‘แพทย์ชนบท’ลุยแน่
อภ.-อย.ดันทุรังเอทีเค
ทอ.แจง-สวมสิทธิ์เข็ม3
ติดเชื้อ2หมื่น-ตาย217
18คนดับคาบ้าน-รถรพ.
สิ้น ‘ท่านผู้หญิงบุญเรือน’ โควิดคร่าภริยาอดีตนายกฯ ‘ชาติชาย ชุณหะวัณ’ ประเทศไทยติดเชื้อใหม่เพิ่มอีก 22,086 คน เสียชีวิต 217 ราย พบ8 คลัสเตอร์ใหม่กระจาย 7 จว. รบ.แจงเวชปฏิบัติฉบับปรับปรุงใหม่ไม่สว็อบคนหายป่วย ‘ร้านนวด-สปา’ ต่อคิวฟ้อง ‘บิ๊กตู่’ เรียกค่าเสียหายถูกสั่งปิดจากการบริหารผิดพลาด ‘ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์’ จ่อชงลดเวลากักตัวนักท่องเที่ยว ‘หมอทศ’ บุกร.พ.ภูมิพล พิสูจน์สวมสิทธิ์วัคซีนเข็ม 3 ทอ.แจงวุ่นยันด่านหน้าได้ทุกคน ‘แพทย์ชนบท’ ยันเอาผิดจัดซื้อชุดตรวจไร้คุณภาพ
สังเวยโควิดอีก 217 ราย
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 14 ส.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย ว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 22,086 ราย จำแนกเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 17,406 ราย ค้นหาเชิงรุกในชุมชน 4,407 ราย ติดเชื้อจากผู้เดินทางต่างประเทศ 3 ราย และติดเชื้อในเรือนจำ/ที่ต้องขังเพิ่ม 270 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 856,412 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสมตั้งแต่ปี 2563 885,275 ราย หายป่วยเพิ่มวันนี้ 23,672 ราย หายป่วยสะสม 640,130 ราย หายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 667,556 ราย
ผู้เสียชีวิต 217 คน เสียชีวิตสะสม 7,249 คน เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 รวม 7,343 คน ส่วนผู้ป่วยรักษาอยู่ 210,376 ราย แบ่งเป็นรักษาในโรงพยาบาล 59,026 ราย โรงพยาบาลสนาม 151,350 ราย อาการหนัก 5,590 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,151 ราย จำนวนผู้รับวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-13 ส.ค. รวม 23,192,491 โดส ใน 77 จังหวัด ผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม 17,696,114 ราย เข็มที่ 2 สะสม 5,033,568 ราย และเข็มที่ 3 สะสม 464,809 ราย
สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ 22,086 ราย แบ่งเป็น ติดเชื้อในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่รวมเรือนจำ 10,405 ราย 4 จังหวัดภาคใต้ ไม่รวมเรือนจำ 808 ราย จังหวัดอื่นๆ (67 จังหวัด) 10,600 ราย และเรือนจำ/ที่ต้องขัง 270 ราย ส่วนผู้เสียชีวิต 217 ราย แบ่งเป็น ชาย 130 ราย หญิง 87 ราย คนไทย 204 ราย เมียนมา 10 ราย กัมพูชา 2 ราย และสวิส 1 ราย
กทม.ตายมากสุด
กรุงเทพฯ เสียชีวิตสูงสุด 96 ราย สมุทร สาคร 15 ราย นครปฐม 12 ราย ปทุมธานี 11 ราย ตาก 9 ราย สมุทรปราการ และสุพรรณบุรี จังหวัดละ 7 ราย นราธิวาส 6 ราย ปัตตานี และสระแก้ว จังหวัดละ 5 ราย ยโสธร สุโขทัย ฉะเชิงเทรา และชลบุรี จังหวัดละ 3 ราย ระนอง นครศรีธรรมราช ชัยภูมิ นครราชสีมา เชียงใหม่ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ นครนายก สระบุรี ปราจีนบุรี เพชรบุรี และราชบุรี จังหวัดละ 2 ราย พัทลุง สุราษฎร์ธานี กาฬสินธุ์ นครพนม ชัยนาท นครสวรรค์ และสมุทรสงคราม จังหวัดละ 1 ราย
ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีโรคประจำตัวหรือปัจจัยเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรค อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคไต โรคหัวใจ เสียชีวิตที่บ้าน/ขณะนำส่งโรงพยาบาล 18 ราย เป็นต้น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงยังคงติดจากคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า การเข้าไปสถานที่แออัด พลุกพล่าน พื้นที่ระบาด เป็นต้น ส่วนผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 3 ราย แบ่งเป็น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เยอรมนี และเมียนมา ประเทศละ 1 ราย

ฉีดถึงบ้าน – ว่าที่ร.ต.ตระกูล โทธรรม รองผวจ.ปัตตานี พร้อมด้วย นายนิอันนุวา สุไลมาน นายกเล็กปัตตานี นำทีมแพทย์ พยาบาล สาธารณสุข ปลัดอำเภอเมืองปัตตานี และ อสม. ลงพื้นที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มผู้เปราะบาง ถึงในบ้าน เมื่อ 14 ส.ค.
8 คลัสเตอร์ใหม่กระจาย 7 จว.
สำหรับ 10 อันดับจังหวัดที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่สูงสุด อันดับ 1 ยังคงเป็นกรุงเทพฯ 5,088 ราย ยอดสะสม 208,937 ราย อันดับ 2 สมุทรสาคร 1,819 ราย ยอดสะสม 51,137 ราย อันดับ 3 สมุทรปราการ 1,598 ราย ยอดสะสม 57,143 ราย อันดับ 4 ชลบุรี 1,254 ราย ยอดสะสม 44,354 ราย อันดับ 5 นนทบุรี 867 ราย ยอดสะสม 34,603 ราย อันดับ 6 นครปฐม 724 ราย ยอดสะสม 19,279 ราย อันดับ 7 สระบุรี 686 ราย ยอดสะสม 12,640 ราย อันดับ 8 อุบลราชธานี 395 ราย ยอดสะสม 10,465 ราย อันดับ 9 พระนครศรีอยุธยา 379 ราย ยอดสะสม 13,229 ราย และอันดับ 10 ฉะเชิงเทรา 366 ราย ยอดสะสม 16,248 ราย
พบคลัสเตอร์ใหม่กระจายตามจังหวัดต่างๆ 8 คลัสเตอร์ 7 จังหวัด ได้แก่ 1.สมุทรสาคร บริษัทถุงพลาสติก 13 ราย 2.สมุทรปราการ โรงงานห้องเย็น อ.เมือง 13 ราย และสถานคุ้มครองคนพิการ อ.พระประแดง 30 ราย 3.ชลบุรี บริษัทอาหารทะเล อ.เมือง 11 ราย 4.ระยอง บริษัทก่อสร้าง อ.บ้านค่าย 16 ราย 5.ปราจีนบุรี บริษัทเครื่องยนต์ อ.ศรีมหาโพธิ์ 24 ราย 6.จันทบุรี ล้งผลไม้ อ.ท่าใหม่ 25 ราย และ 7.พิษณุโลก บริษัทเคมีภัณฑ์ อ.บางกระทุ่ม 14 ราย
รบ.แจงไม่สว็อบคนหายป่วย
น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยถึงกรณีมีคำถามจากทั้งผู้ป่วยโควิด-19 และญาติผู้ป่วยว่า เหตุใดผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นแล้วและแพทย์มีคำสั่งให้กลับบ้านไปกักตัวต่อบ้านจนครบ 14 วัน จึงไม่มีการตรวจสว็อบ (swab) ก่อนให้ออกจากสถานพยาบาลนั้น กรณีนี้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานว่า เป็นการดำเนินการตามแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษาและการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคโควิด-19 ฉบับปรับปรุงล่าสุด วันที่ 4 ส.ค. 2564 ตามข้อแนะนำจากคณะทำงานด้านการรักษาและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล (คณะกรรมการกำกับดูแลรักษาโควิด-19) เป็นคณะที่กรมการแพทย์ ร่วมกับคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและคณะแพทย์มหาวิทยาลัยต่างๆ ปรับปรุงตามสถานการณ์ของโรค
ตามแนวเวชปฏิบัติฯ ฉบับล่าสุด พิจารณาจากงานศึกษาแล้วพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการน้อย หรืออาการดีขึ้นแล้ว อาจจะยังตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของ โควิด-19 ในน้ำมูกหรือน้ำลายของผู้ป่วยเป็นเวลานาน และเวลานี้ไวรัสมีหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์อาจจะนาน สารพันธุกรรมที่ตรวจพบหลังจากผู้ป่วยมีอาการมานานแล้ว อาจเป็นเพียงซากสารพันธุกรรมที่หลงเหลือที่ร่างกายยังกำจัดไม่หมด
นอกจากนี้การตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อหลังจากพ้นระยะกักตัวไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยรายนั้นยังแพร่เชื้อได้ ดังนั้น ในแนวทางเวชปฏิบัติฯ ฉบับล่าสุดนี้ จึงระบุว่าไม่ต้องทำสว็อบก่อนอนุญาตให้ผู้ป่วยออกจากสถานพยาบาล เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการรักษา แพทย์ผู้รักษาจะพิจารณาจากอาการเป็นหลัก แต่ตามแนวทางเวชปฏิบัติฯ ยังคงแนะนำให้ผู้ป่วยไปกักตัวที่บ้านจนครบ 14 วัน และต้องปฏิบัติมาตรการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด
อาการตีกลับรีบพบหมอ
เช่น การงดออกจากบ้านไปยังชุมชนทุกกรณี ยกเว้นการเดินทางไปโรงพยาบาลโดยการนัดหมายและการจัดการโดยโรงพยาบาล, การแยกห้องนอนจากผู้อื่นในครอบครัว ถ้าไม่มีห้องนอนแยกให้นอนห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 3-5 เมตร และต้องเป็นห้องที่เปิดให้อากาศระบายได้ดี, ใช้ห้องน้ำแยกถ้าไม่สามารถแยกได้ให้ให้เช็ดพื้นผิวที่มีการสัมผัสด้วยน้ำยาทำความสะอาดหรือน้ำยาฆ่าเชื้อหลังการใช้ทุกครั้ง, การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ร่วมกับอยู่อื่น การแยกรับประทานอาหาร
น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า หากมีอาการป่วยเกิดขึ้นใหม่ หรืออาการเดิมมากขึ้น เช่น ไข้สูง ไอมาก เหนื่อย แน่นหน้าอก หอบ หายใจไม่สะดวก เบื่ออาหาร ให้ติดต่อสถานพยาบาล หากต้องเดินทางมาสถานพยาบาล แนะนำให้สวมหน้ากากระหว่างเดินทางตลอดเวลา ส่วนกรณีไม่มีอาการใดๆ อีก หลังจากครบกำหนดการกักตัวตามระยะเวลานี้แล้ว สามารถประกอบกิจกรรมทางสังคม และทำงานได้ตามปกติตามแนวทางวิถีชีวิตใหม่ เช่น การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น การทำความสะอาดมือ การรักษาระยะห่าง และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อปฏิบัติในการกักตัวที่บ้านสามารถสอบถามโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษา หรือ สายด่วน 1422 หรือ 1668
ฟุ้ง‘แซนด์บ็อกซ์’ฉลุย
นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกประจำศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) กล่าวถึงโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ว่า หลังจากรัฐบาลเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในโครงการไปเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ยอดนักท่องเที่ยวสะสมอยู่ที่เกือบ 20,000 คน มียอดจองโรงแรมที่ได้เครื่องหมายมาตรฐานความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและสุขอนามัย SHA Plus ตลอดไตรมาส 3 (ก.ค.-ก.ย. 2564) จำนวนกว่า 371,826 คืน มีเที่ยวบินเข้ามาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน
โดยนักท่องเที่ยว 5 อันดับแรกมาจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษ อิสราเอล เยอรมนี และฝรั่งเศส โดยจำนวนนักท่องเที่ยวแซนด์บ็อกซ์ที่เดินทางเข้ามาทั้งหมดนั้นตรวจคัดกรองพบเชื้อจำนวน 55 คน คิดเป็น 0.28% และนำเข้าสู่กระบวนการของสาธารณสุข
นักท่องเที่ยวกลุ่มแซนด์บ็อกซ์ที่เดินทางออกจากพื้นที่ภูเก็ตทางบกขณะนี้มี 2,622 คน โดยปลายทาง 5 อันดับอยู่ที่กรุงเทพฯ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ ประจวบ คีรีขันธ์ และชลบุรี ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่นักท่องเที่ยวอยู่ภูเก็ตครบ 14 วัน
ส่วนการท่องเที่ยวทางน้ำมีนักท่องเที่ยวกลุ่มแซนด์บ็อกซ์ใช้บริการที่ท่าเรืออ่าวฉลอง อ่าวปอ และท่าเรือรัษฎา สะสม 7,827 คน คิดเป็น 42% ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางตามโครงการนี้ แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ มีความเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ กำหนดเส้นทางเข้า-ออกที่ชัดเจน ลงทะเบียน ติดตั้งกล้องวงจรปิด CCTV ในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ให้สามารถติดตามตรวจสอบได้ พร้อมทั้งตั้งจุดตรวจ จุดสกัดตามเส้นทางท่องเที่ยวต่างๆ
จ่อลดกักตัวนักท่องเที่ยว
โฆษก ศบศ.กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) อยู่ระหว่างนำเสนอศบค.ถึงแนวทางให้นักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ สามารถเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างจ.ภูเก็ตกับพื้นที่นำร่องอื่นในลักษณะ 7+7 โดยจากเดิมนักท่องเที่ยวต้องอยู่ในพื้นที่ภูเก็ต 14 วัน จะปรับลดเป็น 7 วัน จึงเดินทางท่องเที่ยวและพำนักในพื้นที่นำร่องจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 7 วัน จากนั้นสามารถเดินทางไปที่อื่นทั่วประเทศไทยต่อไปได้ ถือเป็นการขยายพื้นที่ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ให้ใหญ่ขึ้น คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในเดือนส.ค.นี้
สำหรับพื้นที่นำร่องที่เชื่อมโยงจังหวัดภูเก็ตในลักษณะ 7+7 ได้แก่ 1.เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี 2.เขาหลัก เกาะยาวใหญ่ และเกาะยาวน้อย จ.พังงา และ 3.เกาะพีพี ไร่เลย์ และเกาะไหง จ.กระบี่
หมอทศบุกรพ.ภูมิพล
ที่ร.พ.ภูมิพลฯ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินทางมาพบกลุ่มแพทย์พยาบาลเพื่อมวลชน นักศึกษา ประชาชน หลังได้รับเรื่องร้องเรียนการจัดการวัคซีนไฟเซอร์ สำหรับบุคลากร แพทย์ พยาบาล ในโรงพยาบาลดังกล่าวไม่ถึงมือเจ้าหน้าที่ด่านหน้า พร้อมเผยว่า หลังได้รับเรื่องร้องเรียนบุคลากรด่านหน้ามีความเคลือบแคลงสงสัยกรณีการจัดสรรบุคลากรทางการแพทย์ ตั้งแต่ได้รับวัคซีนมาบุคลากรทางการแพทย์ระบุว่า
โดยตอนแรกมีการประกาศรายชื่อมานั้นสามารถตรวจสอบมีการจัดทำรายชื่อ รายชื่อแรกออกมามีจำนวนคนหลายร้อยคนระบุได้ว่า ทำงานหน่วยงานไหน มีวันเดือนปีเกิดระบุ ปรากฏว่า กลับมีรายชื่อเพิ่มขึ้นมาปรากฏว่ามีการทำงานหน่วยงานที่เป็นนักศึกษาแพทย์จบไปแล้ว ทำงานหน่วยงานอื่น บุคลากรที่เกษียณไปแล้ว เป็นต้น พนักงานทุกคนในโรงพยาบาลควรได้รับวัคซีนทั้งหมด แต่บุคลากรด่านหน้าควรได้รับวัคซีนก่อน
ด้านตัวแทนบุคลากรทางการแพทย์ เผยว่า ประเด็นต่อมาผู้ที่ได้รับวัคซีนจะต้องเป็นบุคคลที่ทำงานในด่านหน้า คัดกรอง อยู่แผนกไอซียู ภายหลังมีการตั้งเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ ทำให้พยาบาลด่านหน้าตัวจริงรายชื่อตกหล่นเกินกึ่งหนึ่ง โดยมีเงื่อนไขต่างๆ กีดกันออกไป เช่น ฉีดซิโนแวค 2 เข็มถึงได้ฉีด ฉีดเพียงแอสตร้าเซนเนก้า 1 เข็มไม่ได้รับการพิจารณาทำให้วัคซีนเหลือ
จึงมีการตั้งข้อสงสัยว่าเอาวัคซีนให้ใคร ที่ผ่านมาได้สอบถามไปยังผู้บังคับบัญชาแต่ไม่ได้รับคำตอบใครเป็นผู้จัดสรร อยากให้มีการตรวจสอบว่ารายชื่อที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์เป็นบุคลากรด่านหน้าหรือไม่ หรือไม่ใช่บุคลากรที่นี่
พิรุธชื่อซ้ำอื้อ
เรารวบรวมรายชื่อเป็นแผนก 100-200 คน จากทั้งหมด 800 คน คุณหมอ พยาบาล เวรเปล แม่บ้าน โดยร.พ.ภูมิพลฯ ได้รับการจัดสรร 1,680 โดส จากที่เคยขอให้กระทรวงสาธารณสุขไป 3,000 โดส จากการตรวจสอบบัญชีรายชื่อพบว่า มีทั้งหมด 1,611 รายชื่อ มีการฉีดให้ วันที่ 13-14 ส.ค. เมื่อตรวจสอบรายชื่อดังกล่าวกลับพบว่ามีความผิดปกติรายชื่อซ้ำ เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ และใช้สัญลักษณ์เป็นตัวเลขเป็นชื่อบุคคล 172 รายชื่อ แทนที่จะเรียงลำดับความสำคัญไปเรียงลำดับตามตัวอักษรทำให้บุคลากรด่านหน้าไม่ได้รับการพิจารณา
“ส่วนเหตุผลที่ออกมาเปิดเผยนั้น ตนเองเป็นข้าราชการทหารเหตุที่ออกมาพึ่งนายแพทย์ทศพรนั้นเพราะต้องการให้สังคมรับรู้ว่าเกิดเรื่องแบบนี้จริง และไม่มีอะไรจะเสียแล้วจึงยอมดับเครื่องชนแบบนี้ เพราะเป็นสิทธิ์ที่ควรได้ โดยไม่ยอมฉีดวัคซีนที่ได้รับโดยการจัดสรร แต่ยอมเสียเงินจองวัคซีนทางเลือก ทั้งที่เป็นด่านหน้าผู้ดูแลผู้ป่วยโควิด” ตัวแทนบุคลากรทางการแพทย์ ร.พ.ภูมิพลกล่าว
ทอ.แจงวุ่นสวมสิทธิ์เข็ม 3
วันเดียวกัน พล.อ.ท.ฐานัตถ์ จันทร์อำไพ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ (ทอ.) ชี้แจงกรณีมีการวิจารณ์การสวมสิทธิ์ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ในสังกัดร.พ.ภูมิพลว่า ตรวจสอบเบื้องต้นจากเจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศยืนยันว่า จัดเตรียมวัคซีนไว้สำหรับบุคลากรทุกคนตามสิทธิ์ แต่ในขั้นตอนของการลงทะเบียนช่วงหนึ่งอาจมีข้อผิดพลาด ยืนยันว่าทุกคนต้องได้หมด
โฆษกกองทัพอากาศกล่าวยืนยันว่า ไม่มีประเด็นของการทุจริตสวมสิทธิ์แต่อย่างใด เจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศยืนยันเป็นเพียงข้อมูลที่คลาดเคลื่อน โดยรายชื่อที่ตกหล่นได้แก้ไขแล้วเพื่อขอวัคซีนเพิ่มเติม ซึ่งจะมาสัปดาห์หน้าอีก 400 โดส และกลุ่มพยาบาลที่ชื่อตกหล่นจะได้ฉีดในวันเสาร์และอาทิตย์นี้ ส่วนประเด็นการโพสต์แชร์ข้อมูลทางกองการพยาบาลจะทำความเข้าใจกับผู้ที่แชร์ข้อมูลในช่วงบ่ายวันนี้
เล็งช่องเอาผิดจัดซื้อ ATK
วันเดียวกัน นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกแถลงการณ์ในนามชมรมแพทย์ชนบท ฉบับที่ 2 ถึงกรณีองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยืนยันที่จะเดินหน้าจัดซื้อตามผลการประมูลชุดตรวจโควิด-19 แบบเร่งด่วน หรือ ATK (Antigen Test Kit) ยี่ห้อ LEPU จำนวน 8.5 ล้านชิ้น ว่า ชมรมแพทย์ชนบทมีข้อสังเกตที่น่าห่วงกังวลให้กับสาธารณะได้รับทราบ ดังนี้
1.แม้ว่า ATK LEPU จะผ่านเกณฑ์ อย.รวมทั้งผ่านการประเมินเทคโนโลยีจากรามาธิบดี (ด้วยจำนวนทดสอบ 150 ตัวอย่าง) แต่งานวิจัยในวารสารระดับโลกหลายชิ้นมีข้อสรุปถึงความไม่มีประสิทธิภาพ อาทิ งานวิจัยในวารสาร Virologt Journal ที่ศึกษาในปากีสถาน ในผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ LEPU 33,000 คน พบว่ามีความไวน้อยมาก พบผลลบเทียมสูงถึง 48% (มีเชื้อเป็นบวก แต่ผลการตรวจเป็นลบไม่มีเชื้อ) แตกต่างจากข้อมูลที่ LEPU นำมาเสนอต่อ อย.ไทย ที่มีความไวถึง 90%
2.การที่บริษัท ออสท์แลนด์ แคปปิตอล จำกัด ชนะการประมูลด้วยสินค้า LEPU ราคา 70 บาทนั้น แท้จริงประเทศไทยได้ของถูกที่ราคาแพง เพราะราคาขายส่งอยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 35 บาท ส่วนเอทีเคมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (ฮู) ที่ องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ซื้อแจกจ่ายทั่วโลกที่ราคา 160 บาท คณะกรรมการต่อรองราคาของ สปสช.ต่อรองได้ที่ 120 บาทรวมค่าส่ง ถือว่าได้ของคุณภาพดีราคาถูก เราต้องการเอทีเคคุณภาพสูงที่แม่นยำที่สามารถนำมาทดแทนหรือลดการทำสว็อบ หรือ RT-PCR ได้ จะลดภาพรวมงบประมาณการสู้ภัยโควิดลดลง
หากองค์การเภสัชกรรม อย. ร.พ.ราชวิถี และกระทรวงสาธารณสุข ยังยืนยันจะจัดซื้อ LEPU ต่อไป ขอให้รีบดำเนินการอย่ารอช้า รีบลงนามจัดซื้อให้ความผิดสำเร็จ ชมรมแพทย์ชนบทที่มีเครือข่ายทั่วประเทศจะได้ช่วยตรวจสอบว่า ATK ชุดนี้มี sensitivity และ specificity ตรงตามที่กล่าวอ้างมาหรือไม่ และขอให้ทั้ง 4 องค์กรแถลงให้ชัดว่าจะรับผิดอย่างไรหากมีความเสียหายเกิดขึ้น เพื่อให้สาธารณชนสามารถตามเช็กบิลในภายหลังได้ ซึ่งจะเป็นมาตรฐานธรรมาภิบาลภาครัฐใหม่ที่ควรจะเป็น
ก้าวไกลพานวด-สปาฟ้อง‘ตู่’
ที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล เผยว่า ขณะนี้พรรคก้าวไกลเตรียมฟ้องร้องแบบ Class Action หรือการฟ้องแบบรวมกลุ่ม เรียกค่าเสียหายจากมาตรการการสั่งปิดอันเนื่องมาจากการแก้ปัญหาโควิด-19 เพื่อสร้างมาตรฐานความรับผิดชอบของภาครัฐ โดยพรรคก้าวไกล ขอเป็นตัวกลางรวบรวมผู้ที่เดือดร้อนและได้รับผลกระทบ เพื่อไปดำเนินคดีทางแพ่งแบบรวมกลุ่มที่มีโจทก์ มากกว่า 1 คน
น.ส.ศิริกัญญากล่าวอีกว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ บริหารจัดการการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากว่า 2 ปีแล้ว มีแต่การบริหารจัดการที่ผิดพลาด ล้มเหลว ทั้งโดยจงใจและประมาทเลินเล่อ เป็นสาเหตุให้มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เดือดร้อนจากการปิดกิจการต่างๆ โดยรัฐ แต่กลับไม่ได้รับการชดเชยเยียวยาอย่างเพียงพอ ส่งผลให้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก
ดังนั้น พรรคก้าวไกลจะรวบรวมผู้ที่เดือดร้อนต่างๆ เดินหน้าดำเนินคดีแพ่งแบบรวมกลุ่ม ขณะนี้พร้อมแล้วที่จะยื่นฟ้องคดีแรกในวันที่ 17 ส.ค. เวลา 10.00 น. ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก โดยพรรคและผู้ที่ได้รับความ เดือดร้อน พร้อมทีมทนายอาสาไปยื่นฟ้องดำเนินคดี เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายชดเชยให้กลุ่มธุรกิจร้านนวดและร้านสปา เป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขณะนี้มีการรวมตัวได้กว่า 100 รายแล้ว
“คดีนี้เป็นแค่หมุดหมายแรก เป็นคดีประวัติศาสตร์คดีแรก แต่จะมีการยื่นฟ้องของกลุ่มต่อๆ ไป รวมถึงนักดนตรีอิสระ คนจัดงานอีเวนต์ ผู้ประกอบการร้านอาหาร ผับ บาร์ และญาติผู้เสียชีวิต กลุ่มแรงงานที่ถูกเลือกปฏิบัติจากมาตรการของรัฐ โดยแบ่งการฟ้องเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้คำนวณค่าเสียหายที่แตกต่างกัน เพื่อยื่นให้ศาลพิจารณา โดยท้ายที่สุดอาจมีการรวมคดีก็ได้” น.ส.ศิริกัญญากล่าว
โคราชถกคุมคลัสเตอร์รง.ไก่
นายสมชาย อำพันกาญน์ นายอำเภอโชคชัย จ.นครราชสีมา ประชุมคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรค (ศปก.) อ.โชคชัย เพื่อติดตามการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ของโรงงานแปรรูปเนื้อไก่จำนวน 3 แห่ง ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอโชคชัย โดยมีคณะตรวจติดตามสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 (สคร.9) นครราชสีมาและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) นครราชสีมา ให้ข้อแนะนำและกำกับดูแลมาตรการ เร่งตัดวงจรการแพร่ระบาดของ 3 คลัสเตอร์โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ขนาดใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งมีลูกจ้างรวมกว่า 1.5 หมื่นคน ได้สร้างความตื่นตระหนกและหวาดกลัว
เบื้องต้นเร่งให้ผู้นำชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ลงพื้นที่สร้างการรับรู้ ทำความเข้าใจการป้องกันและดูแลตนเอง เพื่อคลายความวิตกกังวลของชาวบ้าน ทั้งนี้ ได้มีข้อแนะนำและข้อตกลงร่วมกัน ดังนี้ 1.การเฝ้าระวังผู้สัมผัสเสี่ยงสูงในโรงงานให้เร่งแยกกลุ่มผู้ป่วยผู้เสี่ยงโดยเร็ว พบกลุ่มป่วยกลุ่มเสี่ยงปฏิบัติอย่างไร การรักษาผู้ป่วยเบื้องต้นแนะนำให้ใช้แพทย์ทางเลือก
2.การดำเนินการ bubble and seal ของผู้ป่วยสัมผัสเสี่ยงสูงมีโอกาสเป็นผู้ป่วยโควิดได้ต้องเฝ้าระวังและปรึกษาแพทย์หากพบสิ่งไม่ชอบมาพากล 3.การเฝ้าระวังผู้สัมผัสเสี่ยงสูงในหอหรือโรงพยาบาลสนาม ควรมีมาตรการป้องกันการหลบหนี หากผู้สัมผัสเสี่ยงสูงประสงค์เข้าชุมชนต้องได้รับคำยินยอมจากผู้นำหรือ อสม.และส่งเรื่องให้ สสจ.นครราช สีมา พิจารณาเห็นชอบแล้วจึงจะอนุญาตให้ออกจากหอพักได้
4.กรณีผลตรวจไม่พบเชื้อหรือเป็น Negative อยู่ในมาตรการ bubble and seal จบคอร์สและได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม สามารถกลับสู่ชุมชนโดยไม่ต้องกักตัวก่อน ถือเป็นผู้มีภูมิคุ้มกันมากกว่าคนในชุมชน หากประสงค์จะออกจากที่กักกันก่อนครบกำหนดต้องเป็นผู้รับผิดชอบเสียค่าใช้จ่ายดำเนินการกักกันตัวเองก่อนเข้าสู่ชุมชน ให้ อปท. กำหนดข้อตกลงนี้ไว้ในเอกสารยินยอมให้เข้าชุมชนกรณีออกจากระบบ Seal ก่อนกำหนดโดยไม่มีเอกสารยินยอมใดๆ ให้อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ 5.กรณีเป็นผู้ป่วยโควิดรักษาหายได้รับวัคซีน 1 เข็ม หรือผู้ป่วยเมื่อได้ตรวจหาแอนติบอดีแล้วเป็น Positive และกักตัวครบ 7 วัน สามารถปล่อยกลับเข้าสู่ชุมชนได้เนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่มีเชื้อโควิด
6.ช่วงการกักตัวของผู้สัมผัสเสี่ยงสูงหรือผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำจะต้องมีการเฝ้าสังเกตอาการร่วมกับ ร.พ.โชคชัย 7.การเยียวยาผู้สัมผัสเสียงสูงในชุมชน โรงงานจะไปปรึกษาหาแนวทางช่วยเหลือเนื่องจากงบประมาณ อปท.ไม่เพียงพอ
สุรินทร์สั่งปิดหมู่บ้าน
เจ้าหน้าที่ อบต.เทพรักษา อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ปิดทางเข้าออกหมู่บ้านไพรพยัคฆ์ ม.11 ต.เทพรักษา ตามคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ ที่ใช้อำนาจตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน สั่งคุมเข้มหมู่บ้านดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 14-27 ส.ค. หลังพบชาวบ้านติดเชื้อ 15 ราย จากคลัสเตอร์ครอบครัวหญิงท้องแก่ที่อ้างว่าถูกมือดีทำคุณไสยใส่ เมื่อปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีกลุ่มเสี่ยงประกอบด้วยเครือญาติและเพื่อนบ้านรวมทั้งชาวบ้านในหลายหมู่บ้านใกล้เคียงที่มีประวัติสัมผัส กับบุคคลในกลุ่มผู้ป่วย ซึ่งได้ขับรถจักรยาน ยนต์ตระเวนเร่ขายขนมตามบ้านเรือนประชาชน
ล่าสุด นายก อบต.เทพรักษา และครอบครัวรวม 3 คน ติดเชื้อจากไทม์ไลน์ดังกล่าวด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบไทม์ไลน์ และพบกลุ่มเสี่ยงกลุ่มใหม่ และได้ตรวจหาเชื้อเพิ่มอีก 66 ราย ผลตรวจจะออกและทราบผลอีก 2 วัน
ขณะที่เจ้าหน้าที่ อบต.เทพรักษา ต้องเร่งฉีดพ่นแอลกอฮอล์ ออกตระเวนฉีดพ่นฆ่าเชื้อตามร้านค้าและสถานที่เสี่ยงในพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยร้านค้าในหมู่บ้านไพรพยัคฆ์ ถูกปิดบริการหลายร้าน ส่วนบรรยากาศในหมู่บ้านเป็นไปอย่างเงียบเหงา ชาวบ้านต่างกักตัวเองอยู่ในบ้านใครบ้านมัน ขณะที่บริเวณทางเข้าออกหมู่บ้านไพรพยัคฆ์ ผู้นำชุมชนและ จนท.ที่เกี่ยวข้องได้นำเต็นท์มากาง ตั้งจุดตรวจ ห้ามมิให้ประชาชนเข้าออกตามคำสั่งให้มีการปิดการเข้า-ออกหมู่บ้านชั่วคราว
ประจวบแห่ซื้อชุดตรวจ
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ประจวบคีรีขันธ์ เผยยอดล่าสุดผู้ติดเชื้อรายใหม่ 70 ราย ยอดสะสม 6374 ราย มีผู้ติดเชื้ออาการรุนแรง 102 ราย อาการปานกลาง 302 ราย ขณะเดียวกันเทศบาลเมืองประจวบ คีรีขันธ์ประกาศปิดตลาดสดของเทศบาลเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 1 เดือน เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง โดยมีการประเมินเพื่อเปิดจำหน่ายอีกครั้งในวันที่ 19 ส.ค.นี้ หลังจากพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากแม่ค้าที่มาจากนอกเขตเทศบาล ขณะที่มติกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ยืนยันว่าหากตลาดแห่งใดพบผู้ติดเชื้อจำนวน 2 รายขึ้นไปให้ปิดตลาดทันที เพื่อทำลายเชื้อ ทำความสะอาด และค้นหาผู้สัมผัสเสี่ยงสูง
นางมันทนา สุรทานต์นนท์ เภสัชกรประจำห้างเทพรักษ์เซ็นเตอร์ ถนนพิทักษ์ชาติ เขตเทศบาลเมืองประจวบฯ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้สนใจซื้อชุดตรวจ ATK โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่จะไปจำหน่ายสินค้าในตลาดหลายแห่ง ต้องแสดงผลตรวจยืนยันให้เจ้าของตลาดทราบว่าไม่ติดเชื้อโควิด เนื่องจากเจ้าของตลาดเอกชนและเทศบาลบางพื้นที่ มีเงื่อนไขแจ้งให้แม่ค้าที่มาจากพื้นที่อื่นต้องฉีดวัคซีนครบ 2 โดส
“การใช้ ATK จะทราบผลตรวจรวดเร็ว มีความแม่นยำสูง สะดวกกว่าการรอตรวจแบบ RT PCR ซึ่งการตรวจมีราคาสูง ทำให้มีประชาชนในกลุ่มเสี่ยงสูงสนใจซื้อไปตรวจหาเชื้อด้วยตนเองในราคาชุดละ 380 บาท โดยชุดตรวจที่จำหน่ายเป็นสินค้าที่มีมาตรฐานผลิตจากทวีปยุโรป สำหรับลูกค้าทุกรายที่ซื้อชุดตรวจ ทางร้านจะส่งคลิปวิดีโอ ผ่านไลน์แอพพลิเคชั่น เพื่อดูวิธีการตรวจหาเชื้อ และขอหมายเลขโทรศัพท์ลูกค้าทุกราย เพื่อประเมินผลการตรวจ ให้คำปรึกษาหลังทราบผลการตรวจจาก ATK” นางมันทนากล่าว

ไปฉีดวัคซีน – แรงงานชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ที่ตลาดโรงเกลือ จ.สระแก้ว แห่เดินทางกลับประเทศ หลังรัฐบาลกัมพูชาเปิดด่านอรัญประเทศ รับกลับประเทศ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เมื่อวันที่ 14 ส.ค.
เขมรเปิดด่านรับประชาชน
ด้าน จ.สระแก้ว พบผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ 303 ราย ติดเชื้อในจังหวัด 237 ราย จากจังหวัดอื่น 66 ราย เฉพาะผู้ป่วยยืนยันในจังหวัด 237 ราย อ.อรัญประเทศ สูงถึง 182 ราย (ชาวกัมพูชาตลาดโรงเกลือ 126 ราย) อ.วังน้ำเย็น 22 ราย อ.โคกสูง 14 ราย อ.เมืองสระแก้ว 9 ราย อ.วังสมบูรณ์ 5 ราย อ.วัฒนานคร 3 ราย และอ.คลองหาด 2 ราย เสียชีวิต 5 ราย (รายที่ 29-33 ของจังหวัด)
ส่วนกรณีมาตรการล็อกดาวน์ของประเทศกัมพูชา และมาตรการปิดพรมแดน 14 วันของรัฐบาลกัมพูชา เพื่อลดปัญหาการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้แรงงานชาวกัมพูชาไม่สามารถข้ามแดนไปได้ จนทางการไทยต้องให้ที่พักพิงบริเวณริมชายแดนไทย จนกระทั่งวานนี้ที่บริเวณด้านหน้าด่านผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ มีแรงงานชาวกัมพูชาเดินทางมานั่งรอพร้อมกระเป๋าสัมภาระ เพื่อขอเดินทางกลับประเทศ ภายหลังรัฐบาลกัมพูชาประกาศเปิดช่องทางอนุโลมตลอดแนวชายแดน โดยสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา มีคำสั่งด่วนเมื่อช่วงเที่ยงคืนวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา ให้เปิดช่องอนุโลมฯตลอดแนวชายแดนติดกับไทย เพื่อรับแรงงานกัมพูชากลับบ้านตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค. เป็นต้นไป
ด้านสถานกงสุลใหญ่กัมพูชาประจำประเทศไทย จัดรถรับส่งชาวกัมพูชาในตลาดโรงเกลือกว่า 400 คนกลับประเทศ โดยเร่งผลักดันออกทางช่องอนุโลมโอไบเจือนใน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โดยทหารพรานจากกองร้อยที่ 1201 สังกัดชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 กองกำลังบูรพา จัดกำลังเจ้าหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้กับแรงงานชาวกัมพูชาในตลาดโรงเกลือขึ้นรถรับส่งเพื่อไปผลักดันกลับประเทศทางช่องอนุโลมโอไบเจือน ในต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง ที่ห่างออกไปกว่า 30 กิโลเมตร
รุดช่วยศูนย์คนชรานครปฐม
นายอัญวุฒิ โพธิ์อำไพ รหัสนคร 45 มูลนิธิร่วมกตัญญู เผยว่าเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา พร้อมด้วย บิณฑ์ เอกพัน บรรลือฤทธิ์ นำทีมส่งต่อลมหายใจมูลนิธิร่วมกตัญญูเดินทางมุ่งหน้าเข้า จ.นครปฐม เพื่อเตรียมนำอุปกรณ์ช่วยชีวิตทั้งยาสมุนไพรทางเลือก ถังออกซิเจนขนาดใหญ่ มายังสถานดูแลผู้สูงอายุ มุทิตา เนอร์ซิ่งโฮม ตั้งอยู่ เลขที่ 17 ซอยอุดรวิถี ซอย 7 ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมืองนครปฐม
หลังได้รับแจ้งว่า ภายในสถานดูแลผู้สูงอายุฯ มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รวมกว่า 30 คน ทั้งนี้ได้มีผู้เสียชีวิตลงแล้ว 6 ราย สำหรับผู้ป่วยสีแดงที่มีอาการหนักได้เดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว ขณะเดียวกันยังมีผู้สูงอายุอีกจำนวน 13 คน และ ผู้ดูแลอีก 11 คน ยังคงอาศัยอยู่ภายในสถานดูแลผู้สูงอายุ
เมื่อทีมส่งต่อลมหายใจ มูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าถึงที่หมายแล้ว ได้เข้าไปร่วมประเมินอาการผู้ป่วยทุกคน ด้วยความเป็นห่วงเพราะผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ พบว่าทุกคนยังปลอดภัย จึงได้ให้คำแนะนำ และ นำถังออกซิเจนใหญ่ มอบสำรองเอาไว้เผื่อฉุกเฉิน พร้อมยาสมุนไพรทางเลือกด้วยความห่วงใย

เผาจนพัง – พระครูวิสุทธิ์สิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดโกรกกราก จ.สมุทรสาคร เปิดเผยความเสียหายเมรุเผาศพของวัดที่มีรอยร้าว จากการเผาศพผู้เสียชีวิตจากโควิดอย่างต่อเนื่อง พบว่าใช้การไม่ได้ ต้องรื้อทิ้งสร้างใหม่ เมื่อ 14 ส.ค.
รื้อทิ้งเมรุวัดโกรกกราก
สสจ.สมุทรสาคร รายงานสถานการณ์ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีก 1,819 ราย จำแนกเป็นพบผู้ติดเชื้อจากค้นหาเชิงรุก 223 ราย และพบผู้ติดเชื้อที่มาจากการเข้ารับการตรวจในโรงพยาบาลอีก 1,596 ราย ในจำนวนนี้เป็นคนที่อยู่ใน จ.สมุทรสาคร 1,211 ราย ที่เหลือเป็นคนนอกจังหวัดอีก 385 ราย ด้านผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมดรวม 69,025 ราย รักษาหายกลับบ้านแล้ว 47,784 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 20,965 ราย และผู้เสียชีวิตรายวันจำนวน 14 ราย รวมมีผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 276 ราย
วันเดียวกัน พระครูวิสุทธิ์สิทธิคุณ เจ้าคณะตำบลโกรกกราก เจ้าอาวาสวัดโกรกกราก รื้อถอนปล่องเมรุเผาศพของวัด เนื่องจากเกิดแตกร้าวจากการฌาปนกิจผู้ติดเชื้อโควิดทำให้เตาเผาศพที่สร้างมานาน 15-20 ปี เกิดการชำรุดโดยเฉพาะปล่องเมรุนั้น มีรอยแตกร้าวอย่างเห็นได้ชัดเจน ทำให้ต้องรีบดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งจากการที่ให้ช่างรับเหมาตรวจสอบแล้วก็พบว่า ไม่สามารถที่จะซ่อมแซมได้แล้ว
ดังนั้นจึงต้องมีการรื้อถอนเพื่อสร้างปล่องเมรุเดิมขึ้นมาใหม่ โดยจะเปลี่ยนเป็นปล่องเมรุแบบสแตนเลส พร้อมกันนี้ก็ได้มีการสร้างเมรุเผาศพขึ้นใหม่อีก 1 เตาด้วย เพื่อให้สามารถใช้ควบคู่กันไปได้ ซึ่งหากสร้างเสร็จเรียบร้อยทั้ง 2 เมรุ จะรับเผาศพผู้เสียชีวิตได้มากขึ้น รวมกันวันละประมาณ 5-6 ศพ คาดว่าจะใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 20 วัน
เรื่องของค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทั้งหมดมาจากผู้ใจบุญใจกุศลที่ได้ร่วมกันบริจาค โดยทางวัดยังคงรับบริจาคอย่างต่อเนื่อง เพราะมิใช่แค่การนำมาสร้างเมรุเผาศพใหม่เท่านั้น แต่ในส่วนที่เหลือเก็บเป็นค่าน้ำมันที่ต้องใช้ในการเผาศพผู้เสียชีวิตที่ยากไร้ต่อไป พุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา สามารถร่วมสมทบทุนให้กับวัดโกรกกรากได้ที่ บัญชีธนาคารกรุงไทย เลขที่ 727-0-72661-2 หรือสามารถทำบุญได้ที่ท่านเจ้าอาวาสโดยตรง
ห้ามพระวัดดวงแขบิณฑบาต
นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีมีประชาชนในชุมชนวัดดวงแข แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กทม. ร้องเรียนว่าพระวัดดวงแขติดโควิด-19 แต่ยังคงออกเดินบิณฑบาตในช่วงเช้าทุกวัน สร้างความวิตกกังวลแก่ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงว่า ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เร่งติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด โดยพศ. ประสานสำนักอนามัยเข้าตรวจหาเชื้อพระสงฆ์ เจ้าหน้าที่ และผู้ใกล้ชิดทั้งหมดภายในวัด โดยมีพระสงฆ์จำวัด 38 รูป ทุกรูปได้รับถวายวัคซีน ยกเว้นเจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาส 2 รูป เนื่องจากชราภาพ
พบพระสงฆ์ติดเชื้อ 11 รูป เจ้าหน้าที่วัดพร้อมครอบครัว ติดเชื้อ 6 คน แยกกักตัวผู้ที่ติดเชื้อออกจากผู้อื่นแล้ว และขอความร่วมมือห้ามพระสงฆ์ออกบิณฑบาต จนกว่าจะรักษาตัวผู้ติดเชื้อในวัดหายเป็นปกติ นอกจากนี้ ทางวัดได้จัดตั้งศูนย์พักคอย เพื่อเป็นจุดรองรับผู้ติดเชื้อโควิดในชุมชนอีกด้วย ซึ่ง พศ. ได้นำเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็นถวายแด่ทางวัดเพื่อใช้ในช่วงที่ไม่สามารถออกบิณฑบาตได้ และช่วยเหลือประชาชนที่มารักษาตัวในศูนย์พักคอยของทางวัด
ด่านหน้าช่วยกรุงติดเชื้อ
วันเดียวกันเฟซบุ๊ก “ชมรมแพทย์ชนบท” โพสต์แจ้งว่ามีบุคลากรด่านหน้า 2 คน ติดเชื้อโควิด หลังเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อตรวจคัดกรองโควิด จากประชาชน โดยขอส่งกำลังใจให้เธอทั้งสองคนติดเชื้อโควิดจากการบุกกรุงครั้งที่ 3 พี่แหม่มและน้องเด่น 2 พยาบาลนักรบแห่ง ร.พ.ด่านมะขามเตี้ย ติดเชื้อจากการร่วมตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อในพื้นที่กรุงเทพฯ
โดยน้องพยาบาลชื่อเด่นติดเชื้อโควิด คาดว่า เกิดจากเหตุในวันที่ 8 ส.ค. เข้าไปช่วยพยุงหญิงสูงอายุคนหนึ่งที่มาตรวจ ATK แล้วเดินล้มลง โดยไม่ได้สวมชุดพีพีอี ต่อมาหญิงสูงอายุคนนั้นตรวจแล้วพบว่าเป็นโควิด พอกลับมาที่ห้องพักพักห้องเดียวกับพี่แหม่ม วันที่ 11 ส.ค. เสร็จภารกิจ น้องเด่นตรวจพบเชื้อโควิด ในวันรุ่งขึ้นพี่แหม่มตรวจสว็อบก็พบเชื้อโควิดเช่นกัน โดยทั้งคู่ได้วัคซีนซิโนแวค 2 เข็มก่อนไปกรุงเทพฯ แต่ยังไม่ได้กระตุ้นเข็ม 3 พี่แหม่มและน้องเด่นต่างเสียใจที่ติดเชื้อ ทำให้ไม่สามารถกลับไปทำงานในหน้าที่พยาบาลที่โรงพยาบาลได้ ต้องกักตัวรักษา 14 วัน แต่ทั้ง 2 คนยังมีกำลังใจดี ล่าสุดพบว่ายังมีน้องจากจังหวัดน่าน ติดโควิดไป 1 คนเช่นเดียวกัน
ทนายแจมติดโควิดจากคุก
ด้าน “ทนายแจม” น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์เปิดเผยผ่านทางเฟซบุ๊กว่า ติดเชื้อโรคโควิด-19 หลังตรวจเชื้อด้วยชุดตรวจ ATK จากปกติไม่ได้ออกจากบ้านเลย แต่ด้วยภาระหน้างานของศูนย์ทนายฯ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในวันที่เพนกวินและเพื่อนอีก 8 คนไม่ได้ประกัน วันถัดมา คือ 10 ส.ค. ไปปฏิบัติหน้าที่เข้าเยี่ยมน้องๆ ที่เรือนจำชั่วคราวรังสิต ก่อนเริ่มมีไข้ในคืนวันที่ 12 ส.ค. ตรวจด้วย ATK แต่ผลเป็นลบ
ต่อมาทราบว่ามีเจ้าหน้าที่เรือนจำติดเชื้อ 7 ราย จึงจตรวจซ้ำอีกครั้งผลเป็นบวก จึงแยกตัวจากคนในครอบครัวแล้วไปรับการตรวจสว็อบที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ล่าสุดกลับมากักตัวที่บ้านเพื่อรอผลตรวจที่ชัดเจน ส่วนคนในครอบครัวทั้งหมดตรวจ ATK แล้วไม่พบเชื้อทั้งหมด อีก 2-3 วันจะไปสว็อบอีกรอบเพื่อความชัดเจน
สุดท้ายนี้ ขอเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวให้น้องๆ ที่อยู่ในเรือนจำทุกคน และเรียกร้องให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนที่ดี และ ATK ให้ง่ายและไว้ที่สุด เรามีเยอะเพราะซื้อเอง ซึ่งราคาถือว่าสูงสำหรับคนทั่วไปในยุคเศรษฐกิจแบบนี้
ในช่วงท้ายน.ส.ศศินันท์ เขียนว่า ปล. เราฉีดซิโนฟาร์มครบสองเข็ม อัดวิตามินทุกวัน ใส่แมสก์ ล้างมือตลอดค่ะ เป็นคนวิตกจริตมากๆ คนนึงเลย ขอให้ทุกคนสังเกตตัวเองกันด้วยนะคะ
ตั้งร.พ.สนามเด็กพิเศษ
พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในรอบที่ 3 มีเด็กและวัยรุ่นติดเชื้อพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 14 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดในประเทศไทย สาเหตุมาจากรูปแบบการแพร่ระบาดมาเป็นการติดเชื้อภายในครอบครัวแทน ที่น่าห่วงคือ เด็กพิเศษเมื่อเจ็บป่วยต้องได้รับความรักและความใส่ใจจากคนใกล้ชิดร่วมกับทีมแพทย์ กรมสุขภาพจิตจึงตั้ง ร.พ.สนามราชานุกูล เพื่อเด็กพิเศษและครอบครัว
โดยใช้พื้นที่บริเวณโรงเรียนราชานุกูล 2 อาคาร เบื้องต้นรองรับผู้ป่วยได้จำนวน 100 เตียง ถือเป็น ร.พ.สนามเฉพาะเด็กพิเศษ และครอบครัวแห่งแรกที่ติดเชื้อโควิดแต่ไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะให้การดูแลเด็กพิเศษอายุ 3-13 ปี พร้อมสมาชิกในครอบครัวที่อายุไม่เกิน 60 ปี จัดรูปแบบการรักษาใกล้เคียงกับบ้านให้มากที่สุดทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและผู้ที่เด็กคุ้นเคย
ร.พ.สนามราชานุกูลเพื่อเด็กพิเศษและครอบครัวพร้อมเปิดให้บริการในวันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป ครอบครัวที่มีเด็กพิเศษ (สติปัญญาบกพร่อง ออทิสติก สมาธิสั้น และบกพร่องการเรียนรู้) ที่ผลตรวจโควิดด้วย Antigen test kit เป็นบวกสามารถติดต่อสำหรับประสานส่งต่อเข้าโรงพยาบาลสนามฯ ได้ที่ 08-4107-8129, 06-5885-0584 และ 09-7078-0696
โควิดคร่าท่านผู้หญิงบุญเรือน
เมื่อวันที่ 14 ส.ค. น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หนึ่งในแกนนำคณะ Re-solution บุตรสาวของนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ได้โพสต์ข้อความเผยว่า ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ ภริยาของพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงแก่อนิจกรรมแล้วในวัย 101 ปี ด้วยโรคโควิด
ทั้งนี้ น.ส.ธิษะณาได้ระบุข้อวามว่า “คุณย่าได้จากไปแล้วจากการติดเชื้อโควิด-19 เมื่อเช้าเวลา 01.38 น. ไปด้วยอายุ 101 ปี ขอบพระคุณสำหรับทุกอย่างในชีวิตของแก้ว และที่ทำคุณูปการให้แก่ประเทศเรา
ท่านเป็นสตรีหมายเลข 1 ที่พูดได้ถึง 7 ภาษา และเป็นผู้ช่วยของคุณปู่สมัยเป็นนักการทูต (คุณปู่จะพูดภาษาต่างชาติได้น้อยกว่าคุณย่า) ทำให้คุณปู่เวลาไปเจรจากับทูตประเทศอื่นๆ รัฐมนตรีต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีต่างประเทศ สมัยคุณปู่เป็นทูตและเป็นรัฐมนตรีการต่างประเทศ มาจนถึงเป็นนายกรัฐมนตรี
ประสบความสำเร็จในการต่างประเทศมากจนกระทำการ “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ในช่วงสงครามเย็นได้สำเร็จ เพราะมีสตรีหมายเลขหนึ่งคนนี้คอยอยู่เคียงข้างตราบจนวันสุดท้าย คุณย่าร้องเพลงเก่ง และมีพรสวรรค์ในการร้องเพลงโอเปร่า ตอนเด็กๆ จะร้องให้แก้วฟังเป็นประจำ โดยเฉพาะเพลง “ดอกแก้ว” ของคุณสุเทพ วงศ์กำแหง ให้แก้วฟัง รักและคิดถึงมาก จากแก้วตา”
ด้านนายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทย หลานเขยท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ ภริยาพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ท่านผู้หญิงบุญเรือนถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคโควิด-19 เวลา 01.38 น. วันที่ 14 ส.ค. ที่ร.พ.วิชัยยุทธ ในวัย 101 ปี หลังจากเข้ารักษาตัวที่ร.พ.เมื่อวันที่ 7 ส.ค. เนื่องจากติดโควิดจากผู้ดูแล โดยจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันอาทิตย์ที่ 15 ส.ค. เวลา 14.00 น. ที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน กรุงเทพฯ
สำหรับท่านผู้หญิงบุญเรือนสมรสกับพล.อ.ชาติชาย ซึ่งขณะนั้นผู้บังคับหมวดกองพัน ทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2487 มีบุตร-ธิดาด้วยกัน 2 คน คือ วาณี ชุณหะวัณ และ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ