ฎีกายืน-12เดือน ม็อบนัดฮือใหญ่ ขับไล่บิ๊กตู่18กค.
‘จตุพร’ ทำใจนอนคุกอีกครั้ง หลังศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำชี้ขาดศาลอุทธรณ์ให้จำคุก 12 เดือนคดีหมิ่นประมาท มาร์ค กล่าวหายื้อฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษทักษิณ โดยนับโทษต่อจากคดีอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน ด้านเจ้าตัวโทรศัพท์หา ‘บก.ลายจุด’ ฝากฝังให้สานภารกิจไล่นายกฯ ออกไปจากตำแหน่งให้ประสบผลสำเร็จ ด้านเฟซบุ๊กเยาวชนปลดแอก ประกาศนัดชุมนุมใหญ่ไล่ประยุทธ์วันที่ 18 ก.ค.

เข้าคุกอีก – นายจตุพร พรหมพันธุ์ เดินทางมาศาลอาญา เพื่อฟังคำพิพากษาคดี หมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2552 โดยศาลฎีกาจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา ให้นับโทษต่อจากคดีก่อนหน้า เมื่อวันที่ 8 ก.ค.
เมื่อวันที่ 8 ก.ค. เฟซบุ๊ก “เยาวชนปลดแอก-Free YOUTH” โพสต์ข้อความนัดชุมนุมในวันอาทิตย์ที่ 18 ก.ค.2564 เนื้อหาระบุว่า #ม็อบ18กรกฎา อาถรรพ์ 7 ปี หรือกลียุค? มีแต่ความวิลัย เศร้าโศก ฉิบหาย นายกเขาว่าเป็นเรื่องบุญ-กรรม? นี่ไม่ใช่เวรกรรมอะไร แต่เป็นเพราะพวกชนชั้น 1% ไม่รู้จักพอ กดขี่ขูดรีดมนุษย์ด้วยกันอย่างเลือดเย็น พอใกล้พังพินาศ ผู้รอดพ้นจากทุกข์ภัยก็คือชนชั้น 1% แต่ประชาชน 99% ต้องแบกรับความฉิบหายที่ไม่ได้ก่อร่วมกัน 18 กรกฎาคม นี้ ถึงเวลาทวงคืนอนาคต ทุกความสูญเสีย หยาดเหงื่อ หยดน้ำตา และเลือดทุกหยด จะต้องได้รับความยุติธรรม ถึงเวลา ลุกขึ้นสู้ถ้าพวกปรสิตยังอยู่ เราจะตายกันหมด! โปรดติดตามนัดหมายสำคัญอย่างใกล้ชิด #เยาวชนปลดแอก ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งฎีกาในคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีต นายกฯ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2561 ขอให้ยกเลิกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด ซึ่งออกโดยศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2561 ในคดีที่นายอภิสิทธิ์เป็นโจทก์ ในคดีหมายเลขดำ อ.4176/2552 (คดีหมายเลขแดง อ.240/2558) ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 กรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ์ ประวิงเวลาทำความเห็นเสนอต่อสำนักราชเลขาธิการ เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2560 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ให้จำคุกนายจตุพร 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และให้นับโทษคดีจำคุกนายจตุพร ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดง อ.4907/2555 (หมายเลขดำ อ.1962/2552) กรณีกล่าวหาเป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือด ฆ่าประชาชน ในวันนี้นายจตุพร จำเลยเดินทางมาฟังคำสั่งศาลฎีกา พร้อมด้วยกลุ่มผู้สนับสนุนมาให้กำลังใจ นายจตุพรกล่าวก่อนขึ้นห้องพิจารณาคดีว่า มาฟังคำสั่งศาล ไม่ใช่คำพิพากษา เพราะคำพิพากษาเป็นที่ยุติ และได้ถูกจองจำคุกไปแล้ว โดยศาลได้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดและสั่งปล่อยตัวเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ได้ฟ้องร้องหลายคดีและศาลมีคำสั่งจำคุก 2 คดี วันนี้จึงต้องการมาฟัง จะไม่มีการขอเลื่อน ขอรับฟังเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้น ความเสียหายจากการสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ในขณะที่สั่งให้นับโทษต่อ ทั้งที่ไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ กระบวนการยุติธรรมนี้จะรับผิดชอบอย่างไร การที่มีคำสั่งปล่อยตัวในขณะที่ตัวเองเป็นนักโทษชั้นดี เรื่องนี้ต้องขอขอบคุณ ที่ผ่านมาตนติดคุกมาแล้ว 4 ครั้ง เรียกได้ว่าเป็นมนุษย์คุกคนหนึ่ง รู้แล้วว่าจะต้องใช้ชีวิตอย่างไร ในส่วนของคณะไทยไม่ทน ต่อให้ไม่มีตัวเองก็ต้องเดินหน้าต่อ เบื้องต้นจากการที่พูดคุย การชุมนุมในวันเสาร์ที่ 10 ก.ค.นี้ จะไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ไม่มีการตั้งเวทีปราศรัย แต่จะยกขบวนไปสมทบกัน ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่ให้นับโทษจำคุกของจำเลย ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4907/2555 ของศาลชั้นต้นและยกเลิกหมายจำคุก เมื่อคดีถึงที่สุดของจำเลยเลขที่ อท.229/2561 ลงวันที่ 19 ก.พ.2561 กับให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุก เมื่อคดีถึงที่สุดใหม่ เพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป ซึ่งมีผลทำให้ต้องนับโทษจำคุกคดีนี้ ต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ อ.4907/2555 ของศาลชั้นต้นนั้นชอบ หรือไม่ ที่จำเลยอ้างว่า ขณะที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีนี้ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยศาลฎีกาเพิ่งมีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2560 จึงต้องถือว่าขณะที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นับโทษต่อและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในคดีนี้นั้น คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จำเลยยังมิได้ต้องโทษจำคุก จึงไม่มีโทษจำคุกให้นับต่อ แม้ต่อมาศาลฎีกาจะพิพากษากลับให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ก็เป็นข้อเท็จจริงใหม่ก่อนที่คดีนี้ ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลย ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีดังกล่าวได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย โดยที่โจทก์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาในทำนอง ขอให้เพิ่มโทษจำเลย เห็นว่า การนับโทษต่อจากคดีเรื่องใดนั้น เป็นข้อยกเว้นของการบังคับโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในอาญาประมวลกฎหมาย มาตรา 22 ที่มิให้เริ่มนับโทษจำคุกในคดีหลักนับแต่วันมีคำพิพากษา โดยมีหลักเกณฑ์ว่าคดีที่ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลต่อมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกก่อนที่คดีหลักจะมีคำพิพากษา โดยไม่ต้องคำนึงว่าคดีนั้นถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ดังนั้นทราบใดที่คดีหลักยังไม่ถึงที่สุดศาลชอบที่จะนับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษในคดีที่ขอให้นับโทษต่อได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ก่อนที่คดีนี้ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3275 /2560 แม้ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้อง ก็เป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะสั่งให้นับโทษจำเลยต่อ ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ ประกอบกับคดีนี้ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา จำเลยก็อุทธรณ์และฎีกาเพียงว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิด ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ในเรื่องการนับโทษต่อ ว่าไม่ชอบแต่อย่างใด จำเลยเพิ่งยกข้อต่อสู้นี้ขึ้นกล่าวอ้างภายหลังจากคดีนี้ ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว ซึ่งไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากล่วงเลยระยะเวลาอุทธรณ์และฎีกาแล้ว จึงเท่ากับจำเลยยอมรับในเรื่องคดีที่ขอให้โทษต่อ ดังนั้นเมื่อคดีนี้ศาลฎีกา เพียงพิพากษาแก้ในส่วนที่เกี่ยวกับโทษจำคุกของจำเลย แล้วพิพากษาต่อไปว่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงเท่ากับศาลฎีกามีคำพิพากษาให้นับโทษจำเลยต่อด้วย อันเป็นการกล่าวถึงวันที่เริ่มนับโทษจำคุกไว้เป็นอย่างอื่นในคำพิพากษา กรณีไม่ใช่การพิพากษาให้นับโทษต่อโดยไม่มีโทษจำคุกให้นับและเป็นการพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยตามที่จำเลยอ้างไว้ในฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตามเมื่อศาลฎีกามีคำสั่งให้นับโทษต่อคดีหมายเลขดำ อ.4176/2562 หมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ ที่ศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุก 2 กระทง กระทงละ 6 เดือน รวม 12 เดือน คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2560 โดยในวันนี้ศาลอาญาได้ออกหมายขังจำคุกคดีถึงที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้นายจตุพร เคยถูกจำคุกคดีนี้แล้ว 14 วัน จึงต้องนำมาหักจากโทษจำคุก 12 เดือน รวมต้อง จำคุกนายจตุพร อีก 11 เดือน 16 วัน หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็จะนำตัวนายจตุพร ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป ภายหลังฟังคำพิพากษา นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายจตุพร ให้สัมภาษณ์ว่า ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้นับโทษคดีที่สองต่อจากคดีเเรกเมื่อคดีเเรกถึงที่สุด ระหว่างนี้ศาลอาญาอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าโทษต่อจากคดีเเรก ที่ให้นับต่ออีก 12 เดือน จะนับอีกเท่าไหร่ การที่จำเลยเข้าใจว่า การที่มีหมายปล่อยเมื่อรับโทษครบเเล้วเป็นเรื่องที่ศาลดำเนินการปล่อยตัวตามหมายปล่อย เเต่ถ้าตอนนั้นยังไม่ปล่อยจำเลย ย่อมได้สิทธินักโทษชั้นดีเเละได้รับสิทธิประโยชน์ตาม พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยให้รับโทษต่อเนื่องจากรับโทษไม่ครบ จำเลยจึงเห็นว่าไม่ใช่ความผิดของจำเลย เเล้วใครจะรับผิดชอบ ล่าสุด นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด นักกิจกรรมทางการเมือง ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุข้อความดังนี้ ไม่ว่าคุณจะคิดยังไงกับจตุพร พรหมพันธุ์ เมื่อสักครู่เมื่อศาลฎีกาตัดสินจำคุกคดีหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ เขาโทร.มาหาผมและพูดว่า “พี่จำเป็นต้องเข้าคุกอีกรอบ ฝากภารกิจ (ไล่ประยุทธ์) ให้น้องดำเนินการต่อ ขอให้ประสบความสำเร็จ”