ถกทางรอดใหม่ ‘โฮมไอโซเลชั่น’ ฝ่าวิกฤติด้วยกัน
เริ่มแล้วสัมมนาออนไลน์ ‘เฮลท์แคร์ 2021 วัคซีนประเทศ ไทย’ #เราจะฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน ผ่านแพลตฟอร์มสื่อในเครือมติชนประเดิมถกเรื่อง ‘โฮมไอโซเลชั่น ทางรอด วิถีใหม่ ทำอย่างไรให้รอดจริง’ เลขาฯ สปสช. ชี้เป็นการแยกปลาออกจากน้ำ แยกผู้ติดเชื้อออกจากผู้ไม่ติดเชื้อ เล็งใช้ ‘ไรเดอร์’ ส่งชุดตรวจ ‘เอทีเค’ ถึงบ้าน เพิ่ม 3 พันคู่สายรับโฮมไอโซเลชั่น ขณะที่อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ จัดยาสมุนไพร 4 กลุ่มสนับสนุนช่วยบรรเทาอาการ ด้านกรมพลศึกษาชวน ‘ฟิตฟรอมโฮม’ สู้โควิด เมื่อวันที่ 18 ส.ค. บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) จัดงานมหกรรมสุขภาพออนไลน์ Healthcare 2021 วัคซีนประเทศไทย #เราจะฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน ผ่านแพลตฟอร์มสื่อในเครือมติชน ทั้งเฟซบุ๊กมติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ และยูทูบมติชนทีวี
โดย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ และ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Home Isolation ทางรอดวิถีใหม่ ทำอย่างไรให้รอดจริง”
นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยเข้าสู่ระบบโฮมไอโซเลชั่นเท่าที่ติดตามร่วมกับสปสช. และศูนย์บริหารจัดการโควิดของกรุงเทพมหานคร มีประมาณ 60,000-70,000 ราย ซึ่งกทม.และปริมณฑลจะทำระบบโฮมไอโซเลชั่นเหมาะกว่าต่างจังหวัด ด้วยบริบทที่แตกต่างกัน อย่างต่างจังหวัดเรื่องการดูแลจะมีไปโรงพยาบาลชุมชน หรืออำเภอ โรงพยาบาลสนาม หรือศูนย์พักคอยได้มากกว่า ตอนนี้ผู้ป่วยในระบบโฮมไอโซเลชั่นค่อนข้างมาก กำลังติดตามเรื่องคุณภาพ “หลักการแรกการคุมโควิดในช่วงนี้เราพยายามแยกผู้ติดเชื้อออกจากผู้ไม่ติดเชื้อ เราเรียกว่าแยกปลาออกจากน้ำ ไม่อย่างนั้นการล็อกดาวน์ที่ทำมาจะไม่มีประโยชน์
จากนั้นแยกผู้ป่วย ตามระดับความรุนแรง สีเขียวไม่มีอาการ สีเหลืองมีอาการไม่รุนแรง สีแดงมีปอดอักเสบรุนแรง จะจัดผู้ติดเชื้อเข้ารับการดูแลตามความรุนแรง ถ้าผู้ติดเชื้อไม่จำเป็น ต้องเข้าโรงพยาบาล จะเข้าโฮมไอโซเลชั่น” นพ.สมศักดิ์กล่าว
เลขาฯ สปสช. กล่าวว่าหลังมีคนไข้เป็นหมื่นราย กรมการแพทย์ออกแนวทางให้ทุกคนใช้ร่วมกันในระบบโฮมไอโซเลชั่น เช่น สนับสนุนอาหาร 3 มื้อ เครื่องวัดอุณหภูมิ เครื่องวัดออกซิเจนในเลือด ยาที่จำเป็น หลังสปสช.จับคู่จะมีกระบวนการที่บางแห่งอาจจะมีปัญหาผู้ป่วยมากเกินระบบ แต่หารือ กทม. สปสช. โรงพยาบาลเอกชน ขอย้ำเรื่องคุณภาพหลังขึ้นทะเบียนจับคู่ต้องส่งอุปกรณ์เหล่านี้ให้ เพราะเมื่อลงไปถึงชุมชน คลินิกอบอุ่น อาจจะมีความลักลั่นบางส่วน จะต้องประเมินคุณภาพทุกเครือข่าย เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยแย่ลงและป้องกันไม่ใช้ติดเชื้อ ให้ไปซื้อกับข้าวเอง
นพ.สมศักดิ์แนะแนวทางการปฏิบัติตัว เมื่อเข้าโฮมไอโซเลชั่นว่า ให้ทำ 7 แยก คือ แยกอยู่ อยู่คนเดียวให้มากที่สุด, แยกกิน ห้ามทานร่วมกัน เพราะพบว่าติดเชื้อช่วงกินข้าวบ่อยสุด, แยกนอน ถ้าแยกไม่ได้ต้องไปอยู่ศูนย์พักคอย, แยกของใช้, แยกห้องน้ำ ถ้าแยกไม่ได้ให้ทำความสะอาดทุกครั้งหลังใช้, แยกทิ้งขยะด้วยถุงแดง และแยกอากาศ สวมหน้ากากอนามัยทั้งผู้ป่วยและคนอยู่ด้วยกัน เว้นห่างกัน 2 เมตร ปัจจุบันมีระบบอื่นๆ เข้ามาช่วย เช่น มีโรบอตมาช่วยสกรีนนิ่งผู้ป่วยแยกเขียว เหลือง แดงได้ และติดต่อผู้ป่วย
เลขาฯ สปสช. กล่าวอีกว่าส่วนการตรวจหาเชื้อโควิดด้วยชุดตรวจเอทีเค จะช่วยแยกผู้ติดเชื้อออกจากชุมชนได้เร็วที่สุด เหมือนที่แพทย์ชนบท หรือกทม.ทำ ซึ่งกระบวนการรักษาเป็นปลายทาง กทม.ยังมีศูนย์พักคอยที่เตียงยังว่าง มีเพิ่มเตียงสนาม และฮอสพิเทลสีเหลืองได้อีก 2,000-3,000 เตียง ถ้าเอกชนจะมาช่วยสนับสนุนก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ไม่ว่าจะบริจาคออกซิเจน เครื่องผลิตออกซิเจน เรื่องโลจิสติกส์ที่ไรเดอร์มาช่วย จะทำให้ฟื้นโควิดได้เร็ว “หารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข จะมีชุดตรวจให้ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงเข้าถึงบริการยากเพิ่มเติม จึงเสนอใช้เงินกู้เตรียมการไว้ จะทดลองนำร่อง 2 เดือนนี้ คาดจะใช้เดือนละ 4-5 ล้านชุด รวม 2 เดือน 8.5 ล้านชุด
ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจัดหาขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ถ้าได้แล้วจะรีบกระจาย เช่น โรงพยาบาล ศูนย์บริการ คลินิกชุมชนอบอุ่น ร้านขายยา เตรียมไรเดอร์เดลิเวอรี่ไปไห้ถึงบ้าน หรือชุมชนแออัดในพื้นที่สีแดง จะเดินเอาไปให้ ไม่ต้องออกจากบ้านที่จะเป็นจุดตั้งต้นก่อน” นพ.จเด็จกล่าว นพ.จเด็จกล่าวต่อว่า วิธีการคือไม่ว่าจะไปตรวจที่ไหนมา เมื่อมีผลเป็นบวกให้ติดต่อศูนย์บริการใกล้บ้าน ต่อไปถ้ามีรับชุดตรวจเอทีเค รับที่ไหนก็โทร.ไปที่นั่น จะรู้ว่าจะเข้าระบบโฮมไอโซเลชั่นอย่างไร หรือซื้อมาตรวจเองก็โทร.1330 ตอนนี้เพิ่มคู่สายเป็น 3,000 คู่สาย และเพิ่มพนักงานรับโทรศัพท์จาก 300 คน เป็น 900 คน และได้เอสซีบีมาช่วย 100 คน มั่นใจรับได้ 12,000-13,000 ราย
ถ้าต้องอยู่ในโฮม ไอโซเลชั่น สปสช.จะสนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่ายการบริการ เช่น จัดค่าใช้จ่าย 1,000 บาทต่อวัน ต่อคน รวมอาหาร 3 มื้อ มีเดลิเวอรี่ส่งอาหารและยาถึงบ้าน ถ้ากระจายชุดตรวจเอทีเคแจกตามบ้าน จะได้เห็นวิถีใหม่ ตรวจเอทีเคทุกวัน เหมือนที่ต่างประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ แต่เรามีงบไม่มาก ต้องทดลองไปก่อน ส่วนพญ.อัมพรกล่าวว่า ผู้ป่วยมีร่างกาย แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว แต่ติดโควิด และเข้ารักษาในระบบโฮมไอโซเลชั่น แพทย์สามารถจัดยาสมุนไพรให้ได้ 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มลดไข้ บรรเทาอาการปวดเมื่อย เช่น ยาเขียวหอม, บรรเทาอาการในระบบทางเดินหายใจ น้ำมูกไหล เช่น ยาแก้ไอผสมก้านพลู, บรรเทาอาการในระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เช่น น้ำขิง หรือโกฐจุฬาลัมภา และ อาการอื่นๆ อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ
“เหล่านี้เป็นกลุ่มยาที่ใช้บรรเทาอาการเท่านั้น ก่อนหน้านี้เราทำงานวิชาการสนับสนุนโควิด เสนอฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรรักษาในอาการที่ไม่รุนแรง เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ทางรอดสำหรับโฮมไอโซเลชั่น แต่ขอให้ใช้ ถูกวิธี ขึ้นอยู่กับหมอที่ดูแลว่าผู้ป่วยเหมาะจะใช้ยาฟ้าทะลายโจรหรือไม่”
พญ.อัมพรกล่าว อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวต่อว่าจากข้อมูลที่วิเคราะห์ยังไม่มีสมุนไพรใดๆ ป้องกันโควิดได้ แต่ในแง่ของการรักษา สิ่งที่พิสูจน์แล้ว และมีความเป็นไปได้สูงมาก คือฟ้าทะลายโจร กับกระชาย กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาในมนุษย์ ให้เริ่มใช้และดูระดับความปลอดภัยในการกำจัดเชื้อไวรัส หรือรักษาโควิดได้หรือไม่ ยังเป็นแค่ความหวัง
“ในยุคเดิมใช้ฟ้าทะลายโจร มีคุณสมบัติแก้อาการหวัด แต่จากการศึกษาเพื่อใช้รักษาโควิดในผู้ป่วยที่แข็งแรงมาก่อน จะใช้ในปริมาณที่สูงกว่าการใช้รักษาไข้หวัดถึง 3 เท่า แต่ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น โรคไต จะเกิดปัญหาได้ ต้องระมัดระวัง หรือโรคตับ จะกำจัดฟ้าทะลายโจรได้ช้า ต้องระวังเช่นกัน หรือมีโรคอื่นๆ ไม่ให้ใช้พร่ำเพรื่อ ให้ใช้ในผู้มีร่างกายแข็งแรง และอายุต่ำกว่า 60 ปี” พญ.อัมพรกล่าว
ขณะที่ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา ในฐานะวิทยากรในหัวข้อ “สุขกาย สุขใจ ห่างไกลโควิด-19” กล่าวว่าช่วงโควิดระบาด มีประกาศงดใช้สนามกีฬา กรมพลศึกษาร่วมมือกับกรมอนามัยผลักดันให้เปิดพื้นที่สวนสาธารณะ เพราะคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ถ้าไม่ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะเกิดความเครียด แต่สถานการณ์โควิดยังรุนแรง เราก็เน้นทำคลิปเชิญชวนให้ออกกำลังกายที่บ้าน เช่น เดินขึ้นลงบันใด เดินวนรอบๆ บ้าน แอโรบิก กระโดดเชือก หรือโยคะ
“ขณะเดียวกันร่วมกับปาร์ครัน ไทยแลนด์ นำต้นแบบจากอังกฤษ เปิดสนามพื้นที่ใกล้บ้าน ปัจจุบันมี 200 สนามใน 60 จังหวัดทั่วประเทศ มีกิจกรรมให้เดินวิ่งออกกำลังกาย 5 กิโลเมตรทุกวันเสาร์ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับกรมอนามัยจัดกิจกรรมก้าวท้าใจ ซีซั่น 3 ให้นับระยะทางออกกำลังกาย 150 กิโลเมตรใน 45 วัน ภายในวันที่ 1 ส.ค. ถึง 14 ก.ย.” ดร.นิวัตน์กล่าว
อธิบดีกรมพลศึกษากล่าวแนะนำถึงการปฏิบัติตัวรับมือโควิดว่า สิ่งสำคัญคือต้องมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ รวมถึงสุขภาพใจไม่เครียด เราพยายามส่งเสริมให้คนไทยออกกำลังกาย ทั้งฟิตฟรอมโฮม หรือกิจกรรมอื่นๆ เมื่อมีกิจกรรมความเครียดก็จะลดลง บางครั้งใช้นันทนาการเข้ามาเสริม นี่คือเป้าหมายหลักของกรมพลศึกษาที่จะทำให้คนไทยผ่านวิกฤตนี้ไปได้และมีสุขภาพที่ดี
“วัคซีนที่ดีที่สุดคือการป้องกันตัวเอง เว้นระยะจากคนใกล้ชิด ไม่ใช่แค่ตัวเองปลอดภัย แต่คนรอบข้างก็จะปลอดภัย เมื่อป้องกัน ตัวเองแล้วอย่าหยุดนิ่ง เพราะถ้าอยู่นิ่งๆ จะทำ ให้คิดมาก หากิจกรรมออกกำลังกาย หรือนันทนาการเสริมเพื่อพัฒนาตัวเองไปด้วย ทำให้มีสุขภาพที่ดี ปลอดโรค ปลอดภัย เมื่อทำกิจกรรมต่างๆ จะทำให้สุขภาพจิตใจดีขึ้น อารมณ์ปลอดโปร่งขึ้น และจะผ่านวิกฤตนี้ ไปได้”
ดร.นิวัตน์กล่าว สำหรับมหกรรมสุขภาพ “เฮลท์แคร์” นับเป็นงานแรก และงานเดียวที่จัดต่อเนื่องมาตลอด 12 ปี แต่ปีนี้อยู่ภายใต้สถานการณ์ โควิด เครือมติชนจึงปรับรูปแบบการจัด เฮลท์แคร์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ในชื่อ “Healthcare 2021 วัคซีนประเทศไทย” #เราจะฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน ตั้งแต่วันที่ 18-22 ส.ค.นี้