อุดปาก-อุ้มทิ้งเขาเหล็กไฟ ชิ้นสวนศพในรถ-หลักฐานมัด จุดบนภู-เจอ‘ผม’คนใกล้ชิด มือถือ2ซิมเปิดพิรุธ-พูดเท็จ บิ๊กปั๊ดย้ำสั่งจับไม่ใช่มอบตัว
เผยปมโมโหร้ายพลั้งมืออุดปาก ‘น้องชมพู่’ จนหมดสติ เลยอุ้มร่างขึ้นภูเขาอำพราง หลักฐานเด็ดชิ้นส่วนจากศพเหยื่อร่วงในรถ ‘ลุงพล’ โผล่กรุงหวังมอบตัวผบ.ตร.หลังถูกออกหมายจับปมถูกกล่าวหาพัวพันหลานสาววัย 3 ขวบ เสียชีวิตบนเขา ‘บิ๊กปั๊ด’ ย้ำถูกจับไม่ใช่มอบตัว ส่งขึ้นฮ. กลับไปดำเนินคดีที่มุกดาหารทันที โทรศัพท์ 2 ซิมชี้พิรุธให้การเท็จ
ตร.บุกบ้าน‘ลุงพล’
เมื่อเวลา 06.00 น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบก.สส.บช.ภาค 7 ทีมสืบสวนคดีการเสียชีวิตของด.ญ.อรวรรณ หรือน้องชมพู่ วงศ์ศรีชา วัย 3 ขวบ ที่หายออกจากบ้านในหมู่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2563 ก่อนพบเป็นศพบริเวณเขาภูเหล็กไฟห่างจากบ้านพัก 5 กิโลเมตร ในวันที่ 14 พ.ค. กำลังเปิดปฏิบัติการฟ้าสางบ้านกกกอก เข้าตรวจค้นบ้าน เลขที่ 79 ม.2 ต.กกตูม บ้านพักของนาย ไชย์พล หรือลุงพล วิภา อายุ 45 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดมุกดาหาร ที่ 53/2564 ลงวันที่ 1 มิ.ย. 2564 ในข้อหาพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา โดยปราศจากเหตุอันควร, ทอดทิ้งเด็กอายุไม่เกินเก้าปี เพื่อให้เด็กนั้นพ้นไปเสียจากตน โดยประการที่ทำให้เด็กนั้นปราศจาก ผู้ดูแล เป็นเหตุให้เด็กถึงแก่ความตาย และกระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพ ก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป เมื่อถึงบ้านเป้าหมายเจ้าหน้าที่พยายามเคาะประตูเรียกให้ผู้อยู่ภายในเปิดประตู โดยมีนายนิ่ม เงินนาม ผู้ใหญ่บ้านกกกอก และนายชาญ หรือตาชาญ หลาบโพธิ์ อายุ 67 ปี ตาของน้องชมพู่ และบิดาของนางสมพร หรือป้าแต๋น หลาบโพธิ์ ภรรยานายไชย์พล พยายามเรียกทั้งโทรศัพท์ติดต่อและตะโกนเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบรับ โดยนางสาวิตรี วงศ์ศรีชา แม่ของ น้องชมพู่ไปคอยสังเกตการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่ด้วย ผ่านไปประมาณ 30 นาที มีลูกชายของนายไชย์พลเปิดประตูออกมาในสภาพงัวเงีย เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบภายในบ้านไม่พบตัวนายไชย์พล และนางสมพร
แม่ชมพู่เชื่อมั่นตร.
นางสาวิตรีเผยว่า ที่ผ่านมาเคยสงสัยลุงพล เนื่องจากสิ่งที่นายไชย์พลเคยพูดกับสื่อมวลชนขัดแย้งความเป็นจริง เช่นกรณีวันที่ 11 พ.ค. ที่ระบุว่ามาเติมลมรถจักรยานที่บ้านและเห็นน้องชมพู่ร้องไห้ตามลุงพล หากลุงพลนำตัวน้องไปด้วยคงไม่เสียชีวิต แต่ความเป็นจริงแสดงให้เห็นว่าลุงพลมาที่บ้านก่อนที่น้องจะหายตัวไป ลุงพลควรจะมีความเมตตาสงสารน้องชมพู่มากกว่าคนอื่นๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ในเมื่อเป็นคนรู้จักเป็นญาติควรจะมีความเมตตา แม่เชื่อว่าวันที่ 11 น้องยังไม่เสียชีวิต น้องต้องร้องไห้ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะมาหาพ่อแม่ แต่ทำไมคนเป็นญาติไม่มีความเมตตาเลย “ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาครอบครัวเรามีความหวังมาทุกวันหวังเสมอและเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจทีมนี้และต้องขอบคุณตำรวจขอบคุณท่านผบ.ตร. ที่เข้ามาช่วยเหลือดูแลเรื่องนี้และขอบคุณที่ให้โอกาสที่เราได้บอกกับสังคมในวันนี้และได้นำทีมสืบมือดีมาช่วยติดตามจนสามารถออกหมายจับจับกุมคนร้ายได้และเราได้รับความยุติธรรม ถ้าวันนี้น้องชมพู่ดูอยู่ แม่อยากฝากบอกน้องว่าขอให้น้องเป็นเด็กดี ให้น้องอยู่บนสวรรค์เป็นเด็กหญิงที่น่ารัก ขอให้น้องไปสู่สวรรค์ ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งสิ้น วันนี้ลูกได้รับความยุติธรรมแล้ว” นางสาวิตรีกล่าว
โผล่กรุง-มอบตัวผบ.ตร.
เวลา 11.00 น. นายษิทรา หรือทนายตั้ม เบี้ยบังเกิด ทนายความส่วนตัวของนายไชย์พล ไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พร้อมเผยว่า หลังลูกความถูกออกหมายจับจึงนัดให้เข้ามอบตัวต่อ พล.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. เพราะถือว่าเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดี แม้เหตุการณ์จะเกิดที่ จ.มุกดาหาร ยืนยันว่าไม่มีการเจรจาหรือต่อรองเรื่องการขอประกันตัวตามที่มีกระแสข่าว ต่อมานายไชย์พลและนางสมพรไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเข้าทางด้านหลังอาคาร 1 นายไชย์พลแต่งตัวสวมเสื้อยืดสีขาว มีผ้าพันคอลายพื้นบ้านสีน้ำเงิน นุ่งกางเกงยีนส์ ส่วนนางสมพรสวมเสื้อคลุมสีแดง นุ่งกางเกงยีนส์ สะพายกระเป๋าเป้ เข้าพบตำรวจบริเวณชั้น 1 ก่อนเจ้าหน้าที่เชิญตัวไปยังห้องโถงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีนายษิทราตามเข้าไปสมทบ และ พ.ต.อ. ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบก.ปส.3 เข้าแสดงหมายจับและจับกุมตัวนายไชย์พล พร้อมประสาน พ.ต.อ.พันษา อมราพิทักษ์ ผกก.สน.ปทุมวัน นำกำลังมาควบคุมตัว ส่งพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ทำบันทึกจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหา โดยนายไชย์พลให้การปฏิเสธในทุกข้อกล่าวหา และปฏิเสธที่จะให้การในชั้นสอบสวนที่ สน.ปทุมวัน อ้างว่าจะไปให้ปากคำที่ สภ.กกตูม เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวส่งกลับไปดำเนินคดีที่ สภ.กกตูม ด้วยเฮลิคอปเตอร์ กองบินตำรวจ เวลาเดียวกันที่ จ.มุกดาหาร หลังนางสาวิตรีทราบว่าเจ้าหน้าที่คุมตัวนายไชย์พลกลับมาดำเนินคดีจึงไปศาลจังหวัดมุกดาหาร เพื่อยื่นคัดค้านการประกันตัวนายไชย์พล เนื่องจากเห็นว่าพฤติกรรมเหมือนมีท่าทีขัดขืนการทำงานของเจ้าหน้าที่ และคดีนี้เป็นคดีที่มีความรุนแรงรู้สึกไม่ปลอดภัย และกลัวว่าถ้าหากปล่อยตัวออกมา กลัวว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานอื่น จึงมายื่นขอคัดค้านการประกันตัว
‘บิ๊กปั๊ด’ย้ำจับกุมไม่ใช่มอบตัว
ด้าน พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ยืนยันว่า ตำรวจดำเนินคดีกับนายไชย์พลตามพยานหลักฐานเพียงคนเดียว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดต่อได้ พยานหลักฐานที่มียืนยันว่าตำรวจรวบรวมทั้งจากหลักพฤติกรรมมนุษย์ ประจักษ์พยาน วัตถุพยาน หลักฐานวิทยาศาสตร์ นิติวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงไสยศาสตร์ ความเชื่อต่างๆ เพียงพอที่จะขอศาลอนุมัติหมายจับ 3 ข้อหาคือ ข้อหาพรากผู้เยาว์ฯ, ทอดทิ้งเด็ก เป็นเหตุให้เด็กถึงแก่ความตาย และกระทำการใดๆ แก่ศพที่อาจมีผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป ส่วนจะมีการแจ้งข้อหาใดเพิ่มเติม หรือพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลใดอีกหรือไม่ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเดินหน้าสืบสวนสอบสวนต่อเนื่อง ส่วนการที่นายไชย์พลเข้าแสดงตัวกับตำรวจถือเป็นการจับกุมไม่ใช่การเข้ามอบตัว และการที่นายไชย์พลเดินทางจากจังหวัดมุกดาหารมาที่กรุงเทพฯ ต้องดูพฤติการณ์และเจตนาว่าเป็นการหนีหมายจับหรือไม่ ทั้งนี้ตามขั้นตอนได้นำตัวไปลงบันทึกประจำวันที่ สน.ปทุมวัน ก่อนจะส่งกลับไปที่ สภ.กกตูม เพื่อสอบสวนต่อ โดยตำรวจมีอำนาจควบคุมตัว 48 ชั่วโมง หากยังสอบสวนไม่แล้วเสร็จจะขออำนาจศาลฝากขังต่อไป ส่วนการพิจารณาให้ประกันตัวหรือไม่ ให้เป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน “ผมคงไม่จำเป็นที่ต้องไปสอบสวนเอง เพราะมั่นใจในทีมสืบสวน พร้อมเปรียบเทียบว่า ขณะนี้เข้าสู่รอบสุดท้ายของการแข่งขันฟุตบอลแล้ว ตราบใดที่ศาลยังไม่ตัดสินยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ ตำรวจจะทำให้ดีที่สุด แต่คดียังไม่จบ เนื่องจากในการพิจารณาคดียังมีอีกหลายขั้นตอนในชั้นอัยการ และชั้นศาลอาจมีความเห็นแตกต่างกับตำรวจ อีกทั้งยังมองว่าคดีนี้เป็นเพียงคดีฆาตกรรมปกติ แต่สิ่งที่ผิด ปกติคือการไต่สวนในโลกโซเชี่ยล เนื่องจากภูมิคุ้มกันในโลกโซเชี่ยลไม่พอเกิดปรากฏการณ์ประหลาดในสังคม และเห็นว่าหากหยุดติดตามคดีบ้าง ก็จะให้สุขภาพจิตดีขึ้น ส่วนจะมีการแถลงรายละเอียดในคดีนี้อีก หรือไม่ ขอหารือร่วมกับพนักงานสอบสวนก่อน หากเห็นว่าไม่จำเป็น คงจะไม่มีการแถลง พร้อมฝากถึงแม่น้องชมพู่ว่าได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้แล้ว” ผบ.ตร.กล่าว
เผยผลสืบสวนคดี
วันเดียวกัน รายงานข่าวระดับสูงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยรายละเอียดในการสืบสวนคดีว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งที่ 336/2563 ลงวันที่ 23 มิ.ย. 2563 ประกอบด้วย พล.ต.ท.ยรรยง เวชโอสถ ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.อรรคพงศ์ พิมลศิริ รอง ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ณัฐนนท์ ประชุม ผบก.สส.ภ.4 พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบก.สส.ภ.7 พ.ต.อ.ชัชชัย วงศ์สุนะ รอง ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร พ.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบก.ปส.3 พ.ต.อ.กิตติพงษ์ จิตรคาม ผกก.3 บก.สส.ภ.4 พ.ต.อ.วิจิตร บุญวรรณ ผกก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร พ.ต.อ.เผด็จ งามละม่อม ผกก.1 กก.สส.น. พ.ต.อ.เทพพนม สุวรรณรัตน์ ผกก.3 กก.สส.ภ.8 พ.ต.ท.พูนสุข เตชะประเสริฐพร รอง ผกก.1 กก.สส.ภ.1 พ.ต.ท.สุริยา นภกรีกำแหง สวญ.สภ.กกตูม พ.ต.ท.เจด็จ ปรีพูล รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองมุกดาหาร รวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยสอบสวนปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยสัมภาษณ์บุคคล 384 ปาก และสอบปากคำเข้าสำนวนการสอบสวน 120 ปาก สอบปากคำพยานผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ และพยานผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ 31 ปาก รวบรวมพยานหลักฐาน เป็นพยานวัตถุจากจุดเกิดเหตุที่น้องชมพู่ถูกนำตัวไป เส้นทางที่เชื่อว่าเป็นเส้นทางการก่อเหตุ ไปจนถึงจุดพบศพบนภูเหล็กไฟ รวม 113 ชิ้น พยานวัตถุจากกลุ่มบุคคลผู้ต้องสงสัยหรือผู้เกี่ยวข้อง 166 ตัวอย่าง ส่งตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบ ตลอดจนพยานหลักฐานเอกสารที่เกี่ยวข้องจากข้อมูล โซเชี่ยลมีเดีย ข้อมูลการให้สัมภาษณ์ ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลต้องสงสัย ทั้งช่วงก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินผลไว้เรียบร้อยแล้ว ผลจากการรวบรวมพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า
น้องชมพู่ไม่ได้ขึ้นเขาเอง
1.) การหายตัวไปนั้นอยู่ใน ช่วงเวลาระหว่าง 09.11 น. ถึง 09.49 น. สรุป มีช่วงเวลาที่คนร้ายสามารถเข้าไปก่อเหตุเพียง 38 นาที 2.) วันที่ 14 พ.ค. 63 เวลา 19.00 น. พบศพน้องชมพู่อยู่บนภูเหล็กไฟ สภาพศพถูกคนร้ายถอดเสื้อผ้า จับถ่างขาให้มีลักษณะเหมือนถูกกระทำชำเรา และใช้มีดหรือของ มีคมด้านเดียว สับฟัน เถือ ตัด ไปที่บริเวณเส้นผมของศพน้องชมพู่ 3.) จากการชันสูตรพลิกศพของแพทย์นิติเวช สันนิษฐานสาเหตุการเสียชีวิตไว้ว่าเสียชีวิตในห้วงเวลาระหว่างวันที่ 12 พ.ค.2563 เวลาประมาณ 14.30 น. ถึงวันที่ 13 พ.ค.2563 เวลาประมาณ 14.30 น. จากการขาดน้ำขาดอาหาร ไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการล่วงละเมิดทางเพศ ไม่พบบาดแผลที่จะทำให้ถึงแก่ความตายได้ และเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 63 พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้แถลงสรุปผลว่า น้องชมพู่ไม่สามารถเดินขึ้นไปบริเวณจุดพบศพได้ด้วยตนเอง แต่มีคนร้ายพาไปด้วยเหตุผล 8 ประการคือ 1.เส้นทางที่ยากลำบากเกินความสามารถ โดยข้อเท็จจริง ตัวน้องชมพู่ อายุ 3 ปี 2 เดือน สูง 55 ซ.ม. น้ำหนัก 11 กิโลกรัม ไม่กล้าขึ้นบันไดบ้านซึ่งมีความชัน 45 องศา เตียงกับแคร่หน้าบ้าน ก็ไม่สามารถปีนขึ้นได้ 2.พลังงานไม่เพียงพอ เนื่องจากอาหารที่น้องชมพู่รับประทานเป็นมื้อสุดท้ายไม่สามารถให้พลังงานเพียงพอให้เดินไปถึงจึงพบศพได้ 3.ประสบการณ์ชาวบ้าน ได้ยืนยันว่าหากเด็กหลงทางจะสามารถไปถึงได้เพียงชั้นที่ 2 ของภูเหล็กไฟเท่านั้น 4.กรณีศึกษา จากการหายตัวไปของชาวบ้านกกตูมซึ่งระยะทางไกลกว่าน้องชมพู่ ยังสามารถหาพบภายใน 1 คืน 5.ผู้ชำนาญการยืนยัน แพทย์นิติเวช ผู้ทำการผ่าชันสูตรซึ่งเดินจำลองเส้นทางแล้วยืนยันว่าไม่น่าจะสามารถไปถึงจุดพบศพได้ และกุมารแพทย์ยืนยันว่าพัฒนาการของน้องชมพู่ไม่สามารถเดินไปถึงจุดพบศพเองได้ 6.สภาพศพ ตอนที่พบศพน้องชมพู่ สภาพเปลือยกาย ซึ่งน้องชมพู่ยังสวมและถอดเสื้อด้วยตนเองไม่ได้ 7.พยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานพบเส้นผมของน้องชมพู่ ถูกตัดด้วยของมีคมด้านเดียว น่าเชื่อว่าเป็นการกระทำของบุคคลอื่น 8.นิสัยส่วนตัว น้องชมพู่ ที่กลัวป่าทึบ ไม่กล้าเข้าในสวนยางพารา เคยเล่นแถวไร่ มันสำปะหลัง เท่านั้น
ฝีมือคนใกล้ชิด
และในวันนี้การรวบรวมพยานหลักฐานได้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ซึ่งได้สรุปได้ว่า 1.การกระทำของคนร้ายในคดีนี้ มีการพาเหยื่อไปทิ้งที่ไกลๆ เพื่อเป็นการอำพรางคดี ซึ่งเป็นแผนประทุษกรรมของคนร้ายที่เป็นคนใกล้ชิดกับเหยื่อ หากปล่อยให้เหยื่อยังมีชีวิตอยู่ จะสามารถชี้ยืนยันตัวเองว่าเป็นผู้กระทำผิดดังกล่าวได้ จึงจำเป็นต้องมีการอำพรางคดีเพื่อให้ความผิดพ้นตัว 2.ช่วงเวลาที่น้องชมพู่หายตัวไปจากบริเวณจุดเกิดเหตุ พี่สาวของน้องชมพู่ อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 10 เมตร แต่กลับไม่ได้ยินเสียงร้องของน้องชมพู่เลย ทั้งที่อุปนิสัยของน้องชมพู่ จะเป็นคนหวงตัว หากไม่ใช่บุคคลใกล้ชิดจะร้องเสียงดังทันที 3.บริเวณจุดพบศพ บนภูเหล็กไฟ พบรองเท้า รถแบ๊กโฮของเล่น ตกอยู่ จึงยืนยันได้ว่าน้องชมพู่ เต็มใจเดินไปกับคนร้ายมิฉะนั้นแล้ว ของเล่นหรือรองเท้าจะไม่ติดตัวน้องชมพู่ไปถึงจุดพบศพอย่างแน่นอน
หลักฐานสำคัญมัดลุงพล
จากทั้ง 3 ประเด็นนี้ มีพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคลที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ พยาน ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น นักจิตวิทยานักโภชนาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์ สุนัขดมกลิ่น เป็นต้น ประกอบการจำลองเหตุการณ์โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน ผลการตรวจชันสูตรศพ ผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ยืนยันได้ว่า นายไชย์พล วิภา หรือลุงพล เป็นบุคคลที่พาตัวน้องชมพู่ไปจากบ้านที่เกิดเหตุเพื่อเดินทางไปรับส่งพระด้วยกัน ระหว่างเดินทางไปนั้นได้เกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดขึ้น จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถพาน้องชมพู่ไปด้วยได้ จึงนำตัวน้องชมพู่ ซึ่งเชื่อว่าหมดสติไปซุกซ่อนไว้บริเวณป่าท้ายหมู่บ้าน แล้วจึงเดินทางไปรับพระ เมื่อพบกับพระจึงเล่าเรื่องราวน้องชมพู่หายให้พระฟังในทันทีทันใด ทั้งที่ยังไม่มีผู้ใดทราบเหตุดังกล่าว เมื่อเสร็จธุระ นายไชย์พลย้อนกลับมาและพบว่าน้องชมพู่ยังไม่เสียชีวิต จึงนำตัวน้องชมพู่ขึ้นไปทิ้งไว้บนภูเหล็กไฟ จนกระทั่งน้องชมพู่เสียชีวิตจากการขาดน้ำและขาดอาหารในเวลาต่อมา จากนั้นได้เข้าจัดการกับสภาพศพโดยถอดเสื้อผ้า จับถ่างขาให้มีลักษณะเหมือนถูกกระทำชำเรา และใช้มีดหรือของมีคมด้านเดียว สับ ฟัน ตัด ไปที่บริเวณเส้นผมของศพน้องชมพู่นำไปประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ตามความเชื่อของตน จากการตรวจค้นรถยนต์ของนายไชย์พล พบวัตถุพยานต้องสงสัยบางอย่างตกหล่นอยู่ภายในรถยนต์ ผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ยืนยันได้ว่า วัตถุพยานดังกล่าวเป็นสิ่งของที่มาจากศพของน้องชมพู่หลังจากที่เสียชีวิตแล้ว จึงเชื่อว่านายไชย์พลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการสภาพศพและสภาพแวดล้อมบริเวณที่พบศพดังกล่าว เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นการสืบสวนและปกปิดร่องรอยพยานหลักฐาน เพราะหากนายไชย์พลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ย่อมไม่พบหลักฐานดังกล่าวภายในรถยนต์ของตนแต่อย่างใด ทางพนักงานสอบสวนจึงยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายจับ นายไชย์พล วิภา หรือลุงพล ในความผิดฐาน พรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดา โดยปราศจากเหตุอันควร, ทอดทิ้งเด็กอายุไม่เกินเก้าปี เพื่อให้เด็กนั้นพ้นไปเสียจากตน โดยประการที่ทำให้เด็กนั้นปราศจากผู้ดูแล เป็นเหตุให้เด็กถึงแก่ความตาย และกระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพ ก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งศาลจังหวัดมุกดาหารได้อนุมัติให้จับตัวนายไชย์พลตามหมายจับศาลจังหวัดมุกดาหาร ที่ จ.53/2564 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2564ในความผิดฐานดังกล่าวข้างต้น
ประเด็นสาเหตุ
รายงานข่าวจากทีมสืบสวนสอบสวนแจ้งว่า ได้มีการสรุปประเด็นสาเหตุที่ผู้ต้องหากระทำผิด โดยทำให้น้องชมพู่ถึงแก่ชีวิตนั้น เชื่อว่ามาจากพฤติกรรมที่เป็นคนโมโหร้าย โดยเฉพาะกับเด็ก มักเป็นคนขี้รำคาญหากเด็กร้องงอแงหรือไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งพบว่ามีกรณีตัวอย่าง เกิดกับเด็กรายอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ต้องหา มักถูกดุด่าและเฆี่ยนตีบ่อยๆ สำหรับกรณีน้องชมพู่นั้น เชื่อว่าในวันเกิดเหตุผู้ต้องหามาพบน้องชมพู่ที่บ้านแล้วชักชวนออกไปเที่ยวเล่น ระหว่างทางเมื่อไปถึงบริเวณป่าที่ห่างออกไปจากบ้าน 900 เมตร คาดว่าน้องชมพู่จะร้องไห้ตกใจ เนื่องจากเป็นเด็กที่กลัวป่า ทำให้ผู้ต้องหาโมโห อาจดุด่าทำร้ายน้องชมพู่อย่างพลั้งเผลอ โดยผลการตรวจพิสูจน์ของแพทย์นิติเวช พบร่องรอยชี้ว่ามีการร้องไห้อย่างตกใจมาก และเป็นไปได้ที่จะถูกอุดปาก คาดว่าคงมีการใช้มือปิดปากจนเด็กแน่นิ่งไป แล้วเกิดความตกใจจึงนำร่างนั้นไปทิ้งไว้ภายในป่า สอดรับกับการที่สุนัขดมกลิ่นของตำรวจ ได้พบกลิ่นของน้องชมพู่ที่ป่าห่างจากบริเวณบ้านประมาณ 900 เมตรดังกล่าว อย่างสอดคล้องตรงกัน ชุดสืบสวนสอบสวนเชื่อว่า ในภายหลัง ผู้ต้องหาน่าจะย้อนกลับมาบริเวณที่ทิ้งร่างเด็กเอาไว้ แต่ไม่พบเด็ก เนื่องจากน้องชมพู่ยังไม่ถึงแก่ความตาย สอดรับกับการตรวจพิสูจน์ที่พบว่า น้องชมพู่มีรอยช้ำที่ฝ่าเท้า น่าจะเกิดจากการเดินเท้าเป็นระยะทางไกล จึงเป็นไปได้มากว่าเมื่อน้องชมพู่ฟื้นจากสลบ แล้วพยายามเดินจนหลงเข้าไปในป่า และยังมีรอยขีดข่วนตรงกับสภาพป่าบริเวณนั้นที่มีต้นไม้มีหนามจำนวนมาก รวมทั้งเด็กหลงป่าในสภาพที่ขาดน้ำขาดอาหารจนอ่อนแรง สอดรับกับผลพิสูจน์ของนิติเวชที่ว่าเสียชีวิตเพราะขาดน้ำและอาหาร ส่วนการที่พบร่างของน้องชมพู่บนภูเหล็กไฟนั้น หลักฐานชี้ว่า น้องชมพู่ไม่ได้เดินขึ้นไปเองอย่างแน่นอน ตำรวจเชื่อว่า เมื่อ ผู้ต้องหามาพบน้องชมพู่ที่หลงอยู่ในป่าใกล้หมู่บ้าน จึงตัดสินใจนำเด็กขึ้นไปบนภูเหล็กไฟ จัดวางร่างเพื่ออำพรางคดี อีกทั้งมีพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงผู้ต้องหา ที่ตกอยู่ในบริเวณที่พบศพน้องชมพู่บนภูเหล็กไฟ ทำให้ตำรวจขมวดปมคดีนำมาสู่การตั้งข้อกล่าวหา
พยานหลักฐานสำคัญ
ส่วนหนึ่งที่คดีนี้ใช้เวลารวบรวมพยาน หลักฐานยาวนาน กว่าจะได้ข้อสรุปออกหมายจับลุงพลนั้น เนื่องจากต้องใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ชั้นสูงตรวจพิสูจน์หลักฐานชิ้นสำคัญ ได้แก่ ผลการเก็บพยานหลักฐานภายในรถของลุงพล ทำให้ได้หลักฐานชิ้นหนึ่ง แต่จะต้องนำไปเข้ากระบวนการตรวจด้วยเทคโนโลยีพิเศษ จนได้ผลยืนยันว่า เป็นชิ้นส่วนที่มาจากศพของน้องชมพู่ ดังนั้นเมื่อชิ้นส่วนนี้มาตกอยู่ภายในรถของลุงพล จึงทำให้พนักงานสอบสวนเชื่อมโยงว่า ลุงพลต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับจุดที่พบศพน้องชมพู่นั่นเอง นอกจากนี้ การตรวจพบเส้นผมที่ถูกหั่นหรือตัด ในบริเวณที่พบศพของน้องชมพู่ พนักงานสอบสวนได้รวบรวมเส้นผมทั้งหมด ส่งสำนักงานตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบ จนพบว่าเส้นผมจำนวนหนึ่งเป็นผมของน้องชมพู่ แต่มีบางเส้นที่เป็นของคนใกล้ชิดลุงพล โดยเมื่อสอบสวนอย่างละเอียดแล้ว ไม่พบว่าคนใกล้ชิดลุงพลดังกล่าวเดินขึ้นไปบนภูเหล็กไฟแต่อย่างใด ดังนั้นพนักงานสอบสวนจึงเชื่อว่าเกี่ยวพันกับตัวลุงพลเอง
โทรศัพท์ 2 ซิมชี้พิรุธ
รายงานข่าวจากทีมสืบสวนสอบสวนยังระบุด้วยว่า ได้พบพิรุธจากคำให้การของลุงพลตั้งแต่หลังเกิดเหตุใหม่ๆ หลายประเด็น โดยประเด็นหนึ่งก็คือ มีการสอบปากคำลุงพลว่า เหตุใดพยานหลายรายจึงตั้งข้อสังเกตว่า ลุงพลเอ่ยถึงการหายตัวไปของน้องชมพู่ก่อนคนอื่น ทำไมจึงรู้ก่อนใคร ซึ่งในคำให้การต่อพนักงานสอบสวนท้องที่นั้น ลุงพลอ้างว่า รู้ข่าวน้องชมพู่หายไปโดยภรรยาโทรศัพท์มาบอก แต่หลังจากนั้นชุดสืบสวนสอบสวนได้ตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของลุงพล ทำให้ได้ข้อเท็จจริงว่า ลุงพลได้ขายโทรศัพท์มือถือของตัวเองไปก่อนหน้านั้น แล้วลุงพลได้นำซิมโทรศัพท์ของตนเองไปใส่ในเครื่องของป้าแต๋น ซึ่งเป็นโทรศัพท์แบบ 2 ซิม ดังนั้นลุงพลต้องใช้มือถือร่วมกันกับป้าแต๋น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ป้าแต๋นจะโทร.หาลุงพลเพื่อบอกข่าวน้องชมพู่หายตัว ต่อมาทีมสืบสวนสอบสวนได้สอบถามลุงพลเรื่องโทรศัพท์มือถืออีกครั้ง ก็ยอมรับว่าได้ขายไปแล้ว ตอนนี้ใช้ร่วมกับภรรยา แต่เมื่อถามถึงคำให้การที่อ้างว่าภรรยาโทร.มาหาเรื่องน้องชมพู่ ปรากฏว่าลุงพลได้อ้างว่า จำไม่ได้แล้วว่าให้การอะไรไป ประเด็นนี้จึงเป็นอีกพิรุธข้อสำคัญ ล่าสุดเวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายไชย์พล พร้อมภรรยาและทนายความส่วนตัว ถึงบก.ภ.จว.มุกดาหาร โดย พล.ต.ท.ยรรยง เวชโอสถ ผบช.ภาค 4 เป็นผู้สอบปากคำเพิ่มเติม แต่ผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จึงคุมตัวส่งขังที่สภ.กกตูม รอรวบรวมหลักฐานขออำนาจศาลจังหวัดมุกดาหารฝากขังต่อไป