ได้รับซิโนแวคอีก1.5ล้านโดส
ป่วยเพิ่ม 2,636-ตายแล้ว703
กทม.สั่งปิดตลาดสด10แห่ง

รัฐบาลแก้เกมฉีดวัคซีน ใช้‘ออน ไซต์’แทน ‘วอล์กอิน’ อ้างป้องกันคนสับสน เข้าใจผิดว่าทุกคนที่ไปจะได้ฉีดทันที ย้ำ 3 ช่องทางลงทะเบียนฉีดวัคซีนองค์การเภสัชกรรมได้รับวัคซีนซิโนแวค จากจีนเพิ่มอีก 1.5 ล้านโดส รวมนำเข้าแล้ว 6 ล้านโดส เดือนมิ.ย.จะมาอีก 3 ล้านโดส ‘หมอไม่ทน’ ระดมล่าชื่อผ่านเพจ Change.org จี้สธ.หยุดเตะถ่วงวัคซีนทางเลือก ไทยติดเชื้อรายวันเพิ่ม 2,636 ตายอีก 25 ราย ยอดเสียชีวิต สะสมเกิน 700 แล้ว คลัสเตอร์คุกติดเชื้อเพิ่ม 999 ราย กทม.สั่งปิดตลาดสดแล้ว 10 แห่งจากพิษโควิด ‘วิษณุ’ เผยจ่อขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกตลอดเดือนมิ.ย.

ติดเชื้ออีก 2,636-ตายเพิ่ม 25

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 20 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค.แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า วันนี้มีผู้ติดเชื้อ 2,636 ราย ติดเชื้อในประเทศ 1,907 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังในร.พ. 1,385 ราย ค้นหาเชิงรุกในชุมชน 522 ราย มาจากเรือนจำและที่ต้องขัง 671 ราย และเดินทางจากต่างประเทศ 58 ราย รักษาหายกลับบ้านเพิ่ม 2,268 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 25 ราย ทำให้มีผู้ติดเชื้อสะสม 119,585 ราย หายป่วยสะสม 76,636 ราย เสียชีวิตสะสม 703 ราย

ส่วนระลอกใหม่ เม.ย. 64 เป็นต้นมา ติดเชื้อ สะสม 90,722 ราย หายป่วยแล้ว 49,210 ราย เสียชีวิตสะสม 609 ราย ยังรักษาอยู่ 42,246 ราย อยู่ในร.พ. 17,645 ราย น้อยกว่าร.พ.สนามซึ่งมี 24,601 ราย อาการหนัก 1,213 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 405 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 2,540,116 โดส เข็มแรก 1,647,871 ราย เข็มสอง 892,245 ราย

ผู้เสียชีวิต 25 ราย เป็นชาย 18 ราย หญิง 7 ราย อยู่ในกรุงเทพฯ 11 ราย ปทุมธานี 3 ราย เชียงใหม่ 2 ราย ลำปาง ลำพูน ยโสธร ราชบุรี เพชรบูรณ์ สระบุรี ร้อยเอ็ด นครศรีธรรมราช และสมุทรปราการ จังหวัดละ 1 ราย อายุเฉลี่ย 64 ปี ต่ำสุด 41 ปี สูงสุด 94 ปี มีโรคประจำตัว ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมัน โรคปอด หัวใจ อ้วน หลอดเลือดสมอง มะเร็ง ปัจจัยเสี่ยงมาจากคนในครอบครัวไปในพื้นที่เสี่ยง ไปในสถานที่แออัด อาชีพเสี่ยง การนอนรักษา นานสุด 29 วันก่อนเสียชีวิต ค่ากลางอยู่ที่ 11 วัน

“สำหรับคนเดินทางมาจากต่างประเทศ 58 ราย วันนี้เยอะหน่อย มาจากสวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ตูนิเซีย มาเลเซีย ประเทศละ 1 ราย ซึ่งมาเลเซียเข้ามาถูกต้อง ส่วนกัมพูชาเป็น กลุ่มก้อนใหญ่ เข้ามา 54 ราย โดยเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติ 7 ราย ซึ่งเราไม่พึงประสงค์ ส่วนใหญ่บอกเป็นแอดมินออนไลน์ ต้องให้ฝ่ายปกครองช่วยดูให้มากขึ้น ส่วนที่เหลือเข้ามาถูกต้อง สำหรับคนเข้ามาผิดกฎหมายวันที่ผ่านมาพบ 113 ราย นายกฯให้ดูแลอย่างเข้มข้น ทั้งชายแดน การเข้ามาทางน้ำที่ลอยลำอยู่บนเรือส่วนทางทางอากาศดูแลได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ สามารถควบคุมได้ แต่พรมแดนทางน้ำก็ต้องดูแลต่อไป”

กทม.ป่วยมากสุด 1,001

สำหรับจังหวัดที่ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด 10 อันดับแรก ประกอบด้วย 1.กทม. 1,001 ราย สะสม 30,535 ราย 2.เพชรบุรี 124 ราย สะสม 845 ราย 3.นนทบุรี 99 ราย สะสม 4,986 ราย 4.ปทุมธานี 89 ราย สะสม 2,675 ราย 5.ชลบุรี 65 ราย สะสม 3,872 ราย 6.สมุทรปราการ 61 ราย สะสม 4,543 ราย 7.สมุทรสาคร 57 ราย สะสม 2,044 ราย 8.จันทบุรี 44 ราย สะสม 713 ราย 9.นครปฐม 38 ราย สะสม 1,036 ราย และ10.พระนครศรีอยุธยา 30 ราย สะสม 984 ราย

คลัสเตอร์คุกติดโควิดเพิ่ม 671

โฆษกศบค. กล่าวว่า การติดเชื้อในประเทศ วันนี้มี 2,578 ราย อยู่ในเรือนจำ 671 ราย นอกเรือนจำ 1,907 ราย โดยกทม.และปริมณฑลติดเชื้อรวมกัน 1,345 ราย คิดเป็น 71% มากกว่าจังหวัดที่เหลือรวมกันติดเชื้อ 562 ราย ทำให้แผนที่ประเทศไทยตอนนี้มีพื้นที่สีขาว คือไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 24 จังหวัด ได้แก่ ระนอง ภูเก็ต ขอนแก่น พัทลุง พิษณุโลก ลำพูน ลำปาง ร้อยเอ็ด นครพนม ยโสธร น่าน ชุมพร พะเยา เลย แพร่ อุตรดิตถ์ ชัยนาท หนองคาย พังงา อำนาจเจริญ มุกดาหาร หนองบัวลำภู บึงกาฬ และสตูล ส่วนสีเขียวติดเชื้อ 1-10 ราย มี 33 จังหวัด

จังหวัดที่ติดเชื้อน้อยกว่า 10 ราย ที่เป็นตัวอย่างดีๆ ที่ผ่านมามีทั้งสิ้น 57 จังหวัด ส่วนที่ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เลยตั้งแต่วันที่ 14-20 พ.ค. มี 3 จังหวัด คือ ลำพูน ชัยนาท และหนองบัวลำภู ส่วนที่พบ 1-10 ราย ในสัปดาห์นี้มี 39 จังหวัด แบ่งเป็น 3 กรณี คือ1.จังหวัดตัวเองไม่มีติดเชื้อ ผู้ติดเชื้อมาจากจังหวัดอื่น 6 จังหวัด ได้แก่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย บึงกาฬ อำนาจเจริญ และสตูล 2.จังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อภายในจังหวัด 5 จังหวัด ได้แก่ แพร่ อุทัยธานี หนองคาย ตราด และชุมพร และ 3.พบทั้งในจังหวัดและเดินทางมาจากต่างจังหวัด 28 จังหวัด

สำหรับเรือนจำ 147 แห่งไม่ได้ติดเชื้อทุกแห่ง ในรอบ 24 ชั่วโมง รายงานมา 4 จังหวัด รวม 671 ราย ได้แก่ กทม. 601 ราย สะสม 8,921 ราย เชียงใหม่ 3 ราย สะสม 3,932 ราย นนทบุรี 51 ราย สะสม 702 ราย และฉะเชิงเทรา 16 ราย สะสม 42 ราย ขอบคุณผู้ต้องขังและคนภายในเรือนจำที่ช่วยกันดูแลสุขภาพ มีการเข้มใส่หน้ากากตลอดเวลาแม้แต่เวลานอน

ทั้งนี้ การติดเชื้อในเรือนจำของกทม.และปริมณฑล สะสม 9,881 ราย พบว่ามาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เยอะที่สุด อัตราติดเชื้อ 78% รองลงเรือนจำพิเศษธนบุรี 71% เรือนจำหญิงกลาง 34% เรือนจำคลองเปรม 16% เรือนจำบางขวาง 11% และเรือนจำนนทบุรี 16%

สั่งเฝ้าระวัง 36 คลัสเตอร์

โฆษกศบค. กล่าวต่อว่า วันนี้คณะที่ปรึกษา ด้านการสาธารณสุขศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ประกอบด้วย นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร นพ.อุดม คชินทร นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ประชุมหารือถึงการออกมาตรการเฉพาะบางเรื่อง ในพื้นที่กรุงเทพฯ เนื่องจากสถานการณ์การติดเชื้อในกรุงเทพฯ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,001 ราย พบจากการเฝ้าระวังในโรงพยาบาล คนไทย 541 ราย ต่างด้าว 167 ราย จากการค้นหาเชิงรุก 293 ราย คนไทย 132 ราย ต่างด้าว 161 ราย

“โดยที่ประชุมโฟกัสจุดระบาดที่ดอนเมือง แคมป์ก่อสร้างหลักสี่ แฟลตดินแดง ตลาดห้วยขวาง ที่พักคนงานก่อสร้าง คลองเตย ตลาดพลอยบางรัก จะอยู่ในจุดเฝ้าระวังสูงสุด 36 คลัสเตอร์ กระจาย 25 เขต แบ่งเป็นกลุ่มระวังสูงสุด 14 เขต คือ ดินแดง ราชเทวี หลักสี่ ดุสิต ป้อมปราบศัตรูพ่าย คลองเตย บางรัก สาทร พระนคร ประเวศ บางกอกน้อย ห้วยขวาง บางเขน บางคอแหลม เช่นชุมชนแคมป์ก่อสร้าง ตลาดชุมชน สถานประกอบการที่เป็นคอลเซ็นเตอร์ เฝ้าระวังสูง วัฒนา สวนหลวง จตุจักร ราชเทวี ดอนเมือง บางกะปิ และคลัสเตอร์พบใหม่ที่บางพลัด แคมป์ก่อสร้าง สำหรับเขตที่ดูแลดีและควบคุมการระบาด มี 8 เขต คือ ทวีวัฒนา ปทุมวัน ป้อมปราบศัตรูพ่าย สาทร สัมพันธวงศ์ จตุจักร ลาดพร้าว สวนหลวง”

นพ.ทวีศิลป์กล่าวด้วยว่า จากรายงานของกรุงเทพฯพบแคมป์ก่อสร้างทั้งหมด 409 แห่ง มีคนงานรวม 62,169 คน คนไทยกว่า 2 หมื่น เป็นคนต่างชาติกว่า 36,000 คน ซึ่งแคมป์ คนงานก่อสร้างมีความสำคัญสูง ที่จะต้อง ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ และทางกรุงเทพฯมอนิเตอร์ติดตามผ่านสำนักงานเขตทุกเขต ดังนั้นผู้อำนวยการเขตทั้งหลาย ฝ่ายปกคลอง ต้องทำงานอย่างเต็มที่ในการเฝ้าระวังร่วมกับคนในพื้นที่และท้องถิ่น เฝ้าระวังและช่วยกันดูแลคนในเขต เพราะจากการตรวจเชิงรุกพบติดเชื้อวันละ 300-400 คน มีคนต้องการเตียงวันละไม่ต่ำกว่า 500 คน โดยกรมควบคุมโรควิเคราะห์ปัจจัยระบาดในกรุงเทพฯที่ต้องเร่งแก้ไข คือ เรื่องสุขาภิบาลของตลาด ความแออัดของการใช้ห้องน้ำร่วมกัน ของแคมป์คนงานเป็นต้น

ตั้งศูนย์คัดแยกผู้ป่วยต่างด้าว

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า คณะกรรมการที่ปรึกษา ศบค.เสนอเรื่องของต่างด้าวว่า กทม.และปริมณฑลประมาณการว่าจะมีต่างด้าว ถูกกฎหมายทั้งหมด 1.31 ล้านคน กทม.5.8 แสนคน สมุทรสาคร 2.3 แสนคน สมุทรปราการ 1.6 แสนคน ปทุมธานี 1.3 แสนคน นนทบุรี 9.9 หมื่นคน นครปฐม 9.3 หมื่นคน ที่ไม่ถูกกฎหมายประมาณการ ทั้งประเทศคือหลักล้านคน ถ้าไม่จัดการอะไรขึ้นมา คนเหล่านี้มีข้อจะเกิดปัญหา คือ 1.เป็นผู้ที่ไม่อยู่นิ่ง จะหลบหนี เคลื่อนย้ายตัวเอง บ่อยๆ 2.พฤติกรรมจะไปอยู่กับคนที่ถูกกฎหมาย และเกาะกลุ่มรวมกันและย้ายจุดไป และ 3.มีที่พักที่แออัด นอนที่เดียวกันพื้นที่แคบๆ กินดื่มในพื้นที่จำกัด นำมาสู่การควบคุมโรคได้ยาก

คณะกรรมการที่ปรึกษา ศบค.เสนอว่า 1.ให้มีศูนย์คัดแยกผู้ป่วยกลุ่มแรงงานต่างด้าว อาจเป็นแคมป์ควอรันทีน ป่วยแยกออกมา ตัวอย่างที่พูดคุยคือร.พ.สนาม ปทุมธานี เอาตลาดเก่ามาปูเสื่อวางเตียงเรียงกันไปให้อากาศถ่ายเท ให้คนต่างด้าวมาอยู่ด้วยกัน และชุมชนดูแลกัน มีรั้วรอบขอบชิด กทม.ควรจะต้องรีบทำ เพิ่ม 300-400 คนจากการตรวจเชิงรุกต้องรีบทำ 2.มีมาตรการขยายนิรโทษกรรมให้ขึ้นทะเบียน เพื่อเข้าสู่ระบบการจ้างงานถูกกฎหมาย

‘บิ๊กตู่‘ฟุ้งไทยคุมโควิดอยู่

เมื่อเวลา 11.20 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวปาฐกถา ในการประชุม International Conference on the Future of Asia (Nikkei Forum) ครั้งที่ 26 จัดโดยหนังสือพิมพ์นิเคอิ ของญี่ปุ่น หัวข้อหลัก “การสร้างรูปแบบของอนาคตยุคหลัง โควิด-19 : บทบาทของภูมิภาคเอเชียต่อการฟื้นตัวของโลก” ผ่านระบบการประชุมทางไกล ไปยังกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

นายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องเร่งปรับตัวและแก้ไขจุดอ่อน เพื่อกลับมาลุกขึ้นยืนและเข้มแข็งกว่าเดิมให้ได้เร็วที่สุด ไทยพร้อมร่วมมือกับญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด จัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ เพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากวิกฤตด้านสาธารณสุขที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตทั้งจากภายในและนอกภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ไทยขอเรียกร้องให้วัคซีนโควิด-19 จัดเป็นสินค้าสาธารณะของโลกและผลักดันให้มีการฉีดวัคซีนอย่างครอบคลุม ซึ่งไทย มีข้อริเริ่มการกระตุ้นการเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยอย่างปลอดภัย จึงหวังว่าจะได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นผ่านข้อริเริ่มนี้

จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์นิเคอิ ถึงการบริหารสถานการณ์ภายในประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ว่า ขณะนี้ไทยยังควบคุมสถานการณ์ได้ดี ไม่ส่งผล กระทบในวงกว้าง ด้วยระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง บุคลากรทางสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ การดูแลประชาชนได้ทั่วถึง รวมทั้งการมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ด้วย ซึ่งรัฐบาลได้รับความร่วมมือจากประชาชน ในการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค และดำเนินการทั้งเชิงป้องกันและการรักษาผู้ติดเชื้อ รวมทั้งดำเนินการเร่งฉีดวัคซีนให้ประชากร อย่างน้อยร้อยละ 70 ภายในสิ้นปีนี้ โดยจะฉีดวัคซีนให้คนต่างชาติในไทยด้วย และเมื่อเริ่มฉีดวัคซีนให้ประชาชนกลุ่มใหญ่ในเดือนมิ.ย. ได้ตามแผน เชื่อว่าสถานการณ์จะยิ่งดีขึ้น

ใช้‘ออนไซต์’แทน‘วอล์กอิน’

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ ต้องการเน้นย้ำให้ประชาชนเข้าใจเรื่องการฉีดวัคซีน ที่รัฐบาลประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยรัฐบาลมีแผนการกระจายวัคซีน 3 ช่องทาง คือ 1.ระบบหมอพร้อม ที่ผ่านมาเปิดให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง 7 กลุ่มโรคลงทะเบียน ขณะนี้มียอดลงทะเบียนแล้ว 7.4 ล้านคน เป็นการลงทะเบียนในกรุงเทพฯ แล้วกว่า 8 แสนคน และจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปอายุ ต่ำกว่า 60 ปี ลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 31 พ.ค.นี้ ซึ่งข้อดีคือประชาชนสามารถเลือกวันเวลาและสถานที่ได้เอง

2.การลงทะเบียนที่จุดบริการ หรือออนไซต์ รีจิสเตรชั่น On-site Registration ช่องทางนี้ ปรับจากการเรียกว่า วอล์กอิน เนื่องจากหากใช้คำว่า “วอล์กอิน” แล้ว อาจเกิดความเข้าใจผิดว่าทุกคนที่เดินทางไปจะได้ฉีดในวันนั้น จนอาจเกิดปัญหาตามมาได้ แต่การลงทะเบียนที่จุดบริการจะมีระบบรองรับและแจ้งประชาชนเมื่อเดินทางไปลงทะเบียนว่า มีวัคซีนสนับสนุน เพียงพอที่จุดบริการในวันนั้นหรือไม่ หากพร้อมฉีด แต่วัคซีนไม่พอในวันนั้นก็ทำการลงทะเบียนเพื่อนัดฉีดในวันอื่นได้ โดยไม่ต้องเสียเวลามารอฉีดอีกในวันต่อไป แต่มาฉีดได้เลยตามที่นัดไว้ล่วงหน้าแล้ว และขอย้ำว่า ช่องทางนี้เป็นการบริการเสริม และสำหรับ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ทางกทม.จัดให้มีการ กระจายจุดบริการวัคซีนทั่วพื้นที่ในโรงพยาบาล สถานพยาบาล และหน่วยงาน 231 แห่ง

นอกจากนี้ยังเตรียมสถานที่ฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลอีก 25 แห่ง โดยจัดเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่มาสถานที่ฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาล ขณะนี้เปิดทดลองระบบแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ 1.เซ็นทรัล ลาดพร้าว 2.สามย่านมิตรทาวน์ 3.เดอะมอลล์ บางกะปิ และ 4.บิ๊กซี บางบอน นายกฯ ยังยืนยันว่า หากในแต่ละจุดที่บริการมีวัคซีนเพียงพอในแต่ละวัน และมีวัคซีนสำรองเนื่องจากมีคนที่นัดแล้วแต่ไม่ได้มาฉีดตามนัดอยู่บ้าง รัฐบาลก็มีแผนในการเปิดการฉีดวัคซีนแบบวอล์กอินได้ แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดและความรุนแรงนั้น เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งมีการระบาดในหลายคลัสเตอร์ในหลายพื้นที่ และเป็นสาเหตุให้นายกฯ จำเป็นต้อง ตัดสินใจปรับแผนเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ในส่วนบริการหลักยังเป็นการลงทะเบียนผ่านระบบหมอพร้อม และการวอล์กอินจะเป็นการบริการเสริมในช่วงนี้

3.การจัดสรรฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเฉพาะ หรือการกระจายวัคซีนเชิงยุทธศาสตร์ เน้นจัดสรรวัคซีนไปยังประชาชนกลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มที่มีความจำเป็นพิเศษ หรือมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต เช่น บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า อสม. ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พนักงานด้านการบิน ครู อาจารย์ ผู้ขับขี่รถยนต์และจักรยานยนต์สาธารณะ พนักงานรถไฟและรถไฟฟ้า พนักงาน ในโรงแรม คณะผู้แทนการทูตและองค์กรระหว่างประเทศ นักธุรกิจและนักเรียน นักศึกษาที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ บุคลากร ในโรงงาน คนพิการ พนักงานภาคบริการอาหาร และยา และกลุ่มอื่นๆ เพื่อให้การใช้ชีวิตและเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด โดยประชาชนกลุ่มนี้สามารถติดต่อนัดหมายผ่านสถานพยาบาล หรือ อสม. ได้โดยตรง หรือหากเป็นกลุ่มบุคคลหรือสมาคมที่มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน ก็สามารถยื่นเรื่องต่อกระทรวงสาธารณสุขเพื่อพิจารณาจัดสรรวัคซีนและจัดเตรียมสถานที่ฉีดต่อไป

สธ.จัดสรรวัคซีนฉีดเรือนจำ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า หลังจากสถานการณ์มีผู้ต้องขังติดเชื้อโควิด-19 เป็นจำนวนมาก กระทรวงยุติธรรมจึงต้องยกระดับมาตรการป้องกัน โดยการตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ภายในสถานที่ควบคุมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม โดยตนสั่งการให้อธิบดีทุกคน ต้องประสานหาวัคซีนเพื่อฉีดให้ทุกคนในสังกัด ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ พนักงานและลูกจ้าง ต้องได้ฉีดวัคซีนทั้งหมด รวมทั้งอธิบายให้ความรู้ว่าวัคซีนไม่ได้น่ากลัว ขอให้เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ตนได้สั่งการไปแล้ว

“ดังนั้นการจะให้ข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างเข้ามาทำงานในกรมหรือหน่วยงานในสังกัด หากยังไม่ได้รับวัคซีนจะไม่ให้เข้าพื้นที่ แต่หากได้รับเข็มแรกแล้ว มีหลักฐานมาแสดง เช่น ใบแสดงผล ก็ให้เข้ามาทำงานได้ คำสั่งนี้ ขอให้เป็นคำสั่งของกระทรวง ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”

ผู้ต้องขังติดเชื้อเพิ่ม 999

นายวีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และโฆษกศบค.กรมราชทัณฑ์ (ศบค.รท.) แถลงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถานว่า วันนี้มีผู้ต้องขังติดเชื้อรายใหม่ 999 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 13,534 ราย มีเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ที่พบผู้ติดเชื้ออยู่ 11 แห่ง ดังนี้ 1.เรือนจำกลาง เชียงใหม่ไม่มีติดเชื้อรายใหม่ รักษาหายเพิ่ม ปล่อยตัว 7 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 3,593 ราย

2.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ติดเชื้อรายใหม่ 499 ราย รักษาหายเพิ่ม ปล่อยตัว 5 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 2,864 ราย 3.ทัณฑสถานหญิงกลาง ติดเชื้อรายใหม่ 56 ราย รักษาหายเพิ่ม ปล่อยตัว 220 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 1,376 ราย 4.เรือนจำกลางคลองเปรม ติดเชื้อรายใหม่ 326 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 1,650 ราย

5.เรือนจำพิเศษธนบุรี ไม่มีติดเชื้อรายใหม่ อยู่ระหว่างการรักษา 2,830 ราย 6.เรือนจำกลางฉะเชิงเทรา ติดเชื้อรายใหม่ 18 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 82 ราย 7.ทัณฑสถานบำบัด พิเศษกลาง ติดเชื้อรายใหม่ 51 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 63 ราย 8.เรือนจำจังหวัดนนทบุรี ไม่มีติดเชื้อรายใหม่ อยู่ระหว่างการรักษา 417 ราย 9.เรือนจำกลางบางขวาง ติดเชื้อรายใหม่ 48 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 655 ราย 10.เรือนจำ พิเศษมีนบุรี ไม่มีติดเชื้อรายใหม่ อยู่ระหว่างรักษาตัว 2 ราย และ 11.เรือนจำกลางสมุทรปราการ ติดเชื้อรายใหม่ 1 ราย อยู่ระหว่าง การรักษา 2 ราย รวมผู้ต้องขังติดเชื้อใหม่ 999 ราย รักษาตัวหายเพิ่ม/ปล่อยตัว 232 ราย อยู่ระหว่างรักษาตัว 13,534 ราย

เชียงใหม่ติดเชื้ออีก 8

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่รายงานว่า ตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่เพิ่ม 8 ราย ยอดป่วยสะสม 4,033 ราย รักษาหายออกจากโรงพยาบาลแล้ว 3,619 ราย และมีผู้ป่วยรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลทั้งสิ้น 396 ราย ในจำนวนนี้อาการหนัก(สีแดง) 8 ราย, อาการค่อนข้างหนัก(สีส้ม) 18 ราย, อาการปานกลาง(สีเหลือง) 70 ราย และอาการน้อย (สีเขียว) 300 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย ยอดสะสม 18 ราย

กทม.ปิดแล้ว 10 ตลาดคุมโควิด

นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพ มหานคร เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กทม.ประกาศปิดตลาดที่เกิดการแพร่ระบาดแล้ว 10 แห่ง จากตลาดทั้งหมด 485 แห่ง โดยดำเนินการล้างทำความสะอาดและฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อ และตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 ให้กับ ผู้ประกอบการค้าและลูกจ้างที่มีความเสี่ยงสูง รวมถึงประชาชนและชุมชนใกล้เคียง ประกอบด้วย 1.ตลาดยิ่งเจริญ เขตบางเขน ปิดตั้งแต่วันที่ 14-24 พ.ค. 2. ตลาดกลางดินแดง ปิดตั้งแต่วันที่ 12-21 พ.ค. 3.ตลาดบางกะปิ ปิดตั้งแต่วันที่ 20-22 พ.ค. 4.ตลาดคลองเตย ปิดตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.-4 มิ.ย. 5.ตลาดสามย่าน เขตปทุมวัน ปิดตั้งแต่วันที่ 18-20 พ.ค. 6. ตลาดสดหนองจอก ปิดตั้งแต่วันที่ 19-31 พ.ค. 7.ตลาดสายเนตร เขตคันนายาว ปิดตั้งแต่วันที่ 20-22 พ.ค. 8.ตลาดศาลาน้ำร้อน เขตบางกอกน้อย ปิดตั้งแต่วันที่ 14-22 พ.ค. 9.ตลาดลำนกแขวก เขตหนองจอก ปิดตั้งแต่วันที่ 19-21 พ.ค. 10.ตลาดนัดผู้ใหญ่อ้วน เขตลาดพร้าว ปิดตั้งแต่วันที่ 20-22 พ.ค.

ทั้งนี้อาจมีการขยายเวลาปิดตลาดเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เพื่อคัดกรองและสอบสวน โรค ส่วนตลาดอื่นๆ กทม.จัดเจ้าหน้าที่เขต เจ้าหน้าที่เทศกิจ ร่วมดูแลและกวดขันให้ ทุกตลาดดำเนินการตามมาตรการด้านความปลอดภัยที่กรุงเทพมหานครกำหนด

บิ๊กนิติวิทยาศาสตร์ติดโควิด

ส่วนจากกรณีมีรายงานว่าพ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ติดโควิด หลังเข้ารับตรวจหาเชื้อพร้อมเจ้าหน้าที่หน้าห้อง เมื่อ 17 พ.ค. ซึ่งเจ้าหน้าที่หน้าห้องผลเป็นลบนั้น

ผศ.นพ.วรวีร์ ไวยวุฒิ รองผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ฯ เผยว่า ขณะนี้พ.ต.อ.ทรงศักดิ์เข้ารับการรักษาตัวในสถานพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ล่าสุดสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เร่งดำเนินการฆ่าเชื้อ พร้อมทั้งทำความสะอาดห้องที่เกี่ยวข้อง ตามแนวทางของกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดภายในกลุ่มเจ้าหน้าที่

พัทยาเปิดฉีดวัคซีนวันแรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมืองพัทยาและอ.บางละมุง จ.ชลบุรีเปิดบริการวัคซีนซิโนแวค ให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นวันแรก หลังได้รับ วัคซีน 20,000 โดส โดยที่อาคารกรีฑาในร่มเมืองพัทยา ศูนย์กีฬาแห่งชาติภาคตะวันออก ซ.ชัยพฤกษ์ 2 เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้รับการจัดสรรวัคซีน 4,000 โดส และกำหนดให้เป็นสถานที่ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในเขตพื้นที่เมืองพัทยา ต.หนองปรือ ต.นาเกลือ ต.ตะเคียนเตี้ย และ ต.บางละมุง ส่วนอีก 6,000 โดส กระจายต่อตามปริมาณความเหมาะสมของสถานที่ฉีดวัคซีนอีก 4 แห่ง

โดยวันแรกมีประชาชนจำนวนมากมารอรับวัคซีนตั้งแต่ช่วงเช้า พบว่าหลังเปิดบริการในเวลา 08.00 น.ได้ไม่นาน ในส่วนบริการวอล์กอินก็เต็ม

ซิโนแวคมาอีก – วัคซีนป้องกันโควิดของซิโนแวคจากประเทศจีน อีกจำนวน 1.5 ล้านโดส ส่งถึงคลังสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ องค์การเภสัชกรรมระบุในเดือนมิ.ย.จะนำเข้ามาอีก 3 ล้านโดส เมื่อวันที่ 20 พ.ค.

อภ.รับ‘ซิโนแวค’อีก 1.5 ล้านโดส

นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ได้รับมอบ วัคซีนโควิด-19 ของซิโนแวคจากประเทศจีนเพิ่มอีก 1.5 ล้านโดส โดยรวมนำเข้าวัคซีน ซิโนแวคมาแล้ว 8 ล็อต คือ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2 แสนโดส, วันที่ 22 มี.ค. 8 แสนโดส, วันที่ 10 เม.ย. 1 ล้านโดส, วันที่ 24 เม.ย. 5 แสนโดส, วันที่ 6 พ.ค. 1 ล้านโดส, วันที่ 14 พ.ค. เป็นล็อตบริจาค จำนวน 5 แสนโดส, วันที่ 15 พ.ค. 5 แสนโดส และวันนี้ 1.5 ล้านโดส รวมวัคซีนที่อภ.จัดหาได้เข้ามาแล้ว ทั้งสิ้น 6 ล้านโดส

“เดือนมิ.ย.นี้ จะนำเข้ามาอีก 3 ล้านโดส ปัจจุบันวัคซีนซิโนแวคนี้มีการใช้ทั่วโลกแล้ว 260 ล้านโดส ใน 45 ประเทศ เป็นอันดับ 2 ต่อจากวัคซีนของไฟเซอร์” นพ.วิฑูรย์กล่าว

ทั้งนี้วัคซีนทุกล็อตที่รับเข้ามาจะมีการควบคุม อุณหภูมิการจัดส่งและจัดเก็บ โดยวัคซีน จัดเก็บยังคลังสำรองวัคซีนโควิด-19 ที่ศูนย์กระจายสินค้าของ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด จากนั้นจะตรวจรับและส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบคุณภาพ มาตรฐาน และเอกสารต่างๆ เมื่อผ่านการตรวจสอบทุกขั้นตอนแล้ว จะส่งให้กรมควบคุมโรคตรวจรับวัคซีนและกระจายไปยังหน่วยบริการและสถานพยาบาลต่างๆ เพื่อฉีดให้กับกลุ่มเป้าหมายต่อไป

ชงต่อ‘พรก.ฉุกเฉิน’อีกเดือน

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เปิดเผยว่า การประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ในวันที่ 21 พ.ค.จะพิจารณาขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ใช้ ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 31 พ.ค.นี้ ขณะนี้ ศบค.ชุดเล็กกำลังประเมินสถานการณ์ว่าจะขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินไปอีกกี่เดือน เพื่อเสนอต่อ ที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ในวันที่ 21 พ.ค. ส่วนตัวมองว่าการขยายเวลาพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ควรจะนาน เบื้องต้นเห็นว่าควรขยายตลอดเดือนมิ.ย. เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาด มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

“การขยายเวลาพ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่เกี่ยวกับการออกมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่เพื่อให้ในบาง พื้นที่บางจังหวัดเกิดการทำงานอย่างบูรณาการ” นายวิษณุกล่าว

‘หมอไม่ทน’จี้หยุดถ่วง‘วัคซีน’

ด้าน กลุ่มหมอไม่ทน เปิดแคมเปญล่ารายชื่อ ประชาชน ผ่านเว็บไซต์ Change.org เรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุข องค์การเภสัช และรัฐบาล หยุดการเตะถ่วงวัคซีนทางเลือก ก่อนที่ สายพันธุ์อินเดียจะระบาด ซึ่งผ่านมา 24 ชั่วโมง พบว่ามีผู้ลงชื่อแล้วเกือบ 2 หมื่นรายชื่อ

โดยมีข้อความระบุว่า “ผ่านมาครึ่งปี นับตั้งแต่ เริ่มใช้วัคซีน COVID-19 ประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนครบทั้งสองเข็มให้แก่ประชาชน เพียง 1-2% ของประชากรไทยทั้งหมด โดยวัคซีน ที่ได้รับรองมีเพียงวัคซีนของซิโนแวค และ แอสตร้าเซนเนก้า โดยจำนวนวัคซีนที่จองมาทั้งหมดของรัฐบาลนั้น ยังไม่เพียงพอเพื่อลดการระบาดของโรคและสร้างความมั่นใจในการ ใช้ชีวิตแก่ประชาชน

มีการเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดช่องทางการนำเข้าวัคซีนทางเลือกผ่านโรงพยาบาลเอกชน เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าจากการจัดการของรัฐบาล ภาครัฐกลับตอบรับโดยการให้ทาง เอกชนซื้อวัคซีนผ่านทางองค์การเภสัชกรรม ทำให้ประชาชนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง (ทั้งๆ ที่ไม่ควร) รวมถึงอาจจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

อีกทั้งยังไม่มีความแน่ชัดทั้งราคาและปริมาณ ที่จะนำเข้า ที่สำคัญที่สุดคือไม่มีคำตอบชัดเจนถึงเหตุผลว่าทำไมวัคซีนทางเลือกจะนำเข้าได้เร็วที่สุดในเดือนต.ค. โดยยังเป็นกำหนดที่ไม่แน่นอนและช้าเกินไป สวนทางกับจำนวน ผู้ติดเชื้อ ผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น และเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาล ที่กำลังจะถึงขีดจำกัดในการดูแล ผู้ป่วยแล้วทั้งสิ้น จนถึงจุดวิกฤตที่สาธารณสุขไทยใกล้ล่มสลายแล้ว

หมอไม่ทนขอยืนยันว่า ประชาชนทุกคนควรได้รับวัคซีนเร็วที่สุดไม่ว่าเป็นชนิดใดก็ตาม เพื่อลดอาการติดเชื้อรุนแรงและการเสีย ชีวิต และประชาชนต้องมีสิทธิและเสรีภาพ ในการเลือกวัคซีนที่ดีที่สุดให้กับตนเอง เช่นเดียวกัน

รัฐบาลต้องรีบเปิดเผยข้อมูลให้แก่ประชาชน เรื่องการจัดซื้อวัคซีน ทำให้เป็นเรื่องโปร่งใส และเร่งเปิดทางวัคซีนทางเลือกอื่นนอกเหนือจากซิโนแวค และแอสตร้าเซนเนก้าให้ประชาชน ได้เลือก เพื่อใช้ในกรณีที่ต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิซ้ำเข็มที่ 3 และ 4 ในอนาคต หรือเตรียมตัว กรณีวัคซีนที่ฉีดไปแล้วไม่สามารถป้องกัน ประชาชนจากเชื้อสายพันธุ์ใหม่ๆ ได้ นอกจากนี้ เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ ควบคุมวิกฤต

ทุกวันที่ล่าช้า มีคนตายมากขึ้น รัฐบาลต้องมีคำตอบให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตว่าเหตุผลที่เขาได้รับวัคซีนล่าช้าคืออะไร หมอไม่ทนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลปลดล็อกวัคซีนทุกยี่ห้อที่สามารถติดต่อได้ทันที ยกเลิกการควบคุมอำนาจบริหารจัดการไว้ตามลำพัง ก่อนที่จะสาย เกินไป

พวกเราขอชื่อของท่าน เพื่อร่วมกดดันองค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข และรัฐบาลไปด้วยกัน

ฉีดผู้สูงอายุ – ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป ที่ไม่สามารถลงทะเบียนได้ เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดของแอสตร้าเซนเนก้า ที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กทม. เปิดให้จองคิวตั้งแต่เวลา 06.30 น. จำกัดวันละ 100 คน เมื่อวันที่ 20 พ.ค.

วัคซีนโคราช – ชาวโคราชเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด ที่หน่วยบริการของร.พ.มหาราชนครราชสีมา ภายในห้างเซ็นทรัลพลาซา จ.นครราชสีมา ตั้งเป้าฉีดให้ได้วันละ 3,000 คน เมื่อวันที่ 20 พ.ค.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน