พท.ลั่นคว่ำงบ65
ขยี้กู้เพิ่ม7แสนล.
พปชร.ชักแถว ซัดกลับโฆษกภูมิใจไทย กล่าวหา นายกฯ ตัวถ่วงกระจายฉีดวัคซีน ‘บิ๊กป้อม’ ถาม สมควร หรือไม่ ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ อัดซ้ำ อย่าพูดเอามัน เป็นส.ส.ต้องมีวุฒิภาวะ ‘อนุทิน’ โดดป้อง ‘ภราดร’ ชี้ลูกพรรคทำเพื่อประชาชน ผู้ใหญ่ต้องใจกว้าง-หนักแน่น ลั่นตัวเองเคยโดนยำปมศักดิ์สยาม ยังไม่พูดสักคำ แต่เชื่อไม่กระทบสัมพันธ์พรรคร่วม ‘ภราดร’ อ้างแค่ตำหนิระบบ ‘หมอพร้อม’ ที่ไม่พร้อม เพื่อไทย ลั่นไม่รับร่างพ.ร.บ.งบฯ ปี 65 ชำแหละเงินกู้เพิ่ม 7 แสนล้าน โยกใช้มั่ว ทำหนี้สาธารณะพุ่ง
‘บิ๊กตู่’คาดศก.ฟื้นตัวไตรมาส 4
เมื่อวันที่ 20 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์นิคเค ระหว่างการประชุม International Conference on the Future of Asia (Nikkei Forum) ครั้งที่ 26 จัดโดยหนังสือพิมพ์นิคเค โดยนายกฯ กล่าวถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับผล กระทบจากโควิด-19 แต่ยังมีสัญญาณบวก ในบางสาขา อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ การอุปโภคบริโภค ภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัว การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัว ซึ่งรัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก และเอสเอ็มอี
“เชื่อว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คาดว่าจะฟื้นตัวในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 ที่ร้อยละ 2.3-2.5 ส่งออกขยายตัว ที่ร้อยละ 4.5 การท่องเที่ยวฟื้นตัว เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องที่ 4.7 ในปีหน้า” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
‘บิ๊กป้อม’ฉะ‘ภราดร’สมควรหรือไม่
ที่กระทรวงแรงงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง โฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์เฟซบุ๊กตำหนิการจัดระบบการฉีดวัคซีนของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. เป็นตัวถ่วงการกระจายวัคซีนว่า ไม่มีความคิดเห็น แต่สมควรหรือไม่ ก็ไปคิดดูกันเองเพราะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
ส่วนที่แสดงความเห็นว่านายกฯ ขวางการเข้าถึงวัคซีนนั้น พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ทุกอย่าง อยู่ที่ศบค.เป็นฝ่ายดำเนินงานและบูรณาการทำงาน ดังนั้นไม่มีปัญหา เมื่อถามว่าเป็น ความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่มี เป็นเรื่องของบุคคล ส่วนจะต้องกำชับกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ปรามลูกพรรคหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ต้องกำชับ เพราะเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ต้องรู้ว่าอะไรควรไม่ควร และการที่พรรคพลังประชารัฐออกมาตอบโต้นายภราดรนั้น ถือเป็น เรื่องของโฆษกพรรคที่จะมีความคิดเห็นออกมา
‘สุชาติ’จวกอย่าคิดพูดเอามัน
ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ในฐานะ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า คุณพูดออกมาคุณรู้หรือยังว่าคุณได้วัคซีนเท่าไหร่จึงจะเปิดให้วอล์กอิน จะพูดเอามันไม่ได้ คนเป็น ส.ส.ต้องมีวุฒิภาวะในการที่จะพูด ซึ่งตนไม่อยากพูดเรื่องนี้ เพราะเป็นพี่น้องรู้จักกัน แต่การจะพูดอะไรต้องมีความคิด ต้องรู้ว่าการจะเปิดฉีดวัคซีนวอล์กอิน ตอนนี้มีวัคซีนในมือเท่าไหร่ อย่างกระทรวงแรงงานได้วัคซีนมา 1 ล้าน 5 แสนโดส แต่ปรากฏว่ามีผู้ประกันตนใน กทม. 3 ล้าน 5 แสนคน ตนก็ต้องบริหารจัดการ สมมติประกาศออกไป ให้วอล์กอินได้ ทุกคนก็มากันหมด ดังนั้น ขอให้นำความจริงมาพูดกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่านายภราดร ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ ถือเป็นการปกป้องนายอนุทิน ที่ถูกนายกฯเบรกเรื่องการฉีดวัคซีนวอล์กอิน หรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า การจะปกป้องอะไร ต้องมีวุฒิภาวะในการพูด และพูดอะไรต้องรับผิดชอบคำพูด ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่า มีวัคซีน กี่โดสแล้วจะเปิดให้วอล์กอิน ต้องคิดให้เป็น ถ้าคิดเป็นแล้ว ก็พูดเป็น ไม่อยากทะเลาะ เพราะรู้จักกันทั้งนั้น แต่ถ้าไม่พูดประชาชน ที่คอยตามหรือคิดสนุกตาม ตนพูดในฐานะพื้นฐานคนทำงาน คนแห่ไปหมื่นคน แต่มีวัคซีนแค่ 1,000 คน แล้วจะตอบคำถามคนอีก 9,000 คนอย่างไร คำพูดคำจา ต้องมีวุฒิภาวะ ไม่ใช่ออกมาพูดเอาคะแนนเสียง พูดโดยให้คนเชียร์ แต่ไม่รู้จุดจบจะเป็นอย่างไร เราทำงาน ต้องมีแผน สามารถตอบแทนได้หมด
เมื่อถามว่าเรื่องที่นายภราดรออกมามีผู้ใหญ่ ภายในพรรครู้เห็นหรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า ไม่ขอก้าวล่วง แต่ขอเตือนว่าหากเราเป็น ส.ส. ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาล การจะพูดอะไรต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเอง
‘แรมโบ้’แนะคุยกับหัวหน้าบ้าง
นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย และนายภราดร ที่วิจารณ์นายกฯ เข้าใจนายกฯด้วยว่า มีความตั้งใจจริงที่อยากจะให้ประชาชนเข้าถึงการฉีดวัคซีนให้เร็ว และให้ได้มากที่สุด นายกฯยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโควิดเป็นอย่างมาก และยังให้การฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ ขณะเดียวกันประเทศต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชน และนักการเมือง ในการทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลาย ลงให้ได้ จึงต้องช่วยให้กำลังใจซึ่งกันและกันและร่วมมือกันมากกว่าจะออกมาตำหนิฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ถ้าส.ส.ทั้งสองยังไม่เข้าใจในรายละเอียดแผนดำเนินการฉีดวัคซีน น่าจะไปสอบนายอนุทิน เพราะท่าน จะทราบเรื่องดี จึงขอร้องให้ส.ส.ทั้งสองช่วยคุยกับหัวหน้าพรรคบ้างจะทำให้เข้าใจในขั้นตอนแผนงานมากยิ่งขึ้น และจะได้ไม่ออกมาตำหนินายกฯ เพราะถ้าตำหนินายกฯ ตำหนิรัฐบาล สุดท้ายก็เหมือนตำหนิรมว.สาธารณสุข ตำหนิพรรคตัวเองด้วย เพราะเราเป็นรัฐบาลร่วมกันอยู่ในเรือนาวาลำเดียวกัน ถูกหรือผิดก็ต้องรับผิดชอบด้วยกันมิใช่หรือ
‘อนุทิน’โดดอุ้มลูกพรรค
ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่ได้เจอนายภราดร ทราบเพียงว่ามีการแสดงความเห็นเรื่องนี้ออกมา แต่เป็นการแสดงความเห็นในฐานะผู้แทนราษฎร และยังพูดถึงตนด้วยว่า ระบบแบบนี้ไม่ถูก เราก็ฟัง มองว่าเป็นการติเพื่อก่อ
ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีนี้ถูกมองว่านายอนุทิน กำลังมีปัญหากับนายกฯ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มี มีที่ไหน นายกฯสั่งงานตั้งแต่ 10.00 น. ถึงเที่ยงก็ยังรับออร์เดอร์อยู่เลย มีข้อสั่งการหลายอย่างที่เราต้องไปประสานงานอีกเยอะแยะ เช่น ข้อสั่งการเรื่องการจัดหาวัคซีน ยืนยันว่าไม่มี ปัญหา เรื่องรัฐบาลก็ส่วนรัฐบาล เรื่องสภาก็เป็น เรื่องของสภา พวกเราเป็นผู้ใหญ่ เราหนักแน่นอยู่แล้ว และไม่มีผลกระทบเรื่องความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลใดๆ ทั้งสิ้น นายภราดร แสดงความคิดในฐานะส.ส. เขาห่วงใยประชาชน เราก็ทำงานเพื่อประชาชนไป เขาไม่ได้ว่าอะไร ใครหยาบคาย
ชี้ต้องใจกว้าง-หนักแน่น
ต่อข้อถามว่าดูเหมือน พล.อ.ประวิตร ไม่ค่อย พอใจว่าการแสดงออกแบบนี้ไม่เหมาะสม นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้ยิน ไม่ทราบว่าท่านพูดเรื่องอะไร พล.อ.ประวิตร ไม่คิดอะไรมาก ตอนที่มีกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม แล้วตนโดนลูกพรรคท่านยำ ตนยังไม่พูดอะไรสักคำ นี่เป็นเรื่องของ ส.ส. ก็เป็นเรื่อง ของ ส.ส. เรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล เรื่องของหัวหน้าพรรค เรื่องของผู้ใหญ่ เราหนักแน่นเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว
ตนโดนลูกพรรคพรรคอื่นๆ ไม่เฉพาะ พลังประชารัฐใส่ เราก็ต้องหนักแน่น ฟังแล้วก็คิดว่าถ้าเขาพูดจริงเราต้องฟังไหม ไม่ใช่ ไปโกรธเสียทุกเรื่อง เราเป็นมนุษย์ เราทำอะไร ผิดพลาดก็ฟัง ทำอะไรที่มีคนมาวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งถ้าเราฟังแล้วไปต่อยอดให้ดีขึ้นเราก็ทำ ต้องใจกว้างๆ ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่านายกฯ ต้องใจกว้างๆ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ให้ไปถามนายกฯ
“ยืนยันว่าหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ไม่มีข้อขัดแย้ง สุมหัวกันทำงานเต็มที่ ในความ เป็นรัฐมนตรี เป็นรองนายกฯก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกฯ ท่านมีบัญชาอะไรมาก็ปฏิบัติ เรื่องความเป็นหัวหน้าพรรคนั้นเป็นเรื่องในสภา ซึ่งผมจะแสดงอีกบทบาทหนึ่งก็เป็นเรื่องของผม แต่เรื่องของรัฐบาล ผมเป็นรองนายกฯ เป็นรมว.สาธารณสุข ต้องปฏิบัติตามนโยบายที่ถูกต้องชอบโดยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา นั่นคือนายกฯ ผมไม่เคยไม่เข้าใจ อะไรกับ นายกฯ เลย เข้าใจทุกอย่าง” นายอนุทิน กล่าว
โฆษกภท.อ้างเปล่าตำหนินายกฯ
นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง โฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ข้อความ ที่ตนโพสต์นั้น ต้องการชี้ให้เห็นถึงความ ไม่พร้อมของระบบหมอพร้อม ที่ทำให้ประชาชน ไม่สามารถเข้าถึงระบบการจองฉีดวัคซีนได้ ไม่ใช่การตำหนิพล.อ.ประยุทธ์ เหตุที่ตนเลือกโพสต์เฟซบุ๊กแทนการสื่อสารภายในรัฐบาล เนื่องจากขณะนี้สภายังไม่เปิดสมัยประชุม จึงไม่มีเวทีสื่อสาร
ส่วนการบริหารการฉีดวัคซีนที่พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่าไม่มีวอล์กอิน แต่ให้ลงทะเบียน ณ จุดบริการ หรือออนไซต์นั้น ตนสงสัยว่าระบบการทำงานแตกต่างกันตรงไหน เมื่อระบบวอล์กอิน คือการเข้ารับวัคซีนที่จุดบริการโดยไม่ลงทะเบียนมาก่อน ซึ่งเหมือนกับออนไซต์ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ คือหาวิธีบริหารจัดการให้ประชาชนได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเรียกว่าเป็นวอล์กอิน หรือวิธีการใดก็ตาม
“ผมยอมรับว่าหลังจากที่โพสต์เฟซบุ๊ก มีผู้ใหญ่ในพรรคโทรศัพท์มาหาผม เพื่อพูดในกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งผมได้ชี้แจงรายละเอียดไปแล้ว ซึ่งผู้ใหญ่ในพรรคระบุว่าให้ใช้วิธีการสื่อสารอื่นที่นุ่มนวลกว่านี้” นายภราดร กล่าว
ทำเนียบให้สื่อเข้าปฏิบัติงานได้
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า หลังจากทำเนียบออกมาตรการเข้มตามมาตรฐาน ของกระทรวงสาธารณสุข ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ ข้าราชการให้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่บ้านหรือเวิร์กฟรอมโฮม ในส่วนของสื่อมวลชน สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ขอความร่วมมือให้งดเข้ามาปฏิบัติงานภายในทำเนียบ นับตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา
ล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 20 พ.ค. น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ผอ.สำนักโฆษก สลน. และที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ แจ้งว่า ในวันที่ 24 พ.ค. สลน.อนุญาตให้สื่อมวลชนมาปฏิบัติหน้าที่ภายในทำเนียบได้แล้ว โดยกำหนดแต่ละวันให้สถานีโทรทัศน์ วันละ 2 ทีม สำนักข่าววันละ 2 คน และต้องปฏิบัติตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด
รายงานข่าวแจ้งว่า การผ่อนคลายมาตรการดังกล่าว มาจากช่างภาพ สื่อมวลชน ส่วนใหญ่ได้เข้ารับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว และส่วนที่เหลือ อยู่ระหว่างการนัดเข้ารับการฉีดวัคซีน ส่วนของ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของทำเนียบ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของผู้บังคับบัญชา ซึ่งจะทยอยกันกลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ แต่ยังไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์
สภาวางมาตรการเข้มสกัดโควิด
ที่รัฐสภา นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า หลังจากตัวแทนกทม. และกรมควบคุมโรค ได้ร่วมตรวจสอบมาตรการด้านสาธารณสุข ที่รัฐสภา เพื่อรองรับ การเปิดประชุมสภาสมัยสามัญในวันที่ 22 พ.ค. และประชุมนัดแรก 27 พ.ค. เป็นห่วงเรื่องสมาชิกต้องอยู่ร่วมกันจำนวนมาก แต่ห้องประชุมเป็นโดมสูง ทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก แต่ยังต้องเน้นมาตรการเว้นระยะห่าง
ส่วนการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 วาระแรก ในวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย. ช่วงที่มีการตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงคะแนน ต้องขอความร่วมมือสมาชิก เดินเข้าห้องประชุมอย่างรวดเร็วและอาจต้องจัดระเบียบโซนการเดินเข้า คาดว่า จะใช้เวลา 15 นาที เพื่อลดความแออัด ระหว่าง การประชุม สมาชิกร่วมฟังการอภิปรายตามจุดต่างๆ ผ่านจอทีวีที่จัดรับรองได้ ส่วนผู้มาชี้แจง ขอให้มีจำนวนเท่าที่จำเป็นและร่วมชี้แจงผ่านเทคโนโลยีระบบซูม
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญว่า ยังไม่มีความกังวล เพราะเชื่อมั่นในมาตรการด้านสาธารณสุขของรัฐสภา แต่ห่วงการแพร่ระบาดในชุมชนในตลาดมากกว่า และเชื่อว่าปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะไม่กระทบต่อการพิจารณากฎหมายต่างๆ เพราะทุกอย่างได้วางกรอบและกำหนดเวลาไว้แล้ว
เพื่อไทยยันไม่รับร่างพ.ร.บ.งบ
นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยศึกษาแล้วเห็นตรงกันว่าจะไม่รับร่างพ.ร.บ. งบประมาณปี 2565 เพราะเป็นการจัดงบ ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ การอ้างว่าจัดทำงบเกิดขึ้นก่อนการระบาดของโควิดรอบ 3 เป็นเพียงข้ออ้าง เพื่อหาทางออกของรัฐบาล ความเป็นจริงรัฐบาลให้ความสำคัญ กับความมั่นคงทางทหารมากกว่าความมั่นคงด้านสาธารณสุข ในสภาวะโรคระบาดเช่นนี้ รัฐบาลกลับเห็นการซื้ออาวุธจำเป็นมากกว่าการรักษาชีวิตคน ซึ่งพรรคฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่าจะลงมติไม่รับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 อย่างแน่นอน
เวลา 15.20 น. นายนพพล เหลืองทองนารา ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย เดินทางมายังรัฐสภาด้วยการนั่งรถวีลแชร์ เนื่องจากประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์บิ๊กไบก์ชนกับรถยนต์ ที่จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ทำให้แขนหัก ทั้งสองข้างและขาด้านซ้ายหัก
นายนพพลกล่าวว่า เดินทางมารับเอกสารร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 เพื่อนำไปศึกษาก่อนที่จะมีการประชุมในวันที่ 31 พ.ค. รวมทั้งทำหนังสือขออนุญาตไม่แต่งกายตามระเบียบ เนื่องจากขาหักและมีอาการบวมอยู่ ทำให้ไม่สามารถสวมใส่เกงเกางขายาวได้ จึงขออนุญาตสวมใส่กางเกงขาสั้นแทน เพื่อความสะดวกในการเข้าร่วมประชุม ซึ่งตนได้พบกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาแล้ว ท่านก็อนุญาตตามที่ขอไป เนื่องจากเห็นว่า มีความจำเป็นจริงๆ
ชำแหละเงินกู้ 7 แสนล้าน
ด้านนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และผอ.ศูนย์นโยบายพรรค เพื่อไทย กล่าวถึงกรณีครม.เห็นชอบร่าง พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ… ภายใต้กรอบ 7 แสนล้านบาท ว่า หากดูในรายละเอียด จะพบว่ามีสิ่งที่ซ่อนอยู่ที่รัฐบาลไม่ได้บอกกับประชาชน ดังนี้ 1.ครม.มีมติเห็นชอบให้นับรวมรายจ่ายลงทุนตามพ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขภาวะงบลงทุนน้อยกว่างบ ขาดดุลของงบปี 2565 ซึ่งเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่เลวร้ายให้ระบบการคลังของประเทศ นัยว่าเรากำลังบัญญัติศัพท์ใหม่ คำว่า การกู้นอกงบเพื่อชดเชยกรณีงบลงทุนน้อยกว่าการขาดดุลว่า เป็นสิ่งที่กระทำได้ในวิธีการงบประมาณ ต่อจากนี้สามารถอ้างว่ากู้เพื่อนำมาลงทุน แล้วนำมาโปะช่องโหว่ความ ล้มเหลวในการจัดงบได้เสมอ ซึ่งในอนาคตจะมั่วได้อีกเยอะจากบรรทัดฐานนี้
2.สิ้นเดือนก.ย. หนี้สาธารณะ คาดว่าจะอยู่ที่ 9,381,428 ล้านบาท (58.56% ต่อจีดีพี) และมีช่องว่างเหลือเพียง 230,691 ล้านบาท ก่อนที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพี จะชน 60% หมายถึงช่องว่างนี้ไม่พอสำหรับการกู้เพื่อชดเชย ขาดดุล 7 แสนล้านบาทในงบปี 2565 ทันที อีกทั้งจีดีพีนี้ ยังไม่ได้นับรวมความเสียหายทั้งหมดจากโควิดระลอก 3 ที่ยังไม่รู้จะจบเมื่อไร แต่ละเดือนที่ยืดออกไป จีดีพีจะหายไปเดือนละ 1 แสนล้านบาท หากรวมตัวเลขนี้ หนี้สาธารณะ ต่อจีดีพี ก็ทะลุเพดานไปเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะ เริ่มงบปี 2565 เสียด้วยซ้ำ เรื่องหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย พอขยับกันได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าขยับให้ใครและเอาไปใช้อย่างไร หากขยับให้รัฐบาลปัจจุบันและเอาใช้แบบที่ผ่านๆ มา ก็น่าห่วง
3.งบ 3 ส่วน ได้แก่ งบสาธารณสุข งบเยียวยา และงบฟื้นฟู สามารถโอนโยกย้ายกันไปมาได้ตามสะดวก ตรงนี้คือปัญหาตั้งแต่พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทฉบับแรกแล้ว ที่โอนงบฟื้นฟูการลงทุนเพื่ออนาคตมาในงบเยียวยาเกือบหมด แทบไม่ได้ลงทุนเป็นชิ้นเป็นอันเลย มาร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้ เปิดอิสระ โยกได้หมด ยิ่งกว่าพ.ร.ก. 1 ล้านล้านเสียอีก
ซัดทำหนี้พุ่ง-ส่อไม่โปร่งใส
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ประหลาดใจที่ครม.อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม 7 แสนล้านบาท โดยเป็นวาระจรและไม่ได้ให้รายละเอียด เหมือนมุบมิบทำ ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่มาก และควรชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบก่อน เพราะนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เพิ่งจะยืนยันในช่วงปลายเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาว่า ยังมีเงินเหลือ 3.8 แสนล้านบาท จากวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเพียงพอที่จะเยียวยาประชาชนครั้งนี้โดยไม่ต้องกู้เพิ่ม ทำให้สงสัยถึงความโปร่งใส
การกู้เงินเพิ่มอีก 7 แสนล้านบาทจะยิ่งทำให้ หนี้สาธารณะพุ่งทะลุเกิน 9 ล้านล้านบาท และหนี้จะทะลุเกิน 60% ของจีดีพี เพราะการเก็บรายได้ในปีนี้จะขาดมากกว่า 2 แสนล้านบาท จะทำให้สถานะทางการคลังของไทยย่ำแย่ลงอีก อีกทั้งในอนาคต รัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาใช้หนี้ เพราะรัฐบาลหาเงินไม่เป็น และเห็นว่าควรพิจารณาตัดงบที่ไม่จำเป็นทั้งหมด ออกไปก่อน เช่น งบความมั่นคง งบซื้ออาวุธ ค่าดูงานต่างประเทศ ลดเงินเดือนส.ว. ลดการเกณฑ์ทหาร เพื่อประหยัดการใช้จ่ายและลดการกู้เงินให้น้อยลงได้
“ในภาวะวิกฤตที่ประเทศเริ่มประสบปัญหา ทางการเงินและการคลัง พล.อ.ประยุทธ์จะมาแจกกระจายหรือใช้จ่ายแบบคลุมเครืออีก ไม่ได้แล้ว การใช้เงินชนเพดาน จะทำให้รัฐบาล ในอนาคตที่ต้องมารับงานต่อจากพล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีเงินเหลือที่จะฟื้นฟูประเทศ หากพล.อ. ประยุทธ์ รู้ตัวก็น่าจะต้องออกไปได้แล้ว เพื่อให้คนที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริงมาบริหารประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยยังคง มีเงินเหลือให้ฟื้นฟูประเทศได้” นายพิชัยกล่าว
เปิดบัญชีทรัพย์สิน3อดีตรมต.
เมื่อวันที่ 20 พ.ค. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของรัฐมนตรีกรณีพ้นจากตำแหน่ง โดยมีบัญชีทรัพย์สินที่น่าสนใจ ประกอบด้วย 1.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ กรณีพ้นจากตำแหน่งรมว.ศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2564 มีทรัพย์สิน 359,966,455 บาท นางทยา ทีปสุวรรณ คู่สมรส มีทรัพย์สิน 1,442,280,260 บาท บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สิน 178,382,353 บาท รวมมีทรัพย์สิน 1,980,629,068 บาท โดยมีหนี้สิน 122,396,841 บาท เมื่อเทียบกับ เมื่อเข้ารับตำแหน่งรมว.ศึกษาธิการ 22 ส.ค.2562 แจ้งว่ามีทรัพย์สินรวม 2,115,587,449 บาท รวมแล้วมีทรัพย์สินลดลง 134.9 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลดลงจากเงินลงทุน
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรณีพ้นจากรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อ 24 ก.พ.2564 มีทรัพย์สิน 146,511,316 บาท นางนุสบา ปุณณกันต์ คู่สมรส มีทรัพย์สิน 56,338,883 บาท รวมมีทรัพย์สิน 203,150,200บาท และมีหนี้สิน 410,850 บาท เมื่อเทียบกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินเข้ารับตำแหน่งรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อ 22 ส.ค.2562 แจ้งมีทรัพย์สินรวม 194,296,604บาท รวมแล้วมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 8.8 ล้านบาท
นายถาวร เสนเนียม กรณีพ้นตำแหน่งรมช.คมนาคม เมื่อ 24 ก.พ.2564 มีทรัพย์สิน 95,856,503 บาท พล.ต.หญิง จันทิมา เสนเนียม มีทรัพย์สิน 31,212,280 บาท รวมมีทรัพย์สิน 127,068,783บาท และมีหนี้สินรวม 30,129,842 บาท เมื่อเทียบกับกรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สินเข้ารับตำแหน่งรมช.คมนาคม เมื่อ 22 ส.ค.2562 มีทรัพย์สินรวม 124,853,180 บาท รวมแล้วมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 2.2 ล้านบาท

29 ปีพฤษภาทมิฬ – นายจตุพร พรหมพันธุ์ พร้อมเครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย จัดงานรำลึก 29 ปี เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้วีรชนประชาธิปไตยผู้ล่วงลับ ที่ลานสวป. มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่ 20 พ.ค.