ย้ำม็อบแสดงความคิดเห็น
อานนท์โอดมีแค่เฟซ-ไมค์
เว็บไซต์ศาลรธน.โดนแฮ็ก

เว็บไซต์ศาลรธน.โดนมือดีแฮ็ก ปล่อย เพลงกิโยติน ด้าน 30 องค์กรนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ ยก 5 เหตุผลทาง วิชาการชี้แจง หลังคำวินิจฉัยของศาล ยืนยันการเคลื่อนไหวทางการเมืองและการชุมนุมช่วงที่ผ่านมา เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ปราศจากเจตนาที่จะล้มล้างการปกครอง ระบุ 10 ข้อเสนอจะทำให้สถาบันยืนยงสถาพร เคียงคู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างสง่างาม ด้านกระทรวงบัวแก้วนำทีมเปิดถ้อยแถลงรายงานการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย ป้องมาตรา 112 อ้างเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการปกป้องสถาบันที่สำคัญของชาติและความมั่นคงแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อกดเข้าไปในเว็บไซต์ ปรากฏเป็นคลิปวิดีโอเพลงความยาว 3.48 นาที ที่ใช้ชื่อว่า Death Grips-Guillotine (It goes Yah) หรือ กิโยติน ซึ่งเป็นเพลงของกลุ่มฮิพฮอพทดลองสัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 แทนหน้าเว็บไซต์สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญปกติ พร้อมกันนั้นยังมีการเปลี่ยนชื่อเว็บไซต์จาก constitutionalcourt เป็น kangaroo court ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายถึง ศาลเตี้ย

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่าขณะนี้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญรับรู้เรื่องแล้ว และเจ้าหน้าที่ฝ่ายไอทีของสำนักงานกำลังดำเนินการแก้ไข ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้วกับเว็บไซต์ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนผู้บริการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้มีการสั่งการเรื่องนี้เป็นพิเศษ

นอกจากนั้น มีรายงานข่าวว่าศาลได้สั่งให้เจ้าหน้าที่รวบรวมการแสดงความคิดเห็นในโซเชี่ยลมีเดีย ต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณี มีคำวินิจฉัยว่า นายอานนท์ นำภา, นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์, น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง และสั่งการให้ผู้ถูกร้องรวมถึงกลุ่มองค์กรเครือข่ายเลิกกระทำการ ดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กอานนท์ นำภา ได้โพสต์ข้อความหลังทราบผลการวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่า “ลูกหลานชาวนา นักศึกษาธรรมศาสตร์ ที่มีแค่ไมค์ รถปราศรัย และแอ๊กเคาต์เฟซบุ๊ก ได้กระทำการล้มล้างการปกครอง ด้วยคำพูด ถ้าทำได้อย่างนั้นจริง มันก็คงไม่มีวันนี้”

วันเดียวกัน สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่แถลงการณ์ร่วม 23 องค์กรนิสิต นักศึกษา เรื่อง ปฏิเสธคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ระบุช่วงหนึ่งว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้อ่านคำวินิจฉัยคำร้องของ คุณณฐพร โตประยูร ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 กรณีการปราศรัยการชุมนุมทางการเมืองในปลายปี พ.ศ.2563 ของผู้ถูกร้องทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ อานนท์ นำภา, ภาณุพงศ์ จาดนอก และ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่

คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัย ระบุว่า “การชุมนุมและการปราศรัยของผู้ถูกร้องทั้งสามมีเจตนาทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์โดยชัดแจ้ง เป็นการกัดกร่อนบ่อนทำลายการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการปลุกระดมก่อให้เกิดความวุ่นวายและความรุนแรงในสังคม เป็นการ กระทำใดๆ ที่มีเจตนาเพื่อทำลาย หรือเพื่อทำให้สถาบันกษัตริย์ต้องสิ้นสลายไป ไม่ว่าด้วยการพูด การเขียน หรือการกระทำต่างๆ เพื่อให้เกิดผลเป็นการบ่อนทำลาย ด้อยคุณค่า หรือทำให้อ่อนแอลง ย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนาเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

ผู้ถูกร้องทั้งสามใช้สิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็น โดยไม่สุจริต มีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิใช่ปฏิรูป ศาลรัฐธรรมนูญสั่งการให้ผู้ถูกร้องทั้งสาม รวมทั้งกลุ่มองค์กรเครือข่ายเลิกการกระทำ ดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต” นั้น

องค์กรนักศึกษา ขอยืนยันว่า 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันของผู้ถูกร้องทั้งสามนั้น เป็นข้อเสนอที่จะทำให้สถาบันคงอยู่สถาพรในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างสง่างาม สมกับพระเกียรติยศที่สมเด็จบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าทรงดำรงไว้ตั้งแต่ครั้งอดีต ผู้ถูกร้องทั้งสามและผู้ชุมนุมเพียงหวังให้สถาบันพระมหากษัตริย์ของเราปราศจากมลทินและข้อครหาที่จะทำให้พระบรมเดชานุภาพเสื่อมเสีย

ประการแรก ผู้ถูกร้องทั้งสามท่านมิได้รับโอกาสขอไต่สวนเพิ่มเติมจากศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อสู้คดีและแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อศาล ด้วยการสั่งงดการไต่สวนโดยอ้างว่าพยาน หลักฐาน ข้อเท็จจริงเพียงพอต่อการวินิจฉัยแล้ว อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญยังยกคำร้องขอเบิกตัวคุณอานนท์และคุณภาณุพงศ์ซึ่งขณะนี้ทั้งสองท่าน ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ฉะนั้น จึงมิอาจเรียกได้ว่ากระบวนการไต่สวนในครั้งนี้เป็นกระบวนการอันสถิตไว้ซึ่งความยุติธรรม

ประการที่สอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ยึดถือหลักการที่สำคัญที่สุด ประการหนึ่ง คือ The king can do no wrong ดังนั้น การวิพากษ์วิจารณ์ จุดมุ่งหมายมิใช่เพื่อหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หากแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและถกเถียงถึงมูลเหตุ ช่วยส่งเสริมให้สถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยธำรงไว้อย่างมั่นคง และสมพระเกียรติยศ

ประการที่สาม ถ้อยวลีของคำว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในประเทศไทยนั้น ถูกปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 อันเป็นผลพวงมาจากการรัฐประหารปี พ.ศ.2490 ดังนั้น เหตุผลการวินิจฉัยของศาลที่อ้างว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 ได้บัญญัติ ให้เรียกระบอบการปกครองว่า “เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จึงไม่อาจเชื่อถือได้

ประการที่สี่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยมาโดยตลอด เพียงแต่ผู้ใช้อำนาจนั้นคือพระมหากษัตริย์ ผ่านกลไกภายใต้รัฐธรรมนูญ มิได้สะท้อนว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์ ดังนั้น เหตุผลการวินิจฉัยของศาลที่อ้างถึงประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทยตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยจึงไม่สมเหตุสมผล

ประการสุดท้าย การเคลื่อนไหวทางการเมืองและการชุมนุมของผู้ถูกร้องและประชาชนชาวไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมอันได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญทุกประการ ปราศจากเจตนาที่จะล้มล้างการปกครองของประเทศ มิใช่เป็นการกระทำอันก่อให้เกิดการรัฐประหาร เฉกเช่นในอดีตที่ผ่านมา

สำหรับองค์กรนิสิตนักศึกษาที่ร่วมแถลงการณ์นี้ ประกอบด้วย กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อเยาวชนภาคเหนือตอนล่าง กลุ่มนิสิต พรรคชาวดิน คณะกรรมการกลางบริหาร องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (10 ตําแหน่ง) แนวร่วมนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามเพื่อประชาธิปไตย พรรคก้าวใหม่ พรรคโดมปฏิวัติ พรรคป๋วย ก้าวหน้า

พรรคเสรีธรรมศาสตร์ พรรคแสงโดม สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สภานักศึกษา องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

สโมสรนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยนเรศวร องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม องค์การบริหาร องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และองค์การบริหาร องค์การนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

นอกจากนี้ 7 องค์กรนิสิต นักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ ยังได้ออกแถลงการณ์ร่วม แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อถ้อยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วย ได้แก่ คณะกรรมการนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ, บ้านรัฐศาสตร์ มศว, สโมสรนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ชมรมรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, สโมสรนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, และชุมนุมรัฐศาสตร์ฯ สโมสรนิสิตคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ด้านนายธานี ทองภักดี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย กล่าวเปิดถ้อยแถลงรายงานการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยรอบที่ 3 ต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ผ่านการประชุมทางไกลออนไลน์ เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ว่า เกี่ยวกับด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ไทยยังคงเคารพเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความเห็น และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบต่อไป ขณะเดียวกันยอมรับว่ายังคงมีความท้าทายบางประการในการดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม เสรีภาพในการแสดงออกต้องกระทำอย่างสร้างสรรค์และเหมาะสม ซึ่งปรับใช้ภายใต้บริบทของโควิด-19 ด้วย

“รัฐบาลพยายามที่จะปรองดองกับทุกความเคลื่อนไหวที่สนับสนุนการปฏิรูปทั้งหลายและการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นๆ โดยการจัดหาพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความเห็นโดยไม่มีอคติและคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ อย่างกว้างขวาง และเหมือนกับในหลายๆ ประเทศ ไทยเห็นความสำคัญของเสียงคนหนุ่มสาวในหลายๆ กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาหรือความสนใจสำหรับพวกเขาเท่าที่เป็นไปได้” นายธานีกล่าว

ปลัดกระทรวงการต่างประเทศกล่าวอีกว่า เราจะทำงานให้มากขึ้นในการสนับสนุนการพูดคุยระหว่างคนรุ่นต่างๆ ซึ่งประชาชนจากรุ่นที่แตกต่างกันสามารถเรียนรู้จากกันและกันเพื่อที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาประเทศ

ในประเด็นการอุ้มหาย นายธานีกล่าวว่า ไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนของร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและบังคับให้สูญหาย ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญสำหรับการดำเนินการของไทยตามอนุสัญญาการต่อต้านการทรมาน (CAT) ให้แข็งแกร่งและในการสนับสนุนการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้สูญหาย (ICPPED) โดยนับตั้งแต่ส่งรายงานสิทธิมนุษยชนฉบับนี้ ได้มีพัฒนาการเกิดขึ้นจนปัจจุบัน โดยร่างกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายของรัฐสภา ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระและสมาชิกของภาคประชาสังคมร่วมด้วย

ต่อมารอยเตอร์รายงานว่า ผู้แทนไทยกล่าวปกป้องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลังบางประเทศสมาชิกสหประชาชาติแสดงความกังวลในประเด็นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกและการจับกุมคนหนุ่มสาวที่ชุมนุมประท้วงผลักดันให้มีการปฏิรูปสถาบันนับตั้งแต่ปี 2563 โดยไทยถูกกระตุ้นให้แก้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจากประเทศสมาชิกเนื่องจากกฎหมายดังกล่าวจำกัดเสรีภาพการแสดงออก

นายณัฐวัฒน์ กฤษณามระ อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กล่าวตอบต่อข้อคำถามที่เกี่ยวกับมาตรา 112 ว่า มาตรา 112 สะท้อนวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งสถาบันกษัตริย์เป็นหนึ่งในเสาหลักของชาติ เป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงของคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศ และว่าการมีอยู่ของกฎหมายนี้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการปกป้องสถาบันที่สำคัญของชาติและความมั่นคงแห่งชาติ

นายณัฐวัฒน์กล่าวอีกว่า เหมือนกับในหลายประเทศ การทบทวนในประเด็นใดๆ เกี่ยวกับ ม.112 เป็นเรื่องที่คนไทยจะตัดสินใจ

ทั้งนี้ เบลเยียม แคนาดา ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี นอร์เวย์ สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ ได้เรียกร้องให้ประเทศไทยแก้ไขหรือทบทวนกฎหมายดังกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน