นพ.ยงแนะ-กลายพันธุ์ลามหนัก
ดับอีก138มีทั้งหญิงท้อง-ทารก
8คลัสเตอร์ใหม่-โรงงาน7จว.
ด่านหน้าทวงไฟเซอร์-ได้น้อย
‘นพ.ยง’ แนะสู้โควิด ‘เดลตา’ ต้องฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม 85 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากร หรือเกือบ 60 ล้านคน เพิ่มภูมิคุ้มกันหมู่ เพราะเชื้อชนิดนี้ติดง่าย ลามหนักแล้ว ขณะที่ยอดโควิดรายใหม่เพิ่มอีกเกือบ 2 หมื่น ตาย 138 ราย สลดหญิงตั้งครรภ์ที่ปัตตานี ทารกอายุ 14 วันที่เพชรบูรณ์เสียชีวิต มีมากถึง 50 จังหวัดติดเชื้อเกิน 100 รายต่อวัน พบ 8 คลัสเตอร์ใหม่ใน 7 จังหวัด สธ.เผยฉีด ‘ไฟเซอร์’ ทีมแพทย์ด่านหน้าแล้ว 5.7 หมื่นโดส ไม่มีอาการไม่พึงประสงค์ ส่วน ‘โคราช’ ฉีดไฟเซอร์วันที่ 2 ‘บุรีรัมย์’ ปิดหมู่บ้าน สกัดคลัสเตอร์ฝรั่งกิมจู ที่อุบลฯ โดนคลัสเตอร์โต๊ะสนุ้กฯ แพทย์ร.พ.ขอนแก่นขอไฟเซอร์เพิ่ม

ผู้ป่วยสีแดง – พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. ตรวจความคืบหน้าการสร้างห้องความดันลบเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิดที่อาการรุนแรง หรือผู้ป่วยสีแดง ที่บริเวณชั้น 1 โรงพยาบาลสนามราชพิพัฒน์ 1 (ศูนย์การเรียนรู้ของโรงพยาบาลราชพิพัฒน์) เขตบางแค เมื่อ 8 ส.ค.
ติดอีกเกือบ 2 หมื่น-ตาย138ราย
เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 19,983 ราย ยอดติดเชื้อสะสม 756,505 ราย รักษาหาย 18,503 ราย หายสะสม 535,515 ราย เสียชีวิต 138 ราย ยอดเสียชีวิตสะสม 6,204 ราย ยังรักษาอยู่ 214,786 ราย อยู่ในร.พ. 73,966 ราย ร.พ.สนามและอื่นๆ 140,820 ราย อาการหนัก 5,157 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,070 ราย ส่วนการฉีดวัคซีนรวมยอดสะสม 20,478,635 โดส เป็นเข็มแรก 15,843,283 ราย เข็มสอง 4,438,168 ราย และเข็มสาม 197,184 ราย สำหรับผู้ติดเชื้อ 19,983 ราย แบ่งเป็นการติดเชื้อในประเทศ 19,627 ราย โดยสัดส่วนมาจาก 67 จังหวัด 10,972 ราย กทม.และปริมณฑล 7,605 ราย 4 จังหวัดภาคใต้ 1,050 ราย และมาจากเรือนจำ 350 ราย ผู้ติดเชื้อเดินทางมาจากต่างประเทศ 6 ราย
ส่วนผู้เสียชีวิต 138 ราย มาจาก 28 จังหวัด ได้แก่ กทม. 60 ราย สมุทรสาคร 13 ราย ปทุมธานี นครปฐม จังหวัดละ 10 ราย ปัตตานี 5 ราย บุรีรัมย์ 4 ราย ยะลา ตรัง กำแพงเพชร นครสวรรค์ ปราจีนบุรี จังหวัดละ 3 ราย สมุทรปราการ ระนอง อุดรธานี สระแก้ว จังหวัดละ 2 ราย และนราธิวาส สงขลา สกลนคร ศรีสะเกษ หนองคาย สุรินทร์ เพชรบูรณ์ ชัยนาท น่าน เพชรบุรี ตราด สิงห์บุรี และอ่างทอง จังหวัดละ 1 ราย

รอรับส่ง – บรรดาไรเดอร์จำนวนมากนั่งรอรับส่งอาหาร หลังจากร้านอาหารภายในห้างเริ่มเปิดขาย แต่ห้ามประชาชนเข้ามาซื้อโดยตรง ตามมาตรการคุมเข้ม โควิดของ ศบค. ที่บริเวณลานจอดรถห้างเซ็นทรัล รามอินทรา เมื่อวันที่ 8 ส.ค.
เกิน 100 รายต่อวันมากถึง50จว.
ผู้เสียชีวิตเป็นผู้ชาย 68 ราย ผู้หญิง 70 ราย อายุ 14 วัน ถึง 93 ปี ค่ากลางอายุ 70 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 74 เปอร์เซ็นต์ อายุต่ำกว่า 60 ปี มีโรคเรื้อรัง 16 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีโรคเรื้อรัง 9 เปอร์เซ็นต์ พบหญิงตั้งครรภ์เสียชีวิต 1 ราย คิดเป็น 0.7 เปอร์เซ็นต์ จากปัตตานี ส่วนทารกอายุ 14 วันเสียชีวิตเป็นชาวเมียนมา จ.เพชรบูรณ์ นอนในร.พ.นานสุดก่อน เสียชีวิต 49 วัน เฉลี่ย 9 วัน พบการ เสียชีวิตที่บ้าน 1 ราย จาก จ.ยะลา
สำหรับจังหวัดที่ติดเชื้อเกิน 100 ราย พบสูงขึ้นรวมถึง 50 จังหวัด โดย 10 จังหวัดรายงานติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 3,080 ราย สะสม 181,990 ราย 2.ชลบุรี 1,476 ราย สะสม 36,335 ราย 3.สมุทรสาคร 1,391 ราย สะสม 40,992 ราย 4.สมุทรปราการ 1,137 ราย สะสม 48,091 ราย 5.นนทบุรี 757 ราย สะสม 29,823 ราย 6.ปทุมธานี 662 ราย สะสม 23,300 ราย 7.นครปฐม 578 ราย สะสม 15,947 ราย 8.ฉะเชิงเทรา 449 ราย สะสม 13,933 ราย 9.สระบุรี 396 ราย สะสม 9,815 ราย และ 10.พระนครศรีอยุธยา 393 ราย สะสม 10,636 ราย

คัดกรอง – เจ้าหน้าที่ร.พ.แม่สอด จ.ตาก พร้อมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอแม่สอด เข้าตรวจหาเชื้อแบบสว็อบให้กับพระภิกษุ-สามเณร วัดดอนแก้ว ต.แม่สอด อ.แม่สอด หลังพบติดโควิดแล้วจำนวน 17 รูป เมื่อวันที่ 8 ส.ค.
พบ 8 คลัสเตอร์ใหม่ใน 7 จว.
ส่วนอีก 40 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร 179 ราย นครนายก 168 ราย นครสวรรค์ 230 ราย พระนครศรีอยุธยา 367 ราย เพชรบูรณ์ 158 ราย ลพบุรี 287 ราย สมุทรสงคราม 177 ราย สุโขทัย 134 ราย สุพรรณบุรี 210 ราย อ่างทอง 275 ราย จันทบุรี 110 ราย ปราจีนบุรี 110 ราย ระยอง 219 ราย สระแก้ว 265 ราย กาฬสินธุ์ 223 ราย ขอนแก่น 136 ราย ชัยภูมิ 168 ราย นครพนม 140 ราย นครราชสีมา 381 ราย บุรีรัมย์ 123 ราย มหาสารคาม 283 ราย ยโสธร 139 ราย ร้อยเอ็ด 301 ราย ศรีสะเกษ 221 ราย สกลนคร 247 ราย สุรินทร์ 301 ราย หนองบัวลำภู 139 ราย อุดรธานี 165 ราย อุบลราชธานี 282 ราย กาญจนบุรี 184 ราย ตาก 178 ราย ประจวบคีรีขันธ์ 151 ราย เพชรบุรี 108 ราย ราชบุรี 274 ราย นครศรีธรรมราช 105 ราย นราธิวาส 186 ราย ปัตตานี 356 ราย ยะลา 143 ราย สงขลา 365 ราย และสุราษฎร์ธานี 104 ราย
ขณะที่คลัสเตอร์ใหม่ ได้แก่ 1.ชลบุรี บริษัทอุปกรณ์อิเล็ทรอนิกส์ 19 ราย 2.สมุทรสาคร บริษัทรองเท้า อ.เมือง 65 ราย 3.สมุทรปราการ 2 คลัสเตอร์ ได้แก่ บริษัทภาชนะพลาสติก อ.บางพลี 10 ราย และโรงงานเสื้อผ้าเด็ก อ.บางพลี 16 ราย 4.ปทุมธานี บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า อ.เมือง 9 ราย 5.ฉะเชิงเทรา โรงงานไก่ อ.พนมสารคาม 10 ราย 6.พระนครศรีอยุธยา บริษัทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อ.วังน้อย 11 ราย และ 7.จันทบุรี โรงชำแหละสัตว์ อ.ท่าใหม่ 31 ราย
ฉีดไฟเซอร์ด่านหน้าแล้ว5.7หมื่น
ขณะเดียวกัน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ช่วงวันที่ 4-7 ส.ค. รวม 57,000 โดส เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยง สัมผัสผู้ป่วย และยังมีสุขภาพแข็งแรง การฉีดไฟเซอร์เป็นชนิด mRNA ที่เราไม่เคยฉีดมาก่อน จึงต้องติดตามอาการไม่พึงประสงค์ ก่อนนำมาฉีดผู้สูงอายุผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีสุขภาพแข็งแรงน้อยกว่า จากการฉีดช่วงวันที่ 4-7 ส.ค.ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มีอาการปวด บวม ร้อน มีไข้เล็กน้อย ไม่ได้รุนแรงมาก ยังไม่พบอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ที่มีรายงานในต่างประเทศ ซึ่งตอนวิจัยไม่พบแต่เมื่อฉีดไปแล้วจำนวนมากจึงมาเจอภายหลัง เช่นเดียวกับกรณี ลิ่มเลือดอุดตันหลังฉีดในแอสตร้าเซนเนก้า ถือเป็นภาวะไม่พึงประสงค์ที่พบน้อยมาก
รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวต่อว่า สหรัฐอเมริกาเก็บข้อมูลอาการไม่พึงประสงค์จากการฉีดวัคซีน mRNA ทั้ง ไฟเซอร์และโมเดอร์นา พบว่า เจออาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ 1,226 ราย จากการฉีด 300 ล้านโดส คิดเป็น 4 ในล้านราย ส่วนใหญ่พบในผู้อายุน้อยกว่า 30 ปีมีอาการหลังรับวัคซีน 5 วัน พบในเข็มสองมากกว่า เข็มแรก โดยมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจไม่ค่อยสะดวก ใจสั่น แต่ไม่มีเสียชีวิต เพราะเฝ้าระวังและรักษาทัน
สธ.ส่งวัคซีนสัปดาห์2.5ล้านโดส
นพ.โสภณกล่าวอีกว่า สำหรับการ กระจายวัคซีนในช่วงเดือนส.ค. จะจัดส่งวัคซีนทั้ง 3 ตัวคือ ซิโนแวค แอสตร้าเซนเนก้า และไฟเซอร์ แต่ละสัปดาห์ส่งออกไป 2-2.5 ล้านโดส รวม 4 สัปดาห์ 10 ล้านโดส โดยส่งไปต่างจังหวัด 80 เปอร์เซ็นต์ โดยครึ่งหนึ่งไป 29 จังหวัดที่ถือว่ามีความเร่งด่วนมากกว่า มีผู้ป่วยและการระบาดเกิดขึ้นอยู่ โดยฉีดเน้นกลุ่ม 608 คือ สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 7 กลุ่มโรค และหญิงตั้งครรภ์ โดยให้ฉีดเร็วที่สุดให้ได้ 70 เปอร์เซ็นต์ ระดับภูมิคุ้มกันหมู่ เพื่อป้องกันคนส่วนใหญ่ ลดโอกาสแพร่ระบาดในพื้นที่
ต่อข้อถามว่าคนที่ฉีดซิโนแวคครบ 2 เข็มมานานแล้ว ภูมิลดลงยังนำไปรวมในสัดส่วนภูมิคุ้มกันหมู่ได้หรือไม่ นพ.โสภณกล่าวว่า แม้ฉีดซิโนแวคมานานพอสมควรก็ยังป้องกันการตายได้เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ แต่การป้องกันติดเชื้อจะลดลง แต่ลดลงทุกตัว อเมริกาฉีดไฟเซอร์ โมเดอร์นา ก็กลับมาเพิ่มเคส สายพันธุ์เดลตาติดได้ไม่ว่าวัคซีนตัวใดก็ตาม จึงต้องบูสเตอร์ แต่อีกสักพัก โดยให้กลุ่มเสี่ยงรับวัคซีนครอบคลุมสูงๆ ก่อน ดังนั้นยังนับรวมว่าอยู่ในภูมิคุ้มกันหมู่ที่สร้างได้ เพราะภูมิคุ้มกันหมู่มีทั้งป้องกันตาย ป่วยหนัก และมีอาการรับการรักษาในร.พ. ยังนับว่าเสริมภูมิคุ้มกันแล้ว แต่มีแผนฉีดกระตุ้นในระยะต่อไป
ปชช.ได้บูสต์เข็ม 3 ต้นปีหน้า
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะบูสเตอร์โดสคนทั่วไปช่วงไหน นพ.โสภณกล่าวว่า บุคลากรทางการแพทย์เป็นกลุ่มแรกที่รับบูสเตอร์โดส กลุ่มคนเสี่ยงรองลงมาคือบุคลากรทำงานมีโอกาสเกี่ยวกับผู้ป่วย แต่ความเสี่ยงอาจไม่เท่า เช่น กลุ่มที่รับส่งผู้ป่วยกลับภูมิลำเนา ทำงานเซ็ตติ้งมีโอกาสรับเชื้อได้ ถือเป็นด่านกลางๆ ต่อด้วยกลุ่มที่เสี่ยง เช่น โรคเรื้อรังที่ช่วงแรกได้ซิโนแวค 2 เข็ม และสุดท้ายประชาชนทั่วไป คาดว่าปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้าจะดำเนินการทั้งหมด เพราะต้องรอให้กลุ่มที่ยังไม่ได้วัคซีนเลย โดยเฉพาะผู้สูงอายุต่างจังหวัดที่ยังไม่ได้ฉีดเกินครึ่งให้ได้เข็มแรกก่อน แม้ฉีดซิโนแวค 2 เข็ม ภูมิจะสู้ เดลตาไม่ดีเท่าเชื้อเดิม จนต้องรอบูสต์ แต่ขอให้รอตัวที่ออกมาใหม่ ก็จะยิ่งตรง หากตอนนี้บูสต์ก็เป็นตัวเดิม
“ไทยเรามีวัคซีนซิโนแวค ซิโนฟาร์มที่เป็นเชื้อตาย มีความปลอดภัยสูง ประสิทธิภาพป้องกันเสียชีวิตและป่วยหนักยังดีอยู่ แต่ป้องกันติดเชื้อลดลงด้วยสายพันธุ์เดลตา ซึ่งตัวอื่นการป้องกันติดเชื้อลดลงทั้งแอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ จึงขอให้รับวัคซีนไม่ว่าตัวใดก็ตาม เพราะอาจไม่ได้มีครบทุกตัวในพื้นที่ มีตัวใดให้บริการรีบไปรับการฉีด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูง 608 เมื่อฉีดแล้วเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เกี่ยววัคซีน วัคซีนจึงมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงผลข้างเคียง” รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว
‘นพ.ยง’แนะฉีด85%คุ้มกันหมู่
ขณะที่ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กโดยสรุปว่า ถ้าประชากรส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันป้องกันโรคเป็นจำนวนมาก ปัญหาการระบาดก็จะทุเลาลง และจะควบคุมได้ หรืออัตราการตายต้องน้อยลง ยิ่งสายพันธุ์เดลตา หรืออินเดีย การระบาด 6.75 เท่า หรือผู้ป่วย 1 คน สามารถกระจายโรคไปให้ผู้อื่นได้ 7 คน ทำให้ติดต่อกันง่ายมากขึ้น หาต้นต่อการติดต่อไม่ได้เลย ภูมิคุ้มกันหมู่ที่ต้องการก็จะเปลี่ยนไปเป็น 1-1/7 หรือเท่ากับ 85 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าเราต้องการให้วัคซีนในประชากรเพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อย 85 เปอร์เซ็นต์ (หรือ เกือบ 60 ล้านคน จากประชากรไทยเกือบ 70 ล้านคน)
ศ.นพ.ยงระบุว่า ถ้าทั่วโลกต้องการเพิ่มกันหมดทุกประเทศ ในการควบคุมการระบาดของโรค ปริมาณวัคซีนที่ขณะนี้ก็มีไม่เพียงพออยู่แล้ว ก็จะยิ่งไม่เพียงพอใหญ่ และบางประเทศจะเริ่มให้เข็ม 3 อีก ก็จะทำให้ยิ่งขาดแคลนมากขึ้น ประเทศสหรัฐอเมริกาเจอสายพันธุ์ที่ติดง่ายขึ้น เดลตาแบบที่เราเจอ มีผู้ป่วยร่วมแสน ต่อวัน ฝรั่งเศส อังกฤษ ประชากรใกล้เคียงกับไทย ก็ติดเชื้อต่อวันไม่น้อยกว่าประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะฉีดวัคซีนมากกว่าประเทศไทยมาก อัตราตายที่เกิดจากการฉีดวัคซีนแล้วจะน้อยกว่า

ฉีดไฟเซอร์ – บุคลากรการแพทย์ด่านหน้าเข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ บูสเตอร์โดสเข็ม 3 ที่จุดบริการฉีดวัคซีน โคราชฮอลล์ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 8 ส.ค.
โคราชเร่ง‘ไฟเซอร์’ด่านหน้า
สำหรับสถานการณ์ที่น่าสนใจในจังหวัดต่างๆ นั้น จ.นครราชสีมา ร.พ.มหาราชนครราชสีมายังคงเดินหน้าฉีดไฟเซอร์ในวันที่ 8 ส.ค. เป็นวันที่สอง ให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าของร.พ.มหาราชฯ เป็นบูสเตอร์โดสที่ 3 ที่จุดบริการฉีดวัคซีนภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครราชสีมา บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีบุคลากรทางการแพทย์มาต่อคิวเข้ารับบริการฉีดเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีเสียงสะท้อนจากหลายๆ คนว่าสับสนเรื่องการให้คิว เนื่องจากแจกคิวกระโดด ไม่เรียงตามลำดับทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย หลายคิวโดนเว้นวรรค ไม่รันคิวตามลำดับเป็นจำนวนมาก หลายคนโดนข้ามคิวไปจึงสับสนและต่างพากันตั้งข้อสงสัยว่าเกิดขึ้นเพราะสาเหตุอะไร
ส่วนโรงพยาบาลหลักในต่างอำเภอ เช่น ร.พ.บัวใหญ่ แจ้งว่าจะเปิดให้บริการฉีดวัคซีนแบบวอล์กอิน ในวันที่ 11-12 ส.ค.นี้ วันละ 150 ราย สำหรับผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และจะต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ใน อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา เท่านั้น โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนไปติดต่อที่เต็นท์จุดบริการฉีดวัคซีน ร.พ.บัวใหญ่ ตั้งแต่เวลา 08.30-12.00 น. หรือเมื่อครบจำนวนที่กำหนด ขณะที่ยอดผู้ป่วยใหม่ทั้งจังหวัดพบเพิ่มอีก 237 ราย และเสียชีวิตเพิ่ม 4 ราย
บุรีรัมย์ผวาคลัสเตอร์ฝรั่งกิมจู
ส่วนจ.บุรีรัมย์ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดออกคำสั่งล็อกดาวน์บ้านหนองปรือน้อย ต.สวายจีก อ.เมืองบุรีรัมย์ 14 วัน เนื่องจากพบคลัสเตอร์ชาวบ้านในหมู่บ้านนำฝรั่งกิมจูไปขายที่ตลาดใน จ.สุรินทร์ แล้วตรวจพบติดเชื้อโควิด-19 ก่อนจะมาแพร่กระจายสู่สมาชิกในครอบครัวและคนในหมู่บ้านรวม 8 ราย มีทั้งผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้าน และเด็กอายุ 12-14 ปี ขณะนี้ผู้ติดเชื้อทั้ง 8 คนถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลสนามแล้ว ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เข้าตรวจปูพรมตรวจเชื้อชาวบ้านทุกหลังคาเรือน
นายเสรี สุทธิ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองปรือน้อย กล่าวว่ามีลูกบ้านนำฝรั่งกิมจูไปขายที่ตลาดในจ.สุรินทร์ แล้วกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านตามปกติโดยไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ กระทั่งญาติที่จ.สุรินทร์โทร.มาบอกว่าติดเชื้อจึงให้ครอบครัวไปตรวจ พบว่าภรรยาและลูกของครอบครัวที่ไปขายฝรั่งกิมจูติดเชื้อ ก่อนจะตรวจพบเชื้อของสองสามีภรรยาที่ไปขายฝรั่งได้ไปเล่นกับลูกหลานของญาติและเด็กในหมู่บ้านจึงทำให้มีคนติดเชื้อรวม 8 คน รวมถึงผู้ใหญ่บ้านด้วย
คลัสเตอร์โต๊ะสนุ้กอุบลฯลาม
ขณะที่ จ.อุบลราชธานี ที่มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี น.ส.พิศทยา ไชยสงคราม นายกเทศมนตรีเทศบาลนครอุบลราชธานี นพ.สุวิทย์ โรจนศักดิ์โสธร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เปิดศูนย์พักคอยแห่งใหม่สำหรับกักตัวคนกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ โควิด โดยมีเตียงรองรับทั้งหมด 100 เตียง แบ่งเป็นหญิงและชายอย่างละ 50 เตียง เพื่อรองรับประชาชนที่เดินทางกลับมารักษาตัวที่ภูมิลำเนา นอกจากนี้ ยังมีอาคารเรียน 4 ชั้นที่ตั้งอยู่ใกล้กันเปิดเป็นร.พ.สนามรองรับผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการ สีเหลืองเข้ารักษาเพราะร.พ.สนามที่มีอยู่เดิมเตียงก็เต็มหมดแล้ว
สำหรับ จ.อุบลราชธานี ปัจจุบันมีผู้ป่วยเดินทางกลับมาจากต่างจังหวัดและติดเชื้อรวม 7,993 คน หายแล้ว 2,618 คน โดยล่าสุดพบคลัสเตอร์โต๊ะสนุ้กเกอร์ มีผู้ป่วยกว่า 70 คน นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผวจ.อุบลราชธานีสั่งปิดโต๊ะสนุ้กเกอร์ทั้งหมดในจังหวัด และสั่งปิดชุมชนที่พบการระบาดของคลัสเตอร์สนุ้กเกอร์ 14 วัน
แพทย์วังสะพุงขอไฟเซอร์ 100%
จ.เลย ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ จ.เลย ที่ลงทะเบียนเพื่อรับวัคซีนไฟเซอร์ทั้งหมด 2,586 คน กระจายไปตามร.พ.ประจำอำเภอ โดยที่ร.พ.เลยเป็นจุดเดียวที่ฉีดวัคซีนในวันที่ 8 ส.ค.นี้ มีบุคลากรทางการแพทย์จำนวน 990 คน เดินทางมาเข้ารับการฉีดวัคซีน ไฟเซอร์ บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยจ.เลย เป็นหนึ่งในจังหวัดที่อยู่ในเขตสุขภาพที่ 8 ประกอบด้วย อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู เลย สกลนคร และนครพนม ได้รับวัคซีน ไฟเซอร์ทั้งหมด 24,240 โดส
สำหรับเลยมีบุคลากรทั้งหมด 3,883 คน มีความประสงค์รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 1,157 คน มีความประสงค์รับวัคซีนไฟเซอร์เข็มหนึ่ง 337 คน วัคซีนไฟเซอร์เข็มสอง 169 คน และมีความประสงค์รับวัคซีน ไฟเซอร์ทั้ง 2 เข็ม 2,220 คน มีความประสงค์แต่ไม่ครบกำหนดฉีด 140 คน กลุ่มเป้าหมายที่เข้าเกณฑ์ 2,586 คน ขณะที่แพทย์และพยาบาล ร.พ.วังสะพุง เป็นจุดรักษา ผู้ป่วยคลัสเตอร์ลอตเตอรี่ มีความประสงค์ขอฉีดวัคซีน ไฟเซอร์ 100 เปอร์เซ็นต์
ลูกคาใจแม่ดับหลังฉีดแอสตร้าฯ
ด้าน จ.ชลบุรี พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 1,476 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 8 ราย ยังพบผู้ติดเชื้อกระจายทุกอำเภอ ส่วนมากยังมาจากสถานประกอบการ 21 แห่ง ตลาด 5 แห่ง แคมป์คนงานก่อสร้าง 10 แห่ง และชุมชน 4 แห่ง แบ่งเป็นติดเชื้อในครอบครัว 208 ราย จากสถานที่ทำงาน 210 ราย บุคคลใกล้ชิด 22 ราย และร่วมวงสังสรรค์ 3 ราย
ขณะเดียวกัน มีเหตุผู้หญิงอายุ 64 ปี เสียชีวิตภายหลังฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า และลูกติดใจสาเหตุการเสียชีวิต โดยนาย วุฒิพงษ์ ถาณะ อายุ 31 ปี ลูกชายนางนงเยาว์ ถาณะ ผู้เสียชีวิต กล่าวว่าแม่ฉีดวัคซีนที่ร.พ.บางละมุงเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ต่อมาวันที่ 31 ก.ค. แม่นั่งจมกองอุจจาระในห้อง และนำส่งร.พ.บางละมุง ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทางครอบครัวติดใจสาเหตุการ เสียชีวิต แม้แม่มีโรคประจำตัว เบาหวาน และความดันแต่ก็ไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ร.พ.ระบุสาเหตุเสียชีวิตว่าระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว สันนิษฐานจากพยาธิสภาพของตับ และต้องรอผลอย่างละเอียดอีก 64 วัน ว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับการรับการฉีดวัคซีนหรือไม่
‘สระแก้ว-อยุธยา’ติดเชื้อยังพุ่ง
ส่วน จ.สระแก้ว นพ.ประภาส ผูกดวง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเปิดเผยว่า ติดเชื้อเพิ่มอีก 265 ราย และเสียชีวิต 2 ราย โดยผู้ป่วยทั้งหมดมาจากระบบเฝ้าระวังในร.พ. การตรวจเชิงรุกในชุมชน มาตรการเฝ้าระวังในกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงในสถานที่กักตัว และชาวสระแก้วที่กลับมารักษาตัวที่ภูมิลำเนา ขณะเดียวกัน จะคัดกรองชาวกัมพูชาในตลาดโรงเกลือให้หมดเนื่องจากพบคลัสเตอร์เฉพาะตลาดโรงเกลือ มีผู้ป่วยยืนยันรวม 1,433 ราย ขอให้ผู้ที่มีประวัติเดินทางไปตลาดโรงเกลือในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาให้สังเกตอาการตัวเอง แยกตัว และตรวจหาเชื้อ
ที่ จ.พระนครศรีอยุธยายังพบผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีก 378 ราย มีผู้ป่วยสะสม 11,676 ราย มีผู้ป่วยที่รักษาตัวหายแล้ว 5,585 ราย ยังรักษาตัวอยู่ 5,995 ราย มีผู้เสียชีวิต 7 ราย ประกอบด้วย หญิงไทยอายุ 69 ปี อ.วังน้อย, หญิงไทยอายุ 75 ปี อ.พระนครศรีอยุธยา ชายไทยอายุ 79 ปี อ.บางซ้าย, หญิงไทยอายุ 43 ปี อ.เสนา, ชายไทยอายุ 27 ปี อ.เสนา, หญิงไทยอายุ 82 ปี อ.เสนา และชายไทยอายุ 65 ปี อ.เสนา
หาดใหญ่สว็อบบ้านพักรถไฟ
ด้าน จ.สงขลา นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผวจ.สงขลา เปิดเผยว่าพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 365 ราย เสียชีวิต 1 ราย ติดเชื้อสะสม 14,255 ราย เสียชีวิตรวม 79 ราย พบกลุ่มสัมผัส ผู้ติดเชื้อในพื้นที่มากที่สุดคือที่ อ.หาดใหญ่ 100 กว่าราย และที่ ต.หัวเขา อ.สิงหนคร พบติดเชื้อรายใหม่ 70 กว่าราย นอน โรงพยาบาล 3,200 ราย และรักษาหายแล้ว 11,000 ราย ส่วนการใช้มาตรการหมู่บ้านป้องกันโควิดจะเป็นมาตรการหนึ่งที่ลดการแพร่เชื้อ โดยขณะนี้กรรมการหมู่บ้านตั้งกติกาในการดูแลกันเอง ประกาศหมู่บ้าน สีฟ้าไปแล้ว 569 หมู่บ้าน จาก 900 หมู่บ้าน
ขณะที่ พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ นำเจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงพื้นที่ตรวจแบบสว็อบในชุมชนบ้านพักรถไฟ เป็นชุมชนหนึ่งที่พบผู้ติดเชื้อโควิด โดยพบมีผู้ติดเชื้อ 6 คน ทางเทศบาลนครหาดใหญ่ขอความร่วมมืองดเข้าออกพื้นที่ 7 วัน ขณะดียวกัน ที่บ้านหัวเลน หมู่ 6 ต.หัวเขา อ.สิงหนคร เตรียมเปิดหมู่บ้านใน วันที่ 10 ส.ค. หลังล็อกดาวน์มาตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. และประชาชนกว่า 2,000 คน จะได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติเนื่องจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย
ร.พ.ขอนแก่นขอไฟเซอร์เพิ่ม
ที่ จ.ขอนแก่น มีแถลงการณ์จากกลุ่มแพทย์ ร.พ.ขอนแก่น ขอรับวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากได้รับการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์จากสำนักงานสาธารณสุข จ.ขอนแก่น เพียง 700 คน ไม่เพียงพอสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และบุคลากรด่านหน้าของร.พ.ที่มีอยู่ทั้งหมด 1,400 คน
นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น กล่าวว่าได้รับทราบถึงแถลงการณ์แล้ว จ.ขอนแก่นได้รับการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์รอบแรก 9,480 โดส จากที่นำเสนอขอรับการจัดสรรทั้งจังหวัด 17,035 คน โดยร.พ.ขอนแก่น ขอรับการบูสเตอร์เข็ม 3 รวม 1,400 คน ร.พ.ศรีนครินทร์ 5,200 คน ดังนั้นในรอบแรกได้รับมานั้น คณะทำงานเร่งจัดสรรไปในระดับอำเภอ และร.พ.ต่างๆ ตามสัดส่วน ต้องแบ่งเฉลี่ยกันตามที่ได้รับมาตามแต่ละรอบ ในรอบแรกนี้ ร.พ.ขอนแก่น ได้รับ 700 คน หรือร้อยละ 50 ครึ่งหนึ่งของบุคลากรทางการแพทย์และด่านหน้า