กก.ข้อมูลข่าวสารชี้ปปช.
ต้องเปิดบัญชีบิ๊กตู่-วิษณุ

ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้าม ‘บิ๊กตู่’ ใช้ข้อกำหนดตามมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ควบคุม-ตัดเน็ตสื่อออนไลน์และประชาชน ชี้เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมายไม่ให้อำนาจทำได้ สำนักคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการชี้ ป.ป.ช.ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน ‘พล.อ.ประยุทธ์-วิษณุ’ เพราะเป็นข้อมูลสาธารณะ หลังเก็บยาวมากว่า 7 ปี ฝ่ายค้านดีเดย์ 16 ส.ค. ยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ล็อกเป้ารมต.ไม่เกิน 5 คน ‘นิกร’ มั่นใจแก้รธน.เสร็จตามกรอบ 105 วัน

ศาลแพ่งเบรก‘บิ๊กตู่’ใช้ม.9คุมสื่อ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 ส.ค. ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งขอคุ้มครองชั่วคราวคดีหมายเลขดำ พ.3618/2564 ที่ภาคีนักกฎหมาย และตัวแทนสื่อมวลชนออนไลน์ 12 ราย ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ให้ถอนคำสั่งการออกข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 29) ลงวันที่ 29 ก.ค.2564 ให้อำนาจคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตัดเน็ต ดำเนินคดีสื่อออนไลน์ กรณีเผยแพร่ข่าวปลอม (เฟกนิวส์) ซึ่งศาลมีคำสั่งห้ามจำเลย ดำเนินการบังคับใช้ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน (ฉบับที่ 29) เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

โดย น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ The Reporters ในฐานะผู้ร้อง พร้อมตัวแทนสื่อสำนักต่างๆ เป็นผู้ส่งคำร้องเมื่อ วันที่ 2 ส.ค. เพราะมองว่าประกาศดังกล่าวเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชน และสื่อมวลชนในการเสนอข่าว โดยศาลได้ไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง และคู่กรณี ก่อนนัดฟังคำสั่งในวันนี้ ซึ่งมีตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตจากต่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์ในการฟังคำสั่งขอคุ้มครองในครั้งนี้ด้วย

ระบุลิดรอนสิทธิเสรีภาพ

ต่อมาศาลได้ออกนั่งพิจารณาไต่สวนพยานหลักฐานแล้ว มีคำสั่งสรุปใจความได้ว่า ข้อกำหนดฯ ข้อ 1 ที่ห้ามเผยแพร่ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวมิได้ จำกัด เฉพาะข้อความอันเป็นเท็จดังเหตุผลและความจำเป็นตามที่ระบุไว้ในการออกข้อกำหนดดังกล่าว ย่อมเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของโจทก์ทั้ง 12 และประชาชน ที่รัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติคุ้มครองไว้

ทั้งยังไม่ต้องด้วยข้อกำหนดฯ ที่ระบุว่าจำเป็นต้องมีมาตรการที่กำหนดให้การใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกเป็นไปอย่างมีเหตุผลถูกต้องตามข้อเท็จจริง ตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวตามข้อกำหนดนั้น มีลักษณะไม่แน่ชัดและขอบเขตกว้าง ทำให้โจทก์ทั้ง 12 ประชาชนและผู้ประกอบวิชาชีพสื่อไม่มั่นใจในการแสดงความคิดเห็นและสื่อสารตามเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 34 วรรคหนึ่งและมาตรา 35 วรรคหนึ่ง บัญญัติคุ้มครองไว้

นอกจากนี้ ยังเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ต้องด้วยมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่งรัฐธรรมนูญ ทั้งข้อกำหนดดังกล่าวไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่โจทก์ทั้ง 12 หรือประชาชนเกินสมควรแก่เหตุตามความในมาตรา 9 วรรคสอง แห่งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

กม.ไม่ให้อำนาจนายกฯตัดเน็ต

ส่วนข้อ 2 ที่ให้อำนาจระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ ไอพี (IP address) ที่มีการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารในอินเตอร์เน็ตที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดฯ ไม่ปรากฏว่ามาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้อำนาจนายกฯ ออกข้อกำหนดให้ดำเนินการระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ต จึงเป็นข้อกำหนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อินเตอร์เน็ตมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวันโดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการแพร่ระบาดของ โควิด-19 และรัฐสั่งปิดพื้นที่หรือล็อกดาวน์ จำกัดการเดินทางหรือการพบปะระหว่างบุคคล

ทั้งข้อกำหนดข้อดังกล่าว มิได้จำกัดเฉพาะการระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ตสำหรับการกระทำครั้งที่เป็นเหตุแห่งการระงับให้บริการอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ตในอนาคตด้วย ปิดกั้นการสื่อสารของบุคคลและปิดกั้นสุจริตชนผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารดังกล่าว ไม่ต้องด้วยมาตรา 36 วรรคหนึ่งแห่งรัฐธรรมนูญ

มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

การให้ข้อกำหนดทั้ง 2 ข้อดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อไป อาจทำให้เกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังได้ กรณีมีเหตุจำเป็นเห็นเป็นการยุติธรรมและสมควรนำวิธีชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ เพื่อระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดทั้ง 2 ข้อดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254 (2) มาตรา 255 (2) (ง) ประกอบมาตรา 267 วรรคหนึ่ง และการระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าว ไม่น่าเป็นอุปสรรคแก่การบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐหรือแก่ประโยชน์สาธารณะ เพราะยังมีมาตรการทางกฎหมายหลายฉบับให้ดำเนินการเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ อีกทั้งรัฐสามารถใช้สื่อวิทยุและโทรทัศน์ในการกำกับ เป็นเครื่องมือให้ความรู้เพื่อการรู้เท่าทัน สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนแก่ประชาชนได้ด้วย

จึงมีคำสั่งห้ามจำเลยดำเนินการบังคับใช้ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน (ฉบับที่ 29) เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

สขร.ชี้ปปช.ต้องเผยบัญชี‘ตู่-วิษณุ’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานผลการประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหาราชการแผ่นดิน และการบังคับใช้กฎหมาย คณะ 3 ครั้งที่ 12/2564 มีพล.อ.กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ เป็นประธาน มีกรรมการ เช่น พล.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ นายพีรศักดิ์ ศรีรุงสุขจินดา นาย ธนกฤต วรธนัชชากุล ซึ่งประชุมทางไกลผ่านระบบอินเตอร์เน็ต มีเรื่องเพื่อพิจารณา 17 เรื่อง ประเด็นสำคัญคือ เรื่อง“บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน”

ที่ประชุมได้พิจารณา เรื่องที่มีผู้อุทธรณ์ ขอตรวจบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงฝ่ายบริหาร 2 คน กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2562 แต่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ปฏิเสธการเปิดเผย โดยให้เหตุผลว่าไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจ ป.ป.ช.เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ที่ยื่นไว้เป็นหลักฐาน ตามมาตรา 105 วรรคสี่ แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561

ระบุเป็นข้อมูลสาธารณะ

คณะกรรมการวินิจฉัยฯ พิจาณาแล้วเห็นว่า ข้อมูลข่าวสารดังกล่าว เป็นข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่คณะกรรมการป.ป.ช.และสำนักงานป.ป.ช. มีหน้าที่โดยตรงในการเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบ ตามมาตรา 243 (3) ประกอบมาตรา 59 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบกับประกาศคณะกรรมการป.ป.ช. เรื่องหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน 2561 ข้อ 7 กำหนดว่า ภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หากมีการร้องขอเป็นหนังสือเพื่อขอตรวจดูบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ให้สำนักงานป.ป.ช. ที่ครอบครองดูแลเอกสารดังกล่าว จัดให้ผู้ร้องขอเข้าตรวจดูสำเนาบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้ แต่มิให้คัดถ่ายสำเนาเอกสาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บุคคลที่ถูกขอให้เปิดเผยข้อมูลคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งข้อมูลเมื่อปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2557 และ คู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 128 ล้านบาท ส่วนนายวิษณุ ที่เข้าดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 116,847,346.51 บาท นับจนถึงปัจจุบันมากกว่า 7 ปีแล้ว ที่สาธารณชนไม่ได้รับทราบข้อมูลบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของทั้งสองรัฐมนตรี

‘ชวน’เดินหน้าประชุมสภา18ส.ค.

ที่รัฐสภา นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้หารือกับรองประธานสภาทั้ง 2 คน และนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ให้งดประชุมสภาในวันที่ 11 ส.ค. เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และข้อกำหนดของศบค.ที่ห้ามเคลื่อนย้ายบุคคลข้ามจังหวัด ซึ่งคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 2 ฝ่ายก็เห็นด้วย

โดยจะเปิดประชุมอีกครั้งวันที่ 18 ส.ค. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ในวาระที่ 2-3 โดยใช้เวลา 3 วัน คือวันที่ 18-20 ส.ค. เนื่องจากต้องนำงบมาบริหารประเทศ รวมถึงมีเรื่องเงื่อนเวลาการพิจารณา ต้องเสร็จใน 105 วัน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 29 ส.ค. โดยในการประชุม สภาจะมีมาตรการป้องกัน โควิด-19 ที่รัดกุมและเข้มงวดยิ่งขึ้น

หลังจากประชุมร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ในวันที่ 18 ส.ค.แล้ว จะประชุมสภาต่อเนื่องทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน คือ วันพุธ วันพฤหัสบดี และวันศุกร์ จนถึงปิดสมัยประชุมวันที่ 18 ก.ย. โดยวันศุกร์จะพิจารณาญัตติแก้ไขปัญหาของประชาชน ซึ่งเป็นการชดเชยวันประชุมที่หยุดไปก่อนหน้านี้

กมธ.งบปิดจ๊อบ-วอนยุติขัดแย้ง

นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ.2565 แถลงว่า การประชุมกมธ.วันที่ 6 ส.ค. ถือเป็นวันสุดท้ายและต้องพิมพ์เล่มให้เสร็จภายในวันที่ 15 ส.ค. เพื่อส่งสภาพิจารณาในวาระที่ 2-3 ในวันที่ 18-20 ส.ค. ดังนั้น สงครามทางความคิดในเรื่องงบของกมธ.ทั้ง 72 คนควรยุติได้แล้ว และกมธ.มีมติตั้งอนุกมธ.ให้มีหน้าที่ปรับลดงบ ซึ่งโครงการใด หน่วยงานไหนที่มีความซ้ำซ้อนหรือรอได้ ก็ปรับลดเพื่อไปช่วยแก้ปัญหาโควิด-19 เพราะประชาชนได้รับผลกระทบแสนสาหัส

แม้แนวคิดของกมธ.ทั้ง 72 คนจะต่างกัน แต่เมื่อมีการปรับลดงบไปเท่าไร ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารจะต้องไปดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด เพราะการถกเถียงกันไปมา ทำให้ประชาชนหมดความศรัทธา ดังนั้น จึงอยู่ที่จิตสำนึกของกมธ.แต่ละคน และตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ชัดเจนว่าทำไม่ได้ที่จะแปรไปเป็นอย่างอื่น งบต่างๆ ที่ถูกตัดออกก็ควรนำเข้างบกลาง ซึ่งหลายคนคิดว่าเอาไปกองให้นายกฯ ใช้นั้นไม่ใช่ เพราะนายกฯ ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารจะต้องทำตามกระบวนการ และงบที่ได้ไปนั้น นายกฯ จะใช้หรือไม่ก็ไม่รู้ เพราะในอนาคตท่านอาจจะลาออกหรือยุบสภาก็ได้ ซึ่งใครที่เข้ามาเป็นรัฐบาลก็มีสิทธิบริหารแต่ไม่มีสิทธิใช้

พท.ยันไม่มีเจตนาช่วยนายกฯ

“ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีเจตนาไปช่วยนายกฯ เพราะเห็นว่าหากงบที่ถูกปรับลดไม่เอาไปไว้ในงบกลางก็จะเหลือทิ้ง ไม่สามารถใช้ได้ ซึ่งไม่ถูกต้อง ควรนำเงินส่วนนี้มาแก้ปัญหาโดยไม่ต้องกู้ ถ้าพรรคเพื่อไทยช่วยนายกฯ หรือคิดจะไปร่วมกับพรรคนั้นพรรคนี้ คงไม่เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยืนยันว่าพร้อมอยู่แล้ว 136 เสียงสามารถยื่นญัตติได้ด้วยตัวเอง แต่เห็นว่าเป็นพรรคฝ่ายค้านด้วยกัน จึงประนีประนอมและให้โอกาสทุกคนช่วยกันคิด แต่ละคนอาจคิดไม่เหมือนกัน ซึ่งก็คิดได้ จึงคิดว่าฝ่ายค้านไม่แตกแยก แต่อาจคิดไม่เท่ากันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” นายอุบลศักดิ์กล่าว

ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. และน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทยในฐานะโฆษกกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 ร่วมแถลงผลการประชุมว่า เป็นการประชุมครั้งสุดท้าย ใช้เวลาไปแล้ว 30 วัน คิดเป็น 270 ชั่วโมง รวมหน่วยงานที่ผ่านการพิจารณาแล้ว 20 กระทรวง 5 กลุ่มหน่วยงาน 29 กองทุน 11 แผนบูรณาการ คิดเป็น 100% จากงบทั้งสิ้น 3.1 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ กมธ.ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการระบาดของโรคโควิด-19 เป็นอันดับแรก เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน รวมทั้งเพื่อให้การใช้จ่ายงบของแต่ละหน่วยงานมีประสิทธิภาพสูงที่สุด จึงพิจารณาปรับลดงบของหน่วยงานต่างๆ เพิ่มเติมอีก 1.6 หมื่นล้านบาท โดยที่ประชุมมีมติให้นำงบส่วนนี้ไปไว้ในงบกลางเพื่อให้รัฐบาลนำงบส่วนนี้ไปช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนจากโควิด

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 กล่าวว่า กมธ.สัดส่วนพรรคเพื่อไทยได้ให้ข้อสังเกต เพื่อกำหนดทิศทางว่างบกลางควรเอาไปใช้อย่างไร เพื่อให้ตรงวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 เท่านั้น โดยต้องไม่นำไปใช้ในเรื่องอื่น เนื่องจากไม่ปรากฏว่ามีในรายงานตรวจการเงินของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่แสดงถึงการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ และประสิทธิภาพ ในการใช้จ่ายงบกลางของหน่วยงาน จึงเห็นควรให้มีการตรวจสอบ ดังกล่าว ซึ่งเป็นหน้าที่ และอำนาจ การตรวจสอบของสตง. ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2561 โดยต้องเปิดเผยให้สาธารณชนทราบ รวมทั้งเผยแพร่ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย

ดีเดย์ยื่นญัตติซักฟอก 16ส.ค.

นายประเสริฐกล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติในวันที่ 16 ส.ค.นี้ แต่จะเป็นเวลาใดนั้น รอการประสานกับประธานสภาอีกครั้ง ขณะนี้รายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย ในส่วนของพรรคเพื่อไทยพิจารณาเสร็จแล้ว โดยจะยื่นอภิปรายรัฐมนตรี 2-5 คน เหลือเพียงการรวบรวมรายชื่อรัฐมนตรีในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านจะสรุปร่วมกันเป็นครั้งสุดท้าย วันที่ 11 ส.ค.นี้

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านมีความเห็นร่วมกันว่าจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 16 ส.ค. ส่วนจำนวนรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายนั้น พรรคก้าวไกลจะสรุปอีกครั้งในวันที่ 10 ส.ค. โดยจะจำกัดไม่ให้มีประเด็นแยกย่อยสะเปะสะปะมากเกินไป คาดว่าจะไม่เกิน 5 คน สำหรับเนื้อหาการอภิปราย ต้องรอสรุปกันอย่างชัดเจนอีกครั้ง

ธรรมนัสแจ้งจับโพสต์‘ว่าที่นายกฯ’

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลัง ประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ตามที่มีสื่อ โซเชี่ยลบางแห่งนำเสนอภาพตนเองที่มีโลโก้คล้ายสำนักข่าวแห่งหนึ่ง พร้อมเขียนข้อความว่า “ผมพร้อมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ลงชื่อของตนใต้ภาพและข้อความ ‘ว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย’ ว่า ขอยืนยันว่าไม่เคยพูดหรือให้สัมภาษณ์ข้อความดังกล่าวกับสื่อรายใด จึงถือเป็นข้อความเท็จ ไม่มีมูลความจริง ถือเป็นข่าวปลอม

“ผมได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายไปแจ้งความเอาผิดต่อผู้ที่โพสต์ หรือแชร์ข่าวดังกล่าวแล้ว เนื่องจากสร้างความเสียหายต่อตนเองและสร้างความเข้าใจผิดในสถานการณ์ที่บ้านเมืองเผชิญกับวิกฤตขณะนี้” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว

‘นิกร’แจ้งไทม์ไลน์แก้รธน.

ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ในฐานะเลขานุการกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับที่… พ.ศ… แก้ไขมาตรา 83 และมาตรา 91 ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง รัฐสภา แถลงว่าผลการประชุมกมธ.นัดแรกเมื่อวันที่ 4 ส.ค. พิจารณาข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 124 ว่าสรุปแล้วกมธ.จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้มากน้อยแค่ไหน

จากนั้นนัดประชุมใหม่ในวันที่ 10, 11 และ 13 ส.ค. ซึ่งนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกมธ. ได้มอบให้ตนในฐานะเลขานุการไปสรุปคำแปรญัตติเพื่อเสนอที่ ประชุมกมธ. โดยแบ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรา 83 เรื่องจำนวนส.ส.เขตและส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่มีการเสนอคำแปรญัตติมามากพอสมควร รวมถึงมาตรา 91, 92 และ 93 ด้วยว่ามีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่าฝ่ายค้านกลัวว่าจะเป็นเพียงแค่พิธีกรรม นายนิกรกล่าวว่า การแก้ไขครั้งนี้ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ยืนยันว่ามีความตั้งใจแก้ไขจริง แต่ในส่วนของข้อโต้แย้งต้องไปพิจารณาว่าทำได้แค่ไหน อย่างไร แต่ทั้งหมดต้องให้ที่ประชุมรัฐสภาเป็นผู้ชี้ขาดในวาระที่ 2 และ 3

เมื่อถามว่ามีบางฝ่ายกังวลว่าการแก้ไขดังกล่าวจะถูกตีตก นายนิกรกล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายของสภาได้พิจารณาแล้วว่าทำได้ แต่ต้องไปพิจารณาอีกครั้งว่าเกี่ยวข้องในส่วนไหนและอย่างไร ซึ่งต้องพิจารณาเป็นกรณีไป เชื่อว่าการดำเนินการทุกอย่างจะเป็นไปตามกรอบเวลา

‘วิษณุ’ชี้ถ้าติดใจตีความไปจบที่ศาล

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคก้าวไกลระบุไม่สามารถนำบทบัญญัตที่รัฐสภาตีตกในวาระที่ 1 หรือชั้นรับหลักการกลับมาพิจารณาอีกครั้งในชั้นแปรญัตติ แต่นายไพบูลย์ ยืนยันข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 124 อนุญาตให้ทำได้ว่า ไม่ทราบ เป็นเรื่องของสภาที่เกี่ยวกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 124 ที่บอกไว้ว่าจะพิจารณาแปรญัตติเกินกว่าหลักการไม่ได้ ยกเว้นมีความจำเป็นที่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งอยู่ที่จะตีความกันอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่าข้อบังคับข้อที่ 124 วรรคท้าย ระบุว่าการแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิม ต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการนั้น หากอ้างเหตุผลว่าญัตติที่แปรเข้ามาใหม่ซึ่งคล้ายกับญัตติที่ตกไป เช่น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย และร่างของพรรคพลังประชารัฐ หากเขาอ้างว่าเกี่ยวเนื่องกันก็ทำได้ หากอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยก็คัดค้านและให้โหวตกัน เมื่อผ่านไปแล้ว หากใครสงสัยอะไร ด่านสุดท้ายสามารถยื่นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญได้

นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า พรรคก้าวไกลยึดหลักให้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติตัดสินใจเอง รัฐสภาจะต้องปฏิบัติตามหลักนิติธรรมคือมีความมั่นคงแน่นอนในกฎหมาย จะผันแปรไปตามเสียงข้างมากของแต่ละยุคไม่ได้ ดังนั้น หลักการที่รัฐสภาตีตกไปแล้วหมายความว่ารัฐสภาไม่เอาแล้ว จะนำเข้ามาสอดแทรกเป็นไส้ในได้อย่างไร การร่างกฎหมายต้องไม่ตีความตามอำเภอใจ

คุ้มครองสื่อ – ตัวแทนสื่อออนไลน์เข้าฟังการพิจารณาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว กรณีนายกฯออกคำสั่งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้อำนาจ กสทช. ตัดเน็ต-ดำเนินคดีสื่อออนไลน์ โดยศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามใช้ข้อกำหนดดังกล่าว ที่ศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 6 ส.ค.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน