ตัวหลักดูแลใกล้ชิดสส.
2โพลชูนายกฯสมัยหน้า
‘ตู่’เต็ง-อู๊ดด้าตามมาติดๆ
เพื่อไทยอีสานเตรียมบินดูไบ พบ ‘โทนี่-ทักษิณ’ ขอคนดูแลพรรคเต็มตัว เป็นไปได้ อยากได้‘คุณหญิงอ้อ’ จะได้ใกล้ชิดส.ส. สวนสุนันทาโพลและซูเปอร์โพล ชี้ ‘บิ๊กตู่’ เหมาะสุด นายกฯ สมัยหน้า ‘จุรินทร์’ เบียดมาติดๆ ตามมาด้วย ‘เจ๊หน่อย’ ปชป.สุดปลื้มหัวหน้าพรรครั้งที่ 2 ‘บิ๊กป้อม’ พร้อมลงพื้นที่เมืองกาญจน์ 20 ต.ค. ปชป.ดีเดย์สัปดาห์นี้ ชงร่างแก้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นให้ส.ส.-ส.ว.ช่วยหาเสียงได้ ต่อประธานสภา
สุนันทาโพลชู‘ตู่-อู๊ดด้า’นายกฯ
เมื่อวันที่ 17 ต.ค. IRDCPOLL ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัล วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับผู้นำทางการเมืองที่มีผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ จากประชาชนทั่วประเทศ 1,421 ตัวอย่าง ที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป สุ่มตัวอย่างจากในเขตอำเภอเมือง 822 ตัวอย่าง ต่างอำเภอ 599 ตัวอย่าง ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 12-16 ต.ค.64 สรุปผล 5 ด้านได้ดังนี้
1.ท่านคิดว่าใครจะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้ดีที่สุด อันดับ 1.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ 15.90% 2.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 14.57% 3.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 10.77% 4.นายอนุทิน ชาญวีรกูล 9.01% 5.นายพิธา ลิ้มเจริญ 2.11% และอื่นๆ รวมกัน 28.99%
2.ท่านคิดว่าใครจะสามารถแก้ไขปัญหาด้านการเมืองของประเทศได้ดีที่สุด อันดับ 1.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ 17.95% 2.นายพิธา 17.31% 3.คุณหญิงสุดารัตน์ 11.05% 4.นายจุรินทร์ 10.49% 5.พล.อ.ประยุทธ์ 8.52% และอื่นๆ 34.69%
3.ท่านคิดว่าใครจะสามารถแก้ไขปัญหาการศึกษาของประเทศได้ดีที่สุด อันดับ 1.นายพิธา 12.81% 2.นายจุรินทร์ 11.96% 3.คุณหญิงสุดารัตน์ 11.33% 4.พล.อ.ประวิตร 10.84% 5.พล.อ.ประยุทธ์ 10.70% และอื่นๆ 42.36%
4.ท่านคิดว่าใครจะสามารถแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศได้ดีที่สุด อันดับ 1.นายอนุทิน 22.03% 2.พล.อ.ประยุทธ์ 15.90% 3.นายพิธา 13.58% 4.นายจุรินทร์ 11.33% 5.คุณหญิงสุดารัตน์ 9.57% และอื่นๆ 27.59%
5.ท่านคิดว่าใครเหมาะจะเป็นนายกฯ ของไทยคนต่อไป อันดับ 1.พล.อ.ประยุทธ์ 16.68% 2.นายจุรินทร์ 16.26% 3.คุณหญิงสุดารัตน์ 16.19% 4.นายพิธา 12.10% 5.นายอนุทิน 9.85% และอื่นๆ 28.92%
ซูเปอร์โพลก็ชี้เหมาะแคนดิเดต
นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยว่า ได้สำรวจภาคสนาม เรื่อง ประเมินคู่ชิงนายกฯ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ 1,348 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 11-16 ต.ค. พบว่า ผลประเมินความเหมาะสมเป็นแคนดิเดตนายกฯ อันดับ 1.พล.อ.ประยุทธ์ 68.2% 2.นายจุรินทร์ 59.3% 3.คุณหญิงสุดารัตน์ 58.6% 4.นายกรณ์ จาติกวณิช 58.5% 5.นายอนุทิน 54.4 %
ที่น่าพิจารณาคือ จุดยืนทางการเมืองของประชาชนที่พบว่า จำนวนมากหรือ 40.7% สนับสนุนรัฐบาล ในขณะที่ 21.2% ไม่สนับสนุนรัฐบาล และ38.1% ระบุ พลังเงียบ ขออยู่ตรงกลาง
เมื่อจำแนกแบ่งจุดยืนทางการเมืองของประชาชนออกตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ พบว่า ประชาชนในภาคใต้ส่วนใหญ่หรือ 77.7% สนับสนุนรัฐบาลมากที่สุด คนอีสานสนับสนุนรัฐบาลน้อยที่สุดคือ 23.9% คนในภาคกลางสนับสนุนรัฐบาลเป็นอันดับสองได้ 38.5% และคนกรุงเทพฯ สนับสนุนรัฐบาล 31.5% ส่วนคนภาคเหนือสนับสนุนรัฐบาล 29.9%
อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มคนพลังเงียบหรือขออยู่ตรงกลาง พบว่ากลุ่มคนในภาคอีสานเกือบครึ่งหนึ่งเป็นกลุ่มพลังเงียบสูงที่สุด คือ 48.6% รองลงมาคือ คนกรุงเทพฯ 43.2% คนภาคเหนือ 40.7% และคนในภาคกลาง 40.2% โดยคนในภาคใต้เป็นพลังเงียบน้อยที่สุดคือ 16.8%
ในกลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนรัฐบาล พบว่า สูงสุดในภาคเหนือคือ 29.4% ในขณะที่คนในภาคใต้ไม่สนับสนุนรัฐบาลน้อยที่สุดคือ 5.5% คนในภาคอีสาน 27.5% คนกรุงเทพฯ 25.3% และคนในภาคกลาง 21.3%
ปชป.ปลื้มหัวหน้าพรรครั้งที่ 2
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องขอขอบคุณ สุนันทาโพล และซูเปอร์โพลที่ได้หยิบยกประเด็นต่างๆ มาสำรวจความคิดเห็นประชาชนอย่างกว้างขวาง หนึ่งในนั้นมีการสำรวจความคิดเห็น ในหัวข้อใครเหมาะจะเป็นนายกฯ ของไทยคนต่อไป
จากผลโพลสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนให้ความนิยมนายจุรินทร์ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก จากการทำหน้าที่แทนประชาชน มีผลงานที่ประสบความสำเร็จหลายด้านทั้งในบทบาทรองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ที่พิสูจน์ให้เห็นว่ามุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง ทั้งด้านสังคมความเป็นอยู่ ประชาชน เกษตรกร มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจที่มีตัวเลขส่งออกมากทำลายสถิติในหลายปีที่ผ่านมา ย่อมส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้นตามลำดับ และในบทบาททางการเมืองมืออาชีพ ที่ยึดความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ตั้งจึงทำให้ผ่านเส้นทางการเมืองมายาวนานกว่า 36 ปี
“พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนนายจุรินทร์ เป็นนายกฯ อย่างเต็มที่ ผลงานที่ประจักษ์ ประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติเป็นส.ส.ถึง 11 สมัย เป็นทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลมาแล้วหลายครั้ง เคยเป็นประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล เป็นฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ในการปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศอย่างเต็มที่ ประสบ การณ์การทำงานฝ่ายบริหารที่สำคัญ ซึ่งนายชวน หลีกภัย คือต้นแบบการทำงานการเมืองของนายจุรินทร์ ตลอดมา” นายราเมศกล่าว
‘บิ๊กป้อม’ไปเมืองกาญจน์ 20 ต.ค.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการน้ำและเยี่ยมเยียนประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมแล้ว 9 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ ชลบุรี เพชรบุรี ชัยนาท สุโขทัย ชัยภูมิ นนทบุรี นครศรีธรรมราช และอุบลราชธานี
ส่วนพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา สระแก้ว ขอนแก่น และวันที่ 20 ต.ค.นี้ จะลงพื้นที่จ.กาญจนบุรี ตรวจบริหารจัดการน้ำเขื่อนแม่กลอง เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งจ.กาญจนบุรี มีส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 4 คน ได้แก่ พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ เขต 1 นายสมเกียรติ วอนเพียร เขต 2 นายธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ เขต 4 นายอัฏฐพล โพธิพิพิธ เขต 5
เพื่อไทยจวก‘2ป.’สร้างภาระ
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวว่า การที่พล.อ. ประยุทธ์ กับพล.อ.ประวิตร พากันลงพื้นที่ถี่ขึ้น นอกจาก 2 ป.จะใช้การลงพื้นที่เป็นการประลองกำลัง วัดกันว่า ส.ส.จะตบเท้าตามแห่ใครมากกว่ากัน ยังอาจต้องวัดกันด้วยว่าการลงพื้นที่ของแต่ละคน ใครถูกประชาชนต่อต้านหนักกว่ากัน เดือดร้อนตำรวจต้องแจ้งเตือนประชาชน ห้ามด่า ห้ามปาไข่ ห้ามเผารูป ห้ามสารพัด แต่ไปลงพื้นที่ไหนก็ถูกขับไล่ การลงพื้นที่แบบนี้เป็นการสร้างภาระ ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ เพราะไม่ได้เปิดพื้นที่รับฟังสภาพปัญหาที่แท้จริง แทนที่ข้าราชการจะได้กระจายกำลังกันลงพื้นที่ช่วยเหลือดูแลประชาชน กลับต้องเกณฑ์คนมาจัดฉากแจก ยาหอม ถ้ารัฐบาลอยากให้การลงพื้นที่แต่ละครั้งได้ประโยชน์จริงๆ ต้องรับฟังข้อมูลจริง ไม่ใช่ข้อมูลจัดฉาก
ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมยังอยู่ในช่วงวิกฤตหลายจังหวัด ในขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 เริ่มดีดกลับมาใหม่ พบคลัสเตอร์ โควิดโผล่ในหลายจังหวัด ประชาชนเดือดร้อนได้รับผลกระทบอย่างหนัก รอบด้าน แต่รัฐบาลกลับทำเหมือนมุ่งแก้ปัญหาของตัวเอง มากกว่าแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน 7 ปีที่ผ่านมาประชาชนเดือดร้อนถ้วนหน้า ฉุดรั้งประเทศสูญเสียโอกาส ก่อนจะขอเวลาอีก 5 ปี พลิกโฉมประเทศ แก้ปัญหาที่ตัวเองก่อไว้ให้ได้ก่อน

ช่วยน้ำท่วม – นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยตัวแทนฝ่ายค้าน เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ต.บางประแดง อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 17 ต.ค.
ฝ่ายค้านช่วยน้ำท่วมอยุธยา
วันเดียวกัน ตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบด้วย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ, นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ, นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย, นายนิคม บุญวิเศษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย, ส.ส.พรรคประชาชาติ ได้แก่ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรค นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา นายอับดุลอายี สาแม็ง ส.ส.ยะลา นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส นายกูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ส.ส.ปัตตานี
ส.ส.พรรคเสรีรวมไทย ได้แก่ นายวิรัตน์ วรศสิริน ส.ส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ธนกร โสมทองแดง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ลงเรือฝ่ากระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ไปมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัย ในจ.พระนครศรีอยุธยา จุดแรกที่มัสยิดกอดีรียะห์ บ้านเกาะพระ ต.บ้านโพ อ.บางปะอิน และจุด 2 ที่ ต.บางประแดง อ.บางปะอิน
พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า อยุธยา เป็นพื้นที่ราบลุ่มมักจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตลอด และถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีบุญคุณต่อคนกรุงเทพฯ เพราะหากมวลน้ำไหลมามาก ถ้าจะสกัดน้ำไม่ให้เข้าท่วมกรุงเทพฯ อยุธยาจะเป็นพื้นที่รับน้ำมาตลอด จึงอยากให้รัฐบาลได้หาทางแก้ปัญหาให้เป็นระบบ เนื่องจากในรอบหลายปีที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา มีงบบูรณาการแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่เมื่อดูเชิงลึกแล้ว งบมาที่อยุธยาน้อย และเมื่อดูงบแล้วมีแต่นำไปสร้างอาคาร หรือที่ทำการของข้าราชการให้สบายขึ้น แต่ประชาชนยังประสบภัยเหมือนเดิม ก็เหมือนไม่ได้รับการแก้ไข
‘โทนี่-หญิงอ้อ’ยี้‘เจ๊หน่อย’
รายงานข่าวเปิดเผยว่า ช่วงที่พรรคเพื่อไทยกำลังเตรียมจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคในวันที่ 28 ต.ค. ที่ จ.ขอนแก่น เพื่อปรับโครงสร้างของพรรคเตรียมพร้อมรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนั้น ในส่วนของ ส.ส.เริ่มมีความเคลื่อนไหวโดยเฉพาะมี แกนนำภาคอีสานคนหนึ่งพยายามกดดันผู้ใหญ่ในพรรค เพื่อขอให้คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร เข้ามาคุมพรรคเพื่อไทยแบบเต็มตัวมากขึ้น เพื่อจะได้ดูแล ส.ส.ได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยไม่มีหัวที่จะขับเคลื่อนหรือดูแล ส.ส.อย่างจริงจัง
พร้อมเสนอว่า หากไม่ได้คุณหญิงพจมานเข้ามาขับเคลื่อนพรรค ก็ขอให้ดึงคุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยสร้างไทย กลับเข้ามาคุมพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งหรือบทบาทใดๆ ในพรรค โดยแกนนำรายนี้ระบุว่า จะบินไปหารือเรื่องดังกล่าวกับนายทักษิณ ที่ดูไบในช่วงสิ้นเดือนต.ค.นี้
จากข้อเสนอนี้ ปรากฏว่าได้เกิดแรงต้านอย่างหนักภายในพรรคทันที โดยเฉพาะ แกนนำกลุ่มแคร์ซึ่งประกาศชัดเจนว่าหากคุณหญิงสุดารัตน์กลับเข้ามา ก็จะไม่มีกลุ่มแคร์ภายในพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป ขณะเดียวกันทั้งนายทักษิณและคุณหญิงพจมาน ได้ทราบกระแสข่าวเกี่ยวกับความพยายามดึงคุณหญิงสุดารัตน์กลับมาแล้ว แต่ทั้งคู่ต่างยืนยันกับ ส.ส.และแกนนำในพรรคว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน ขอให้ทุกคนสบายใจได้
‘ภูมิธรรม’แจงเปลี่ยนธีมพท.
นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับเปลี่ยนธีมในการประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทย รวมถึงการปรับโทนสีของพรรคที่ใช้สีแดงสด พร้อมเขียนชื่อพรรคด้วยลายมือว่า เราต้องการเปลี่ยนลุกส์ใหม่ของพรรค เพราะในโลโก้ เสื้อ และแผ่นป้ายต่างๆ ของพรรคมีสีอื่น ซึ่งมีหลายพรรคการเมือง และมีบางคนบางส่วนไปลอกเลียนแบบ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ เลยอยากจะเปลี่ยนลุกส์ให้มีสีที่สดใสขึ้น เพื่อสะท้อนถึงความเฟรช ความสดใหม่มากขึ้น นอกจากนี้สีแดงก็เป็นสีที่สะท้อนจิตวิญญาณของพรรคเรื่องการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ส่วนตัวหนังสือที่ทำเป็นตัวเขียนเพื่อให้เป็นการสื่อสารที่ดูง่าย สบายๆ ไม่เป็นทางการมาก แต่ทำให้รู้สึกว่าใหม่
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่เรื่องสี แต่เป็น คำว่า “วันพรุ่งนี้” ในนั้นต่างหาก ที่ต้องการสื่อความหมายในการหาอนาคต เราอยากเห็นอนาคตที่กลับมารุ่งเรืองเหมือนที่รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยตั้งแต่พรรคไทยรักไทยทำมา นอกจากนี้การสื่อสารธีมนี้ออกไปเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเราเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียว ที่จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในครั้งหน้าทั้ง 400 เขต 100 ปาร์ตี้ลิสต์โดยไม่มีพรรคย่อย ไม่มีพรรคไหนอีกทั้งสิ้น

ถามรัฐ – นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรค นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ส.ส.นนทบุรี และน.ส.ชนก จันทาทอง ส.ส.หนองคาย แถลงตั้งข้อสังเกตการจัดซื้อเรือดำน้ำที่อาจมีปัญหา และกรณีรัฐบาลไม่เตรียมความพร้อมรองรับรถไฟฟ้าความเร็วสูงลาว-จีน ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 17 ต.ค.
‘โจ้’บี้สอบซื้อเรือดำน้ำ
ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรค แถลงว่า ตนได้ข้อมูลเชิงลึกที่กองทัพเรือ (ทร.) ต้องตอบเกี่ยวกับเรือดำน้ำลำที่ 1 ที่ไทยซื้อไปแล้ว นั่นคือเรือดำน้ำลำที่ 1 ต้องใช้เครื่องยนต์ที่เยอรมันเป็นผู้ผลิต ปรากฏว่าทางเยอรมันไม่ขายเครื่องยนต์ให้ จะซ้ำรอยกับเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์หรือเรือ LPD ของ ทร.ที่มีแต่ตัวเรือกับเครื่องยนต์ แต่ไม่มีอาวุธและระบบอำนวยการรบติดเรือหรือไม่
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการซื้อเรือดำน้ำที่ ทร.อ้างว่าเป็นการจัดซื้อแบบจีทูจี แต่กลับมีเอกสารหลักฐานการจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ให้กรมสรรพากร กระทรวงการคลังโดยตรงแทนบริษัท CSOC 24,794,392 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 820 ล้านบาท ทั้งที่การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย ขณะที่บริษัท CSOC อย่างไรก็ไม่ใช่รัฐบาลจีนแน่นอน เป็นเพียงบริษัทนายหน้าที่เข้ามาทำจีทูจีเก๊

ถามรัฐ – น.ส.ชนก จันทาทอง ส.ส.หนองคาย แถลงกรณีรถไฟความเร็วสูงลาว-จีนจะเปิดดำเนินการวันที่ 2 ธ.ค.นี้ ตั้งคำถามรัฐบาลเตรียมแผนอย่างไร หากเตรียมการไม่ดีอาจเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 17 ต.ค.
เล็งเสนอซักฟอก‘บิ๊กป้อม’
บริษัท CSOC ยังเข้ามาสร้างท่าจอดเรือดำน้ำที่ได้รับงานด้วยวิธีพิเศษ มูลค่ากว่า 800 ล้านบาท ซึ่งมีเพียงการขุดลอก มีการทำอู่ซ่อมเรือดำน้ำอีกกว่า 900 ล้านบาท ซึ่งมีเพียงโรงซ่อม ลานซ่อม ห้องน้ำ ห้องส้วม 2 หลัง 3 ล้านบาท แพงกว่าบ้านทาวน์เฮาส์ในกรุงเทพฯ เสียอีก มีถังน้ำใต้ติดพร้อมเครื่องสูบอีก 4 ล้านบาท ราคาสุดพิสดาร มูลค่าทั้งหมดที่บริษัท CSOC ได้ไปอยู่ที่ 44,222 ล้านบาท เมื่อพิสูจน์ได้ว่าไม่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มประมาณ 3,000 ล้าน บริษัท CSOC ก็มาขอเงินตรงนี้คืนได้ฟรีๆ สุดท้ายเหมือนรัฐบาลเอาเงินไปให้เขาฟรีๆ เป็นใบเสร็จการทุจริตเห็นๆ
“เปิดสภามา ผมเตรียมเสนอพรรคเพื่อไทย ให้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 และจะเสนอให้พรรคอภิปราย พล.อ.ประวิตร ในฐานะที่เป็นบิดาแห่งเรือดำน้ำไทย และผมจะเป็นผู้อภิปรายเอง แต่ระหว่างนี้ที่สภายังไม่เปิด ผมจะไปยื่นเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยว่ามีความไม่ชอบมาพากล จะไปร้องให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง และอธิบดีกรมสรรพากร เรื่องการจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม และจะไปยื่นเรื่องให้ ผบ.ทร.ตรวจสอบถึงความไม่โปร่งใสต่างๆ รวมทั้งกรณีเรือดำน้ำนี้ไม่มีเครื่องยนต์จริงหรือไม่” นายยุทธพงศ์กล่าว
ปชป.จ่อชงแก้เลือกตั้งท้องถิ่น
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค และประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นให้ ส.ส. ส.ว. ข้าราชการการเมืองช่วยรณรงค์หาเสียงได้ว่า ก่อนปิดสมัยประชุมสภา ที่ประชุม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ได้เห็นชอบให้มีการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่อให้ ส.ส. ส.ว. ข้าราชการการเมืองช่วยหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นได้ โดยขณะนี้คณะกรรมการกฎหมายได้ยกร่างเสร็จแล้ว จะนำเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์นี้
ทางพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าในเมื่อพรรคการเมืองส่งผู้สมัครท้องถิ่นทุกระดับได้ แต่มีกฎหมายห้ามไม่ให้บุคคลในพรรคที่มีตำแหน่ง ส.ส. และข้าราชการการเมือง เช่น รัฐมนตรี เลขาฯ รัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีไปช่วยรณรงค์หาเสียง ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง กฎหมายควรเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคที่เป็น ส.ส. และข้าราชการการเมืองช่วยรณรงค์หาเสียงได้ตามปกติเหมือนที่ผ่านมา ยกเว้นถ้าใช้อำนาจหน้าที่กลั่นแกล้ง หรือทำอะไรก็ตามที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครใด นอกเหนือจากการรณรงค์หาเสียงตามปกติ ก็มีกฎหมายระงับยับยั้งการกระทำนั้นๆ หรือลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายได้
“เชื่อว่าการเปิดโอกาสให้ ส.ส. และข้าราชการการเมืองช่วยหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นได้จะช่วยทำให้การเมืองระดับท้องถิ่นมีความเข้มแข็งเป็นรากฐานสำคัญของการเมืองระดับชาติที่มีส่วนทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งอีกทางหนึ่งด้วย และช่วยทำให้สถาบันพรรค การเมืองหยั่งรากลึกลงระดับท้องถิ่นอันเป็นส่วนสำคัญของการเสริมสร้างประชาธิปไตย โดยรวมต่อไป” นายองอาจกล่าว

อบต.ก้าวหน้า – นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า พร้อมด้วยกรรมการบริหาร ประกาศสนับสนุน ผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่น เปิดตัวทีมผู้สมัครนายก อบต.ในนามคณะก้าวหน้า ที่จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 17 ต.ค.
ก้าวหน้าส่งชิงอบต. 210 ทีม
เมื่อเวลา 08.00 น. ที่ Focus Arena E-Sport จ.ขอนแก่น คณะก้าวหน้า จัดกิจกรรม “หนึ่งเสียงเปลี่ยนบ้านเรา เลือก อบต. ก้าวหน้า” โดยมีแกนนำคณะก้าวหน้าร่วมพบปะพูดคุยและอบรมแนวทางการทำงานท้องถิ่นให้กับ ผู้สมัคร อบต. ใน จ.ขอนแก่น
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ว่า การเลือกตั้ง อบต.ครั้งนี้ทั่วประเทศคณะก้าวหน้าส่งผู้สมัคร 210 ทีม ใน 50 จังหวัด ความท้าทายในการทำงานรอบนี้ของเราคือ พื้นที่อบต.ใหญ่กว่าพื้นที่เทศบาล และโดยเฉลี่ยมีงบน้อยกว่าเทศบาล
ดังนั้นอาจไม่ได้มีงบลงทุนให้สามารถทำงานเต็มไม้เต็มมือเท่าไหร่นัก แต่เชื่อว่าการเอาใจใส่ เรื่องการให้บริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน คณะก้าวหน้าจะทำได้ดีอย่างที่ตั้งใจ ซึ่งภาคอีสานคือภาคที่เราส่งอบต.ลงมากที่สุด คือ 138 ทีม เราจึงให้ความสำคัญกับการทำงานการเมืองท้องถิ่นในภาคอีสาน
“ผมอยากเชิญให้ทุกคนออกมาใช้หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงพัฒนาบ้านของท่าน ใช้หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมขอฝากว่าที่ผู้สมัครทั้งสมาชิก และนายก อบต. ของคณะก้าวหน้าด้วย เราจะทำให้ดีที่สุด 28 พ.ย.นี้ใครอยู่ในเขตเลือกตั้งอบต. ขอให้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกัน” นายธนาธรกล่าว