก
“โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงต้องเร่งการสว็อบให้ครบ 100% เรือนจำและทัณฑสถานที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อให้เร่งคัดแยกผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่ม สีเขียว สีเหลือง และสีแดง ตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข โดยเร่งดำเนินการ คัดกรองให้เร็ว เอกซเรย์ให้เร็ว และคัดแยกให้เร็ว เพื่อการรักษาที่รวดเร็ว ลดการแพร่เชื้อ และป้องกันการเสียชีวิตได้ในที่สุด ส่วนเรือนจำและทัณฑสถานอื่นๆ ทั่วประเทศ ให้เตรียมพร้อมรับมือ จัดพื้นที่เตรียมคัดแยกกลุ่มผู้ติดเชื้อ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังต่างๆ ออกจากกัน และเตรียมความพร้อมในการจัดตั้ง โรงพยาบาลสนามในกรณีจำเป็น การตรวจหาเชื้อเชิงรุกในผู้ต้องขัง ในเรือนจำมีทั้งหมด 143 แห่ง มีเรือนจำ 15 แห่งพบผู้ติดเชื้อ ขณะที่ 8 เรือนจำที่ต้องเฝ้าระวัง ส่วนเรือนจำที่เหลือได้มีการเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ จึงกำชับให้ ผู้บัญชาการเรือนจำต่างๆ ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วทั้งการตรวจโรคและการป้องกัน
ตรวจหาเชื้อซ้ำทุก 7 วัน
ด้านนายวีระกิตติ์กล่าวว่า แม้จะมีนโยบายให้ผู้ต้องขังทุกคนสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา แต่ในทางปฏิบัติ เวลาอาบน้ำ รับประทานอาหาร ก็จำเป็นต้องถอดหน้ากากอนามัย อันเป็นจุดที่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ เมื่อพบผู้ติดเชื้อในเรือนจำรายแรกๆ กรมราชทัณฑ์เร่งดำเนินการสอบสวนโรค และเร่งการตรวจหาเชื้อให้ครบ 100% เพื่อค้นหาเชิงรุกอย่างรวดเร็ว รวมทั้งมีการเอกซเรย์ปอดในผู้ติดเชื้อทุกราย เพื่อแยกกลุ่มผู้ติดเชื้อตามลักษณะอาการ และเร่งการรักษาอย่างทันท่วงที
สำหรับประเด็นการรักษาดังกล่าว กรมราชทัณฑ์เตรียมความพร้อมในการจัดตั้ง โรงพยาบาลสนามเรือนจำ การจัดหายาต้านไวรัส และส่วนผู้ต้องขังที่ตรวจไม่พบเชื้อในครั้งแรก จะต้องตรวจหาเชื้อซ้ำทุก 7 วัน จนกว่า สถานการณ์ทุกอย่างจะปกติ ต่อจากนี้จะตรวจค้นหาเชิงรุกต่อเนื่อง
‘อนุทิน’ยันไม่ล็อกดาวน์กทม.
ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด-19 ขณะนี้ที่มีอัตราการติดเชื้อรายวันพุ่งขึ้นสูงนั้น เป็นการติดแบบกลุ่มก้อน แบบปิดที่เราสามารถ เข้าไปทำบับเบิล แอนด์ ซีล ได้ทัน ทั้งราชทัณฑ์ หรือแคมป์แรงงานบริษัทอิตาเลียนไทยก็สั่งปิด แคมป์ แล้วให้ตั้งร.พ.สนามข้างใน แยกกลุ่มคน อาการสีเขียว สีเหลือง และสีแดง และนำพวกที่มีอาการที่ต้องถึงมือหมอจริงๆ ออกมา
“การระบาดลักษณะเป็นคลัสเตอร์ในเรือนจำ ในแคมป์คนงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีคนรวมตัวกันเยอะ แต่สามารถควบคุมได้อยู่ ไม่ใช่เป็นการเดินไปเดินมาแล้วเชื้อกระจาย ซึ่งเรามีมาตรการ ในการควบคุมอยู่ ยังไม่จำเป็นต้องล็อกดาวน์ กทม. อย่างในเรือนจำกลุ่มสีเขียว ประมาณ 5 พันคน หากไม่มีอาการอะไร รักษา 14 วัน ก็หาย แล้วในเรือนจำมีจำนวนคนตายตัว จึงไม่มีเพิ่มไปกว่านี้แล้ว” นายอนุทินกล่าว
น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหมติดตามกรณีนี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกำชับว่าขอให้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดำเนินการตามมาตรการควบคุมและรักษาโรค เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปในมาตรฐานเดียวกับประชาชนที่อยู่นอกเรือนจำ นายกฯยังขอให้ดำเนินการตรวจ คัดกรองเชิงรุกในเรือนจำและทัณฑสถานในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ให้มากและเร็วที่สุด เพื่อจำกัดวงการแพร่ระบาด
“ปัจจุบันเรือนจำหลายแห่งมีผู้ต้องขัง อยู่หนาแน่น มีความแออัด ด้วยพื้นที่จำกัด ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค นายกฯมีข้อห่วงใยในส่วนนี้ จึงกำชับให้ทางราชทัณฑ์ประสานงานกับสาธารณสุขในเขตพื้นที่ให้เข้ามาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด ให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับประชาชนภายนอก โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขัง แม้จะเป็นผู้เคยกระทำผิดจนต้องขัง แต่เมื่อป่วย ต้องได้รับการดูแล” น.ส.ไตรศุลี กล่าว
คนไข้ติดเชื้อ-ตรังปิดรพ.วังวิเศษ
น.พ.ตุลกานต์ มักคุ้น โฆษกศบค.จ.ตรัง แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 1 ราย รวมผู้ป่วยติดเชื้อสะสมในการระบาดรอบเดือน เม.ย. 278 ราย
สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ เป็นผู้หญิง อายุ 53 ปี ภูมิลำเนาต.เขาวิเศษ อ.วังวิเศษ จ.ตรัง อาชีพเกษตรกรและเสริมสวย มีประวัติสัมผัสกับหลายบุคคล ทำให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรังเร่งค้นหาเชิงรุกเพื่อนำกลุ่มผู้สัมผัส เสี่ยงสูงมาทำการตรวจหาเชื้อ โดยผู้ป่วยรายดังกล่าวมาพบแพทย์ที่ร.พ.วังวิเศษ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ด้วยอาการไข้และถ่ายเหลว ทำการเอกซเรย์ปอดครั้งแรกเป็นปกติ แต่ 4 วันต่อมา ไข้ไม่ลดลง จึงต้องเอกซเรย์ปอดซ้ำ พบปอดเป็นฝ้า เมื่อตรวจพบเชื้อ ดังนั้นจึงมีบุคลากรทางการแพทย์ในร.พ.วังวิเศษ และเจ้าหน้าที่ที่สัมผัสเสี่ยงสูงในหอผู้ป่วย 29 ราย ญาติผู้ป่วย 2 ราย เจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉิน 12 ราย ผลการตรวจในบุคลากรทางการแพทย์ผลเป็นลบ แต่เนื่องจากมีกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจำนวนมาก โรงพยาบาลวังวิเศษต้องปิดให้บริการผู้ป่วยในเป็นการชั่วคราว ส่วนผู้ป่วยที่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลส่งต่อไปยังร.พ.สิเกา
ผู้ป่วยรายนี้ประกอบอาชีพค้าขายและร่วมกิจกรรมพัฒนาชุมชนกับประชาชนในพื้นที่อีกหลายราย ทำให้ไม่สามารถหาต้นตอ ของโรคได้ จึงต้องเร่งค้นหาเชิงรุกในชุมชน โดยมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 180 ราย ที่ตรวจหาเชื้อ
ปิดเทศบาลแหลมฉบัง 3 วัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบพนักงานเทศบาลนครแหลมฉบัง ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ยืนยันติดเชื้อโควิด 1 คน และผู้สุ่มเสี่ยง 39 คน โดยเจ้าหน้าที่นำตัวผู้ติดเชื้อส่งรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่แล้ว ขณะที่ผู้สุ่มเสี่ยง ทั้งหมดถูกนำตัวไปตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลแหลมฉบังอย่างเร่งด่วน และให้กักตัว 14 วัน
ผู้ติดเชื้อรายดังกล่าวเข้าตรวจหาเชื้อเมื่อ วันที่ 16 พ.ค. และทราบผลวันนี้ จากการตรวจสอบไทม์ไลน์ พบว่าผู้ติดเชื้อสัมผัสมาจากญาติที่เดินไปพื้นที่เสี่ยง กระทั่งนำมาติดญาติพี่น้องภายในครอบครัว
สำนักสาธารณสุข เทศบาลนครแหลมฉบัง ดำเนินการมาตรการป้องกันเร่งด่วน โดยนำเจ้าหน้าที่พ่นยาฆ่าเชื้อ ภายในสำนักงาน พร้อมทำหนังสือเสนอให้นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าฯชลบุรีขอปิดสำนักงานเทศบาลนครแหลมฉบัง 3 วัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ และทำความสะอาดภายในสำนักงานทั้งหมด