‘ท็อป’ลั่นนำชทพ.ยึด30สส.
‘พิธา’ท้ารบ-ปักธงสุพรรณ

‘ธรรมนัส’ เตือนส.ส.อย่าซี้ซั้วพูด พปชร.ให้ฟัง ‘บิ๊กป้อม’ คนเดียวชาติไทยพัฒนาปักหลักสุพรรณบุรี ประชุมใหญ่ ชู 6 นโยบาย หวังกวาด 30 ส.ส. ‘วราวุธ’ ลั่นรธน.ฉบับประชาชนต้องฟัง 67 ล้านเสียง ไม่ใช่แค่แสนหรือสองแสนคน ย้ำหนุนตั้งส.ส.ร.ยกร่างฉบับใหม่ ‘พิธา’ ไม่เชื่อเมืองสุพรรณฯมีเจ้าของ ประกาศปักธง ประชาธิปไตยให้ได้ ปชป.ตั้งทีมเฝ้าระวัง เฟกนิวส์ ใส่ร้ายพรรค ขู่ใครทำผิดกฎหมายจะดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด พรรคร่วมฝ่ายค้านนัด 23 พ.ย.ถกเนื้อหาซักฟอกก่อนเคาะวันยื่นญัตติ

‘ธรรมนัส’เปิดสาขาพปชร.ขอนแก่น

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ห้องประชุมเทศบาลเมืองศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค ร่วมการประชุม จัดตั้งสาขาพรรคประจำจ.ขอนแก่น เขตเลือกตั้ง ที่ 1 มีส.ส.ขอนแก่น อาทิ นายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายวัฒนา ช่างเหลา และนายสมศักดิ์ คุณเงิน ส.ส.ขอนแก่น และสมาชิกพรรค ที่มีภูมิลําเนาในเขตเลือกตั้งเข้าประชุมเป็นจำนวนมาก พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ เขต 1 นายอัษฎางค์ แสวงการ และเขต 3 นายปัญญา ศรีปัญญา

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า การจัดตั้งสาขาพรรค จ.ขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ 1 และคณะกรรมการ สาขา ที่เป็นไปอย่างเรียบร้อย สะท้อนความรักสามัคคีของสมาชิกที่จะ ร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนาพรรคไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกับนโยบายของพรรค ที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรค เน้นย้ำต้องการเห็นความเข้มแข็ง เป็นหนึ่งเดียวของสมาชิกและส.ส.ทุกคน

เพื่อร่วมกันผลักดันนโยบายของพรรค ที่ยึดมั่นเชิดชูสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทำงานเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน อยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยพรรคทำงานหนักผ่านกลไกของรัฐ ในฐานะแกนนำ ของรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนนโยบายให้สำเร็จเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ ของประชาชนและประเทศชาติมาอย่าง ต่อเนื่อง

ย้ำอย่าซี้ซั้วพูด-ฟัง‘บิ๊กป้อม’คนเดียว

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า จ.ขอนแก่น ถือเป็นเมืองหลวงของภาคอีสาน และ ภาคอีสานจะเจริญหรือไม่ ให้ดูที่ขอนแก่น ซึ่งภาคอีสาน มีประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ และมีส.ส. ตามรัฐธรรมนูญเก่า 132 ที่นั่ง ดังนั้นหากจะยก ระดับการพัฒนา ต้องพัฒนาขอนแก่นให้เจริญ ซึ่งตามระยะเวลาของรัฐบาลที่เหลือปีกว่าๆ ตนในฐานะ แม่บ้านของพรรค และส.ส.ของพรรค จะทำงานร่วมกัน จึงขอให้ทุกคนมั่นใจนโยบายของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่มีเป้าหมายทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองและประชาชน ซึ่งพล.อ.ประวิตรย้ำมาตลอดว่า ทุกคนต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เดินไปข้างหน้า เพื่อความเป็นปึกแผ่นของพรรคและเป็นที่พึ่งพาได้ของประชาชนต่อไป

“ตอนนี้เรามีว่าที่ผู้สมัครส.ส.เกือบครบ ทุกจังหวัดแล้ว และกลไกของพรรคได้ถูกวางไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ในเรื่องพรรคผมได้พูดเสมอว่าไม่อยากให้สมาชิกหรือส.ส. ออกมาพูดเป็นรายวัน ทุกอย่างอยากให้ฟังจากปากหัวหน้าพรรค เพราะท่านสั่งมาชัดเจนว่า อย่าให้สัมภาษณ์ซี้ซั้ว ฉะนั้น ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการตามระเบียบของพรรค โดยท้ายสุด ต้องฟังจากปากหัวหน้าพรรคเป็นสำคัญ” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว

‘ไผ่’สวนกลับผู้การสุชาติ

นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร รองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล อดีตประธานยุทธศาสตร์ภาคใต้พรรคพลังประชารัฐ ที่ย้ายไปอยู่พรรคกล้า ระบุ จะกวาด ส.ส.พื้นที่ภาคใต้ 8-9 ที่นั่ง และพรรคพลังประชารัฐจะสูญพันธุ์ในพื้นที่ภาคใต้ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค พลังประชารัฐ ได้ทำผลงานในภาคใต้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นราคาพืชผลของ ภาคใต้ ราคาปาล์มก็ดีขึ้น ตนเชื่อว่าคนใต้ชอบมาก ส่วนมุมมองของพ.อ.สุชาติ ก็เป็นมุมมองของใครของมัน แต่ตนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่พรรคพลังประชารัฐจะได้ส.ส.น้อยลง มีแต่ต้องได้มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงการคุมเสียงในที่ประชุมสภา ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาองค์ประชุมเกือบจะล่ม นายไผ่ กล่าวว่า ไม่ได้ล่ม แต่ต้องบอกตรงๆ ว่าสภามีพื้นที่ 4 แสนตารางเมตร ซึ่งใหญ่มากและบางครั้งเราเดินไปช้า ถ้ากฎหมายใดสำคัญ เรามาก่อน และตรงไหนเราทำงานได้ เราก็ทำงานไปก่อน แต่มีฝ่ายที่เล่นการเมืองโดยที่ไม่กดแสดงตน ถ้าเล่นแบบนี้ทำให้ ทุกอย่างเดินช้าลง มันเป็นการเล่นการเมือง ซึ่งตนไม่เห็นด้วยกับการทำแบบนี้ เพราะ จะทำให้ประเทศเดินช้าลง แทนที่กฎหมายจะผ่านได้เยอะ

ปชป.ตั้งทีมเฝ้าระวังเฟกนิวส์

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการนำข้อมูลเท็จ ให้ร้ายพรรคและบุคลากรของพรรคว่า ฝ่ายกฎหมายได้ตั้งคณะทำงานเพื่อเฝ้าระวังติดตามและชี้แจง สื่อสาร ความจริงสู้ข่าวเท็จ DP Fake News Monitoring Center เพื่อได้ติดตามข้อมูลจากกลุ่มบุคคลที่ได้นำ ข้อมูลเท็จใส่ร้าย โจมตีพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านสังคมโซเชี่ยล มีการบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ประชาชน เข้าใจผิด โดยใช้เครือข่ายของพรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม เพื่อหวังผลในทางการเมือง เช่น บิดเบือนข้อมูลให้ร้ายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค บิดเบือนด้วยข้อความเท็จโครงการประกันรายได้ โครงการต่างๆ ของพรรคเมื่อครั้งที่เป็น รัฐบาลสมัยที่ผ่านๆ มา

ที่สำคัญการบิดเบือนถ้อยคำพูดของบุคคล สำคัญในพรรค เช่น นายชวน หลีกภัย นายจุรินทร์ และบุคคลอื่นๆ ไปดัดแปลง คำพูดสื่อสาร เพื่อให้เกิดความเสียหายและสังคมเข้าใจผิด มีผลกระทบทั้งต่อพรรค และบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระทบต่อประชาชนโดยทั่วไปด้วย

คณะทำงานจะมุ่งเน้นการชี้แจงทำความเข้าใจ เป็นรายบุคคลและต่อสาธารณะ หากเป็นประเด็นที่ข้อมูลเท็จกระจายใน วงกว้าง ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินคดีทั้งหมด แต่คณะทำงานจะมีการรวบรวมข้อมูลส่ง ให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป หากเป็นเรื่องที่เข้าข่ายร้ายแรงผิดต่อกฎหมาย บ้านเมือง ก็มีความจำเป็นต้องดำเนินคดี

เตือนถ้าผิดกม.ต้องดำเนินคดี

นายราเมศกล่าวว่า พรรคสนับสนุนสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารในยุคสังคมปัจจุบันอย่างเต็มที่ ที่มีการพัฒนาการสื่อสารและ รับข้อมูลสื่อสารด้วยเทคโนโลยีที่รวดเร็ว แต่การมีเสรีภาพในการสื่อสาร จะต้องไม่ทำร้ายบุคคลอื่น ข้อมูลที่สื่อสารออกไปจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความถูกต้องแม่นยำ ไม่ใช่ข้อมูลเท็จที่นำมาใส่ร้ายกัน

หลักการที่กล่าวมาไม่ใช่เฉพาะการสื่อสาร ที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับพรรค แต่การใช้กระบวนการสื่อสารที่เป็นเท็จก็ไม่ควรเกิดกับประชาชนทั่วไป ใครไม่โดนกับตนเอง จะไม่มีวันที่จะเข้าใจได้ว่าความเสียหายทั้งชื่อเสียง และทางจิตใจทั้งคนที่ถูกกระทำและครอบครัว มีมากมายขนาดไหน ขณะนี้เข้าสู่ช่วงปลายที่จะหมดสมัยสภาชุดนี้ และเข้าสู่ช่วงเวลาเข้าสู่กระบวนการการเลือกตั้งในสมัยหน้า ข้อมูลเท็จจากกลุ่มที่ไม่หวังดี มีเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเพียงเพื่อหวังผล ในทางการเมือง

“ขอเตือนว่าให้ระมัดระวังในการสื่อสารหากเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายก็มีความจำเป็นต้องดำเนินคดี ที่ผ่านมามีการให้ร้ายนายชวน นายจุรินทร์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค มีการไปแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้วหลายคดี เกือบทั้งหมดที่ทำผิดกฎหมายพยายามขอเจรจา ย้ำว่าทั้งหมดให้เป็นไปตามกระบวนการ และขอย้ำว่าไม่ได้ปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นโดยสุจริต ขอแค่เอาความจริงมาพูดกันเท่านั้นพอ” นายราเมศกล่าว

ชทพ.ประชุมใหญ่ประจำปี

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สำนักงานสาขาพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนาจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2564 โดยมี แกนนำพรรค กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ส.ส. และสมาชิกเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นำโดย น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรค นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรค นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผู้อำนวยการพรรค เป็นต้น

น.ส.กัญจนากล่าวเปิดประชุมว่า น้ำใน ปีนี้มากกว่าทุกปีที่ผ่าน อาจเกิดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ปีหน้าน้ำอาจจะมากกว่านี้ก็ได้ จึงอยากให้ประชาชนช่วยกันเตรียมพร้อมไว้ด้วย ส.ส.ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือกันเต็มที่ ดังนั้น หวังว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคชาติไทยพัฒนาจะมีโอกาสได้ผู้แทนหลากหลายจังหวัดมากขึ้นนอกเหนือจาก จ.สุพรรณบุรี เพราะพรรคเราไม่ได้เป็นพรรคของคนสุพรรณบุรีเท่านั้น แต่เป็นของคนทั้งประเทศ

ชู 6 นโยบาย-ตั้งส.ส.ร.แก้รธน.

จากนั้นได้เข้าสู่วาระการประชุม อาทิ มีมติรับรองรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 การเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค และการดำเนินงานของพรรคในฐานะฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติตามนโยบายพรรค

นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ ผู้อำนวยการพรรค กล่าวในที่ประชุมว่า ที่ประชุมกก.บห.เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ได้พิจารณาเรื่องการกำหนดนโยบายที่จะใช้ในการเลือกตั้ง 6 นโยบาย ได้แก่ 1.นโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคน นอกจากนั้นจะ เน้นนโยบายเกี่ยวกับข้าวและชาวนา 2.การเดินหน้าทำประชามติเพื่อขอให้ มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเปิดโอกาส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมหากมีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งประเด็นในการ แก้ไขจะให้สิทธิประชาชนเป็นผู้พิจารณา เพราะเชื่อว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนส่วนร่วมจะแก้ปัญหาการเมืองของประเทศได้

3.การกระจายอำนาจต้องเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการกระจายอำนาจให้ อบต. อบจ. 4.ด้านสังคม จะเน้นเรื่องการสร้างครอบครัวที่อบอุ่น 5.นโยบายด้านเศรษฐกิจที่เป็นจริง โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว และ 6.ด้านการศึกษา

‘ท็อป’ตั้งเป้ากวาด 30 ส.ส.

นายวราวุธกล่าวว่า เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เพราะรัฐบาลและสภาชุดนี้จะหมดวาระในวันที่ 23 มี.ค.2566 ตนและน.ส.กัญจนา 2 พี่น้องศิลปอาชา ยังยืนยันว่าจะอยู่กับการเมือง และพรรค ชาติไทยพัฒนาต่อไป ต่อให้ดินกลบหน้า ก็จะไม่หนีไปไหน ตอนนี้ตนอายุ 48 ปี ส่วนหัวหน้าพรรคก็ใกล้จะแซยิด คงทำงานการเมืองไม่นานก็ลากันไป ตนเกิดมาพร้อมกับพรรคชาติไทยพัฒนาและจะตายพร้อมพรรค ขอทำงานอีก 40 ปีก็จะพัก แต่ตอนนี้ ขอให้คำมั่นว่าจะอยู่กับพรรคชาติไทย พัฒนา ซึ่งไม่ใช่พรรคใหญ่ แต่เป็นครอบครัวใหญ่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตั้งเป้าหมายในการ เลือกตั้ง ครั้งหน้าอย่างไร นายวราวุธกล่าวว่า สุพรรณบุรี มั่นใจจะได้เพิ่มอีก 5 เขต และจะยึดได้ทั้งหมด มั่นใจว่าจะมีส.ส.บัญชีรายชื่อและส.ส.เขต รวมแล้ว 30 คนแน่นอน เราสองพี่น้อง ตนและ น.ส.กัญจนา เคียงบ่าเคียงไหล่ฝ่าศึกเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตแทบตาย จนเกือบเอาตัว ไม่รอด แต่เราก็ได้มา 12 คน เรายังไม่ใช่พรรคการเมืองใหญ่ จะทำการเมืองแบบ เร่งรีบไม่ได้ เพราะมาเร็ว มาแรง ก็ไปเร็ว ไปแรง การทำงานของพรรคชาติไทยพัฒนาจะค่อยๆ ทำงาน และค่อยๆ เติบโต

ลั่นรธน.ฉบับปชช.ต้อง 67 ล.เสียง

นายวราวุธกล่าวว่า ส่วนกรณีที่รัฐสภา ตีตกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. … ที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ตัวแทนกลุ่มรี-โซลูชั่น กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 135,247 คน เป็นผู้เสนอ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนั้น ได้ถามพวกเราแล้วหรือยังว่าเห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวหรือไม่ แล้วบอกได้อย่างไรว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะหลายร้อยชีวิตที่นั่งอยู่ในที่ประชุมใหญ่ พรรควันนี้ยังไม่ได้ถูกถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนที่แท้จริง ต้องฟังเสียงจากประชาชนทั้ง 67 ล้านเสียงทั่วประเทศ ไม่ใช่เพียงหนึ่งแสนหรือสองแสนคน เราไม่ต้อง มานั่งโม้หรือประดิษฐ์คำสวยงามต่อว่าคนนั้นคนนี้ เราเน้นทำงาน

“พรรคชาติไทยพัฒนาจะยืนยันการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติก่อน เพื่อให้มีการทำประชามติตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมา เชื่อว่าการตั้ง ส.ส.ร.ที่มีประสิทธิภาพ เหมือนอย่างครั้งหนึ่งที่ประเทศไทยเคยทำมาที่เป็นต้นกำเนิดของรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกคนพูดอยู่เสมอว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ต้นกำเนิดและจุดเริ่มต้นต้องเกิดจากตรงนั้น” นายวราวุธกล่าว

ก้าวหน้า – นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เดินทางพบปะและ ให้กำลังใจทีมผู้สมัครนายกและส.อบต. ที่คณะก้าวหน้าให้การสนับสนุนในเขตพื้นที่ ภาคเหนือ นำเสนอนโยบายให้ประชาชนตัดสินใจ ถ้าทำสำเร็จจะเปลี่ยนแปลงการเมืองท้องถิ่น ที่จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 20 พ.ย.

‘ปิยบุตร’ปลุกลุกขึ้นสู้ใหม่

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า เขียนข้อความทางเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้ประชาชนอย่าหยุดเคลื่อนไหวเรื่องรัฐธรรมนูญ ว่า แม้จะแพ้การลงมติทางสภา แต่ประชาชนจะต้องลุกขึ้นมา เพื่อต่อสู้และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นสิ่งที่ยากเย็นเป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเพื่อสืบทอดอำนาจและเป็นเสาค้ำยันปกป้องระบอบประยุทธ์ ระบอบที่คน 1% ได้ประโยชน์ แต่คนอีก 99% ต้องอยู่ด้วยความยากลำบาก แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการจะเปลี่ยนแปลงและรื้อถอนระบอบประยุทธ์ได้ ต้องใช้พลังจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเป็นต้องขับเคลื่อนทั้งในและนอกสภา

ถึงแม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับ #ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์ จะถูกปัดตกไป อย่าพึ่งสิ้นหวังกับสิ่งที่ระบอบ ประยุทธ์ทำกับประชาชน ตราบใดที่พวกเราประชาชนคนสามัญธรรมดายังมีลมหายใจ ยังมีความคิด ยังมีกำลังกาย กำลังใจ และรวมพลังกันลงมือทำ สู้ต่อไปอย่าง ไม่ลดละ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย วันหนึ่งการเปลี่ยนแปลงจะมาถึง

หากเราหยุดเคลื่อนไหว หยุดรณรงค์ พวกเขาก็จะสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญ ที่ออกแบบไว้ได้ต่ออย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไปชั่วกัลปาวสาน ส่วนประชาชนก็จะต้องเป็นผู้จ่ายราคาความลำบาก ดังนั้น ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญตัวจริงต้องเดินหน้าต่อไป แม้ว่าจะไม่สำเร็จกี่ครั้งก็ต้องลุกยืนขึ้นมาใหม่ ต่อสู้ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้สำเร็จให้ได้

เพื่อไทยเดินหน้าเปิดโปงรัฐบาล

ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.กทม. ในฐานะโฆษก กทม. กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังกับผลการลงมติของรัฐสภา ที่คว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่ความพยายามของภาคประชาชนในครั้งนี้ไม่สูญเปล่า เพราะถือว่าได้กระชากหน้ากาก ส.ว.กับพรรคร่วมรัฐบาลให้ออกมาเปลือยกาย เผยให้เห็น ตัวตนที่แท้จริงที่เป็นอุปสรรคต่อประเทศได้เป็นอย่างดี ตอกย้ำว่าใครที่มาจากประชาชน และใครกันแน่ที่มาจากเงาของเผด็จการ

“น่าเศร้าตรงที่ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มี ส.ว.จากการแต่งตั้งโดย คณะรัฐประหาร ที่มีอำนาจในทางนิติบัญญัติ ล้นเหลือ แต่เชื่อมั่นว่าพลังของประชาชนและพรรคการเมือง ซึ่งมีที่มาจากประชาชนจะช่วยเปลี่ยนแปลงประเทศได้ แม้ผิดหวังแต่จะไม่หมดหวัง เพราะพรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าเตรียมขอเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 โดยเร็ว เพื่อเปิดโปงถึงความไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความสามารถในการบริหารบ้านเมืองของนายกฯ ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” น.ส.ธีรรัตน์กล่าว

ส่วนกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส. บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่าการที่พรรคเพื่อไทยสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนเพื่อหวังหาเสียงนั้น ถือเป็นความคิดที่คับแคบ ไม่มีประชาชนอยู่ในหัวใจ

ฝ่ายค้านจ่อถกเนื้อหาซักฟอก

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันที่ 23 พ.ย. พรรคร่วมฝ่ายค้านจะหารือร่วมกันถึงเนื้อหา และข้อมูลข้อเท็จจริงที่จะใช้ในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 แต่ละพรรคจะได้นำเสนอเนื้อหาที่อยากให้รัฐบาลชี้แจง โดยยึดสภาพปัญหาของพี่น้องประชาขนเป็นตัวตั้ง ซึ่งจะอยู่ในกรอบวิกฤตทั้งปัญหาด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาทางการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้

เมื่อแต่ละพรรคนำเสนอเนื้อหาที่จะใช้ ในการอภิปรายได้แล้ว ก็จะสามารถกำหนดช่วงเวลาที่จะยื่นอภิปรายได้ ซึ่งกรอบเวลา ที่จะอภิปรายมีอยู่ 2 ช่วง คือช่วงก่อนวันที่ 15 ธ.ค.นี้ หากไม่ทันจะเลยไปอยู่ในช่วงหลังเทศกาลปีใหม่เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายฝ่ายมองว่าการอภิปราย แบบไม่ลงมติ จะเป็นการฟอกขาวให้รัฐบาลหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า หากจะมองอย่างนั้นก็มองได้ เพราะโดยปกติการยื่นอภิปรายตามมาตรา 152 นั้นรัฐบาลควรเป็นฝ่ายยื่นเองเพื่อซักฟอก ชี้แจงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยใช้สภาช่วยกันหาทางออกอย่างเหมาะสม แต่เมื่อรัฐบาลไม่ยอมยื่นญัตติเอง ฝ่ายค้านในฐานะฝ่ายตรวจสอบจำเป็นต้องยื่นญัตติ เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าการตรวจสอบรัฐบาลทำได้ยาก เพราะเขาไม่ยอมเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ได้รับรู้เลย

ก้าวไกลหวังยื่นญัตติเร็วที่สุด

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคก้าวไกลพร้อมที่จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปราย ทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 และอยากจะให้เร็วขึ้นกว่าวันที่ 15 ม.ค.2565 ตามที่พรรคเพื่อไทยวางแนวทางไว้ แต่ต้องดูความพร้อมของพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วย พรรคก้าวไกลอยากชี้แนะรัฐบาลเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ซึ่งคิดว่ารัฐบาลกำลังเดินหลงทางอย่างมาก เพราะกำลังดำเนินนโยบายต่างๆ เป็นไปเพื่อฟื้นฟูคนตัวใหญ่และกลุ่มนายทุนที่ซบเซาจาก โควิด-19 เราไม่ติดขัดที่จะช่วยคนกลุ่มนี้ แต่รู้สึกว่ารัฐบาลละเลยการสนับสนุนและเอื้อให้กับคนตัวเล็กได้ฟื้นตัวตามไปด้วยอย่างสมสัดส่วน ยกตัวอย่างมาตรการ SHA หรือ SHA+ พบว่า คนตัวเล็กปฏิบัติตามยากและได้รับประโยชน์น้อยมาก

นอกจากนี้ อยากชี้แนะรัฐบาลเรื่องการเปิดเรียน และดำเนินการแก้ไขเพื่อให้การทำกิจกรรมทางสังคมต่างๆ กลับไปอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงแบบปกติมากที่สุด การเตรียมพร้อมรับมือการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก ถัดไป เพื่อทำให้อัตราการเสียชีวิตเกิดขึ้นน้อยที่สุด และอีกหลายๆ เรื่องที่เตรียมข้อมูล ไว้เสนอแนะรัฐบาล โดยเฉพาะการแก้ปัญหา ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำเพื่อให้เกษตรกร มีต้นทุนที่จะสามารถทำกำไรภายใต้ การอุดหนุน ของรัฐที่เป็นธรรมและทั่วถึง รวมทั้งการฟื้นฟูสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ถูกลิดรอนไปในช่วงที่ผ่านมา

‘พิธา’ขอปักธงเมืองสุพรรณ

ที่จ.สุพรรณบุรี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย ส.ส.พรรคก้าวไกล ลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวบ้าน ตั้งแต่อ.ด่านช้าง อ.อู่ทอง และอ.สองพี่น้อง ในโครงการก้าวไกลสัญจรภาคกลาง

นายพิธา กล่าวว่า ขอบคุณ 70,000 กว่าคะเเนนที่พี่น้องชาวสุพรรณบุรีให้ความไว้วางใจตั้งเเต่สมัยอดีตพรรคอนาคตใหม่ ครั้งนี้ตนและพรรคก้าวไกลตั้งใจมารับฟังปัญหาในทุกปัญหา ยืนยันว่าพร้อมต่อสู้ ด้วยความสุขุม กล้าหาญ เข้มเเข็ง แต่เราต้องไม่ประมาท และไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ตนพร้อมเเละตั้งใจทำงานต่อไป

“จ.สุพรรณบุรี รอไม่ได้แล้วเพราะยังมีหลายปัญหาที่ยังไม่ถูกจัดการอย่างเหมาะสม เช่น เรื่องการบริหารจัดการน้ำ เรื่องที่ดิน เรื่องเกษตรกรรม ถ้าชาวสุพรรณบุรีต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต้องมีพรรคการเมืองใหม่ๆ นักการเมืองใหม่ๆ เข้ามานำนโยบายใหม่ ครั้งนี้พรรคก้าวไกล ตั้งใจมาปักธงประชาธิปไตยที่ จ.สุพรรณบุรี เราไม่เชื่อว่าเมืองสุพรรณบุรีจะมีเจ้าของ เพราะเจ้าของประเทศนี้คือประชาชนและประชาธิปไตย” นายพิธากล่าว

กอ.รมน.เข้มแรงงานผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. พล.อ.สิทธิชัย มากกุญชร โฆษก กอ.รมน. กล่าวว่า กอ.รมน. ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาแรงงานลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งยังคงจับกุมได้อย่างต่อเนื่องสัปดาห์ที่ผ่านมาจับกุมได้กว่า 1,618 รายจากการขยายผลทราบว่าแรงงานต่างด้าวเสียค่าใช้จ่ายให้กับผู้นำพา ตั้งแต่ 1,000 จนถึง 25,000 บาทต่อหัว เลขาธิการ กอ.รมน. จึงสั่งการให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยายผลติดตามจับกุมผู้นำพา ขยายผลจับกุมแหล่งนายทุน

“สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผอ.รมน. และ รอง ผอ.รมน. สั่งการให้หน่วยในพื้นที่สนับสนุน ศบค.ส่วนหน้าขอให้ทุกภาคส่วนเฝ้าระวัง เน้นย้ำ การปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค. อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลและประเพณีสำคัญ ตลอดจนเน้นย้ำให้ศูนย์รับแจ้งเหตุความมั่นคง 1374 เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ช.ม.” พล.อ.สิทธิชัย กล่าว

ขณะที่ พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผบช.ภ.6 สั่งการให้ สภ.แม่สอด ปิดล้อมตรวจค้นที่พักอาศัยของผู้มีพฤติการณ์ในการกระทำผิดเกี่ยวกับการลักลอบนำแรงงานผิดกฎหมายเข้ามาในราชอาณาจักร บริเวณตลาดริมเมย ม.2 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สอด นำโดย พ.ต.อ.โอภาส คงเมือง รอง ผบก.ภ.จว.อุตรดิตถ์ รรท.ผกก.สภ.แม่สอด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายเด่นชัย จันทอุทัย อายุ 43 ปี โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ให้ต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย พ้นการจับกุม พร้อมจับกุมแรงงานข้ามชาติได้อีก 8 คน เจ้าหน้าที่ได้นำตัว ผู้ต้องหาตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 ผลการตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 จึงได้นำตัวส่งพนักงาน สอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘ตู่’กำชับดูแลน้ำท่วม-อุทกภัยใต้

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม รับทราบรายงานสถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยา จากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. รายงานข้อมูลจากโทรมาตรวัดระดับน้ำบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า

โดยคาดการณ์ระดับน้ำทะเลหนุนจะกลับมาสูงขึ้นในช่วงตั้งแต่วันที่ 19-24 พ.ย. แต่ไม่สูงเท่ากับช่วงวันที่ 8-10 พ.ย.ที่ผ่านมา คาดว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรง และไม่ส่งผลกระทบกับพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาและลำน้ำสาขามาก โดยนายกฯ ห่วงใยประชาชน กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาหนุนสูง รวมถึงเฝ้าระวังสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ช่วงวันที่ 23-25 พ.ย.นี้

ที่ จ.สมุทรปราการ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทางหลวงชนบทที่ สป.4010 คลองสวน-บ้านล่าง ถูกน้ำทะเลหนุนท่วมเกือบตลอดสาย บางจุดสูง 60-80 ซ.ม. ทำให้รถเล็กสัญจรไปมาลำบาก บ้านเรือนประชาชนริมถนนที่ตั้งอยู่ฝั่งคลองสรรพสามิตถูกน้ำมิดเกือบถึงหัวเข่า แต่ยังโชคดี ที่เก็บข้าวของขึ้นที่สูงไว้ก่อนหน้านี้

ที่ จ.สตูล ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในพื้นที่ ต.คลองขุด อ.เมืองสตูล มีฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้คลองมำบังเอ่อล้นท่วมบ้านเรือนที่ราบลุ่มริมตลิ่งในพื้นที่ ม.1 ต.คลองขุด และพื้นที่ซอยผลทวี หรือซอยหลวงลืม ม.7 ต.คลองขุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน