ฝ่ายค้านรุมจี้เลิกคุมสื่อ
70อจ.นิติฮือต้านคำสั่ง
‘ดีอีเอส’รับมีอำนาจเต็ม
กมธ.ตัดงบทร.แค่8ล้าน
‘บิ๊กตู่’ ไม่ท้อ ยันไม่ยุบสภา ไม่ถอดใจลาออก เดินหน้าทำงานต่อ ขอนักการเมืองหยุดสร้างความเกลียดชัง ประชาชนอย่าเชื่อข่าว บิดเบือน ‘ชัยวุฒิ’ แจงข้อกำหนดมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้ใช้รบกับสื่อ-ประชาชน แต่พุ่งเป้าฟันสื่อออนไลน์ปั่นเฟกนิวส์ได้ทันที โดยไม่ต้องขึ้นศาล ระบุเจ้าหน้าที่ดีอีเอส-กสทช.มีอำนาจเต็มมือ ทีมโฆษกรัฐบาลโต้รัฐบาลปิดกั้น ด้าน 6 องค์กรสื่อบุกทำเนียบ จี้ยกเลิกลิดรอนสิทธิ ฝ่ายค้าน-70 อาจารย์ นิติฯ ชี้ขัดรธน. กมธ.งบฯ เดือด ฝ่ายค้าน วอล์กเอาต์ ซีกรัฐบาลโหวตหั่นงบกองทัพเรือแค่ 8 ล้าน ในส่วนรถประจำตำแหน่ง 5 คัน
‘บิ๊กตู่’สั่งเตรียมเพิ่มเยียวยาโควิด
เมื่อวันที่ 30 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ส่งผ่านคณะทำงาน ผ่านคลิปวิดีโอความยาว 36 นาที ถึงการประชุมกับคณะทำงานด้านเศรษฐกิจวงเล็กเมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 ก.ค.ว่า ได้หารือถึงสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในภูมิภาค รวมทั้งประเทศรอบบ้านในทุกมิติว่า เราควรเดินหน้าอย่างไร ต่อไป รวมทั้งการแก้ไขปัญหาต่างๆ
ปัจจุบันเรามีสถิติการส่งออกเพิ่มมากขึ้นในหลายกิจการ จึงต้องหารือว่าทำอย่างไรจะให้เกิดความเข้มแข็งมากขึ้น ตลาดต่างประเทศอาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการในเรื่องการนำเข้าส่งออก ซึ่งได้พูดคุยกับสำนัก งบประมาณ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพราะเห็นใจประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด-19
ในส่วนของเงินงบประมาณ ได้รับการยืนยันว่างบของประเทศยังมีเพียงพอ ซึ่งเราใช้งบก้อนแรกไปแล้วจากวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท เหลืออยู่ 2 พันกว่าล้านบาท ส่วนงบงวดใหม่ 500,000 กว่าล้านบาท ที่ขออนุมัติเงินกู้มานั้นยังไม่ได้ใช้อะไรเลย จึงสั่งการว่าต้อง เตรียมมาตรการให้พร้อม ทั้งมาตรการเดิมและมาตรการใหม่ ซึ่งอาจจะต้องพุ่งเป้าลงไปในบางกิจการหรือบางกลุ่ม เป็นพิเศษให้ทั่วถึง
ยันไม่ยุบสภา-ลาออก-ไม่เคยท้อ
ผู้สื่อข่าวถามถึงสถานการณ์ต่างๆ คิดถอดใจลาออกหรือยุบสภาในช่วงนี้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยังไม่ใช่เวลา วันนี้ทำงานหนักทุกวัน หลายคนก็บอกว่าทำงานหนักแล้วไม่เห็นได้งาน ขอไปหาให้เจอว่ามีงานอะไรที่ออกมาแล้วบ้าง ซึ่งตนพยายามทำอย่างที่สุดแล้ว ด้วยการฟังเสียงประชาชน ติดตามสถานการณ์จากคณะแพทย์ และสาธารณสุข
“วันนี้การเมือง ขอร้องแล้วกัน ถือว่าท่านเป็นผู้แทนประชาชน มาจากประชาชน ก็ต้องมีหลักการคิดวิเคราะห์บางเรื่อง มันก็ไม่ใช่ทางการเมืองที่จะมาสร้างความเกลียดชังกันโดยใช่เหตุ เพราะประเทศกำลังมีปัญหาต้องเข้าใจตรงกันตรงนี้ เรื่องการเมืองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่าใช้โอกาสตรงนี้มาทำให้ทุกอย่างมีปัญหาก็แล้วกัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ต่อข้อถามว่ามีอะไรที่รู้สึกอึดอัดหรืออยากสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนเห็นใจ เสียใจ และต้องพยายามแก้ปัญหาอุปสรรคที่มีมากมาย นายกฯ ยินดีจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และต้องเป็นความร่วมมือระหว่างกันด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ตรงกัน ถึงจะแก้ปัญหาได้
นายกฯ ทำงานไม่เคยทิ้งสักงาน ไม่ใช่เรื่องโควิดอย่างเดียว แต่โควิดเป็นเรื่องหลักที่ประชาชนเดือดร้อน และยังมีเรื่องอื่นๆ ทั้งคุณภาพชีวิต ต่างประเทศ เศรษฐกิจ สังคม การลงทุน การค้า การเพิ่มรายได้ประเทศ นายกฯต้องทำทุกเรื่องและไม่เคยท้อ เพียงแต่เสียใจกับคนที่สูญเสียและให้กำลังใจกับคนที่ทำงาน อย่าท้อแท้ เราต้องทำด้วยกันเพราะเราคือคนไทยด้วยกัน
วอนอย่าเชื่อข่าวบิดเบือน
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อยากย้ำให้ทุกฝ่ายช่วยกันสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์ต่างๆ มีการแถลงทุกวันทั้งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. สำนักงานโฆษกประจำสำนักนายกฯ หรือข้อมูลจากแพทย์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่มีบางคนที่บิดเบือน ทำให้ทุกอย่างไขว้เขวไปหมด จึงต้องขอร้อง อะไรที่ได้รับข้อมูลหรือรู้มา แล้วคิดเอง วิเคราะห์เอง พูดเองหรือวิจารณ์เอง สิ่งเหล่านี้อันตรายเพราะทำให้ระบบดูเหมือนไม่ดี ดังนั้น ต้องฟังความทั้งสองข้าง
เมื่อถามถึงกรณีมีนักการเมืองโพสต์ข้อความเท็จว่าไทยติดเชื้อโควิดอันดับ 1 ของโลก เป็นการฉกฉวยช่วงวิกฤตให้เกิดความปั่นป่วน จะฝากเตือนอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนได้แต่เตือนว่าต้องระมัดระวัง หากเราไม่ฟังก็ไม่ได้ แต่ฟังแล้วเชื่อทุกอย่างก็ไม่ถูก ดังนั้น หากได้รับข้อมูลที่ถูกแชร์ต่อมา ขอให้เช็กก่อน เพราะวันนี้มีการรายงานทุกวันอยู่แล้ว สถิติการติดเชื้อทั้งโลก ประเทศใดอยู่ระดับต้นๆ
“วันนี้ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาก็ต้องยอมรับ ซึ่งพูดถึงสถิติคนติดเชื้อ คนตายต่างๆ เราก็ไม่ได้มากไปกว่าหลายประเทศ สิ่งเหล่านี้เราต้องคิดวิเคราะห์ มีข้อมูล รับฟังทางราชการแล้วคิดว่าใช่หรือไม่ใช่ ไม่เช่นนั้นฟังอีกทางที่ไม่ว่าจะหวังดี ไม่หวังดี เจตนาหรือไม่เจตนา แล้วคิดเอง บางทีก็ทำให้การรับรู้ผิดไป กลายเป็นเหมือนระบบเราล้มเหลว ถ้าระบบเราล้มเหลวคงเป็นมากกว่านี้ สิ่งเหล่านี้ต้องฝากไว้ด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
‘ชัยวุฒิ’แจงข้อกำหนดมาตรา 9
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย ถึงกรณีราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 29 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 30 ก.ค. ว่า เป้าหมายจริงคือสื่อออนไลน์ หรือการใช้อินเตอร์เน็ต ให้ข้อมูลข่าวสารหรือทุกเรื่องที่ใช้อินเตอร์เน็ตในการส่งข้อมูลให้ประชาชน
ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อกำหนดที่ 1 นิยามคำว่าอาจทำให้ประชาชนหวาดกลัว นายชัยวุฒิกล่าวว่า ดูที่เจตนาเป็นหลัก และผลกระทบที่เกิดขึ้น ตนไม่สามารถยกตัวอย่างชัดเจนได้ แต่จะเป็นการเสนอข่าว ที่บางทีเป็นเรื่องจริงแต่เสนอไม่ครบถ้วน จึงเกิดความเข้าใจผิด เช่น เรื่องนี้มีความเห็นหลายมุม แต่เสนอมุมลบอย่างเดียว มุมบวกไม่เสนอออกมา ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและหวาดกลัว และตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ดีอีเอส มีอำนาจปิดกั้นเว็บไซต์อยู่แล้วสำหรับการโพสต์ที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมาย แต่กระบวนการใช้เวลานาน ต้องรวบรวมพยานหลักฐานส่งไปที่ศาลและใช้ คำสั่งศาล ซึ่งบางทีมีการอุทธรณ์ใช้เวลา 7-10 วัน กว่าจะปิดได้ใช้เวลา 2 สัปดาห์ กว่าจะส่งเรื่องไปยังผู้ให้บริการ
ฟันคนไม่หวังดีได้ทันที
“ข่าวที่ออกมาทางอินเตอร์เน็ตมีความรุนแรงและสร้างความเสียหาย จึงต้องรีบปิดโดยเร็ว จึงมีมาตรการนี้ออกมาในสถานการณ์ฉุกเฉิน บางครั้งก็ต้องปิดให้เร็ว เพื่อไม่ให้ข้อมูลได้รับการแชร์ออกไปมาก เพื่อให้เร็วขึ้นเพราะกระบวนการตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ใช้เวลานาน ไม่ทันกับการแก้ปัญหา อินเตอร์เน็ตพอออกข้อมูลไปชั่วโมง 2 ชั่วโมง ก็แชร์กันหมดแล้ว จึงต้องไวในการปิดกั้น” นายชัยวุฒิกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการปิดกั้น สามารถใช้ ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับที่ 29 ได้เลยโดยไม่ต้องผ่านศาลใช่หรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ใช่ รวบรวมพยานหลักฐานและใช้อำนาจของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลการสื่อสารอยู่แล้ว ซึ่งมีอำนาจตามกสทช.อยู่แล้ว
ต้องเข้าใจว่าวันนี้มีการใช้อินเตอร์เน็ตในทางที่ผิดเยอะ และก่อให้เกิดความวุ่นวาย ทำให้ประชาชนเสียหาย จึงอยากบังคับใช้กฎหมายกับคนที่มีเจตนาไม่หวังดีต่อบ้านเมือง ไม่ได้คิดจะลิดรอนสิทธิประชาชน หรือจำกัดการทำงานของสื่อ ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก ถ้าสื่อจะส่งตัวแทนมาคุยกับตนก็ได้ เพื่อทำความเข้าใจกับสื่อว่าโอเคหรือไม่
ดีอีเอส-กสทช.มีอำนาจเต็มมือ
ต่อข้อถามถึงดาราคอลเอาต์ระบุรัฐบาลขาดประสิทธิภาพ เข้าข่ายความผิดตามข้อกำหนดฉบับนี้หรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ต้องดูที่เนื้อหาสาระทั้งหมด ถ้าพูดประโยคแค่นี้ มันอยู่ที่ว่าเดือดร้อนอะไรและความไม่สบายใจอะไร ถ้าเป็นเรื่องที่เขาเดือดร้อนจริงๆ ก็ไม่น่าจะมีความผิด แต่ถ้ามีการบิดเบือน เอาเรื่องที่ไม่จริง เป็นความเห็นที่ไม่ครบถ้วนมีแต่มุมลบ มุมที่บวกไม่เอามาพูด ก็จะเกิดความเสียหาย
ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีประชาชนเห็นเหตุการณ์มีคนนอนป่วยอยู่ริมถนนและ ถ่ายภาพโพสต์ลงอินเตอร์เน็ต ผิดหรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ถ้าเจตนาบริสุทธิ์ ไม่ได้คิดจะดิสเครดิตใคร ก็ไม่มีปัญหา แต่บางเคสก็แกล้งถ่ายและเอามาโพสต์ ต้องดูที่เจตนาก่อนอยู่แล้ว เมื่อถามว่าใครจะเป็นคนตัดสินตามข้อกำหนดของกฎหมายฉบับนี้ว่าใครผิดไม่ผิด นายชัยวุฒิกล่าวว่า โดยหลักการจะเป็น เจ้าหน้าที่ของดีอีเอส ดูเรื่องข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตและทำงานร่วมกับตำรวจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกสทช.มีอำนาจตามกฎหมาย ส่วนความผิดตามพ.ร.ก.ฉบับนี้ ตนไม่แน่ใจของทางกสทช. แต่ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีจำคุก 5 ปีและปรับ 1 แสนบาท
ยันเปล่ารบกับสื่อ-ประชาชน
ส่วนข้อกำหนดที่ 2 ในกรณีให้ระงับการใช้บริการอินเตอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ไอพี ทำได้ ไม่ต้องผ่านศาลใช่หรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ตามกฎหมายมีอำนาจ แต่ตามเหตุการณ์ต่างๆ ยังไม่ถึงจุดนั้น ต้องมานั่งชั่งน้ำหนักเป็นเคสไป แต่ต้องเตรียมอำนาจไว้ก่อนให้พร้อม ตอนนี้สถานการณ์ฉุกเฉินเข้าสู่ภาวะสงครามและจะรบกับโควิด ก็ต้องเตรียมอำนาจไว้ให้พร้อมใช้ ไม่ใช้ว่ากันอีกที ซึ่งอาจไม่ได้ใช้ก็ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลจะรบกับโควิด หรือประชาชน หรือสื่อ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ทุกรัฐบาลไม่มีใครอยากทะเลาะกับสื่อ เพราะเป้าหมายจริงๆ ไม่ใช่สื่อมวลชน สื่อปกติไม่ใช่ปัญหา จะเห็นว่าเน้นคำว่าอินเตอร์เน็ต คือสื่อออนไลน์ สื่อเทียม หรือคนที่ไม่ใช่สื่อ ทำตัวเสมือนสื่อ ซึ่งคนเหล่านี้ไม่มีจรรยาบรรณ ไม่มีมาตรฐาน มีเจตนาแอบแฝงทางการเมืองทางธุรกิจ สิ่งเหล่านี้ต้องเข้าไปกำกับดูแล สื่อปกติที่มีจริยธรรมทำงานมาตรฐาน ไม่มีใครไปยุ่ง
ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อวันที่ 29 ก.ค. มีการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามแก้ไขปัญหาเฟกนิวส์ ซึ่งหลังการประชุม นายชัยวุฒิระบุจะมีมาตรการทางภาษีกับพวกปั่นข่าวเฟกนิวส์ นายชัยวุฒิกล่าวว่า การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลการใช้สื่อออนไลน์ ใช้โซเชี่ยลมีเดีย ซึ่งมาตรการที่กำกับดูแลจะมีมาตรการการปกครอง มาตรการภาษี เป็นต้น และวันนี้มีปัญหาเรื่องภาษีอยู่แล้ว เพราะพวกแพลตฟอร์มที่จดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้เสียภาษีในเมืองไทย จึงใช้เรื่องนี้เป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาเรื่องภาษี
6 องค์กรสื่อบุกทำเนียบจี้ยกเลิก
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับหนังสือจาก 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ ประกอบด้วย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย เพื่อเสนอนายกฯ ให้ยกเลิกข้อกำหนดฉบับที่ 27 ที่จำกัดการเคลื่อนย้าย ลดการรวมกลุ่มของบุคคล บังคับใช้ตั้งแต่ 10 ก.ค. และฉบับที่ 29
นายอนุชากล่าวยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้จำกัดสิทธิเสรีภาพ ประชาชนและสื่อมวลชน ยังสามารถวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้ เพียงขอให้เสนอข้อมูลบนพื้นฐานข้อเท็จจริง ไม่สร้างความหวาดระแวงหรือความกังวลในสังคม พร้อมเชิญชวนสื่อมวลชนวิชาชีพร่วมกับหน่วยประชาสัมพันธ์ภาครัฐแสวงหาพื้นที่กลาง เพื่อออกแบบการทำงานร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับประชาชน
สำหรับข้อกำหนดฉบับที่ 27 และฉบับที่ 29 เป็นเพียงการปิดช่องว่างของกฎหมายที่มีอยู่ปัจจุบัน ซึ่งมีข้อจำกัดในการบังคับใช้ เช่น จำเป็นต้องมีผู้ฟ้องร้องดำเนินคดี เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลมีเจตนารมณ์เพียงยกระดับการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสกัดกั้นการเผยแพร่ข่าวปลอม รวมทั้งการกระทำที่เป็นการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารด้วยความตั้งใจ โดยนายกฯ ให้นโยบายแก่หน่วยที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมาย ต้องระมัดระวัง เป็นธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์
ขณะที่นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ข้อหนดนี้ถือเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน จึงขอให้ยกเลิกทันที หาก นายกฯ เพิกเฉย จะเพิ่มมาตรการกดดันรัฐบาล เช่น วันเดียวกันได้ยื่นข้อร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อให้ใช้อำนาจหน้าที่ตรวจสอบการกระทำของรัฐบาลในเรื่องนี้ ส่วนมาตรการทางกฎหมายนั้น กำลังพิจารณาอยู่ ต้องยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าข้อกำหนดนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ทีมโฆษกรัฐออกโรงเคลียร์
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “แจงให้เคลียร์กับทีมโฆษกรัฐบาล” ว่า ขณะนี้มีข้อมูลข่าวสารที่อาจจะบิดเบือนหรือเป็นข้อมูลที่ทำให้เกิดความหวาดระแวงได้ คือกรณีสื่อสารมวลชนกังวลต่อประกาศเรื่องการดูแลสื่อ เฟกนิวส์ ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนต่างๆ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้จำกัดสิทธิในการแสดงออก สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานข้อมูลข้อเท็จจริง หากวิจารณ์รัฐบาล แต่ข้อมูลบิดเบือน อาจทำให้ประชาชนสับสนและเข้าใจผิด เกิดความเกลียดชัง ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เราไม่อยากให้สังคมมีการเผชิญหน้ากัน
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ อยากเคลียร์ว่ารัฐบาลไม่ได้ปิดกั้น และหลังจากนี้จะมีการพูดคุยกันมากขึ้น ในส่วนของสื่อมวลชนและรัฐบาล จะหาพื้นที่ตรงกลางที่จะมีกรอบทำงาน และในอนาคตเรื่องการดำเนินคดีกับผู้ที่ฝ่าฝืนหลังจากที่มีข้อกำหนดต่างๆ ออกไปแล้ว แต่ยังดำเนินการอยู่ ประชาชนหลายคนบอกว่าอยากให้จัดการอย่างเด็ดขาด ตรงนี้ก็ได้หารือกับดีอีเอสด้วย
ด้านน.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โดยหลักแล้วอยากให้ประชาชนอยู่ด้วยกันอย่างมีเหตุมีผล ข้อมูลที่ประชาชนเผยแพร่หรือแสดงความเห็น วิจารณ์รัฐบาล ไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้ว พร้อมรับฟังทุกเสียงสะท้อน เช่น ข้อเรียกร้องว่าวัคซีนบางยี่ห้อนั้นอยู่ที่ไหน อยากได้แล้ว หรือการเผยแพร่ภาพว่าตรงนี้เป็นปัญหาคนแออัดอยู่ ซึ่งรัฐบาลขอบคุณที่แชร์ภาพเหล่านี้ จะได้เข้าไปแก้ไข แต่อย่างวันนี้มีข่าวลือที่ภูเก็ต มีคนเสียชีวิตมากและนำภาพศพไปกองอยู่บนพื้น ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เลย ภาพที่ถูกนำมาเผยแพร่ทำให้ตกใจ เป็นข้อมูลเท็จ ดังนั้น รัฐบาลต้องมีกระบวนการเข้าไปจัดการเพื่อให้สังคมอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริง
เพื่อไทยซัดหวังปิดปาก-ขัดรธน.
น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า การออกข้อกำหนดในมาตรา 9 สะท้อนว่ารัฐบาลมีเจตนาไล่ปิดปากประชาชน หวังให้เกิดความกลัวเพื่อปกป้องตัวเอง เนื้อหาในข้อกำหนดดังกล่าวยังคลุมเครือ ขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักการสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน จำกัดสิทธิเสรีภาพที่เกินสมควรแก่เหตุ ไม่ได้ต้องการคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน ขอฝากให้คนของรัฐบาลจัดการเอาผิดกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ที่ปล่อยเฟกนิวส์ว่าไตรมาส 3 วัคซีนจะเต็มแขนประชาชนแล้ว แต่เหตุใดยังมีภาพคนต่อคิวแออัดเบียดเสียดเพื่อฉีดวัคซีนจนถึงทุกวันนี้
“หากรัฐบาลพึ่งพาไม่ได้แล้ว หวังแต่จ้องเอาผิดกับประชาชน พวกเราต้องช่วยเหลือกันเอง รัฐบาลยิ่งอยู่ยิ่งเสื่อม ยิ่งตกต่ำลงทุกวัน ประชาชนไม่จำเป็นต้องไหลลงเหวตาม ประเทศอยู่ในวิกฤต ประชาชนคือหัวแรงหลักในตอนนี้ พวกเรามีโครงการและกลุ่มคนที่มีศักยภาพอยู่ ร่วมพาชาติพ้นวิกฤตกันด้วยแรงของเรา” น.ส.อรุณีกล่าว
เตือนรัฐบาลอาจมีความผิด
นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย และอดีตรมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินธรรมดา ไม่ได้ประกาศเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง การใช้อำนาจจึงใช้ได้เฉพาะตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการสั่งให้ กสทช. สั่งปิดกั้นสื่อ หรือระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ต ถือเป็นเรื่องใหญ่ กระทบกับสิทธิประชาชนและสื่อมวลชนมากเกินกว่าปกติ ดังนั้น กฎหมายจึงกำหนดให้จะต้องมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่ร้ายแรงก่อนถึงจะดำเนินการในส่วนนี้ได้ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง แต่กลับออกประกาศใช้ข้อกำหนดดังกล่าวที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย และรัฐบาลอาจมีความผิด
หากข้อกำหนดต่างๆ ที่รัฐบาลประกาศบังคับใช้กับประชาชนไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือเป็นการขัดกันระหว่างกฎหมายต่อกฎหมาย ประชาชนและสื่อก็มีสิทธิจะไม่ปฏิบัติตาม และหากเกิดกรณีใช้อำนาจไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกัน
ก.ก.ชี้ถ้าโปร่งใสข่าวลือไม่มี
ที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ย่านหัวหมาก กทม. นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล แถลงว่า พรรคก้าวไกลเห็นว่ารัฐบาลมองสื่อและประชาชนเป็นภัยความมั่นคง เป็นศัตรู และใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปิดกั้นเสียงวิจารณ์ การออกข้อกำหนดฉบับที่ 27 และฉบับที่ 29 ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 36 ที่ได้รับรองเสรีภาพของบุคคลในการสื่อสารไม่ว่าทางใดๆ จึงขอเรียกร้องให้ยกเลิกทันที รวมทั้งยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วกลับไปรับมือแก้ไขโควิดอย่างจริงจังภายใต้ระบบกฎหมายปกติ แต่รัฐบาลที่จะแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ได้ คงไม่ใช่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อีกต่อไปแล้ว เพราะวันนี้พิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นภาระอันหนักอึ้งสำหรับประชาชน เป็นความผิดพลาดที่ให้อภัยไม่ได้อีกแล้ว
“วันนี้มีคำถามว่า รัฐบาลเป็นผู้ผลิตเฟกนิวส์หรือไม่ เราเชื่อหรือไม่ว่าข้อมูลเรื่องจำนวน ผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตตรงกับข้อเท็จจริง หรือมีเจตนาควบคุมตัวเลขให้ต่ำกว่าความเป็นจริง รวมทั้งเรื่องวัคซีน รัฐบาลยังคงยืนยันว่าปีนี้จะได้ฉีดวัคซีน 100 ล้านโดส มีข้อเท็จจริงยืนยันหรือไม่ เฟกนิวส์ประเภทนี้ต่างหากที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประชาชน” นายวิโรจน์กล่าว
ด้านนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า หากรัฐมีความโปร่งใส ข่าวลือใดๆ ก็จะไม่มี ที่ผ่านมารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ บริหารงานอย่างไม่เคยเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบอย่างโปร่งใส การวิจารณ์และการต่อว่ารัฐบาล เป็นเรื่องที่ประชาชนและสื่อสามารถถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้ ซึ่งไม่ใช่เฟกนิวส์ แต่เป็นสัญญาณสะท้อนว่ารัฐบาลได้ล่มสลายในความน่าเชื่อถือแล้ว เป็นรัฐบาลที่รอวันพังทลายลง เราจะใช้กลไกในสภา เรียกร้องอย่างเป็นทางการต่อไป
อจ.ออกแถลงการณ์คัดค้าน
นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กว่า เรื่องข้อกำหนดฉบับที่ 29 ที่กำหนดว่า หากสื่อมีการนำเสนอ “ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว” นั้น ตนเห็นว่าเป็นข้อกำหนดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ อย่างชัดเจน เพราะการให้ดุลพินิจแก่รัฐเป็นผู้ชี้ว่าเนื้อหาใดที่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวนั้น ไม่มีมาตรวัดที่ชัดเจนแน่นอน อาจนำไปสู่การใช้อำนาจตามอำเภอใจ “กำหนดเนื้อหาการใช้เสรีภาพของสื่อ” ได้ จึงย่อมเป็นการจำกัดเสรีภาพสื่อมากเกินสมควรแก่เหตุตามที่รัฐธรรมนูญรับรองและคุ้มครองไว้แล้ว
ดังนั้น หาก กสทช. รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐใดดำเนินการตามข้อกำหนดดังกล่าว จึงย่อมต้องรับผิดตามกฎหมายด้วย ขอถามว่ากรณีการแจ้งยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตรายวันของรัฐ เป็นข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวด้วยหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณาจารย์นิติศาสตร์ 70 คน ยังได้ออกแถลงการณ์ว่า ข้อกำหนดฉบับที่ 29 ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขัดรัฐธรรมนูญ ขอให้นายกฯยกเลิกหรือแก้ไขข้อกำหนด ดังกล่าวเสียใหม่
สภาตรวจแรพิดฯกมธ.งบ
ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 08.00 น. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ประสานโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น ให้มาตรวจเพื่อคัดกรองหาเชื้อ โควิด-19 ด้วยวิธีแรพิด แอนติเจน เทสต์ (Rapid Antigen test) ให้กับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 อนุกมธ. 9 คณะ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณางบ เนื่องจากวันนี้เป็นการพิจารณางบวันสุดท้ายก่อนที่ส.ส.จะกลับไปลงพื้นที่พบปะประชาชน จะไม่ให้เกิดการนำเชื้อกลับไปแพร่กระจายในพื้นที่
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การตรวจหาเชื้อโควิดในวันนี้ เป็นไปตามความต้องการของกมธ.งบ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัย เนื่องจากกมธ.งบมีการประชุมต่อเนื่อง ต้องพิจารณาให้เสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด ประกอบกับมีเจ้าหน้าที่ของสภาติดเชื้อแล้ว 16 คน ดังนั้น สภาจะต้องมีมาตรการที่เข้ม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด เนื่องจากมีการประชุมอยู่ตลอด โดยเฉพาะวันที่ 18-20 ส.ค. จะพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบ วาระที่ 2 และ 3
ส่วนจะจัดตรวจเชิงรุกอีกรอบหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามสถานการณ์วันต่อวัน เนื่องจากเป็นการรวมตัวของคนจำนวนมาก แต่จะยังคงมาตรการลดจำนวนคนให้ได้น้อยที่สุด และกำชับคนที่ต้องเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในสภา ต้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มงวด
ฝ่ายค้านวอล์กเอาต์-ซักรัฐอุ้มทร.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน มีการ ประชุมกมธ.งบประมาณ พิจารณารายงานของอนุกมธ.ทั้ง 9 คณะ โดยในส่วนของ อนุกมธ.ครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน เข้ารายงานเป็นคณะสุดท้าย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้แขวนงบจัดซื้อยุทโธปกรณ์อื่น ที่ไม่ใช่เรือดำน้ำลำที่ 2-3 เพราะกองทัพเรือ (ทร.) ได้ถอนเรื่องออกไป
การประชุมครั้งนี้ไม่มีตัวแทนของทร.เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมกมธ.ชุดใหญ่ ทำให้นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กมธ.ซีกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เสนอให้โหวตด้วยการยกมือว่าปรับลดงบทร.หรือไม่ ขณะนั้นนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน ในฐานะรองประธานกมธ. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เห็นชอบด้วย แต่ฝ่ายค้าน โดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กมธ.งบประมาณ พยายามเจรจากับนายสันติ พร้อมพัฒน์ และนายวิเชียร ชวลิต รองประธานกมธ. เพื่อให้ชะลอการพิจารณาออกไป เพราะงบของทร.มีถึง 15,858,040,000 บาท แต่ตัดไปเพียง 8 ล้านกว่าบาทเท่านั้น แต่การคัดค้านไม่เป็นผล ฝ่ายค้านจึงวอล์กเอาต์ทั้งหมด
ทำให้กมธ.ซีกรัฐบาล ทั้ง 36 คน ยกมือให้ปรับลดเพียงรายการเดียว คือ รถประจำตำแหน่ง 5 คัน คันละ 1.67 ล้านบาท รวม 8.38 ล้านบาท ส่วนรายการจัดซื้ออื่นๆ ยังอยู่ครบ เช่น โครงการอากาศยานไร้คนขับ เพื่อลาดตระเวนชายฝั่ง จัดซื้อจากจีน 3 ตัว ใช้งบ 4,100 ล้านบาท เรือดำน้ำลำที่หนึ่ง ซึ่งเป็น งบผูกพัน 1,145 ล้านบาท เรือยกพลขึ้นบก (แอลพีดี) 1,700 ล้านบาท และโดรนอเนกประสงค์ (ยูเอวี) มูลค่า 570 ล้านบาท และการประชุมเสร็จสิ้นในเวลา 16.30 น.
‘ปู’ขอผู้นำมืออาชีพแก้วิกฤต
ด้านน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ตนได้เฝ้าติดตามสถานการณ์โควิด ในไทยด้วยความเป็นห่วงมาตลอด ขอส่งกำลังใจให้ประชาชน รวมถึงบุคลากรด่านหน้า ทีมงานสนับสนุน ทุกคนทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ตนขอไม่วิจารณ์ว่าเป็นเพราะอะไรที่นำประเทศเรามาถึงภาวการณ์เช่นนี้ ได้แต่ขอภาวนาให้ระดับนโยบายทำในสิ่งที่ถูกที่ควร เพื่อให้คนไทยได้มีชีวิตความเป็นอยู่ทางสาธารณสุขที่ปลอดภัยที่สุด ตนกังวลว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นกำลังทำลายระบบเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ดิฉันขอส่งความห่วงใยไปยังครอบครัวของผู้สูญเสีย และร่วมเป็นแรงใจให้คนไทยผ่านพ้นความยากลำบาก ทั้งปลอดภัยจากโรคร้ายและภัยทางเศรษฐกิจที่รุมเร้าไปให้ได้ ดิฉันมั่นใจว่าในทุกวิกฤตยังมีความหวังและโอกาส หากประเทศเรามีผู้นำและรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ แต่สถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศต้องการมืออาชีพเข้ามาแก้ไขปัญหา พร้อมจัดหาวัคซีนที่สามารถรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์อย่างเร่งด่วน และต้องไม่ลืมดูแลเยียวยาประชาชนที่กำลังหายใจรวยริน เพราะพิษเศรษฐกิจจากการบริหารผิดพลาดของรัฐบาล ดิฉันหวังว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วๆ

ผ่านฉลุย – กมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ซีกรัฐบาล 36 คน ยกมือโหวตผ่านงบฯ กองทัพเรือ ตัดเพียงในส่วนรถประจำตำแหน่ง จำนวน 8 ล้านบาทเท่านั้น ทำให้ซีกฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ทั้งหมด ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 30 ก.ค.