ตร.บุกหอพักนศ.
เตรียมจับเบนจา
คดี112-ร่วมม็อบ

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ตร.บุกหอพัก เตรียมจับแกนนำ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ‘เบนจา อะปัญ’ ในคดีมาตรา 112 แต่ไม่มีหมายค้นเลย ขึ้นไปควบคุมตัวไม่ได้ ส่วนเพนกวินยังต้องอยู่ในคุกต่ออีก ศาลไม่ให้ประกันตัว ด้านพ่อ-แม่ผู้ต้องหาคดีการเมืองรุดสถานทูตสหรัฐประจำประเทศ ไทย ยื่นจดหมายให้จับตาประเทศไทยละเมิดข้อตกลงว่าด้วยสิทธิการประกันตัวที่ทำไว้กับนานาชาติ บช.น.แถลงจับแล้ว 1 ทุบป้อมจราจรย่านบางรัก ส่วนม็อบทะลุแก๊สจับอีก 16 ราย ศูนย์ทนายฯ ระบุคฝ.ใช้กำลังถีบตกมอเตอร์ไซค์มีผู้ได้รับบาดเจ็บด้วย

ร้องสหรัฐ – กลุ่มราษมัม นำโดยแม่ไผ่ ดาวดิน แม่ไมค์ ภาณุพงศ์ และพ่อ ทนายอานนท์ ยื่นหนังสือถึงสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อขอให้สหรัฐจับตารัฐไทยใช้อำนาจละเมิดสิทธิไม่ให้ประกันตัวนักกิจกรรมทางการเมือง เมื่อ 24 ก.ย.

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 24 ก.ย. นางพริ้ม บุญภัทรรักษา แม่ของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน, นางยุพิน มะณีวงศ์ แม่ของไมค์-นายภาณุพงศ์ จาดนอก และนายสนั่น นำภา พ่อของทนายอานนท์ นำภา ในนามกลุ่มราษมัม ได้รวมตัวกันไปยื่นหนังสือที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ถ.วิทยุ โดยมีตัวแทนจากสถานทูตออกมารับหนังสือดังกล่าว

กลุ่มผู้มายื่นหนังสือได้แถลงว่า ตั้งแต่เดือนกก.ค.2563 มีการเคลื่อนไหวประท้วงของประชาชน นิสิต นักศึกษา ปัญญาชนชาวไทย เพื่อขับไล่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาจากรัฐประหาร การบริหารเต็มไปด้วยการทุจริต และเป็นเผด็จการในเสื้อคลุมประชา ธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าว เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง ทั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และการเข้าร่วมเป็นภาคีในพันธกรณีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 19 20, 21 และ 22 รวมถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 20 ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีภาระหน้าที่ต่อกติกาดังกล่าว

แต่ปรากฏว่า การกระทำของรัฐบาลไทยกลับขัดต่อกฎกติกาและข้อตกลงดังกล่าวมาโดยตลอดด้วยเหตุนี้ พวกเราและประชาชนจึงมีความกังวลอย่างที่สุดว่า รัฐไทยกำลังใช้กลไกอำนาจรัฐต่างๆ อาทิ นำกระบวนยุติธรรมมาใช้ในการละเมิดและคุกคามประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพเรียกร้องตามสิทธิพลเมือง ด้วยการดำเนินคดีกับผู้ประท้วงอย่างสงบ และละเมิดต่อสิทธิประกันตัวผู้บริสุทธิ์ โดยทนายได้ยื่นขอประกันตัวหลายครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่ถูกดำเนินคดีกรณี มาตรา 112 ได้แก่ นายอานนท์ นำภา นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และนายภาณุพงศ์ จาดนอก ที่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้สิทธิ์การประกันตัว

การกระทำของรัฐไทยละเมิดต่อสิทธิในการประกันตัว ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อที่ 11-1 อีกทั้งการจับกุมและการคุมขังดังกล่าว

นับเป็นสถานการณ์การละเมิดสิทธิ มนุษยชนขั้นรุนแรง ที่รัฐไทยได้กระทำต่อพลเมืองของตนมาอย่างต่อเนื่อง และจับกุมโดยไม่ให้สิทธิ์ประกันตัว จึงทำให้มีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งไปเรียกร้องที่หน้าศาลอาญาส่งผลให้โดนตั้งข้อหาละเมิดอำนาจศาล

เราในฐานะญาติของผู้ถูกกล่าวหามีความกังวลใจต่อสถานการณ์นี้เป็นอย่างยิ่ง จึงขอเรียนเชิญตัวแทนจากสถานทูตนานาประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์การไต่สวนคดีละเมิดอำนาจศาลและติดตามผลพิจารณาการมอบสิทธิ์ประกันตัวผู้ต้องหาว่าเป็นไปตามหลักสากลหรือไม่ ด้วยเกรงว่ามาตรการดังกล่าวของรัฐไทย ภายใต้การนำของรัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ เป็นอันละเมิดปฏิญญาสากลที่ประเทศไทยได้ลงนามไปดังกล่าว และเป็นการละเมิดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไว้แล้ว

ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นางสุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ มารดาของนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวใหม่กรณีศาลอาญามีคำสั่งถอนประกันในคดีปักหมุดสนามหลวง หลักทรัพย์เงินสด 200,000 บาท

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าศาลเคยอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยมาก่อนแต่หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 นั้นเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 โดนดำเนินคดีอาญาอีก อันเป็นการก่อให้เกิดสภาวะไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง กรณีเช่นนี้ถือเป็นการก่อเหตุอันตราย ประการอื่นตามป.วิอาญามาตรา 108/1(3) กรณีเหตุอันสมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 ให้ยกคำร้อง

ด้านเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โพสต์ข้อความระบุเจ้าหน้าที่ตำรวจสน. ทองหล่อ แต่งกายตำรวจนอกเครื่องแบบ พากันมาเฝ้าและเตรียมจับกุมน.ส.เบนจา อะปัญ ในข้อหาความผิดตามมาตรา 112 และข้อหาอื่นๆ โดยเฝ้ารออยู่ที่ใต้หอพักที่เบนจาพักอาศัย ปรากฏว่าทางตำรวจไม่ได้ขอหมายค้นจากศาลมาด้วย และทำให้ต้องถอนกำลังกลับไป เพราะไม่สามารถขึ้นไปแสดงหมายจับและจับกุมตัวน.ส.เบนจาที่กำลังเตรียมสอบอยู่บนหอพักได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวันเดียวกันนี้ตำรวจจะไม่สามารถจับกุมเบนจาได้ เนื่องจากไม่มีหมายค้น แต่หมายจับยังคงมีผลอยู่ และคาดว่าครั้งหน้า ตำรวจจะนำกำลังมาจับกุมพร้อมกับหมายค้นอย่างแน่นอน

ที่กรมราชทัณฑ์ นายธวัชชัย ชัยวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงการดูแลรักษาผู้ต้องขังที่ติดเชื้อ โควิด-19 ว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้ส่งตัวนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ไปเอกซเรย์และตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด หลังมีอาการหอบ พบว่ามีอาการปวดศีรษะซีกซ้ายเป็นๆ หายๆ แต่ไม่มีไข้ ไม่มีอาการพูดไม่ชัด พิจารณาให้ยารักษาไมเกรนร่วมกับยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ ยาทานวดแก้ปวด และยาทาแผลผื่นที่ขาขณะที่สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนโรคหอบหืดหลังใช้ยาเดิมที่รักษา พบว่าไม่มีอาการเหนื่อยหอบ จึงพิจารณาให้กลับไปสังเกตอาการที่เรือนจำหากพบอาการผิดปกติให้รีบรายงานสถานพยาบาลโดยด่วน

สำหรับนายอานนท์ นำภา และนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ซึ่งถูกควบคุมที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ไม่พบอาการเจ็บป่วย ไม่พบบาดแผลตามร่างกาย สามารถรับประทานอาหารได้ นอนหลับได้ สุขภาพโดยรวมแข็งแรงดี โดยนายจตุภัทร์ครบกำหนดกักตัว 14 วัน เพื่อสังเกตอาการผู้ที่หายจากการติดเชื้อโควิด-19 แล้วจึงส่งตัวเข้าควบคุมต่อเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับนายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ จำเลยในความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ถูกส่งตัวมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อีกครั้งหลังศาลไม่ให้ประกันตัว ทั้งนี้หลังรับตัวเรือนจำได้ซักประวัติ ตรวจสุขภาพ และให้อยู่ในห้องกักโรค 21 วัน ตามมาตรการป้องกันการระบาดของเชื้อโควิดของกรมราชทัณฑ์

ส่วนผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 2 ราย ที่รักษาตัวอยู่ในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์นั้น ได้รับรายงานว่า นายเวหา แสนชนชนะศึก เจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ “ฟ้าฝน ver.เกรี้ยวกราด” ไม่มีอาการหอบเหนื่อย ไม่มีไข้ ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก จมูกได้กลิ่นปกติ ลิ้นรับรสได้ สัญญาณชีพปกติ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพักฟื้นเพื่อรอส่งกลับไปคุมขังยังเรือนจำ ขณะที่ นายอมร อมรรัตนานนท์ อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ล่าสุดอาการปกติ นอนหลับและรับประทานอาหารได้ ไม่มีอาการหอบเหนื่อย จมูกได้กลิ่นปกติ ลิ้นรับรสได้ปกติ ไม่มีอาการของภาวะน้ำตาลต่ำและสูง

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผบช.น.และโฆษกบช.น. เปิดเผยกรณีที่มีการนัดหมายชุมนุมผ่านช่องทางออนไลน์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งนัดหมายรวมตัวกันในวันที่ 24-26 ก.ย. กลุ่มทะลุแก๊ส ที่สามเหลี่ยมดินแดง ส่วนวันที่ 25 ก.ย.กลุ่มทะลุฟ้านัดหมายรวมตัวโดยยังไม่มีการระบุเวลาและสถานที่แต่อย่างใด ส่วนวันที่ 26 ก.ย.กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม นัดหมายเวลา 16.00-19.00 น. ที่ลานหน้าหอศิลป์ แยกปทุมวัน

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่อว่า จากการชุมนุมในวันที่ 23 ก.ย.ของกลุ่มทะลุแก๊ส ที่แยกดินแดง เวลา 19.35-21.00 น. กลุ่มดังกล่าว มารวมตัวกันบริเวณฝั่งถนนมิตรไมตรี มีการขว้างปาประทัด ยิงหนังสติ๊ก ลูกแก้ว พลุไฟ ระเบิดต่างๆ อาทิ ระเบิดแสวงเครื่องเป็น ระยะๆ เวลา 21.05 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศแจ้งเตือนให้ยุติการกระทำและให้ออกจากพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากเป็นเวลาเคอร์ฟิวแล้ว แต่กลุ่มไม่ยอมเชื่อฟังและยังคงก่อความวุ่นวายต่อ ต่อมาเวลา 21.40-22.40 น. จึงเข้าบังคับใช้กฎหมาย และผลักดันให้กลุ่มออกจากพื้นที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และได้จับกุมผู้กระทำผิดดังกล่าวจำนวน 16 คน ข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ที่มั่วสุมเลิกแล้วไม่เลิกฯ, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ออกนอกเคหสถาน ในเวลาห้ามตั้งแต่เวลา 21.00-04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น และความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ส่วนกรณีที่มีการทุบกระจกป้อมจราจรแยกมเหสักข์ ในท้องที่สน.บางรัก เมื่อวันที่ 11 ส.ค. นั้น พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจนทราบตัวผู้กระทำผิด 1 คน ทราบชื่อภายหลังว่านายอภิรักษ์ ทรัพย์รุ่งเรือง อายุ 17 ปี เป็นสมาชิกอาชีวะฟันเฟือง สมุทรปราการ จึงขอให้ศาลแขวงพระนครใต้ออกหมายจับผู้ต้องหาดังกล่าว และได้อนุมัติตามหมายจับที่ 257/2564 ลง 22 ก.ย.2564 ในข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์

ต่อมาเมื่อ 23 ก.ย. เวลาประมาณ 13.30 น. ได้จับกุมตัวนายอภิรักษ์ ภายในซอยประชา อุทิศ 44 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพ มหานคร โดยรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับดังกล่าวจริง จึงนำตัวพร้อมตรวจยึดของกลางเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันก่อเหตุนำส่งพนักงานสอบสวน สน.บางรัก ดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมตั้งแต่เดือนก.ค.2564 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 223 คดี มีผู้ต้องหาทั้งหมด 825 คน ขณะนี้ติดตามจับกุมตัวได้แล้ว 580 คน

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานสถานการณ์การจับกุม #ม็อบทะลุแก๊ส #ม็อบ23กันยา ของมวลชนอิสระ บริเวณแยกดินแดงและถนนมิตรไมตรี เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีรายงานผู้ถูกจับกุมทั้งหมด 16 คน ถูกนำตัวไปที่ สน.ห้วยขวาง แบ่งเป็นเด็กเยาวชน 9 คน และประชาชนทั่วไป 7 คน ในจำนวนนี้มีผู้ที่ไม่ได้ไปร่วมชุมนุม แต่ไปทำธุระที่ สน.ดินแดง 1 ราย และยังมีสื่ออิสระ 1 ราย ที่ถูกจับกุมด้วย นอกจากนี้ ยังมีผู้ถูกจับกุมอีก 5 ราย ได้รับบาดเจ็บจากการถูกจับกุม ซึ่งสองคนระบุว่าถูกเจ้าหน้าที่ คฝ. ถีบรถจักรยานยนต์ล้ม ก่อนถูกรุมกระทืบ แม้ไม่ได้ขัดขืนใดๆ

ผู้จับกุมทั้งหมดถูกตั้ง 4 ข้อกล่าวหาหลัก ได้แก่ ฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ข้อหาฝ่าฝืนเคอร์ฟิว, ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และ 216 ยกเว้น ผู้สื่อข่าวอิสระ ที่ถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนเคอร์ฟิวข้อหาเดียว ในส่วนของเด็กและเยาวชน 9 ราย ศาลเยาวชนฯ อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวทั้งหมดในวันเดียวกันนี้ โดยมี 2 คนต้องวางหลักทรัพย์รายละ 5,000 บาท เนื่องจากเคย ถูกจับกุมจากการชุมนุมมาก่อนหน้านี้ ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่อีก 6 ราย พนักงานสอบสวนจะยื่นขอฝากขังต่อศาลในวันที่ 25 ก.ย.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน