เล็งยุติบอลประเพณีด้วย
เนติวิทย์โต้นิ่ม‘บวรศักดิ์’
ธรรมศาสตร์ก็ขยับ จ่อยกเลิก ใช้คนแบกเสลี่ยงธรรมจักรตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัย อมธ.ทำแบบสำรวจออนไลน์ให้นักศึกษาร่วมตัดสิน นอกจากนี้ ยังสอบถามลึกลงไปด้วยว่าควรจะจัดต่อไปหรือพอแค่นี้ ชี้เมื่อสังคมขยับ วัฒนธรรมต้องปรับ คนต้องเปลี่ยน ด้านชมรมเชียร์และแปรอักษรจุฬาฯ ก็หนุนให้เลิกใช้คนแบกพระเกี้ยว ส่วน ‘นายกอบจ.เนติวิทย์’ ก็โต้กลับ ‘บวรศักดิ์’ หลังออกมาสั่งสอนเดือด
จากกรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นศิษย์เก่านิติศาสตร์ จุฬาฯ แสดงความเห็นกรณีมติเอกฉันท์องค์กรบริหารนิสิตจุฬาลงกรณ์ยกเลิกกิจกรรมขบวนอัญเชิญพระเกี้ยว ในงานฟุตบอลประเพณี ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเริ่มต้นด้วยประโยคที่ว่า เนติวิทย์และคณะกรรมการบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ อีก 28 คน โปรดจงฟัง
เธอและเราต่างเป็นคนไทย เธอและเราเรียนจุฬาฯ เหมือนกัน วันนี้เราจะขอพูดในฐานะคนไทย ไม่ใช่ในฐานะอาจารย์หรือนิสิตเก่าจุฬาฯ
เธอทั้ง 29 คน ออกแถลงการณ์ยกเลิกกิจกรรมขบวนอัญเชิญพระเกี้ยวในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ในวันที่ 23 ตุลาคม ทั้งที่ปีนี้ไม่มีการแข่งขันฟุตบอลดังกล่าว และเธอประชุมเรื่องนี้มานานก่อนหน้าวันที่ 23 ตุลา เธอมีวาระซ่อนเร้นที่จะใช้วันปิยมหาราชที่คนไทยระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำสิ่งที่อารยชนไม่ทำกันคือดูถูก ดูหมิ่นพระเกี้ยวอันเป็นสัญลักษณ์ในพระมหาราชเจ้าพระองค์นั้นว่าเป็น “สัญลักษณ์ของศักดินา”
นายบวรศักดิ์ ระบุว่าการอ้างว่ากิจกรรมนั้น “สนับสนุนและสะท้อนถึงระบอบอำนาจนิยม” เราอยากบอกเธอว่าครูเธอที่คณะรัฐศาสตร์ คงสอนการแบ่งประเภทระบอบการปกครองที่ดีและที่เลวของอริสโตเติลมาแล้ว โดยดูจำนวนผู้ใช้อำนาจสูงสุดและวัตถุประสงค์ของการใช้อำนาจว่าเป็นไปเพื่อทุกคนในสังคม (แบบที่ดี) หรือเพื่อตัว ผู้ปกครองเท่านั้น (แบบเลว) เธอจำได้ไหมว่าอริสโตเติลจัดระบอบกษัตริย์ที่ทำเพื่อทุกส่วนในสังคมว่าเป็นการปกครองที่ดี แต่ถ้าทำเพื่อกษัตริย์เองเท่านั้น ท่านจัดเป็นระบอบทรราช
พระมหาราชพระองค์นั้นทรงมีพระราชปณิธานในการทรงสถาปนาการอุดมศึกษาโดยมีพระราชดำรัส ณ โรงเรียนราชกุมาร ที่อ้างกันเสมอว่า “ทั้งจะมีโรงเรียนวิชาอย่างสูงขึ้นไปอีกซึ่งกำลังคิดจัดอยู่บัดนี้ เจ้านายตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้นไป ตลอดจนถึงราษฎรที่ต่ำสุดจะได้มีโอกาสเล่าเรียนได้เสมอกัน ไม่ว่าเจ้าว่าขุนนางว่าไพร่” เพราะพระราชปณิธานนี้เองที่ทำให้เธอและเราได้เรียนในมหาวิทยาลัยที่ทรงวางรากฐานอย่างเสมอกัน
การบอกว่ากิจกรรมนั้น “ค้ำยันความ เชื่อว่าคนไม่เท่ากัน” เธออ้างหลักความเสมอภาคเห็นได้ชัดว่าเธอสับสนระหว่างการแบ่งงานกันทำตามหลัก division of labour กับความเสมอภาค การที่เธอทำหน้าที่นิสิต และนิสิตอื่นๆ เลือกเธอไปทำหน้าที่นายกสโมสร เธอและนิสิตที่เลือกเธอก็ยังเป็นนิสิตเสมอกัน ต่างกันตรงที่เธอถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่นายกสโมสรจนกว่าจะพ้นวาระ ถ้าตรรกะเธอถูกเธอก็ต้องบอกว่านิสิตที่เลือกเธอไม่เสมอภาคกับเธอหรอก เพราะเธอเป็นถึงนายกสโมสร นิสิตคนอื่นจะเท่ากับเธอได้อย่างไร? การแบ่งงานกันเชิญพระเกี้ยวคนหนึ่ง แบกเสลี่ยงอีก 50 คนเป็นการแบ่งงานกันทำ ไม่ใช่ตอกย้ำความไม่เสมอภาค
นายบวรศักดิ์ยังชี้ว่าการพูดว่า “สัญลักษณ์ของศักดินาคือพระเกี้ยว” “และขบวนแห่ พระเกี้ยวเป็นภาพแทนวัฒนธรรมแบบศักดินา” เป็นการใช้เสรีภาพเธอแบบผิดๆ ไปทำร้ายความรู้สึกคนไทยจำนวนมากที่ยังรักและภักดีต่อพระมหาราชเจ้าพระองค์นั้น
ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ต.ค. นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นายกองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) โพสต์ เฟซบุ๊กส่วนตัวโดยระบุว่า ประวัติศาสตร์ คริสตศาสนา-ทั้งตะวันตกและตะวันออก
“กิจกรรมที่เชิญพระเกี้ยวจึงเป็นวัฒนธรรม ประเพณีที่แสดงความกตัญญู รู้คุณต่อพระ ผู้พระราชทานกำเนิดแก่สถาบันที่เธอและพวกได้เรียนอยู่ในวันนี้ เราภูมิใจทุกครั้งที่เห็นขบวนนี้เหมือนกับคนฝรั่งเศส คนอิตาเลียน คนสเปนที่แห่รูปพระแม่มารี แห่รูปเซนต์ต่างๆ ที่เขานับถือ ไปด้วยความศรัทธา เป็นความงดงามของคนที่มี “ราก” มี “ฐาน” เป็นที่ตั้ง”
ด้วยความเคารพนะครับ อ.บวรศักดิ์ แต่ผมว่าอาจารย์เปรียบเทียบผิดนะ
คือที่เป็นประเด็นกันอยู่ผมว่ามันเป็นเรื่องพิธีการของทางมหาวิทยาลัย ซึ่งมันคนละอย่างกับการแห่รูปทางศาสนาคริสต์
การแห่รูปทางศาสนาคริสต์ ปกติแล้วมักจะทำในโอกาสสำคัญเช่น สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ (Holy Week) หรือวันฉลองนักบุญนั้นๆ เมื่อถึงวันก็จะเอารูปออกมาแห่กัน เป็นการให้เกียรติและระลึกถึงท่านเหล่านั้น พวกนิกายโบราณอย่างคาทอลิกหรือนิกายทางตะวันออกจะทำเป็นปกติมาก โปรเตสแตนต์ก็พอมีบ้าง
ถ้าพูดถึงเฉพาะ “การแห่” (Procession) อย่างเดียว ในพิธีศีลมหาสนิทก็มีเหมือนกัน ในจารีตไบแซนไทน์จะมีสองพาร์ท คือพาร์ท Little entrance กับ Great entrace
Little entrance คือแห่พระคัมภีร์แล้วอ่านให้สาธุชนฟัง ส่วน Great entrance คือแห่ขนมปังและเหล้าองุ่นที่จะใช้ในพิธีกรรม
ที่ผมกล่าวมาทั้งหมด คือจะบอกว่าถ้าเอาไปเปรียบกับพิธีที่กำลังเป็นประเด็นกันอยู่ คงจะเทียบได้หากพิธีนั้นเป็นพิธีทางศาสนาความเชื่อจริงๆ อย่างที่คริสต์ทำ แต่ผมว่ามันไม่เหมือนนะครับ คืออ่านแล้วรู้สึกขัดๆ เพราะมันดูไปคนละทาง
ผมเข้าใจสิ่งที่อาจารย์พยายามสื่อครับ แต่ถ้าจะเปรียบ ผมว่าเปรียบกับอย่างอื่นจะดีกว่านะครับ
ด้านชมรมเชียร์และแปรอักษร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกแถลงสนับสนุนแถลงการณ์คณะกรรมการบริหารสโมสร นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง ยกเลิกกิจกรรมขบวนอัญเชิญพระเกี้ยวในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ความว่า
กิจกรรมขบวนอัญเชิญพระเกี้ยวในอดีตที่ผ่านมา เป็นการแสดงให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมศักดินา ส่งเสริมสิทธิพิเศษของบุคคลด้วยมาตรฐานความงาม ซึ่งขัดต่อหลักความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชน ทางชมรมมีความเห็นว่า การยกเลิกขบวนอัญเชิญ พระเกี้ยวนั้น ไม่เป็นการทำให้สัญลักษณ์สูงสุดของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถูกลดทอนคุณค่าแต่อย่างใด แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการจัดรูปแบบของขบวนในงานฟุตบอลประเพณีครั้งต่อไปให้เท่าทันตามยุคสมัย
ด้านศิวกรณ์ ทัศนศร หรือบัซซี่ รักษาการนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) เปิดเผยกรณีสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงยกเลิกกิจกรรมขบวนอัญเชิญพระเกี้ยว ในงานฟุตบอล ประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์
โดยให้เหตุผลว่าเป็นกิจกรรมที่สนับสนุนระบอบอำนาจนิยม และเป็นธรรมเนียมสะท้อนความไม่เป็นธรรม ว่า ขณะนี้ทางอมธ.อยู่ระหว่างทำแบบสำรวจ และสอบถาม ประชาคมธรรมศาสตร์ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรถึงการจัดงานฟุตบอลประเพณี ควรจะเปลี่ยนรูปแบบการจัดกิจกรรมโดยยกเลิกการอัญเชิญตราธรรมจักร หรือควรจะยกเลิกการจัดกิจกรรมฟุตบอลประเพณีไปเลย เพราะมองว่าไม่เพียงแค่ การอัญเชิญพระเกี้ยว และตราธรรมจักร ที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียม แต่กิจกรรมหลายอย่างในฟุตบอลประเพณีที่จัดนั้นก็สะท้อนความไม่เท่าเทียม และมีความเหลื่อมล้ำอยู่เช่นกัน อมธ.จะเร่งจัดทำแบบสำรวจและรวบรวมข้อมูล คาดว่าภายใน 1 เดือนนี้จะได้ข้อสรุป
ต่อมา องค์การบริหารนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้โพสต์สำรวจถามชาวธรรมศาสตร์ ‘เลิก-ไม่เลิก’ ฟุตบอลประเพณี งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ควรมีต่อหรือพอแค่นี้? “เมื่อสังคมขยับ วัฒนธรรมปรับ คนต้องเปลี่ยน”
วัฒนธรรมศักดินา อภิสิทธิ์ชน และค่านิยมความงาม คือ ภาพที่ยังคงสะท้อนและฉายซ้ำแฝงตัวอยู่ในปัจจุบัน หนึ่งในนั้นคือ “งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์” กิจกรรมและวัฒนธรรมระหว่างสองมหาวิทยาลัยที่ได้ร่วมกันสืบสานมาอย่างเนิ่นนาน ซึ่งยังคงสะท้อนและฉายซ้ำภาพของสิ่งเหล่านี้ ถึงแม้จะมีความพยายามปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันเสมอมา แต่การปรับเปลี่ยนนั้นทำให้งานฟุตบอลประเพณีฯ เป็น “งานของทุกคน” และ “แบบอย่าง” ของสังคมปัจจุบัน แล้วจริงหรือ?
ขอเชิญชาวธรรมศาสตร์ ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ “อนาคตงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์” ได้ที่: https://bit.ly/3nwEQtZ เพราะงานฟุตบอลประเพณีฯ ควรมาจากเจตนารมณ์ของประชาคมธรรมศาสตร์ทุกคน #งานบอลคือเสียงของธรรมศาสตร์ทุกคน
เราได้รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจจากการถกเถียงในวงสังคมมาให้ทุกท่านร่วมแสดงความคิดเห็น ดังนี้ งานฟุตบอลประเพณีฯ ควรมีต่อไปหรือไม่? ถ้ายังมีต่อไปควรจะเป็นไปในรูปแบบเดิมหรือมีความเปลี่ยนแปลง? ควรใช้วิธีอื่นแทนการใช้คนแบกเสลี่ยงในขบวนตรามหาวิทยาลัยหรือไม่? นักฟุตบอลควรเป็นนักศึกษาปัจจุบันหรือไม่?
ทบทวนประเด็น Beauty Privillege และ Beauty Standard อย่างจริงจัง เพิ่มพื้นที่การแสดงออกทางการเมืองในขบวนพาเหรดและการแปรอักษร ทำให้งานฟุตบอลประเพณีฯ เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงออกอย่างอิสระ นักศึกษาปัจจุบันต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการจัดงานฟุตบอลประเพณีฯ ยกเลิกถ้วยพระราชทานและการเปิดงานโดย ผู้แทนพระองค์ บทบาทของสมาคมศิษย์เก่าภายในงานฟุตบอลประเพณีฯ
หากมีประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ ก็สามารถเสนอแนะและแสดงความคิดเห็นเข้ามาได้ โดยเราจะรวบรวมความคิดเห็นเหล่านี้ เพื่อนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมต่อไป