ควรนับวันเริ่มตั้งแต่ปี 60
เลือกตั้งหน้า-ไปต่อยาก
ไพบูลย์ให้ศาลรธน.ตัดสิน
30สส.รับประยุทธ์-สุโขทัย

อดีตกรธ.-2 นักวิชาการดัง ชี้การดำรงตำแหน่งนายกฯ ไม่เกิน 8 ปี ของ ‘บิ๊กตู่’ ต้องยึดรธน. 60 ไม่นับย้อนหลังตอนเป็นคสช. หากคัมแบ็กหลังเลือกตั้งสมัยหน้าอยู่ได้อีกแค่ปีเศษ แต่หาก จะให้สง่างาม ต้องคิดเองว่าจะใช้สิทธิตามกฎหมายหรือไม่ ‘ไพบูลย์’ โยนศาลรธน.วินิจฉัย ‘ประยุทธ์’ เยือนสุโขทัย บรรดารมต.-ส.ส.พลังประชารัฐกว่า 30 คน แห่รับ นายกฯ ครวญกับชาวบ้าน ไม่สนใจใครจะรักหรือไม่ ขอทำหน้าที่สุดความสามารถ ด้าน ‘จุรินทร์’ เตรียมยกทีมปชป. ออนทัวร์ 20 จังหวัด

อดีตกรธ.ชี้สถานะนายกฯ8ปี

จากกรณีที่นายสุทิน คลังแสง ส.ส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรค 4 ระบุ “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง” ซึ่งหากนับการดำรงตำแหน่งของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ตั้งแต่เดือนส.ค.2557 จะครบ 8 ปี ในปี 2565 แต่อาจมีพวกศรีธนญชัย ตีความว่ารัฐธรรมนูญไม่มีผลบังคับย้อนหลัง คือให้นับการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งจะครบ 8 ปีในปี 2567 นั้น

เมื่อวันที่ 26 ก.ย. นายอุดม รัฐอมฤต อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า นายกฯที่มาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นการเสนอชื่อโดยกระบวนการตั้งแต่ประชาชน ดังนั้น ไม่เกี่ยวกับการเป็นนายกฯ รักษาการ หรือเป็นนายกฯ ตามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงไม่สามารถตีความอย่างที่พูดถึงกันอยู่ได้ ไม่อย่างนั้นคนที่เคยเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญอื่นก็ไม่เกี่ยว เขามีโอกาสมาเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญนี้ เช่น นายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้กระทั่งนายทักษิณ ชินวัตร เคยเป็นนายกฯ แล้ว ไม่ได้แปลว่าหมดสิทธิ์เป็น เราไม่ได้ไปกีดกั้นคนเหล่านี้

ให้นับตามรัฐธรรมนูญ 60

ตอนนี้มีการไปนับว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ตั้งแต่เริ่มรัฐธรรมนูญนี้ และเข้ามาต่อจากตอนเป็น คสช. ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย เขาเป็นมาก่อนรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญปี 2560 จะเป็นต่อเนื่องได้ไม่เกิน 8 ปี หรือเป็นตามวาระเว้นไปหรือมาต่อ เพราะถ้าตามรัฐธรรมนูญนี้ เขาจะเป็นได้ไม่เกิน 8 ปี หรือไม่ต่อเนื่องก็นับระยะเวลาตามตำแหน่งจริงๆ ก็ไม่เกิน 8 ปี

นี่คือสิ่งที่รัฐธรรมนูญนี้เขียนไว้ ไม่ใช่ว่าจะนับตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ แต่ต้องเป็นตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ยังไปตีความกันอีกว่า พอมีรัฐธรรมนูญปี 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ยังเป็นนายกฯ อยู่แล้วก็นับระยะเวลาไปด้วย อย่าลืมว่าตอนนั้นเขาไม่ได้เป็นนายกฯ ตามมาตรา 158 แต่นั่นเขาเป็นนายกฯ ตามบทเฉพาะกาล

“ถ้ามีคนทักท้วงก็ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ปัญหาคือ เรื่องยังไม่เกิดว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นต่อหรือไม่ แต่ถ้าเรื่องเกิดขึ้นแล้ว อาจมีคนยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความก็เป็นได้ ซึ่งการตีความตามที่พูดกันอยู่นั้น ถือเป็นเรื่องการเมืองที่ตีความหน้าไซไปว่าใครจะไปสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ต้องรู้ว่ามีคนบอกว่าเป็นไม่ได้ และอาจจะดักคอไว้ก่อนว่า ถ้าใครจะไปสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต้องรู้ข้อนี้ด้วย แต่จะเป็นได้หรือไม่ได้ ไม่ได้อยู่ที่พรรคเพื่อไทยมาบอก แต่อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นคนบอกเอง” นายอุดมกล่าว

นักวิชาการระบุสิ้นสุด 5 เม.ย. 68

นายบุญส่ง ชเลธร รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊กว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 158 ย่อหน้า 4 บัญญัติว่า “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้” จึงมีวันที่จะนำมาพิจารณา นับเป็นวันเริ่มต้นความเป็นนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์อยู่ 3 วัน วันแรก 24 ส.ค.2557 ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ ครั้งแรก หลังการรัฐประหาร วันที่สอง 6 เม.ย.2560 เป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 และ วันที่สาม 9 มิ.ย.2562 ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ ครั้งสอง หลังการเลือกตั้ง

ถ้าเริ่มวันแรก พล.อ.ประยุทธ์จะครบ 8 ปีในวันที่ 23 ส.ค.2565 คือจะอยู่ไปได้ไม่เกิน ส.ค.ปีหน้า ก็ต้องออกตามรัฐธรรมนูญ แต่การนับแบบนี้ เป็นการใช้กฎหมายให้มีผลบังคับย้อนหลัง คือเอาเนื้อความในรัฐธรรมนูญที่เพิ่งออกในปี 2560 กลับไปบังคับใช้เรื่องที่เกิดในปี 2557 ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ถ้าเริ่มนับจากวันที่สอง สิทธิในการเป็น นายกฯ ตามกฎหมายของพล.อ.ประยุทธ์ จะสิ้นสุดในวันที่ 5 เม.ย.2568 ถ้าพล.อ.ประยุทธ์อยู่ไปจนครบวาระจากการเลือกตั้ง ในวันที่ 8 มิ.ย.2566 แล้วจัดการเลือกตั้ง และเผอิญว่าท่านได้เป็นนายกฯ อีก ในวาระ 4 ปีของรัฐบาล ท่านจะอยู่ได้อีกเพียงปีเศษๆ เท่านั้น พรรคที่สนับสนุนท่านจะไม่คิดเลยหรือว่าเลือกรัฐบาล 4 ปี แต่ตัวนายกฯ อยู่ได้แค่ ปีเดียว

ถ้าเริ่มนับจากวันที่สาม พล.อ.ประยุทธ์จะมีสิทธิตามกฎหมายอยู่ยาวไปจนถึง 8 มิ.ย.2570

อันนี้เริ่มมีการพูดถึงกันแล้ว โดยข้ออ้างว่าไม่นับการเป็นนายกฯ ครั้งแรก เพราะมาจากการรัฐประหาร ไม่ใช่เลือกตั้ง บางส่วนพยายามอ้างบทเฉพาะกาล มาตรา 263 ที่บัญญัติว่า ถ้ามีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด “ห้าม” มิให้บุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมือง “มิให้” นำมาใช้บังคับแก่การดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรี” ตามมาตรา 264” ซึ่งมาตรา 264 บัญญัติว่า “ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีต่อไป”

ส่วนถ้ามีบทบัญญัติใดเป็นข้อ “ห้าม” ไม่ให้เป็นรัฐมนตรีทั้งหลาย ให้นำไปเริ่มใช้กับคณะรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งทั่วไป (ตั้งแต่ เลือกตั้ง 2562)

แนะล้างมือในอ่างทองคำ

ถ้าตีความว่าการเป็นนายกฯ ของพล.อ. ประยุทธ์ เริ่มตั้งแต่วันโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ สมัยที่สอง คือ 9 มิ.ย.2562 แล้ว ตนเห็นว่าเป็นการตีความที่ไม่ตรงต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ

อันดับแรก เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญทุกอย่างต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันแรกที่ประกาศใช้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ในวันนั้น ก็ต้องนับเป็นวันที่ 1 ของสิทธิในการเป็นได้ของช่วงเวลา 8 ปี

สอง บทเฉพาะกาลมักเขียนข้อยกเว้นไว้ ถ้าต้องการให้นับเวลาวันแรกของพล.อ. ประยุทธ์ ตั้งแต่โปรดเกล้าฯ หลังการเลือกตั้ง แต่นี่ไม่ได้เขียน ไม่มีบัญญัติไว้รัฐธรรมนูญ บอกเพียงว่าคนเป็นนายกรัฐมนตรีเกิน 8 ปีมิได้ ไม่มีตอนใดที่เขียนว่า ให้นับเฉพาะกับคนเป็นนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่นับคนที่มาจากการรัฐประหาร ฉะนั้นจะมีที่มาอย่างไร ก็ล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายเช่นเดียวกัน

สาม บทเฉพาะกาล มาตรา 263 และมาตรา 264 พูดเรื่องคุณสมบัติอันเป็นข้อ “ห้าม” มิให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ถ้ามีใครที่ได้รับตำแหน่งมาในช่วงรัฐประหาร แล้วเกิดมีคุณลักษณะอันเป็นข้อห้ามไม่ให้เป็นตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ก็ไม่ให้เอามาใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงคือ คณะรัฐมนตรีทุกคนคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามปกติ ไม่มีใครอ้างว่าใครมีปัญหา ไม่เหมาะสมอย่างไร จนต้องใช้บทเฉพาะกาลมาคุ้มครอง

“ผมจึงเห็นว่า ต้องนับวาระตามรัฐธรรมนูญของพล.อ.ประยุทธ์ ตามเวลาในวันที่สอง หมายความว่าจะเป็นนายกฯ เกินกว่าวันที่ 5 เม.ย.2568 ไม่ได้ ถ้ารัฐบาลชุดนี้อยู่ไปจนครบวาระ หรือยุบสภา เลือกตั้งใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีสิทธิเป็นนายกฯ ต่อไปอีกแค่ปีกว่าๆ เท่านั้น ดังนั้น เดินตามแนวทางพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่ดีกว่าหรือ บอกว่า ผมพอแล้ว และล้างมือในอ่างทองคำ กลับบ้านไปเลี้ยงหลานจะเป็นสิ่งที่ดีกับตัวท่าน และเป็นคุณต่อแผ่นดิน มากกว่าที่จะดึงดันเป็นนายกฯ ต่อไปอีกสมัย” นายบุญส่ง ระบุ

‘สมชัย’เชื่อเป็นจุดอ่อนหาเสียง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิตและอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขออ้างความเห็นนายบุญส่ง ชเลธร มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งให้ความเห็นออกมาแยกเป็น 3 กรณี สำหรับความเห็นส่วนตัว กรณีแรกรัฐธรรมนูญไม่น่ามีผลเชิงย้อนหลัง ตามหลักกฎหมายก็ควรจะยึดแนวทางที่สองโดยไม่ได้สนใจว่าจะเป็นนายกฯจากการเลือกตั้งหรือไม่ แต่เป็นนายกฯภายหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้แล้ว ดังนั้น แนวทางที่สองควรเป็นแนวทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย

กรณีที่สองหมายความว่าวาระที่ 1 ของ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถอยู่ได้จนครบวาระ ไม่ต้องกังวลว่าปีหน้าจะพ้นหรือไม่พ้นจากตำแหน่ง แต่จะก่อให้เกิดความเสียเปรียบว่าชื่อของพล.อ.ประยุทธ์ จะไม่สามารถเป็นจุดขายในการหาเสียงครั้งต่อไปได้ เพราะถ้าจะมีการเลือกตั้งปี 2566 เท่ากับเหลือการดำรงตำแหน่งได้แค่ครึ่งวาระเท่านั้น จะกลายเป็นจุดอ่อนของการหาเสียง ซึ่งพรรคการเมืองอาจไม่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ได้

ส่วนมุมที่ฝ่ายการเมืองมองอาจจะมองในกรณีแรก คือ ต้องนับย้อนกลับไปสมัยที่เป็น คสช.ด้วย ซึ่งถ้าตนมองในเชิงกฎหมายไม่ได้เป็นความรับผิดชอบในช่วงดังกล่าว เนื่องจากรัฐธรรมนูญยังไม่มีการประกาศใช้ แต่หากมองในเชิงความสง่างาม สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องการให้ใครอยู่ในตำแหน่งนานเกินไป พล.อ.ประยุทธ์ ต้องคิดเองว่าจะใช้สิทธิตามกฎหมายหรือจะมองที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

‘อู๊ดด้า’ไม่สงสัย-‘ไพบูลย์’โยนศาล

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวว่า ถ้าสงสัยเรื่องนี้ก็ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ ตามกระบวนการตามกฎหมาย การตรวจสอบจะทำให้ได้ข้อยุติ แต่สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีข้อสงสัย

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวว่า เนื่องจากในรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนกำหนดยกเว้นไว้ในบทเฉพาะกาลว่าให้นับตั้งแต่เมื่อไหร่ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องใช้วิธีการตีความพิจารณารัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง คือ มาตรา 158 วรรค 4 นายกฯ จะดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 8 ปี มาตรา 170 เหตุให้รัฐมนตรีสิ้นสุดลงก็จะมีวรรค 2 คือนายกฯ พ้นจากตำแหน่งเมื่อครบ 8 ปี และบทเฉพาะกาลมาตรา 264 ซึ่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อยู่ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้เป็นครม.ตามรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งมีสาระของมาตรา 264 ที่ยกเว้นมาตรา 170 ไว้บางข้อต้องนำมาพิจารณาประกอบกัน เจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรค 4

“ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญตรงส่วนบทเฉพาะกาลไม่ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าจะให้นับตั้งแต่เมื่อไหร่ จึงต้องตีความเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญประกอบด้วย แต่ส่วนตัวไม่ขอแสดงความคิดเห็น เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่มีอำนาจวินิจฉัย” นายไพบูลย์กล่าว

นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล(ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคก้าวไกลยังไม่ได้คุยกัน เนื่องจากช่วงนี้สมาชิกที่เป็นกรรมาธิการ (กมธ.) ลงพื้นที่กันมาก แต่รู้ว่ามีประเด็นนี้อยู่ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจน ส่วนตัวคิดว่าแม้จะใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ยังเป็นนายกฯ อยู่ก็ควรจะถูกนับต่อจากการเป็นนายกฯ ก่อนหน้านั้น และมาตรา 158 วรรค 4 น่าจะมี ผลบังคับใช้กับพล.อ.ประยุทธ์ด้วย

‘บิ๊กป้อม’เตรียมตั้ง2กุนซือ

รายงานข่าวจากพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า หลังจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐแต่งตั้ง พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค และแต่งตั้งคณะกรรมการกฎหมายและข้อบังคับพรรค มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค เป็นประธาน

ล่าสุดมีรายงานว่า เตรียมแต่งตั้งนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กรรมการบริหารพรรค ให้เป็นรองหัวหน้าพรรคอีกตำแหน่ง แต่ตามระเบียบต้องแต่งตั้งในที่ประชุมใหญ่พรรค พล.อ.ประวิตร จึงเตรียมแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคแทน นอกจากนายสมศักดิ์ ยังมีชื่อ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายการเมือง อีกคนด้วย แต่ยังติดที่นายพีระพันธุ์ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค จึงคาดการณ์ว่าเร็วๆ นี้นายพีระพันธุ์ อาจจะเข้ามาเป็นสมัครสมาชิกพรรค

เลื่อนอีก-ไปโคราช1ต.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงพื้นที่ติดตามปัญหาน้ำท่วมที่จ.นครราชสีมาของ พล.อ.ประวิตร เดิมมีกำหนดการในวันที่ 29 ก.ย. ต่อมาได้เลื่อนเป็นวันที่ 30 ก.ย. แต่ชนกับภารกิจการลงพื้นที่ตรวจราชการติดตามแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วมของพล.อ.ประยุทธ์ ที่จ.ชัยภูมิ ในวันที่ 29 ก.ย. และจ.นครศรี ธรรมราช ในวันที่ 30 ก.ย.

ดังนั้น พล.อ.ประวิตร ได้เลื่อนกำหนดการลงพื้นที่จ.นครราชสีมา ไปเป็นวันที่ 1 ต.ค.แทน เพื่อไม่ให้กระทบกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่จ.ชัยภูมิและนครราชสีมา ที่ต้องมาต้อนรับและรายงานสถานการณ์น้ำให้กับคณะนายกฯ และรองนายกฯ ในวันเดียวกัน

‘บิ๊กตู่’บุกสุโขทัย-รมต.-ส.ส.แห่รับ

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เดินทางไปยังท่าอากาศยานสุโขทัย ต.คลองกระจง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย เพื่อติดตามสถานการณ์ และการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงตรวจเยี่ยมให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

โดยมีรัฐมนตรี ส.ส.สุโขทัย และพื้นที่ใกล้เคียง พรรคพลังประชารัฐ ให้การต้อนรับ กว่า 30 คน อาทิ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กรรมการบริหาร(กก.บห.) พรรคพลังประชารัฐ แกนนำกลุ่มสามมิตร นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส.ส.ชัยนาท กก.บห.พรรคพลังประชารัฐ ส่วนส.ส.สุโขทัย พรรคพลัง ประชารัฐ ได้แก่ นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ เขต 1 และนายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง เขต 2

จ.กำแพงเพชร มีส.ส. 4 คน มาทั้งหมด ได้แก่ นายไผ่ ลิกค์ เขต 1 นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ เขต 2 นายอนันต์ ผลอำนวย เขต 3 นายปริญญา ฤกษ์หร่าย เขต 4 นายสุรสิทธิ์ วงศ์ วิทยานันท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, จ.นครสวรรค์ มี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 4 คน ม 3 คน ได้แก่ นายภิญโญ นิโรจน์ เขต 1 นายสัญญา นิลสุพรรณ เขต 3 และนายนิโรธ สุนทรเลขา เขต 6 ยกเว้นนายวีระกอบ คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ เพราะติดสัมมนาของคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

ผู้แทนฯภาคใต้-ภูมิใจไทยก็มา

ส่วนจ.พิจิตร มี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 3 คน มาทั้งหมด ได้แก่ นายพรชัย อินทร์สุข เขต 1 นายภูดิท อินสุวรรณ์ เขต 2 นาย สุรชาติ ศรีบุศกร เขต 3, จ.พิษณุโลก มี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 2 คน มาทั้งหมด ได้แก่ นายอนุชา น้อยวงศ์ เขต 3 และ นายมานัส อ่อนอ้าย เขต 5

จ.ตาก มี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 2 คน มาทั้งหมด ได้แก่ นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ เขต 1 นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข เขต 3, จ.ลำปาง มี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 1 คน คือ นายวัฒนา สิทธิวัง เขต 4, จ.ชัยนาท มี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 2 คน คือนายอนุชา นาคาศัย เขต 1 และนายมณเฑียร สงฆ์ประชา เขต 2

นอกจากนี้ ยังมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ ส.ส.ภาคอื่นๆ พรรคพลังประชารัฐ เดินทางมาด้วย ได้แก่ นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กรุงเทพฯ นายวันชัย ปริญญาศิริ ส.ส.สงขลา นายพยม พรหมเพชร ส.ส.สงขลา รวมทั้งนายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ ส.ส.สุโขทัย เขต 3 พรรคภูมิใจไทย(ภท.)

โอดไม่สนใจใครจะรักหรือไม่

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ขึ้นรถบรรทุกขับเคลื่อน 4 ล้อ ได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ และมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่บ้านคลองชัด หมู่ที่ 8 ต.วังใหญ่ และวัดดอนจันทร์ หมู่ที่ 4 ต.บ้านไร่ อ.ศรีสำโรง พร้อมระบุว่า วันนี้ทุกคนมาในนามรัฐบาล ในนามครม. เพื่อช่วยเหลือดูแลทุกคน ใครจะรักหรือไม่รัก นายกฯ ไม่สนใจ เพียงขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด สุดความสามารถ”

เวลา 13.05 น. น. พล.อ.ประยุทธ์ ทักทายประชาชนที่มาต้อนรับที่วัดบ้านซ่าน ต.บ้านซ่าน อ.ศรีสำโรง ช่วงหนึ่งมีเกษตรกรนำทุเรียนหมอนทองเมืองพระร่วงมาให้ 3 ลูก โดยบอกว่า “เอามาให้ลุงตู่ อีก 2 วันสุก รับประทานได้ และเอาไปแบ่งลุงป้อมสักลูกก็ได้ครับ” พล.อ.ประยุทธ์จึงกล่าวว่า “เดี๋ยวจะให้ลุงป๊อก ลุงป้อม ลุงตู่” ทำเอาคนที่ยืนอยู่บริเวณนั้นหัวเราะชอบใจ โดยพล.อ.ประยุทธ์กระเซ้ากลับไปว่า “เดี๋ยวจะกินทั้งเปลือกเลย”

ขณะที่ก่อนขึ้นรถยนต์เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ มีประชาชนจำนวนหนึ่งตะโกน “ลุงตู่สู้ๆ” พล.อ.ประยุทธ์จึงตอบกลับไปว่า “สู้”

3 ป.ร่วมงานมารดาเจ้าคุณมีชัย

ผู้สื่อข่าวรายงาน เวลา 17.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางมายังวัดสังข์กระจาย วรวิหาร บางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นประธานประชุมเพลิงนางสอด ตุวันโน โยมมารดา พระธรรมวชิรเมธี มีชัย ตุวันโน หรือ เจ้าคุณมีชัย เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคชรา อายุ 99 ปี โอกาสนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ร่วมในพิธีด้วย

ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันในวงการทหารว่า พล.อ.ประยุทธ์ นับถือเจ้าคุณมีชัย มาก และหมั่นไปทำบุญเสริมดวงชะตาบ่อยครั้ง

เผยภารกิจไปนครศรีฯ 30ก.ย.

นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส. จ.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ กล่าวกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ในวันที่ 30 ก.ย. ว่า เป็นการติดตามความคืบหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง และผลกระทบน้ำเค็ม ในพื้นที่ 94 ตำบล 11 อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ 5.3 แสนไร่ ของจ.นครศรีธรรมราช งบประมาณ 9,580 ล้านบาท ระยะเวลา 6 ปี (พ.ศ.2561-2566) การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นความตั้งใจจริงของนายกฯ ที่ต้องการจะแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เพราะทราบถึงปัญหาความล่าช้า ไม่ใช่การหาตีกินทางการเมือง อย่างนักการเมืองบางพรรคที่ถนัดเรื่องดังกล่าว

ตนเตรียมเสนอโครงการต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง 4 โครงการ ได้แก่ 1.เร่งรัดติดตามคืบหน้าโครงการเวนคืนที่ดิน ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 408 สายนครศรีธรรมราช-บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 (นาทวี) ช่วงบริเวณสะพานการะเกด ต.การะเกด-ต.แม่ เจ้าอยู่หัว อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีปัญหาการเวนคืนพื้นที่มากว่า 10 ปี โดยวันที่ 15 ต.ค.จะครบกำหนดเวลาการเวนคืน

2.ศึกษาความเป็นไปได้ การสร้างสะพานข้ามอ่าวปากพนัง เชื่อมต่อ แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง และ อ.เมืองนครศรีธรรมราช เพื่อเป็นเส้นทางใหม่ เชื่อมโยงการท่องเที่ยว

3.โครงการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมายในพื้นที่ตลอดแนวชายฝั่งอ่าวปากพนัง ครอบคลุมพื้นที่ อ.เมือง อ.ปากพนัง และอ.หัวไทร โดยจัดตั้งหน่วยศร.ชล.ประจำพื้นที่บริเวณอ่าวปากพนัง เพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามประมงผิดกฎหมาย

และ 4.โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าพรุควนเคร็ง ซึ่งเป็นป่าพรุ ที่มีความสำคัญต่อ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา

‘จุรินทร์’เตรียมออนทัวร์ 20 จว.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาในพรรคพลังประชารัฐที่มีการวัดพลังในการลงพื้นที่น้ำท่วมว่า ไม่ขอมองในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ แต่พรรคประชาธิปัตย์มีการลงพื้นอย่างต่อเนื่อง ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะลงไปทำกิจกรรม พร้อมพบปะแกนนำของพรรคในแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัด ซึ่งมีการเตรียมการไว้อย่างชัดเจน ว่าจะไปที่ไหนอย่างไร

ส่วนในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ จะลงพื้นที่ไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และทำโครงการต่างๆในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเดือนก.ย.-ต.ค. เป็นช่วงเวลาปิดสมัยประชุมสภา และจะเปิดประชุมในวันที่ 1 พ.ย. ได้เตรียมการไว้แล้วว่าจะออนทัวร์ลง 20 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคอีสาน และกรุงเทพฯ

ในพื้นที่กรุงเทพฯ ขณะที่ตนออนทัวร์ จะมอบหมายให้นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ นายราเมศ รัตนะเชวง และน.ส.รัชดา ธนาดิเรก และคนอื่นๆ ร่วมกับ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.) ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ส่วนการลงพื้นที่จะเป็นการส่งสัญญาณ ยุบสภาหรือไม่นั้น นายจุรินทร์กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้เพราะอำนาจอยู่ที่นายกฯ เหมือนที่ย้ำมาในหลายรอบ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลคิดว่าหากมีการส่งสัญญาณหรือการตัดสินใจอะไร คงจะมีการแจ้ง และเรียกหารือกับพรรคร่วมรัฐบาล เพราะอย่างน้อยที่สุดแล้วแต่ตอนนี้เป็นรัฐบาลผสม ทุกครั้งแม้จะไม่เท่ากันแต่ความสำคัญน่าจะไม่แตกต่างกัน คิดว่านายกฯ น่าจะถือหลักมีอยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมามีอะไรนายกฯ ก็หารือตลอด

พท.อัดเกมวัดพลัง-ปชช.ถูกทิ้ง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการแก้ปัญหาน้ำท่วมของ พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร เป็นอีกสถานการณ์ที่เห็นชัดว่ารัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาทางการเมืองของตนเองมากกว่าปัญหาของประเทศชาติและประชาชน ต่างฝ่ายต่างงัดกลยุทธ์เล่นเกมการเมือง วัดพลังกันอย่างเต็มที่ สภาพเหมือนสงครามเย็นที่ต่างฝ่ายต่างแพ้ไม่ได้

รัฐบาลสอบตกการแก้ไขปัญหาสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังสอบตกการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การลงพื้นที่ประลองกำลังไปตรวจน้ำท่วมของแกนนำ ทั้ง 2 ฝ่ายในรัฐบาลนั้น ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ สิ่งที่ควรทำมากกว่า คือการดำเนินการแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งตามแผนบริหารจัดการน้ำระดับชาติทั้งระบบครบวงจรและยั่งยืน

7 ปีที่ผ่านมารัฐบาลทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง โอกาสอยู่ต่อของรัฐบาลนี้ริบหรี่ลงทุกขณะ ไม่ต้องรอไปไกลถึงศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แค่กฎหมายปกติตามคิวที่ ครม.ต้องนำเสนอร่าง พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อฯ เข้าสภา ยังเสี่ยงแบบที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับ ถ้าโดนคว่ำรัฐบาลต้องลาออก หรือกฎหมายเกี่ยวกับการเงินที่พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งไฟเขียวการกู้เงินทะลุเพดาน 70 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ที่ต้องกู้เงินมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ ก็เสี่ยงติดล็อกมีโอกาสถูกเท พลิกคว่ำกลางสภาได้สูง

โดนกวน – นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนาย จิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ส.ส.นนทบุรี และน.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรค ร่วมแถลงกรณีการจัดอบรมสัมมนาเตรียมความพร้อมเลือกตั้งอบต.ในจ.มหาสารคาม ถูกกลุ่มการเมืองเข้ามาก่อกวน เมื่อวันที่ 26 ก.ย.

‘เสี่ยโจ้’จับตากบฏในพปชร.

ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร ลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ตรวจน้ำท่วมที่ จ.เพชรบุรี โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ นำ ส.ส.ไปร่วมแสดงพลังสายลุงป้อมถึง 55 คน ขณะที่สายลุงตู่มีแค่ 9 คน

ส่วนตัววิเคราะห์ว่าหลังแก้รัฐธรรมนูญเรื่องบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเสร็จแล้ว ช่วงเปิดสภา เดือนพ.ย.ต้องมีการเสนอกฎหมายลูกเพื่อให้สอดคล้อง จากนั้นจะมีกฎหมายการเงินเข้าสภา กรณีการขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มเป็น 70% คาดว่ารัฐบาลจะต้องขอออก พ.ร.ก.กู้เงิน ถ้ากลุ่มกบฏธรรมนัส 55 เสียง ยกมือคว่ำร่างกฎหมายการเงินเมื่อไร พล.อ. ประยุทธ์ไปแน่ สอดคล้องกับที่ พล.อ.ประวิตรบอกจะมีการเลือกตั้งต้นปีหน้า

ช่วงนี้ พล.อ.ประวิตรเดินสายถี่ยิบ ขอให้จับตาดูพรรคการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเห็นได้ชัดว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นของ พล.อ.ประวิตร กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัสยังเหนียวแน่นแสดงพลัง ไม่มีท่าทีสมานฉันท์กับ พล.อ.ประยุทธ์แน่นอน หาก พล.อ. ประยุทธ์จะเล่นการเมือง ต้องเป็นพรรคของนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ผ่านมามีข่าวเป็นระยะว่าลุงฉิ่งจะตั้งพรรค ขอให้จับตาหลังวันที่ 30 ก.ย. หลังเกษียณ รอดูสัญญาณให้ดี

“ที่บอกว่า 3 ป.รักกันมากนั้น ผมไม่เชื่อ เวลานี้ลุงป้อมยังจัดการเรื่องนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อดีตรมช.แรงงาน ไม่ได้เลย ทราบข่าวมาว่าอาจารย์แหม่มยังร้องไห้ไม่หยุดอยู่เลย วันนี้ลุงป้อมไปทาง ลุงตู่กับลุงป๊อกไปอีกทาง แถมมีลุงฉิ่งด้วย แบบนี้ในทางการเมืองถือว่าสัญญาณชัดเจน ดูแล้วไม่ไปด้วยกันแน่นอน

และถ้าพล.อ.ประยุทธ์ไม่มีพรรค จะเป็นนายกฯ ต่อได้อย่างไร ใครจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะสุดท้ายแล้วพรรค การเมืองต้องเป็นผู้เสนอชื่อนายกฯ จะให้พรรคเจ๊หน่อย (คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย) เสนอหรือ เขาเสนอชื่อตัวเองแน่นอน” นายยุทธพงศ์กล่าว

จ่อยื่นปปช.ฟัน‘ตู่-หนู-เฉลิมชัย’

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เปิดเผยว่า หลังจากฝ่ายค้านได้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ หลายเรื่อง ในวันที่ 29 ก.ย.

พรรคร่วมฝ่ายค้านจะประชุมเพื่อหารือและสรุปสำนวนต่างๆ ก่อนยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อเอาผิด พล.อ.ประยุทธ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ อาทิ การทุจริตจัดหาวัคซีนซึ่งมีราคาส่วนต่าง การทุจริตจัดซื้อชุดตรวจเอทีเค การทุจริตทุบราคายางพารา รวมถึงการแจกเงินส.ส. 5 ล้านบาท บริเวณชั้น 3 อาคารรัฐสภา เพื่อแลกกับการลงมติไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ คาดว่าจะทยอยยื่นร้องต่อ ป.ป.ช.ได้ในช่วงต้นเดือน ต.ค.เป็นต้นไป

ส่วนที่ฝ่ายค้านยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานกมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ขอให้สอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องการแจกเงิน 5 ล้านบาทนั้น กมธ.ได้เชิญตนเข้าชี้แจงในวันที่ 29 ก.ย. งานนี้รับรองว่าพยานหลักฐานที่มี จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลกระเจิงแน่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน