บิ๊กตู่โต้วัคซีนการเมือง
ฉะคนเสี้ยมพรรคร่วม
‘บิ๊กตู่’ โต้ข่าววัคซีนการเมือง ยืนยันต่อหน้า ‘อนุทิน’ คุยกับปชป.-ชทพ.แล้ว ไม่มีปัญหา ซัดมีคนคอยยุแยงพรรคร่วมรัฐบาล วอนหยุดตีกัน บ้านเมืองวุ่นพอแล้ว‘ชวน’ รูดซิปถ้าพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านของรัฐบาลถูกคว่ำ ต้องยุบสภา โฆษกปชป.ลั่นพร้อมเลือกตั้ง ‘พนิต’ เข้าใจมารยาทพรรคร่วม แต่ขอโหวตพ.ร.บ.งบฯ-พ.ร.ก.เงินกู้ อย่างอิสระ เพื่อไทยตั้งฉายาพ.ร.บ.งบฯ ‘5 ผิด’ ‘อนงค์วรรณ’ ขอบคุณป.ป.ช. ยกคำร้องคดีทุจริตฝายแม้ว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 6 กสม. 2 ผู้ตรวจการแผ่นดิน
‘บิ๊กตู่’โต้วัคซีนการเมือง-อัดคนยุ
เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ศูนย์การค้าเอเชียทีค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์หลังการตรวจเยี่ยมจุดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกสถานพยาบาล ถึงข่าววัคซีนการเมือง ที่ยังมีความเห็นต่างกันในพรรคร่วมรัฐบาล โดยพล.อ.ประยุทธ์ได้หันหน้าไปมองนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกล่าวว่า ไม่มีปัญหา ตนเข้าใจกันหมดทุกประการ ยืนยันตรงนี้ต่อหน้านายอนุทิน เมื่อวานนี้ตนคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ก็ไม่เห็นมีปัญหา จะมีปัญหาก็เพราะมีคนยุแยงตะแคงรั่วอยู่แถวนี้นั่นแหละ ไม่เห็นมีปัญหาตรงไหน
“การจะปรับเปลี่ยนอะไรต่างๆ ผมก็ปรับเปลี่ยนตามข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขว่า อะไรดี อะไรใช่หรือไม่ใช่ อะไรต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ผมฟังในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนทุกระดับ ข้อมูลทั้งหมดก็เข้าสู่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือศบค. ที่มีผมเป็น ผู้อำนวยการ แล้วผมจะไปสั่งอะไรได้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าจะไปเข้าข้างใคร ผมต้องบูรณาการการทำงานจากข้อกำหนดทุกประการ ตามข้อมูลที่หลายฝ่ายเสนอขึ้นมา ก็แค่นั้นเอง อย่าไปตีกัน บ้านเมืองวุ่นวายพออยู่แล้ว หยุดๆ กันเสียบ้าง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
‘ชวน’รูดซิปพรก.กู้ไม่ผ่าน-ยุบสภา
ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านการ พิจารณาพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 และพ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ซอฟต์โลน) ว่า ภาพรวมเป็นไปด้วยความราบรื่น ส.ส.เข้าใจและให้ความร่วมมืออย่างดี เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โควิด-19 มีเพียงส.ส. 2 คนที่ขออนุญาตถอดหน้ากากอนามัยเพื่ออภิปราย แต่ไม่ได้รับอนุญาต
ส่วนการประชุมร่วมรัฐสภา จะต้องหารือกันอีกครั้งว่าควรดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะความเห็นจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขว่าไม่ควรอยู่หนาแน่นในห้องเดียวกันเกินกว่า 15 นาที ดังนั้น ต้องเอาประเด็นนี้มาหารือร่วมกันด้วย เพราะหากจะไม่ประชุมร่วมรัฐสภา คงจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
สำหรับร่างพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาทนั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่ส่งมาถึงสภาเลย หากส่งมาในสัปดาห์หน้า จะตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนบรรจุเข้าระเบียบวาระในสัปดาห์ถัดไป เมื่อถามถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ยอมรับหากพ.ร.ก.กู้เงิน ไม่ผ่านการพิจารณาจากสภา นายกฯ จำเป็นต้องประกาศยุบสภาตามธรรมเนียม นายชวนปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้
ปชป.ลั่นพร้อมเลือกตั้ง
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายวิษณุระบุหากพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา อาจต้องยุบสภาว่า พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลไม่กังวล เพราะทุกฝ่ายทำงานตามภาระหน้าที่อยู่แล้ว การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นเรื่องสำคัญมากที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน และร่วมมือกันแก้ปัญหาให้ประชาชนและประเทศให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้ และโดยหลัก เมื่อ พ.ร.ก.เข้าสภา จะมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ต้องรอดูผลการพิจารณาของสภาก่อนว่า ส.ส.จะมีมติเห็นชอบหรือไม่
“นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ย้ำกับทุกคนในพรรคให้ทุ่มเททำงานให้กับประชาชนอย่างเต็มที่ ที่สำคัญไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พรรคได้เตรียมความพร้อมไว้ทั้ง 350 เขตเลือกตั้งแล้ว มีบุคลากรของพรรคทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ครบถ้วน ช่วยกันทำงานให้กับประชาชน และในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ก็ร่วมกันทำหน้าที่อย่างเต็มที่และดีที่สุด” นายราเมศกล่าว
‘พนิต’ยันลงมติงบต้องอิสระ
ด้านนายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า วันที่ 26 พ.ค. พรรคประชุมส.ส. เป็นห่วงในประเด็นร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ที่จะประชุมสภาวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย. ทั้งงบกระตุ้นเศรษฐกิจ งบกองทัพ งบแก้ปัญหาโควิด พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาล พวกเรากังวลว่าประเทศไทยจะจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้าและการกระจายงบไม่เหมาะสม
วันนี้การตรวจสอบการใช้จ่ายงบของรัฐบาล กับการมีมารยาทในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องไหนสำคัญกว่ากัน การพิจารณางบปี 2565 ตนและเพื่อน ส.ส.ต้องทำงานอย่างหนัก เนื่องจากเป็นการผ่านงบในสถานการณ์วิกฤตสุขภาพและแรงเสียดทานทางการเมืองที่รุนแรงขึ้นทุกวันจากการขาดความเชื่อมั่นของประชาชน
พวกเราทุกคนเข้าใจในสถานะและหน้าที่ทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงของรัฐบาลดี แต่งบปี 2565 เป็นเรื่องความเป็นความตายของประชาชนและธุรกิจไทย การลงมติงบและพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านในครั้งนี้ มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในฐานะส.ส.และนักการเงิน ถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดและต้องปฏิบัติด้วยความเป็นอิสระและโปร่งใส
“ผมขอย้ำหลักหน้าที่ของผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตย เราทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นอิสระและโปร่งใส เป็นปากเสียงให้กับประชาชน และทำงานตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพอย่างชัดเจน อย่าตีตนไปก่อนไข้ งบต้องโปร่งใส” นายพนิตระบุ
‘อ๋อย’ซัดเนติบริกรขู่ส.ส.
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า การที่รองนายกฯบอกว่าถ้า พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทไม่ผ่านสภา นายกฯ ต้องยุบสภา เป็นการข่มขู่ เอาแต่ได้อย่างน่าเกลียด ในอดีตกฎหมายสำคัญของรัฐบาลไม่ผ่านสภา ไม่ได้ทำให้นายกฯ ต้องยุบสภาเสมอไป บางครั้งนายกฯ ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบก็มี เนติบริกรที่ถูกผู้คนมองเป็นไม้หลักปักขี้เลนมานานแล้ว วันนี้ถึงกับข่มขู่ส.ส. ข่มขู่สภา ทำนองว่าถ้าสภาไม่ผ่าน พ.ร.ก.ฉบับนี้อาจยุบสภานั้น อาการหนักมากแล้ว
พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ รัฐบาลใช้อำนาจออกมาประกาศใช้ ก่อนจะส่งไปให้สภาพิจารณาในภายหลัง ทั้งที่ความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องออกเป็น พ.ร.ก.ก็ได้ เพราะไม่ได้เร่งด่วนขนาดที่สภาพิจารณากันตามปกติไม่ได้ และทราบว่านำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.แบบลับๆ เมื่อพิจารณารายละเอียดงบที่ใช้ ก็ไม่สอดคล้องกับปัญหา รัฐบาลยังคงทำแบบเดิมๆ ที่แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลก็ทำแบบนี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ใช้งบไปมากเท่าไรก็ยังแก้ปัญหาโรคระบาดไม่ได้
ที่ร้ายยิ่งกว่าคือ ไม่ได้ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจใดๆ เลย ประชาชนยังต้องเผชิญกับโรคระบาดและวิกฤตเศรษฐกิจสาหัสสากรรจ์อยู่ทุกวัน หากสภาจะคว่ำ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ก็เป็นเรื่องมีเหตุผลและทำได้ ที่สุดแล้ว ถ้าพ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ผ่านความเห็นชอบของสภา นายกฯ ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก
พท.ฉะงบ 65 ผิดทิศผิดทาง
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการจัดเสวนา “งบ 65 ผิดทิศผิดทาง ผิดที่ผิดเวลา” โดยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า ถ้าจะพูดถึงงบประมาณปี 2565 ต้องพูดถึงเงินกู้ 5 แสนล้านบาท ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม จะกู้เพิ่มด้วย ซึ่งสะท้อน 5 ปัญหาดังนี้ 1.สะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศ 7 ปี แต่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำมากมาตลอด การเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า ส่งผลให้ต้องปรับลดงบในปี 2565 ลง 1.85 แสน หรือ 5.6% แต่มาออก พ.ร.ก.กู้ 5 แสนล้านบาทเพิ่มเติม ทำให้หนี้ของประเทศเพิ่มขึ้นอีกมาก
2.เสื่อมถอยเพราะกู้มากกว่าลงทุน กู้มาใช้เกือบทั้งหมด ไม่รู้เลยว่าใช้ทำอะไรบ้าง 3.หนี้ล้น งบปี 2565 จะต้องกู้ 7 แสนล้านบาท และจะมี พ.ร.ก.กู้เงินอีก 5 แสนล้านบาท การเก็บรายได้ปีนี้จะลดลงอีกกว่า 2 แสนล้านบาท ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นเกิน 9 ล้านล้านบาท และจะทะลุเพดานที่ 60% ซึ่งไทยจะมีปัญหาการใช้หนี้เพราะรัฐมีรายได้เพียง 15% ของ จีดีพีซึ่งต่ำมาก
4.ใช้เงินไม่มีประสิทธิภาพ ตลอด 7 ปี จีดีพีโตเฉลี่ยเพียง 1% กว่าเท่านั้น หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าประชาชนจนลง ต้องกู้เพิ่มและอาจไม่มีปัญญาใช้หนี้แล้ว ทำให้หนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้นถึง 92% การใช้เงินนอกงบประมาณจะตรวจสอบยาก เพราะไม่มีกรอบการใช้ที่ชัดเจน เปิดช่องทางทุจริตได้ง่าย 5.ไม่สามารถแยกแยะ จัดลำดับความสำคัญได้ เรื่องที่เห็นได้ชัดเจนคือการบริหารจัดการวัคซีน ยังเป็นปัญหาอยู่จนถึงปัจจุบัน งบที่ควรตัดกลับไม่ตัด มาตัดในเรื่องที่ไม่ควรตัด
ตั้งฉายา 5 ผิด-จี้‘บิ๊กตู่’ลาออก
ด้านนายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย และประธาน กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า งบปี 2565 ผิดทิศ ผิดทาง ผิดที่ยังไม่พอ แต่ต้องบอกว่าผิดที่มีพล.อ.ประยุทธ์ด้วย บริหารงานมา 7 รัฐบาลจัดงบแบบขาดดุลต่อเนื่อง ไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญของปัญหาได้ ตราบใดที่รัฐบาลไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาด โควิดได้ ปัญหาต่างๆ จะไม่สามารถแก้ได้ แม้จะพยายามใส่เม็ดเงินเข้าไปก็ตาม ถ้ามองปัญหาไม่ตรงจุด ไม่รู้ว่าจะแก้ที่ตรงไหน ก็เท่ากับเอาเงินไปตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า งบปี 2565 ขอตั้งฉายาให้ว่า 5 ผิด คือ 1.ผิดกฎ คือผิดพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง โดยงบลงทุนน้อยกว่างบขาดดุล และหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุ 60% 2.ผิดจำนวน คืองบปีนี้ตั้งอยู่ที่ 3.1 ล้านล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 5.6% ในสภาวะที่ประเทศต้องการเงินมหาศาลในการฟื้นเศรษฐกิจ โดยที่ตั้งงบต่ำเพราะจัดเก็บภาษีไม่ได้ แถมยังตั้งงบขาดดุลที่ 7 แสนล้านบาท เต็มเพดานตามพ.ร.บ.หนี้สาธารณะ เท่ากับว่าเก็บภาษีไม่เข้าเป้าแค่ 1 บาท จะมีปัญหาทันที แถมยังออกพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทอีก
3.ผิดที่ คือไปตัดงบที่ไม่ควรตัดในหลายด้าน เช่น ด้านสวัสดิการของประชาชน ด้านการศึกษา ด้านแรงงาน งบกองทุนสนับสนุนเอสเอ็มอี 4.ผิดเวลา คือบางหน่วยงานที่ยังไม่ใช่เวลาใช้งบ กลับได้รับงบ มองไปทางไหนก็เห็นแต่กระทรวงกลาโหม สัดส่วนงบกระทรวงกลาโหมเพิ่มขึ้นจาก 6.5% ในปีที่แล้ว เป็น 6.6% ในปีนี้ และ 5.ผิดที่คนใช้ คือ ต่อให้จัดงบออกมาดีขนาดไหน แต่ถ้าคนใช้ไม่มีประสิทธิภาพ ก็เท่ากับสูญเปล่า
นายจักรพงษ์ แสงมณี นายทะเบียนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากเสนอให้พล.อ.ประยุทธ์เอาพ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 ไปปรับใหม่ ปรับประมาณการรายได้ใหม่ แต่ถ้าสุดท้ายทำไม่ได้ ก็ลาออกแล้วให้คนอื่นเข้ามาทำ
ผลวิเคราะห์รัฐสภา-ห่วงซ้ำรอยปี 63
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) จัดทำ รายงานวิเคราะห์ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท เพื่อเสนอให้ส.ส. และส.ว. รวมถึงคณะกรรมาธิการฯ พิจารณาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2565
มีการวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ ได้แก่ งบประมาณปี 2565 มีตัวเลขคาดการณ์การจัดเก็บรายได้สุทธิ ที่ 2.4 ล้านล้านบาท และวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 7 แสนล้านบาท มีข้อสังเกตสำคัญ คือ การกู้เงินเพื่อชดเชยดุลงบประมาณ ที่ 7 แสนล้านบาท เต็มกรอบวงเงินที่กฎหมายอนุญาตให้กู้เงินได้ ดังนั้นหากมีปรากฏการณ์ เหมือนปี 2563 ที่มีรายจ่ายยสูงกว่ารายได้ จะทำให้รัฐบาลไม่สามารถกู้เงินชดเชยได้อีก และต้องหาแหล่งเงินจากช่องทางอื่น และทำอย่างระมัดระวัง
โดยแนวทางการหารายได้ ต้องทำนอกเหนือจากเก็บภาษี อาทิ รายได้จากทรัพย์สินไม่หมุนเวียน ทำแผนลดค่าใช้จ่ายประจำปีให้เหมาะสม การร่วมทุนกับเอกชนในโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ การจัดทำงบประมาณแม้อยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ แต่พบว่า รัฐบาลมีภาระทางการเงินที่ค้างชำระแก่สถาบันการเงิน สะสมรวม 862,792.1 ล้านบาท คิดเป็น 27.8% แม้จะอยู่ในกรอบกฎหมาย หากไม่ตั้งงบประะมาณชดเชยตามกำหนดจะทำให้มียอดสะสมสูงขึ้นและกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลังระยะยาวได้
มหาดไทยมีงบผูกพันสูงสุด
สำหรับการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีจำนวนมาก มีผลกระทบต่อภาระทางการคลัง และเสี่ยงต่อความยั่งยืนทางการคลังภาครัฐ เมื่อพิจารณางบผูกพันงบประมาณข้ามปี เฉพาะรายการใหม่ที่เริ่มดำเนินการในปี 2565 พบว่ามีจำนวนรวม 108,421.2 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมเงินนอกงบประมาณ และเมื่อรวมภาระผูกพันงบประมาณข้ามปี ตั้งแต่ปี 2562-2565 ที่มียอดรวม 995,718.3 ล้านบาท จะมีวงเงินภาระผูกพันงบประมาณข้ามปีรวมทั้งสิ้น 1,104,139.5 ล้านบาท หรือคิดเป็น 90.4% ซึ่งเป็นวงเงินที่สูงสุดในรอบ 10 ปี
กระทรวงที่มีภาระผูกพันงบประมาณข้ามปีรายการใหม่ ในปีงบประมาณ 2565 สูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1. กระทรวงมหาดไทย วงเงิน 3.49 หมื่นล้านบาท 2.กระทรวงคมนาคม 1.48 หมื่นล้านบาท 3.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1.3 หมื่นล้านบาท 4.กระทรวงกลาโหม 1.07 หมื่นล้านบาท และ 5.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7,573 ล้านบาท
เมื่อพิจารณากระทรวงที่มีวงเงินที่เป็นภาระผูกพันงบประมาณข้ามปีรวมทั้งหมด คือ กระทรวงคมนาคม มียอดรวมทั้งสิ้น 3.13 แสนล้านบาท รองลงมาคือ กระทรวงมหาดไทย ยอดรวม 1.44 แสนล้านบาท และกระทรวงกลาโหม ยอดรวม 1.40 ล้านบาท
รายงานวิเคราะห์งบประมาณ ยังระบุถึงภาระของงบประมาณที่เกิดจากการดำเนินโครงการของรัฐบาล ที่มอบหมายให้สถาบันการเงินของรัฐดำเนินการตามนโยบายของรัฐ อาทิ โครงการประกันภัยข้าวนาปี, โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก รับผิดชอบโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) จากการติดตามพบว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจดังกล่าวใช้เงินทุนของหน่วยงานสำรองจ่าย และจัดทำคำของบประมาณเพื่อชดเชย พบว่าในปีงบประมาณ 2565 การทำโครงการตามนโยบายรัฐบาลสร้างภาระทางงบประมาณ ทำให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชย ตั้งแต่ปี 2565-2568 รวม 3.61 แสนล้านบาท โดยในปี 2565 มีการตั้งวงเงินเพื่อชดเชยเงินค้างจ่าย รวม 8 หมื่นล้านบาท
‘เจ๊เป้า’โล่งรอดคดีฝายแม้ว
จากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยกคำร้อง นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีตรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ที่ถูกกล่าวหาทุจริตโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและป่าไม้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพื่อลดผล กระทบจากภาวะวิกฤตโลกร้อน วงเงินงบปี 2551 จำนวน 770 ล้านบาท กรณีการก่อสร้างฝายต้นน้ำแบบผสมผสาน และการเพาะชำ/ปลูกหญ้าแฝก (ฝายแม้ว) 770 ล้านบาท แต่มีมติชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่หลายราย เป็นระดับผอ.สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ลงมา ทั้งเจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส
นางอนงค์วรรณให้สัมภาษณ์ว่า ขอขอบคุณป.ป.ช. ที่ให้ความเป็นธรรม ที่ผ่านมารู้สึกเสียใจและทุกข์ใจ วันนี้เป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว แต่ไม่สามารถทดแทนความรู้สึกช่วงที่ผ่านมาได้ เพราะมองหน้าใครไม่เต็มตามานานหลายปี เนื่องจากหลายคนเสพสื่อที่กล่าวหาตนต่อเนื่องนานถึง 13 ปี เรื่องนี้เหมือนนวนิยายลึกลับ เพราะเริ่มจากมีคนร้องเมื่อปี 2551 แต่พอมีคนไปถามคนร้อง กลับบอกว่าไม่ได้เป็นผู้ร้อง
พ้อ 13 ปีป.ป.ช.ไม่เคยเรียกสอบ
จากนั้นในปี 2552 ป.ป.ช.ส่งคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน แต่ผ่านมา 13 ปี เปลี่ยนอนุกรรมการไปหลายชุด ก็ไม่เคยเรียกไปสอบปากคำแม้แต่ครั้งเดียว และเมื่อกลางปี 2563 ได้รับแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งในข้อความ ก็เหมือนนิยาย เนื่องจากผ่านมานานมาก และไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว จึงต้องใช้เวลารวบรวมเอกสาร เพื่อประกอบคำชี้แจงซึ่งยากลำบาก
“เอกสารที่เจอ คือเขาไปตรวจพื้นที่สร้างฝาย เมื่อปี 2562 แต่ฝายแม้ว มีอายุอย่างมาก 3-5 ปี ซึ่งฝายชุดนี้ สร้างปี 2551 ผ่านมา 12 ปี เหลือให้เห็นบ้าง ก็ต้องยกให้เป็นวีรสตรีกันแล้ว ที่สำคัญหลายปีมาแล้ว กรมบัญชีกลางแจ้งว่าราชการไม่เสียหาย แต่เขาไม่นำมาประกอบการพิจารณา โดยป.ป.ช.บางคนจะเอาผิดให้ได้ และการปรับงบในครั้งนั้น เกิดจากมติครม.รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ให้เป็นเรื่องเร่งด่วนเกี่ยวกับการลดภาวะโลกร้อน และต้องเสร็จภายใน 1 ปี ซึ่งหลายกระทรวงก็พากันทำฝาย รวมทั้งทส. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก” นางอนงค์วรรณกล่าว

เราชนะ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชู 2 นิ้ว สัญลักษณ์ชัยชนะ ให้กับประชาชน ระหว่างตรวจเยี่ยมจุดบริการฉีดวัคซีนโควิดนอกสถานพยาบาล ที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 พ.ค.

ขอสหรัฐช่วย – นพ.ทศพร เสรีรักษ์ พร้อมด้วยกลุ่มนักศึกษาแพทย์พยาบาลเพื่อมวลชน ยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ให้ส่งวัคซีนป้องกัน โควิด-19 มาช่วยชาวไทย โดยมีตัวแทนสถานทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย ออกมารับหนังสือ เมื่อวันที่ 28 พ.ค.