มติศาลรธน.8ต่อ1 ชี้‘ล้มล้าง’ ห้ามเรียกร้อง10ข้ออีก

11 พ.ย. 2564 - 08:27 น.

สั่งให้ม็อบยุติประเด็น
ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
‘ผู้ยื่นร้อง’เล็งขยายผล
ฟันอาจารย์-นักวิชาการ
ยุบพรรคก้าวไกลด้วย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

มติศาลรัฐธรรมนูญ 8 ต่อ 1 ชี้คดีชุมนุม 10 สิงหา 63 เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบุการกระทำของอานนท์-ไมค์-รุ้งเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 49 พร้อมมีมติเป็นเอกฉันท์สั่งให้ทั้งสามและเครือข่ายยุติการกระทำ ด้านรุ้ง-ปนัสยาประกาศไม่ยอมรับคำตัดสิน พร้อมหาช่องทางอื่นเคลื่อนไหวต่อไป ขณะที่ผู้ร้องเล็งขยายผลจากคำชี้ขาดของศาล เอาผิดต่อร้องยุบพรรคก้าวไกล-เพิกถอนคณะก้าวหน้า อ้างเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

ฟังคำพิพากษา – ‘รุ้ง’ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล อ่านแถลงการณ์ที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนเข้าฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีชุมนุมที่ม.ธรรมศาสตร์รังสิต เมื่อ 10 ส.ค.2563 เป็นการล้มล้างการปกครอง เมื่อวันที่ 10 พ.ย.

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยกรณีที่นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยการกระทำของแกนนำม็อบราษฎร กรณีขึ้นเวทีปราศรัย ข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ต่อการปฏิรูปสถาบัน ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2563 ว่า เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 หรือไม่

ต่อมา ศาลได้รับคำร้องวินิจฉัย แกนนำ 3 คน ประกอบด้วย นายอานนท์ นำภา ไมค์ นายภาณุพงศ์ จาดนอก และ รุ้ง น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล

เมื่อเวลา 11.20 น. มีรถของกลุ่มมวลชนกว่า 30 คนขับขึ้นไปยังหน้าศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยมีเครื่องเสียงอุปกรณ์เตรียมปักหลักฟังคำวินิจฉัยของศาลในเวลา 15.00 น. จากนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าเจรจาพูดคุยกับมวลชนนานกว่า 10 นาที เนื่องด้วยบริเวณดังกล่าวเป็นเขตพื้นที่ของศาลไม่สามารถเข้าได้ โดยภายหลังการเจรจามวลชนยอมปักหลักบริเวณนอกศาลรัฐธรรมนูญ โดยในการปักหลักครั้งนี้ได้มีการตั้งอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแบบกระดาษขนาดเล็กพร้อมเปิดเครื่องเสียง ป้ายผ้าปฏิรูปตุลาการ, ยกเลิก 112 อีกทั้งยังได้ตั้งเต็นท์พร้อมเก้าอี้รอฟังคำวินิจฉัยของศาล

เวลา 14.00 น. น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล เดินทางมาตามนัดฟังคำวินิจฉัยของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะอ่านคำวินิจฉัยดังกล่าว โดยก่อนเข้าไปฟังคำวินิจฉัย น.ส.ปนัสยาได้อ่านแถลงปิดคดี ที่บริเวณหน้าศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่าเนื่องจากศาลมีคำสั่งไม่ดำเนินการไต่สวน ซึ่งเป็นการดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาคดีที่กระทบต่อสิทธิในการที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมของตน

จึงขอที่จะยื่นคำแถลงปิดคดีในวันนัดฟังคำวินิจฉัยวันเดียวกันนี้ ยืนยันว่า 10 ข้อเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2563 เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ไม่มีการเผยแพร่ถ้อยคำปราศรัย หรือความคิดเห็นใดต่อสาธารณะในลักษณะที่จะเป็นการเรียกร้องให้มีความเปลี่ยนแปลงผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศจากประชาชนไปเป็นบุคคลอื่น หรือเรียกร้องเปลี่ยนแปลงประมุขของรัฐ จากพระมหากษัตริย์ไปเป็นอย่างอื่น

สิ่งที่กระทำมุ่งหมายที่จะธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และรักษาระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เข้มแข็ง และดำรงอยู่อย่างมั่นคงโดยเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายและรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพระราชอำนาจให้สอดคล้องกับหลักพระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดมิได้ หรือ (The king can do no wrong) การกระทำของตนและพวก จึงไม่ได้เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงขอให้ศาลวินิจฉัยยกคำร้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้แจ้งรายชื่อบุคคลที่เข้ามารับฟังคำวินิจฉัย โดยนายณฐพร ในฐานะผู้ร้องได้เดินทางมารับฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเอง ส่วนนายอานนท์ นำภา ผู้ถูกร้องที่ 1 มอบหมายให้นายกฤษฎางค์ นุตจรัส เป็นผู้แทนมาศาล นายภาณุพงศ์ ผู้ถูกร้องที่ 2 มอบหมายให้นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม เป็นผู้แทนมาศาล ส่วนน.ส.ปนัสยา ผู้ถูกร้องที่ 3 เดินทางมารับฟังคำวินิจฉัยเอง

ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัย นายกฤษฎางค์ได้กล่าวต่อศาลว่า ตนได้รับ คำสั่งจากนายอานนท์ ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ โดยระบุว่า ถ้าศาลมีคำวินิจฉัยไม่รับ คำร้องขอให้ดำเนินการไต่สวน นายอานนท์ บอกว่าไม่ต้องอยู่ในห้องพิจารณาให้ออกไปเลย เพราะไม่ประสงค์จะให้มีตัวแทนมารับฟัง คำวินิจฉัย ส่วนเรื่องการไต่สวนตนและนายอานนท์เข้าใจว่าเป็นอำนาจของศาลที่จะงดการไต่สวนเพราะศาลยุติธรรมหรือศาลอื่น หากหลักกฎหมายเพียงพอก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาคดี เพียงแต่เราอาจจะมองต่างมุม

เนื่องจากเรื่องนี้เป็นข้อกล่าวหาที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเราควรมีโอกาสแสวงหาข้อเท็จจริงเสนอต่อศาลด้วย โดยวันนี้ตนได้นำพยาน คือ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ มาด้วย จึงขอให้ศาลช่วยบันทึกไว้ด้วยและขอเรียนด้วยความเคารพในฐานะเป็นผู้รับมอบอำนาจจึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายอานนท์

จากนั้น นายนรเศรษฐ์ ทนายของนาย ภาณุพงศ์ ก็ได้แจ้งต่อศาลในลักษณะเดียวกันว่าไม่ประสงค์จะอยู่รับฟังคำวินิจฉัย จึงขอออกจากห้องพิจารณาไป

ขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงว่า ศาลพิจารณาคดีโดยใช้ระบบไต่สวน แสวงหาข้อเท็จจริงได้จากหลายฝ่าย เมื่อได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนที่สามารถจะวินิจฉัยได้จึงสั่งงดการไต่สวน ซึ่งเป็นคำสั่งตามที่กฎหมายบัญญัติ ส่วนการไม่ประสงค์ฟังคำวินิจฉัยก็เป็นสิทธิ

น.ส.ปนัสยากล่าวกับศาลว่า “วันนี้เรามาฟังคำวินิจฉัยโดยทนายของพวกเราเคยมีการยื่นขอศาลให้ดำเนินการไต่สวน หนูไม่ใช่นักเรียนกฎหมายก็อาจจะรู้น้อย แต่ก็เข้าใจว่าการได้มาซึ่งความยุติธรรม อย่างน้อยควรจะต้องรับฟังทุกอย่างเท่าที่จะรับฟังได้ ซึ่งวันนี้ อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ได้มารออยู่ พร้อมที่เข้าไต่สวนหากศาลอนุญาต แต่ถ้าศาลไม่อนุญาตและให้รับฟังคำวินิจฉัย โดยที่หนูไม่มีโอกาสแสวงหาความจริงเพิ่มเติมให้รัฐธรรมนูญก็คงต้องขอออกจากห้องพิจารณาเช่นกัน”

ด้านตุลาการศาลชี้แจงว่า เป็นข้ออ้าง ของฝ่ายผู้ถูกร้องว่าไม่ไต่สวน แต่ความจริงกระบวนการพิจารณาของศาลไต่สวน เราแสวงหาข้อเท็จจริงทุกอย่าง เอกสารที่ได้มาได้ส่งให้ผู้ถูกร้องเรียบร้อยหมดแล้ว ผู้ถูกร้องมีหน้าที่โต้แย้งเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งศาลได้รับหมดแล้ว ถือว่าได้ให้ความเป็นธรรม และยุติธรรมกับผู้ถูกร้องทั้งหมดแล้ว ไม่ใช่การพิจารณาในระบบกล่าวหา แต่เป็น ระบบไต่สวนซึ่งศาลมีอำนาจไต่สวน

แต่ในการไต่สวนศาลได้ให้ผู้ถูกร้องทราบ พยาน หลักฐานทุกอย่างและให้โอกาสโต้แย้ง ดังนั้นกระบวนการพิจารณาถูกต้อง “สิ่งที่คุณอ้าง ก็เป็นข้ออ้างของคุณ” ยืนยันว่าเรื่องนี้ศาลใช้เวลาพิจารณาเป็นปี เรารอบคอบในการหาพยานหลักฐาน ไม่ใช่รับคำร้องมาแล้วตัดสิน ใช้เวลาปีเศษด้วยซ้ำไป

สำหรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญสรุปว่า ผลการพิจารณาประเด็นที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยมีว่า การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 มีเจตนารมณ์ปกป้องคุ้มครองระบอบการปกครองของประเทศ ให้เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


และมุ่งหมายให้ปวงชนชาวไทยทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญจากการกระทำของบุคคลหรือกลุ่มคนที่ใช้สิทธิ หรือเสรีภาพในประการที่อาจนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โดยยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หากอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการหรือไม่ดำเนินการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้อง รัฐธรรมนูญก็รับรองสิทธิของผู้ร้องให้ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย สั่งการให้เลิกการกระทำ ดังกล่าวได้ของผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฟังเป็นยุติว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อภิปรายในที่สาธารณะหลายครั้งหลายสถานที่ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.63 เรียกร้องให้ดำเนินการแก้ไขเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค.63 ผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อภิปรายเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยข้อเรียกร้องรวม 10 ประการ

พิจารณาแล้วเห็นว่า พระมหากษัตริย์กับชาติไทยดำรงอยู่คู่กันเป็นเนื้อเดียวกันนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน และจะต้องดำรงอยู่ด้วยกันต่อไปในอนาคตเพื่อธำรงความเป็นชาติไทยไว้ ปวงชนชาวไทยจึงถวายความเคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การออกมาเรียกร้องโจมตีในที่สาธารณะโดยอ้างการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ นอกจากเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง ใช้ถ้อยคำหยาบคาย และยังไปละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชาชนอื่นที่เห็นต่างด้วย อันจะเป็นกรณีตัวอย่างให้บุคคลอื่นกระทำตาม ยิ่งกว่านั้น การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีการดำเนินงานอย่างเป็นขบวนการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย

แม้การปราศรัยของผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 10 ส.ค.63 ณ เวทีธรรมศาสตร์จะไม่ทน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จะผ่านไปแล้ว ภายหลังจากที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญยังปรากฏว่าผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ยังคงร่วมชุมนุมกับกลุ่มบุคคล กลุ่มต่างๆ

โดยใช้ยุทธวิธีเปลี่ยนแปลงรูปแบบการชุมนุมวิธีการชุมนุม เปลี่ยนตัวบุคคลผู้ปราศรัย ใช้กลยุทธ์เป็นแบบไม่มีแกนนำที่ชัดเจน แต่มีรูปแบบ การกระทำอย่างต่อเนื่องโดยกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน การเคลื่อนไหวของผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และกลุ่มเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง มีลักษณะเป็นขบวนการเดียวกันที่มีเจตนาเดียวกันตั้งแต่แรก

ผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีพฤติการณ์กระทำซ้ำและกระทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีการกระทำกันเป็นขบวนการ ซึ่งมีลักษณะของการปลุกระดมและใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จ แต่มีลักษณะของการที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายและใช้ความรุนแรงในสังคม ทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติอันเป็นการทำลายหลักความเสมอภาคและภราดรภาพ นำไปสู่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตยในที่สุด ทั้งเป็นการกระทำที่มีเจตนาเพื่อทำลายหรือทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องสิ้นสลาย ไม่ว่าจะโดยการพูดการเขียน หรือการกระทำต่างๆ เพื่อให้เกิดผลเป็นการบ่อนทำลาย ด้อยคุณค่า หรือทำให้อ่อนแอลงย่อมแสดงให้เห็นถึงการมีเจตนาเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์อีกด้วย

แม้เหตุการณ์ตามคำร้องผ่านพ้นไปแล้ว แต่หากยังคงให้ผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รวมทั้งกลุ่มในลักษณะองค์กรเครือข่ายกระทำการดังกล่าวต่อไป ย่อมไม่ไกลเกินเหตุที่จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก วินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง และมีมติเป็นเอกฉันท์ สั่งการให้ผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รวมทั้งกลุ่มองค์กรเครือข่าย เลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างน้อย 1 เสียง คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม

น.ส.ปนัสยา หนึ่งในผู้ถูกร้อง ได้แถลงหลังศาลมีคำวินิจฉัยเห็นว่า ศาลได้วินิจฉัยว่า การกระทำของพวกตน เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ จึงขอยืนยันว่า ข้อเรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ และไม่ได้มีเจตนาเพื่อล้มล้างการปกครอง เบื้องต้น ตนจะไม่เคารพในคำวินิจฉัยของศาล และเห็นว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่อาจยอมรับได้ เพราะขาดด้วยความชอบในกระบวนการพิจารณาคดี เนื่องจากกฎหมายให้ใช้ระบบไต่สวน

ซึ่งให้ศาลแสวงหาพยานหลักฐาน แม้ศาลจะใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยได้ก็ตาม ทั้งนี้ก็ต้องเป็นไปเพื่อความยุติธรรม แต่ศาลกลับไม่เปิดโอกาสให้ไต่สวน อันเป็นการกระทบต่อสิทธิของกระบวนการยุติธรรม แม้ผู้ถูกร้องจะยื่นร้องขอให้ไต่สวนแล้วก็ตาม

น.ส.ปนัสยากล่าวต่อว่าจึงขอย้ำ ตนไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินนี้ และข้อเรียกร้องต่อการปฏิรูปสถาบัน ไม่ได้มีเจตนาล้มล้างการปกครอง แต่กลับเห็นการปฏิรูปสถาบันจะส่งผลให้เป็นการดำรงไว้ ให้สถาบันเจริญขึ้น รวมถึงการให้แก้ไขกฎหมาย ม.112 ก็ไม่ได้เป็นการล้มล้างการปกครองเช่นกัน แต่เจตนารมณ์ของการเคลื่อนไหวเป็นไปเพื่อการพัฒนาประเทศเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่า หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้จะมีผลผูกพันไปถึงคดีอื่นด้วย น.ส.ปนัสยาตอบว่า ตนยังไม่ทราบ แต่ก็อาจจะมีผลไปถึงคดีอาญาอื่นได้ แต่ก็กังวลว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าล้มล้างการปกครองแล้ว การล่ารายชื่อให้ยกเลิกม.112 นั้น จะนำเข้าสู่สภาได้อีกหรือไม่ จึงขอเวลาในการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมก่อนที่จะมีการประกาศให้ประชาชนได้รับทราบ แต่ยืนยันว่า หลังจากนี้จะเดินหน้าเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีแก้ไข ม.112 ต่อไปจนกว่าจะสำเร็จอย่างแน่นอน

ด้านนายณฐพรกล่าวหลังการอ่านคำวินิจฉัยคดี ว่า กระบวนการหลังจากนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอัยการที่จะนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปดำเนินคดีอาญา โดยยอมรับว่าหลังมีคำตัดสินชี้ขาดมาส่วนตัวไม่ได้สบายใจ หรือสุขใจ เพราะไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในประเทศไทย และไม่ต้องการให้มีกระบวน การที่อยู่เบื้องหลังการล้มล้าง ทำลายสถาบัน มั่นใจต่อคำร้องนี้เนื่องจากมีพยานหลักฐาน

ปัจจุบันมีกระบวนการชักศึกเข้าบ้าน นำองค์กรต่างชาติเข้ามาดำเนินการกับประเทศไทย พร้อมกับตั้งคำถามว่าการล้มล้างสถาบันประชาชนได้อะไร ซึ่งหากเป็นการดำเนินการเพื่อปัญหาปากท้องของประชาชนจะเกิดประโยชน์กว่า ส่วนตัวอยากให้แก้ไขปัญหาเรื่องสัญญาณดาวเทียม น้ำมัน จะดีกว่า

นายณฐพรกล่าวว่า สำหรับข้อเสนอการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของฝ่ายการเมือง ยืนยันว่าจากคำวินิจฉัยจะทำให้คำร้องเอาผิดและยุบพรรคก้าวไกลดำเนินการได้ หลังตนได้ยื่นคำร้องกับ กกต.ไว้ตามมาตรา 92 เชื่อว่า กกต.จะขอคัดถ่ายสำเนา คำวินิจฉัยของวันนี้ และไปดำเนินการเนื่องจากพรรคการเมือง และ ส.ส.ของพรรคดังกล่าวให้การสนับสนุนทางการเงิน และการประกันตัวผู้ต้องหา รวมถึงอ้างว่ามีการไปร่วมชุมนุม ถือเป็นความผิด ซึ่งเชื่อมั่นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวันนี้จะเป็นสารตั้งต้นในการฟ้องร้องเอาผิดต่อผู้กระทำการละเมิด ต่อสถาบัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ มติศาลรธน.8ต่อ1 ชี้‘ล้มล้าง’ ห้ามเรียกร้อง10ข้ออีก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง