เคาะเปิดปท.-ดัน15จว.นำร่อง กทม.-พัทยา-เชียงใหม่
‘ตู่’นำครม.-เอกชนแถลงพรึบ
ลดเคอร์ฟิว-ซื้อโมลนูพิราเวียร์
WHOรับรองแอสตร้าฯไทยแล้ว
‘บิ๊กตู่’นำทีมรมต.-ภาคเอกชนแถลงเปิดประเทศ เคาะ 15 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยว ย้ำ 5 ชาติ ทั้งอังกฤษ เยอรมนี สหรัฐ จีน สิงคโปร์เข้ามาเที่ยวได้โดยไม่ต้องกักตัว 1 พ.ย. ศบค.ชุดใหญ่ไฟเขียวปรับลดพื้นที่สีแดงเข้มจาก 29 จว.เหลือ 23 จว. พร้อมลดเคอร์ฟิว 5 ทุ่มถึงตี 3 ขณะที่ห้าง โรงหนัง ร้านสะดวกซื้อเปิดได้ถึง 4 ทุ่ม จัดประชุม งานเลี้ยง งานแต่งได้ไม่เกิน 500 คน เริ่ม 16 ต.ค. แต่ผับ บาร์ คาราโอเกะ สวนน้ำ สวนสนุกยังไม่ให้เปิด ไฟเขียวฉีดสูตรไขว้แอสตร้าฯ-แอสตร้าฯ กระตุ้นด้วยไฟเซอร์ อนุมัติซื้อยา‘โมลนูพิราเวียร์’ แต่ให้สธ.เสนอครม.พิจารณากรอบวงเงินซื้อ องค์การอนามัยโลกรับรองแอสตร้าฯ ของสยามไบโอไซเอนซ์แล้ว ส่วนยอดติดเชื้อรายวันพุ่งเกินหมื่น ตายกลับมาเกิน ร้อยอีก

นำทีมแถลง – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ นำทีมรัฐมนตรีตั้งแถวแถลงผลประชุมศบค.ชุดใหญ่ ย้ำมีความมั่นใจและความพร้อมเปิดประเทศเดือนพ.ย.นี้ พลิกฟื้นการท่องเที่ยวไทยให้กลับมาอีกครั้ง ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 14 ต.ค.
‘บิ๊กตู่-รมต.’แถลงเปิดประเทศ
เมื่อเวลา 12.35 น. วันที่ 14 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)ชุดใหญ่ โดยเรียกรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการมาร่วมยืนแถลงข่าว ได้แก่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ, นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี, นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม, นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน, นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานสภาอุต สาหกรรมแห่งประเทศไทย
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่อยากประกาศในวันนี้ คือเรื่องที่ตนได้แถลงการณ์เรื่องเตรียมการเปิดประเทศในเดือนพ.ย.นี้เป็นต้นไป และมาตรการผ่อนคลายในเดือนธ.ค.นี้เป็นต้นไป มีหลายเรื่องที่นำเสนอเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมศบค. สำหรับรายชื่อประเทศที่จะเข้ามาในไทยโดยไม่ต้องกักตัวนั้น จะต้องกำหนดมาตรการและเป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ซึ่งยังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกัน และขึ้นอยู่กับประเทศต้นทางด้วย เราพยายามทำให้เกิดความร่วมมือกันทั้งส่วนราชการ ประชาชน และภาคเอกชน ในการเตรียมความพร้อมให้ทันกำหนดเวลาตามที่เราได้ประกาศไปแล้ว อีกทั้ง มาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะสร้างความมั่นใจให้ชาวต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศไทย ตลอดจนต้องมีมาตรการในการเตรียมการรองรับของพวกเราในฐานะเจ้าของบ้านที่จะทำอย่างไรให้เกิดความพร้อมให้มากที่สุด โดยเราต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่ในเดือนต.ค.และพ.ย.นี้ในการพิจารณามาตรการเปิดประเทศและการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ทั้งนี้อาศัยกรอบด้านสาธารณสุขมาใช้ในการพิจารณาด้วย วันนี้เราจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมที่จำเป็นทุกอย่างไว้ให้พร้อมในช่วงเวลาที่เหลืออยู่
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนการเดินทางของผู้ที่มาจากประเทศต่างๆ นั้น มีหลายประเทศมีข้อเสนอหรือความต้องการจะเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งเราขอพิจารณาอย่างรอบคอบ และต้องใช้เวลาต่อจากนี้ในการเตรียมมาตรการต่างๆ ในการปรับประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น เพราะเราตั้งหลักเกณฑ์เรื่องนี้มานาน แต่สถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมากพอสมควร
“วันนี้ผมยืนท่ามกลางภาครัฐและเอกชน ทั้งกกร. หอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ฝ่ายรัฐ คณะรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข โดยมีรองนายกรัฐมนตรี 2 ท่านที่ติดภารกิจเยี่ยมประชาชน วันนี้ผมและพวกเราอยากขอความร่วมมือจากประชาชนว่าเรื่องนี้อย่างน้อยจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ช่วยให้ประชาชนหลายๆ ส่วนน่าจะได้เริ่มกลับมาทำมาหากิน กลับมาตั้งตัวได้ดีอีกครั้ง ซึ่งเราต้องมีความพยายามในการดึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศให้เข้ามาในไทยมากขึ้น ให้สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศไทย และดำเนินการในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่นเดียวกับที่หลายๆ ประเทศกำลังทำอยู่” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ศบค.ลดเหลือ 23จว.พื้นที่แดงเข้ม
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค.แถลงผลประชุมศบค.ชุดใหญ่ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศบค.เป็นประธานว่า วันนี้ที่ประชุมมีข้อสรุปสำคัญ คือ 1.เรื่องการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว คือให้ที่ประชุมศปก.ศบค. ไปพิจารณาแนวทางการเข้าราชอาณาจักรแบบ ไม่กักตัว ไม่จำกัดพื้นที่ ยังไม่มีประกาศประเทศเพิ่มเติม, เห็นชอบยกเลิกกำหนดประเทศ/ดินแดนเสี่ยงโควิด และเห็นชอบแผนการรองรับเปิดประเทศและแผนเร่งรัดรองรับการเปิดประเทศ
2.การปรับพื้นที่สถานการณ์และมาตรการควบคุมโรคโควิดในพื้นที่ ได้เห็นชอบปรับพื้นที่จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จาก 29 จังหวัด เหลือ 23 จังหวัด ได้แก่ กทม. กาญจนบุรี จันทบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ตาก นครปฐม นครนายก นครศรีธรรมราช นราธิวาส นนทบุรี ปทุมธานี ปราจีนบุรี ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา ยะลา ระยอง ราชบุรี สงขลา สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสระบุรี
ร่นเคอร์ฟิว-5ทุ่มถึงตี 3
โดยมีการปรับลดมาตรการ คือกรณีห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) ปรับจาก 22.00-04.00 น. เป็น 23.00 -03.00 น. เพื่อให้ผู้ประกอบการ เช่น ตลาดโต้รุ่ง ตลาดเช้า ได้กลับมาสู่ชีวิตเดิม ร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ตลาดนัด เปิดถึง 22.00 น. จำหน่ายทุกประเภทสินค้า เปิดบริการเครื่องเล่น สวนสนุกได้ ผ่านการพิจารณาคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม. กิจการกิจกรรมอื่นๆ ที่เปิดทำการโดยกำหนดเวลา เช่น โรงภาพยนตร์ ร้านอาหาร โรงละคร ศูนย์การค้า เปิดได้ถึง 22.00 น. เน้นย้ำป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด สถานดูแลผู้สูงอายุ จากรับเฉพาะผู้อยู่ประจำ ให้รับกลุ่มเดินทางไปกลับได้ แต่ต้องผ่านความเห็นคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด สุ่มตรวจ ATK และกรณีขนส่งสาธารณะ ทุกประเภท จากเดิมบรรจุ 75% ปรับเพิ่มได้ตามความสามารถยานพาหนะ โดยมีคณะกรรมการควบคุมกำกับ
นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า สำหรับศูนย์แสดงสินค้า จัดประชุม งานเลี้ยงในโรงแรม ห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะมีการจัดงานแต่ง งานเลี้ยงสังสรรค์ที่จำเป็นตามประเพณีนิยม สามารถเปิดได้ จำกัดจำนวนคนไม่เกิน 500 คน มีการเว้นระยะห่าง จัดเลี้ยงอาหารแยกชุด ไม่ปะปน สวมหน้ากากตลอด ใช้เวลาไม่เกิน 2 ช.ม. ดำเนินการไม่เกิน 22.00 น. ขออนุญาตคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม. กรณีที่จัดเกิน 50 คน เพื่อรับทราบว่ามีการใส่ใจมาตรการ
ส่วนพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) จาก 37 จังหวัด เหลือ 30 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยนาท ชัยภูมิ ชุมพร เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี มหาสารคาม ระนอง ลพบุรี ศรีสะเกษ สตูล สระแก้ว สิงห์บุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ อ่างทอง อุดรธานี อุบลราชธานี เพชรบูรณ์ และนครราชสีมา และพื้นที่ควบคุม (สีส้ม) จาก 11 จังหวัด เพิ่มขึ้นเป็น 24 จังหวัด หรือมีเยอะขึ้น ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) และพื้นที่เฝ้าระวัง (สีเขียว) ยังไม่มีเหมือนเดิม
ผับ-บาร์-โอเกะ’ยังไม่ให้เปิด
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับการปรับมาตรการในทุกพื้นที่ คือศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ให้เปิดตู้เกม ร้านเกมได้ เล่นเป็นรายบุคคล แข่งเป็นคู่ สวมหน้ากากตลอดเวลา แต่ยกเว้นพื้นที่สีแดงเข้ม เพราะอาจไปอยู่ใกล้ชิดกันนานๆ มีโอกาสติดเชื้อกันได้ สวนน้ำ สวนสนุกยังไม่เปิดทุกพื้นที่ สนามกีฬาเปิดดำเนินการได้ขยายถึงเวลา 22.00 น. การจัดกิจกรรมรวมกลุ่มกันขยายจำนวนคนได้ โดยพื้นที่สีแดงเข้มจาก 25 คน เป็น 50 คน สีแดงจาก 50 คน เป็น 100 คน สีส้ม จาก 100 คน เป็น 200 คน แต่เน้นย้ำป้องกันตนเองสูงสุด สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ยังไม่ให้เปิด แต่ขอให้มีการ เตรียมการไว้ปรับพื้นที่ให้สะอาด โปร่งโล่ง ทำมาตรการภายในเตรียมไว้ก่อน และในเดือนถัดไปจะมีการเร่งรัดกำหนดมาตรการให้แล้วเสร็จเพื่อเปิดดำเนินการ แต่ตอนนี้ความเสี่ยงยังสูง
“เราเป็นห่วงถ้าปรับมาตรการแล้ว ความร่วมมือประชาชน ผู้ประกอบการ ภาครัฐ 3 ส่วนนี้ ต้องกำกับติดตามใกล้ชิดจะมีสภาวะแวดล้อมเหมาะสมดำเนินกิจการกิจกรรมเหมาะสมการอยู่กับโควิด วันนี้ติดเป็นหมื่น แต่มีวิธีการอยู่กับเขาได้ แต่ไม่ใช่ต้องไปติดเชื้อ เราต้องไม่ติดเชื้อ กิจการเราต้องทำให้คนเข้ามาไม่ติดเชื้อก็จะเดินหน้าต่อได้ หากกิจการที่ใดดำเนินการไม่เป็นผลดี การดำเนินการก็อาจถูกสั่งปิดได้เหมือนเดิม เพราะได้สิทธิมาความรับผิดชอบต้องมาพร้อมกันด้วย” นพ.ทวีศิลป์กล่าว
ป่วยใหม่ 11,276-ตาย 112
นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมรายงานสถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ป่วยรายใหม่ 11,276 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 10,487 ราย มาจากระบบเฝ้าะวังและบริการ 10,413 ราย มาจากการคัดกรองเชิงรุก 677 ราย อยู่เรือนจำ 134 ราย เป็นผู้โดยทางมาจากต่างประเทศ 52 ราย มีผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 1,751,704 ราย มีผู้หายป่วยเพิ่ม 10,407 ราย ผู้หายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 1,625,750 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 107,925 ราย อาการหนัก 2,890 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 675 ราย เสียชีวิต 112 ราย ผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่2563 จำนวน 18,029 ราย
ขณะที่การฉีดวัคซีน เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ฉีดเพิ่มเติมได้ 583,994 โดส ยอดฉีดสะสมรวม 62,579,803 โดส โดยในที่ประชุมมีความเป็นห่วงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ รวมถึงตัวเลขเพิ่มสูงโดยนายกฯ ระบุให้ศปก.ศบค.ส่วนหน้าคอยบัญชาการนำไปสู่การแก้ปัญหาในพื้นที่เพื่อให้การควบคุมโรคเห็นผลภาพเดียวทั้งประเทศ
เปิดปท.นำร่อง 5 ชาติเข้าได้
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ในที่ประชุมยังหารือเรื่องแผนการรองรับการเปิดประเทศ ตามที่ นายกฯ ออกแถลงการณ์ ตามที่เอ่ยชื่อมา 5 ประเทศที่เข้าประเทศไทยโดยไม่ต้องกักตัว ไม่จำกัดพื้นที่ คืออังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมัน สิงคโปร์ และจีน โดยที่ประชุมวันนี้ไม่ได้ระบุประเทศเพิ่มเติม และมอบหมายให้ ศปก.ศบค.ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขต่อไป
นอกจากนี้ที่ประชุมวันนี้ยกเลิกการกำหนดประเทศดินแดนความเสี่ยงของสถานการณ์โควิด-19 เนื่องการจัดกลุ่มประเทศต่างๆ เป็นเรื่องเดิม ซึ่งคณะกรรมการวิชาการได้คุยเรื่องนี้มาพอสมควรแล้วว่า เพราะหลักเกณฑ์ที่เคยกำหนดไว้ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว และการกำหนดมาตรการบุคคลที่จะเข้าประเทศจำนวนการฉีดวัคซีน การตรวจโควิด การกักตัว และเฝ้าระวังสถานการณ์ สำคัญมากกว่าการกำหนดประเทศที่มีความเสียงจริงยกเลิกไป
ดัน 15 จว.นำร่องท่องเที่ยว
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้หารือถึงการเปิดประเทศว่า หากเปิดประเทศแล้ว ต้องมีพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว โดยเป็นพื้นที่ สีฟ้า ที่ จ.ภูเก็ต จ.สุราษฎร์ธานี เกาะสมุย เกาะเต่า เกาะพะงัน จ.พังงา จ.กระบี่ ดังนั้น จะต้องขยายพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวรองรับเพิ่มเติมในช่วง 1-30 พ.ย. จะขอเพิ่มอีก 15 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ (สนามบินสุวรรณภูมิ) กระบี่ (ทั้งจังหวัด) พังงา (ทั้งจังหวัด) ประจวบคีรีขันธ์ (ตำบลหัวหิน หนองแก) เพชรบุรี (เทศบาลเมืองชะอำ) ชลบุรี (พัทยา อำเภอบางละมุง ตำบลนาจอมเทียน ตำบลบางเสร่ เกาะสีชัง อำเภอศรีราชา) ระนอง (เกาะพยาม) เชียงใหม่ (อำเภอเมือง แม่ริม แม่แตง ดอยเต่า) เลย (เชียงคาน) บุรีรัมย์ (อำเภอเมือง) หนองคาย (เมือง ศรีเชียงใหม่ ท่าบ่อ สังคม) อุดรธานี (อำเภอเมือง นายูง หนองหาน ประจักษ์ศิลปาคม กุมภวาปี บ้านดุง) ระยอง (เกาะเสม็ด) และตราด (เกาะช้าง) และในเดือนธ.ค.จะปรับพื้นที่สีฟ้าอีก 16 จังหวัด อาทิ จ.เชียงราย จ.แม่ฮ่องสอน จ.ลำพูน จ.แพร่ จ.สุโขทัย เป็นต้น โดยจังหวัดเหล่านี้จะต้องเข้าที่ประชุมศปก.ศบค. อีกครั้งหนึ่ง
สำหรับแผนการเปิดประเทศแบบไม่กักตัวและไม่จำกัดพื้นที่ของนายกฯ ทีมงานแปลงออกมาซึ่งต้องมีกลยุทธ์ต่างๆ โดยการเปิดประเทศต้องปลอดภัย ลดวันกักตัว ปรับวิธีการหาเชื้อโควิด ลดค่าประกัน รวมทั้งต้องเฝ้าระวังการหลบหนีเข้าประเทศ เฝ้าระวังกลุ่มเปราะบาง เตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุข และพัฒนาฐานข้อมูล และที่ประชุมสั่งการให้นำกลยุทธ์จัดทำแผนนี้ ก่อนเสนอศบค. ให้อนุมัติแผนภายใน 2 เดือนหลังจากนี้ และถ่ายทอดไปทุกหน่วยงานและดำเนินการตามแผน โดยวันที่ 1-30 พ.ย. จะดำเนินการตามแผนระยะที่ 1 ระยะที่ 2 เดือนธ.ค.จะดำเนินการต่อเนื่อง และประเมิน และระยะที่ 3 เดือนม.ค.65 จะผลักดันกลยุทธ์ดังกล่าวต่อไป
ไฟเขียวซื้อยาโมลนูพิราเวียร์
โฆษกศบค. กล่าวอีกว่า ที่ประชุมศบค.เห็นชอบแผนการจัดหายาโมลนูพิราเวียร์ จำนวน 50,000 คอร์ส ตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอ โดยมอบกรมการแพทย์เสนอเข้าที่ประชุมครม.เพื่อขออนุมัติกรอบวงเงิน นอกจากนี้ศบค.ยังรับทราบแผนการจัดหาวัคซีน โดยแผนการนำเข้าวัคซีนตลอดทั้งปี 64 คือ 127 ล้านโดส ยังคงเดิมตามแผน ขณะที่เป้าหมายฉีดวัคซีนในเดือนต.ค. ตั้งเป้าฉีดให้ได้ครอบคลุมประชากรทั้งหมด ทั้ง ชาวไทย และชาวต่างประเทศ ร้อยละ 50 และอย่างน้อยร้อยละ 70 ในหนึ่งพื้นที่ Covid Free Area หรือพื้นที่เตรียมเปิดรับนักท่องเที่ยว หรือเชื่อมโยงจังหวัดเปิดรับนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งตั้งเป้าฉีดครอบคลุมกลุ่มผู้สูงอายุ และ 7 กลุ่มโรคเสี่ยง เพิ่มเป็นร้อยละ 80
นอกจากนี้ยังเพิ่มการฉีดจังหวัดนำร่องท่องเที่ยวจากเดิมประกอบด้วย จ.ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพงัน เกาะเต่า) พังงา (เขาหลัก เกาะยาว) กระบี่ (เกาะพีพี เกาะไหง ไร่เล่ย์ ที่ตั้งเป้าฉีดระยะที่ 1 ให้ได้ภายในวันที่ 31 ต.ค. โดยเพิ่มอีก 15 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ กระบี่ พังงา ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ชลบุรี ระนอง เชียงใหม่ เลย บุรีรัมย์ หนองคาย อุดรธานี ระยอง และตราด ตั้งเป้าฉีดระยะที่ 1 ให้ได้ภายในวันที่ 30 พ.ย.2564 โดยมอบหมายหน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อเตรียมพร้อมรับการเปิดประเทศ
“ในการประชุมศบค.มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะผอ.ศปก.ศบค.ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการรองรับแผนเปิดประเทศ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มี 2 จังหวัดที่ยกระดับจากสีแดงขึ้นไปเป็นสีแดงเข้ม คือจันทบุรี และนครศรีธรรมราช ส่วนจังหวัดสีลดจากสีแดงเข้มเหลือสีแดงมี 8 จังหวัด คือ นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง และเพชรบูรณ์ แต่มีพื้นที่สีส้มที่ยกระดับมาเป็นสีแดง 1 จังหวัดคือ สุราษฎร์ธานี สำหรับพื้นที่สีแดงลดมาเป็นสีส้ม มี 14 จังหวัด คือ กำแพงเพชร บุรีรัมย์ ยโสธร ร้อยเอ็ด ลำปาง ลำพูน เลย สกลนคร สุโขทัย หนองคาย หนองบัวลำภู อุตรดิตถ์ อุทัยธานี และอำนาจเจริญ
มะกันบริจาคอีก1ล้านโดสต.ค.นี้
นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีรัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะบริจาควัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ไทยอีก 1 ล้านโดสว่า การดำเนินการเรื่องนี้ฝ่ายสหรัฐมีผู้เกี่ยวข้อง 3 ส่วน คือกระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ และผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และวัคซีน แต่ทั้ง 3 ฝ่ายของเขายังไม่ได้ประชุมร่วมกันเพราะเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในส่วนของโคแวกซ์ (COVAX) ดังนั้นเรื่องเอกสารที่มีบางคนเข้าใจว่าฝ่ายไทยยังไม่ได้เริ่ม ถือเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว เพราะกรณีวัคซีน 1 ล้านโดสนี้ไม่มีเรื่องเอกสาร แต่ผู้เกี่ยวข้องของฝ่ายสหรัฐยังไม่เคยมานั่งพูดคุยร่วมกันเลย ทั้งนี้ฝ่ายสหรัฐหารือกับคณะทำงานฝ่ายไทยไปแล้วเมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากตนไปหารือกับบุคคลที่เกี่ยวข้องของสหรัฐจากการพูดคุยของคณะทำงานไทยและสหรัฐ เบื้องต้นพบว่าอาจจะเป็นวัคซีนชนิดอื่นที่ไม่ใช่ของบริษัทไฟเซอร์ ทั้งนี้ฝ่ายไทยและสหรัฐมีการพูดคุยกัน 3 ครั้ง ระหว่างนั้นผู้เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยก็ได้ประชุมเตรียมการเช่นกัน อย่างไรก็ตามฝ่ายไทยและสหรัฐยังคงประสานงานกันต่อไป
นายดอนกล่าวว่า ฝ่ายสหรัฐตั้งใจไว้ว่าจะดำเนินการเรื่องของวัคซีน 1 ล้านโดส ให้เสร็จภายในเดือนต.ค.นี้ ตอนนี้เราต้องรอให้ฝ่ายเขาได้ข้อยุติเสียก่อน ตนไม่อยากไปพูดอะไรมาก แต่ทราบว่าเขากำลังดำเนินการอยู่
เมื่อถามย้ำว่า วัคซีน 1 ล้านโดสนี้คาดว่าจะมาถึงประเทศไทยภายในเดือนต.ค.นี้ใช่หรือไม่ นายดอนกล่าวว่า ฝ่ายสหรัฐพยายามให้เป็นแบบนั้น แต่อยู่ที่ว่าจำเป็นต้องมีการประชุมรอบที่ 4 หรือไม่
‘อนามัยโลก’รับรองแอสตร้าฯไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ล่าสุดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนให้นำมาใช้ในภาวะฉุกเฉิน (EUL) จากองค์การอนามัยโลก (WHO) แล้ว โดยการขึ้นทะเบียนดังกล่าวมีผลทันที และครอบคลุมถึงวัคซีนที่ผลิตในประเทศไทยก่อนหน้านี้ด้วยเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก ขึ้นทะเบียนวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าฯ ให้นำมาใช้ในภาวะฉุกเฉินตั้งแต่เดือนก.พ.2564 เป็นต้นมา เพื่อเร่งการเข้าถึงวัคซีนและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และขณะนี้เพิ่มเติมในส่วนของการรับรองวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าฯ ที่ผลิตในประเทศไทย โดยสยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าฯ หรือ Vaxzevria เป็นวัคซีนที่มีคุณภาพสูง และผลิตตามเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันทั่วโลกไม่ว่าจะผลิตจากที่ใดก็ตาม
นายเจมส์ ทีก ประธาน บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แอสตร้าฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่องค์การอนามัยโลกให้การรับรองวัคซีนป้องกัน โควิด-19 ของแอสตร้าฯ ที่ผลิตในประเทศไทยเพื่อใช้ในภาวะฉุกเฉิน แม้ที่ผ่านมารัฐบาลในหลายประเทศจะให้การรับรองผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าฯ ที่ผลิตในประเทศไทยว่าเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนครบถ้วนแล้ว และตามมาตรการควบคุมการเดินทาง ผู้ที่ได้รับวัคซีนดังกล่าวสามารถเดินทางระหว่างประเทศได้ แต่การรับรองวัคซีนโดยองค์การอนามัยโลกในครั้งนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ ยอมรับและรับรองวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าฯ เพื่อประโยชน์ในการเดินทางที่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น
ด้านนางนวลพรรณ ล่ำซำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรกิตติมศักดิ์ บริษัท สยาม ไบโอไซเอนซ์ จำกัด กล่าวว่า วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าฯ ที่ผลิตในประเทศไทยในทุกๆ รอบการผลิตนั้น ผ่านการตรวจรับรองคุณภาพจากหน่วยงานที่กำกับดูแล รวมถึงห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่วัคซีนชุดแรกที่ส่งมอบให้กับแอสตร้าฯ ผลการรับรองจากองค์การอนามัยโลกครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีที่ตอกย้ำถึงคุณภาพของวัคซีนที่ผลิตโดยสยามไบโอไซเอนซ์ในฐานะศูนย์การผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศใกล้เคียงที่ได้รับการรับรองจากองค์กรระดับโลกอย่างองค์การอนามัยโลก
อภ.จี้เร่งนำเข้า‘โมเดอร์นา’
นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.องค์การเภสัชกรรม (อภ.) พร้อมด้วยนพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และภญ.สุนัยนา กิจเกษตรไพศาล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แซดพี เทอราพิวติกส์ บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา ประเทศไทย จำกัด ร่วมแถลงความคืบหน้าการส่งมอบวัคซีนโมเดอร์นา ผ่านระบบออนไลน์
นพ.วิฑูรย์กล่าวว่า อภ.ร่วมกับสมาคมร.พ.เอกชน ทำสัญญาซื้อวัคซีนโมเดอร์นาจากบริษัทซิลลิคที่เป็นตัวแทนนำเข้าถูกต้องตามกฎหมาย และลงนามสัญญามากว่า 3 เดือน ตั้งแต่ก.ค.ที่ผ่านมา อภ.ขอยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ เราคำนึงความคาดหวังของประชาชน เพราะเป็นวัคซีนทางเลือกที่ประชาชนจ่ายเงินสั่งซื้อผ่าน ร.พ.เอกชน เราจึงติดตามเร่งรัดมาโดยตลอด พูดคุยเกือบ ทุกวัน เท่าที่ผ่านมามีความคืบหน้าล่าช้า ทำให้เราไม่สามารถอัพเดตข้อมูลได้ ทั้งนี้ อภ.และสมาคมร.พ.เอกชนเป็นผู้ซื้อตามสัญญากับ ซิลลิค ได้รับความเสียหายจากความคาดหวังจะนำเข้ามาในต.ค. แต่มีข้อติดขัดประเด็นต่างๆ จึงต้องการทราบความชัดเจนการนำเข้ามาในพ.ย.
ด้านนพ.เฉลิมกล่าวว่า เราสั่งซื้อวัคซีนล็อตที่ 1 จำนวน 3.9 ล้านโดส แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือความชัดเจนของตารางกำหนดระยะเวลาที่เอาวัคซีนเข้ามา ซึ่งเราดีลตรงกับลูกค้าเป็นแบบหนึ่งต่อหนึ่ง หมายความว่าต้องติดตามลูกค้า 3.9 ล้านคน ทำให้เกิดความลำบาก ถ้าไม่มีความชัดเจนว่าเข้าเมื่อไร ได้รับเมื่อไร ก็จะบริหารจัดการยากในการให้คำตอบกลุ่มลูกค้า ตอนนี้มีทั้งโอนสิทธิ์ การเลื่อนฉีด เพราะรัฐบาลให้ฉีดเข็ม 3 ซึ่งเราเห็นด้วย เพราะเป็นผลดีต่อประชาชน ซึ่งยืนยันว่าลูกค้าสามารถเลื่อนฉีดและโอนสิทธิ์ได้ แต่ที่ถามว่าจะได้วัคซีนมาเมื่อไร เราตอบไม่ได้เลยจริงๆ แม้จะปรึกษากับ ผอ.อภ. และซิลลิค ก็ยังไม่ได้วันที่ชัดเจน
“ตอนนี้เข้าสู่ไตรมาสที่ 4 แล้ว ความคาดหวังของผู้บริโภคสูงมาก เพราะเป็นเงินส่วนตัว ถ้าไม่ชัดเจน เราเริ่มไม่กล้าตอบ ความชัดเจนอยู่ที่บริษัทซิลลิคว่าวัคซีนมาถึงเมื่อไร เพราะอีกไม่กี่วันก็จะพ.ย.แล้ว คนมีความคาดหวังสูง เพราะเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิผล หลายคนไม่ยอมฉีดวัคซีน ตอนนี้ต้องการทราบความชัดเจนว่าจะเข้ามาเมื่อไร เพราะร.พ.ต้องไปทำงานอีกเยอะ หลายล้านคน ต้องบริหารจัดการความคาดหวังที่สูงมาก ถ้าผิดพลาดอีกทีจะยุ่ง เราและอภ.อยู่ในฐานะ ผู้ซื้อเหมือนกัน แต่เราเดือดร้อนเพราะต้องดูแลประชาชนเป็นล้าน” นพ.เฉลิมกล่าว
นพ.เฉลิมกล่าวต่อว่า ตอนนี้ลูกค้าของกลุ่มตน 1 ล้านกว่าคนยังไม่มีขอคืนเงิน อย่างไรก็ตาม เราเขียนชัดเจนใบจองว่าสามารถเลื่อนเวลาฉีดได้ โอนสิทธิ์ได้ ข้อดี คือโมเดอร์นาฉีด 12-17 ปี ได้แล้ว สามารถโอนสิทธิ์ให้บุตรหลานได้ ซึ่งปี 2565 ในวงการแพทย์ต้องการฉีดกระตุ้นภูมิอยู่แล้ว แต่เงื่อนไขตรงๆ จาก ร.พ.ไม่ได้บรรจุเรื่องการคืนเงินไว้ ส่วนการเลื่อนฉีดวัคซีนออกไป ตัววัคซีนจะยังอยู่ในรุ่นแรก ซึ่งยังครอบคลุมสายพันธุ์เดลตาได้ดี ส่วนวัคซีนเจนใหม่ต้องถามซิลลิค
‘ซิลลิค’ยันถึงไทยพย.นี้แน่
ด้านภญ.สุนัยนากล่าวว่า บริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีความกดดัน เพราะถือว่าอภ. สมาคมร.พ.เอกชน และประชาชนไทยเป็นลูกค้าที่สำคัญ ซึ่งบริษัทจัดตั้งในไทยมากกว่า 70 ปี ต้องทำทุกวิถีทางนำเข้าวัคซีนให้เร็วที่สุดทั้งนี้ ล่าสุดที่คุยกับโมเดอร์นา วัคซีนสามารถส่งมาให้ได้ภายในเดือนพ.ย.แน่นอน จากผลงานที่โมเดอร์นาจัดส่งวัคซีนในย่านเอเชีย พบว่าจะทยอยส่งทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1-3 แสนโดส จะส่งจนครบ 3.9 ล้านโดสในไตรมาส 4 และส่งที่เหลือในไตรมาส 1 ปี 2565
ไฟเขียวฉีดไขว้แอสตร้าฯ-ไฟเซอร์
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม
ศบค.ชุดใหญ่ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน เห็นชอบปรับลดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดเหลือ 23 จังหวัด ปรับเวลาห้ามออกนอกเคหสถาน 23.00-03.00 น. อย่างน้อย 15 วัน สถานดูแลผู้สูงอายุให้เปิดดำเนินการแบบรับไป-กลับได้ ยังคงงดจำหน่ายและ ดื่มสุราในร้านอาหาร ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขเพิ่มสูตรการฉีดวัคซีนซิโนแวค+ไฟเซอร์, ซิโนแวค-ซิโนแวค กระตุ้นด้วย แอสตร้าเซนเนก้า และแอสตร้าฯ-แอสตร้าฯ กระตุ้นด้วยไฟเซอร์