สธ.ห่วงลักลอบข้ามชายแดน
ตู่ให้จัดเคานต์ดาวน์กลางแจ้ง
เยียวยาคนกลางคืนราย5พัน

‘โอไมครอน’ประชิดไทยแล้ว หลังเชื้อลามเข้าสู่มาเลเซีย เผยเป็นนักศึกษาหญิงต่างชาติวัย 19 ปี เดินทางจากแอฟริกาใต้ผ่านสิงคโปร์ ติดเชื้อไม่แสดงอาการ อีกทั้งฉีดวัคซีนแล้ว สธ.ห่วงกลุ่มลักลอบเข้าเมืองนำเชื้อโอไมครอนเข้ามาแพร่ในไทย เร่งตามตัวกลุ่มเสี่ยงสูงจาก 8 ประเทศแอฟริกาที่เหลืออีก 167 รายมาตรวจซ้ำ ศบค.ระบุเชื้อโอไมครอนลามแล้ว 39 ประเทศ หมอชี้แพร่ได้เร็วกว่าเดลตาแต่รุนแรงน้อยกว่า ‘สุชาติ’รมว.แรงงานเคาะเยียวยาผับ บาร์ สถานบันเทิง คนกลางคืน ศิลปินอิสระ 3 กลุ่ม นายจ้างได้ตามจำนวนลูกจ้างหัวละ 3 พัน ลูกจ้างประกันสังคมตามมาตรา 33 ได้ 2 ขา 50% ของ ค่าจ้างสูงสุด 7.5 พัน และอีก 5 พันจากเงินกู้ ส่วนนอกประกันสังคมต้องสมัครเข้ามาตรา 40 เผยมีราว 1.5 แสน คาดใช้งบ 750 ล้าน เตรียมนำเข้าครม.อนุมัติ

ติดเชื้อเพิ่ม 4,912 -เสียชีวิต 33

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ทำเนียบรัฐบาล พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผอ.สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค ในฐานะผู้ช่วยรองโฆษกศบค. แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 4,912 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 4,742 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 4,606 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 136 ราย มาจากเรือนจำ 157 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 13 ราย ยอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,130,641 ราย หายป่วยเพิ่ม 5,844 ราย ยอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,037,000 ราย อยู่ระหว่างรักษา 72,761 ราย อาการหนัก 1,315 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 338 ราย

เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 33 ราย เป็นชาย 16 ราย หญิง 17 ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 24 ราย มีโรคเรื้อรัง 7 ราย พบผู้เสียชีวิตมากสุดอยู่ในกทม. 4 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 20,880 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 264,439,993 ราย เสียชีวิตสะสม 5,249,487 ราย

พญ.สุมนีกล่าวต่อว่า สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดวันที่ 3 ธ.ค. ได้แก่ กทม. 685 ราย นครศรีธรรมราช 414 ราย สงขลา 312 ราย ปัตตานี 209 ราย สุราษฎร์ธานี 181 ราย เชียงใหม่ 179 ราย ชลบุรี 177 ราย สมุทรปราการ 116 ราย ขอนแก่น 103 ราย ยะลา 103 ราย โดยมี 2 จังหวัดที่ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่คือ จ.นครพนม และมุกดาหาร ซึ่งจ.นครพนมไม่พบผู้ติดเชื้อต่อเนื่อง 3 วัน อย่างไรก็ตาม พบคลัสเตอร์ใหม่หลายแห่ง โดยพบคลัสเตอร์โรงงานที่จ.เชียงใหม่ นครราชสีมา เพชรบุรี นครศรีธรรมราช ระยอง ปราจีนบุรี กทม. คลัสเตอร์ตลาด พบที่จ.แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ลพบุรี สมุทรสาคร ตราด คลัสเตอร์แคมป์คนงานพบที่ จ.ปราจีนบุรี เชียงใหม่ คลัสเตอร์งานศพพบที่ จ.นราธิวาส ขอนแก่น ยโสธร หนองคาย คลัสเตอร์โรงเรียนพบที่จ.ร้อยเอ็ด ยะลา ตราด อุบลราชธานี คลัสเตอร์ค่ายทหารพบที่ จ.สงขลา ชลบุรี ลพบุรี คลัสเตอร์ร้านอาหาร สถานบันเทิง พบที่ จ.อุบลราชธานี

‘โอไมครอน’ลามแล้ว39ปท.

พญ.สุมนีกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อกลายพันธุ์โอไมครอนขณะนี้กระจายไป 39 ประเทศทั่วโลก ประเทศที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่วันเดียวกันนี้คือ กานา นอร์เวย์ ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซาอุดีอาระเบีย อินเดีย ส่วนใหญ่เป็นการพบเชื้อนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐพบเชื้อจากผู้เดินทางจากแอฟริกาใต้ เข้าไปในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซาอุดีอาระเบียมาจากแอฟริกาตอนเหนือ ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เดินทางมาจากประเทศอาหรับ และรายงานว่าติดเชื้อ โอไมครอนรายแรก โดย 39 ประเทศจำนวน ผู้ติดเชื้อคิดแล้วยังไม่ถึง 1% ของผู้ติดเชื้อ ในประเทศนั้นๆ แสดงว่ายังไม่มีการระบาดของเชื้อโอไมครอนในประเทศด้วยกันเอง

“มาตรการป้องกันการติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอนของไทย ประกาศตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมาไม่มีการรับนักเดินทางจาก 8 ประเทศกลุ่มเสี่ยง ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. แต่ผู้มาจากแถบทวีปแอฟริกาตอนใต้ที่เดินทางมาก่อนหน้านี้มีการติดตามและรายงานเป็นระยะ โดยกลุ่ม 8 ประเทศเสี่ยงที่เข้ามาวันที่ 15-27 พ.ย. มีทั้งหมด 333 คน เข้าทางกทม.และภูเก็ต พบว่าออกจากประเทศไปแล้ว 61 คน กลุ่มครบ 14 วันไม่ต้องตามแล้ว 105 คน และยังไม่ครบ 14 วันหลังออกจากแซนด์บ็อกซ์หรือที่กักกัน 167 คน ต้องติดตามให้มาตรวจ RT-PCR ซ้ำ โดยทำข้อความส่งไปให้กลุ่มเหล่านี้ตรวจอย่างเร็วที่สุด สถานพยาบาลใกล้ที่สุดไม่คิดค่าใช้จ่าย จำนวนนี้ตามแล้ว 44 คน โดยล่าสุดเข้ามา 50 คนแล้ว ที่เหลือ 133 คนยังติดตามต่อเนื่อง ทั้งช่องทางส่งข้อความในอีเมล์ที่ลงทะเบียน Thailand Pass แอพพลิเคชั่นหมอชนะ เบอร์โทรศัพท์ที่ให้โรงแรมไว้ ขอให้ ททท.ช่วยติดตามให้โรงแรมที่เปิดรับนักเดินทางกลุ่มนี้แจ้งให้นักท่องเที่ยวให้ลงแอพพลิเคชั่นหมอชนะ เพื่อใช้ในการติดตามผลตรวจ PCR และอาการแต่ละวัน และ นักเดินทางนำข้อความจากแอพฯ ไปใช้ตรวจ PCR ซ้ำได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ส่วนกลุ่มเสี่ยงต่ำจากประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกา มี 453 คน ไม่ต้องตรวจ PCR ซ้ำ ยกเว้นต้องติดตามอาการตนเองใน 14 วันหลังออกจากการกักตัวหรือแซนด์บ็อกซ์ หากมีอาการ ค่อยไปตรวจติดตามอาการ”

ฉีดวัคซีนใกล้ครบ 100 ล้านโดส

พญ.สุมนีกล่าวว่า สำหรับยอดผู้ได้รับวัคซีนของประเทศไทยเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. มีการฉีดวัคซีนเพิ่มเติม 527,092 โดส รวมยอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ทั้งสิ้น 94,280,248 โดส ขณะนี้ถือว่าเรามีวัคซีนเพียงพอ ขอให้ประชาชนเดินทางเข้าไปฉีดวัคซีน ตอนนี้เรามีวัคซีนหลากหลายยี่ห้อและมีสูตรฉีดวัคซีนหลายแบบ ส่วนของผู้ฉีดวัคซีนที่ยังต้องจับตาอยู่คือกลุ่มผู้มีอายุเกิน 60 ปี และมีโรคประจำตัว ถือเป็นเป้าหมายหลัก โดยกระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าจะฉีดกลุ่มนี้ให้ได้ร้อยละ 80 หากไปดูรายจังหวัดพบว่ามีถึง 12 จังหวัดที่ยังฉีดคนกลุ่มไม่ถึงร้อยละ 60 ได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา แม่ฮ่องสอน นครนายก ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี และขอนแก่น มีจังหวัดที่ฉีดเกินร้อยละ 80 เพียง 11 จังหวัด คือ ปทุมธานี ลำปาง นครพนม บึงกาฬ สกลนคร เชียงใหม่ กทม. สมุทรปราการ อุดรธานี บุรีรัมย์ และสุราษฎร์ธานี ขณะที่กลุ่มจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวระยะที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.ที่ยังต้องเร่งฉีด ได้แก่ กาญจนบุรี ขอนแก่น ซึ่งยังฉีดได้ไม่ถึงร้อยละ 60 ส่วนจ.พระนครศรีอยุธยา จันทบุรี สุรินทร์ ยังฉีดได้ไม่ถึงร้อยละ 70 รวมถึงพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวระยะแรก ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. ประกอบด้วย เพชรบุรี ตราด ระยอง ก็ต้องเร่งฉีดด้วยเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันยังฉีดวัคซีนให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้ไม่ถึงร้อยละ 80

พญ.สุมนีแถลงว่า ช่วงธ.ค.นี้เป็นช่วงที่เริ่มเข้าสู่เทศกาลและฤดูกาลท่องเที่ยว ในทุกภาคของประเทศไทย และขณะนี้อยู่ในช่วงเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวเข้ามา ขณะเดียวกันมีการท่องเที่ยวของคนไทยด้วยกันเองมากขึ้น ทางกระทรวงสาธารณสุขและศบค.ชุดเล็กขอความร่วมมือทุกภาคส่วน ตั้งแต่เจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการ ทุกประเภทให้เปิดกิจการภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย ทางสาธารณสุขไม่ว่าจะเป็น SHA, SHAพลัส, ไทยสต็อป โควิด, ไทยสต็อปโควิด 2 พลัส, โควิดฟรี เซ็ตติ้ง ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ยังคงต้องเคร่งครัดมาตรการป้องกันตัวอย่างสูงสุด เคร่งครัดมาตรการป้องกันตัวส่วนบุคคลแบบครอบจักรวาล ไม่ว่าจะไปใช้บริการหรือไปท่องเที่ยวที่ไหนก็ตาม

‘บิ๊กตู่’ถกด่วนศบศ.

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ. โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมประชุมพร้อมเพรียง

ภายหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมศบศ.เรื่องเศรษฐกิจเป็นหลักเกี่ยวพันกับหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง ซึ่งเราต้องเร่งพัฒนาซอฟต์เพาเวอร์ หรือบทบาทในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และมาตรการแรงดึงดูดที่จะทำให้คนมาลงทุนในประเทศไทย คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเรา แม้กระทั่งเรื่องการถ่ายทำภาพยนตร์ก็มีการหารือทุกอัน ซึ่งปัญหาหลักคือกฎระเบียบเดิมๆ ของเรา หรือกฎหมายที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไข ไม่อย่างนั้นการลงทุนต่างๆ ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ หลายกฎหมายมีความล้าสมัย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่เรามีศักยภาพมากกว่า ขอฝากไปยังประชาชนให้ทำความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ รัฐบาลจะพยายามทำอย่างรอบคอบที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ และประชาชนโดยรวม

นายกฯ กล่าวว่า นายกฯต้องการพลิกโฉมประเทศ ฉะนั้นจะต้องทำทุกด้าน เราอยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว เนื่องจากโลกไร้พรมแดน และมีหลายฝ่ายในโลกนี้ ก็ต้องแสวงหาประโยชน์จากทุกอันให้ได้โดยเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นเราจะมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะมาพัฒนาประเทศ ที่จะมาดูแลผู้มีรายได้น้อย หรือมาลงทุนในด้านอื่นๆ ซึ่งศักยภาพของเรามีเยอะมาก วันนี้มีการพูดถึงการองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในระบบ Cloud Computing และ Big Data ซึ่งมีการลงทุนและวิจัยหลายอย่างในประเทศไทย เราจะต้องหามาตรการที่จะลดปัญหาอุปสรรค ระหว่างกันให้มากที่สุด จากการประชุมร่วมกับผู้แทนภาคเอกชน ธุรกิจข้ามชาติยินดีลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น หากเราปรับอัตราและมาตรการต่างๆ ให้เหมาะสม ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพอยู่แล้ว ซึ่งต้องขอความร่วมมือจากพวกเรา และ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ตรงนี้คือเรื่องความก้าวหน้าของประเทศไทย ที่จะพลิกโฉมประเทศไทยให้เร็วที่สุด และเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ ถึงแม้ในช่วงนี้จะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดก็ตาม แม้แต่เรื่องปัญหาแรงงานการตกงาน การจ้างงาน ตัวเลขมีชี้ชัดออกมา โดยเราบริหารข้อมูลโดยมี Big Data เข้ามาช่วย รวมถึงการบริหารงานในภาครัฐเพื่อลดเวลา ลดภาระประชาชน ของผู้ประกอบการให้มากที่สุด โดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริม นั้นคือการปฏิรูประบบราชการ

ไฟเขียวจัดเคานต์ดาวน์ปีใหม่

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดงานเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลปีใหม่หรือ เคานต์ดาวน์ ขณะที่ยังคงมีการระบาดของเชื้อ โควิด-19 ว่า ตนสั่งการไปที่ศบค.แล้วให้ เร่งพิจารณา โดยการให้ผู้ประกอบการที่มีความประสงค์ได้มาพูดคุย หารือกันภายในสัปดาห์แรกของเดือนธ.ค.เพื่อให้มีเวลาเตรียมการ ซึ่งหลักๆ คงเป็นเรื่องของการจัดงานกลางแจ้ง เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องระมัด ระวังเรื่องการระบาดอีกระลอกหนึ่ง

“สำหรับเรื่องเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอนจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ก็ยังโชคดีที่ประเทศไทยยังไม่มีการตรวจพบในขณะนี้ แต่ก็มีคนที่เคยเดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ตอนนี้ให้ติดตามมาทั้งหมด อยู่ที่ไหน อย่างไร เข้ามาแล้วและยังไม่ได้ออกไป ต้องตามตัวมาให้ครบ ให้ในพื้นที่ช่วยตรวจสอบว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ อย่างไร เพื่อเข้าสู่มาตรการของศบค.และสาธารณสุข แต่คิดว่าเจ้าตัวเองก็ต้องระมัดระวังตัวอยู่แล้ว ขณะนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะวันนี้สถิติการติดเชื้อ การรักษาหาย การเสียชีวิตลดลงมาตามลำดับ หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่าสถานการณ์ค่อนข้างจะดีขึ้น กิจการหลายๆ อย่างก็ทยอยเปิดได้ ซึ่งเรื่องนี้ทางศบค.จะเร่งรัดพิจารณาภายในสัปดาห์หน้า เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมการ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

‘โอไมครอน’ลามมาเลเซียแล้ว

ด้านรอยเตอร์รายงานว่า มาเลเซียกลายเป็นชาติล่าสุดที่ตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนาชนิดกลายพันธุ์ “โอไมครอน” ในนักศึกษาต่างชาติที่ผ่านการกักตัว หลังเดินทางมาจากแอฟริกาใต้ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

นายไครี จามาลุดดิน รัฐมนตรีสาธารณสุขมาเลเซีย แถลงว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินการทดสอบซ้ำตัวอย่างสารคัดหลั่งที่มีผลเป็นบวกก่อนหน้านี้ หลังองค์การอนามัยโลกประกาศว่าโอไมครอนเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลเมื่อ วันที่ 24 พ.ย.

นักเรียนต่างชาติผู้นี้เป็นหญิงวัย 19 ปี ซึ่งติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการและได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว มีผลการทดสอบโควิด-19 เป็นบวก หลังเดินทางมาถึงมาเลเซียโดยผ่านสิงคโปร์และได้รับการกักตัว 10 วัน ก่อนได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 29 พ.ย.

นอกจากนี้มีอีก 5 คน ที่โดยสารยานพาหนะร่วมกันก่อนที่หญิงวัย 19 ปีกักตัว ทั้งหมดผ่านการทดสอบโควิด-19 แล้ว ผล ออกมาเป็นลบ

“มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะแจ้งว่ามีเคสนี้เข้ามาในมาเลเซีย เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ก่อนแอฟริกาใต้จะรายงานพบเชื้อโอไมครอนเป็นครั้งแรกต่อองค์การอนามัยโลก หลังเราพบเกี่ยวกับโอไมครอน จึงกลับไปทดสอบจีโนมในทุกเคสที่มีผลเป็นบวกจากท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ระหว่างวันที่ 11 ถึง 28 พ.ย. จึงตรวจพบเคสแรกในประเทศ” นายจามาลุดดินแถลง

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีสาธารณสุขมาเลเซีย แถลงว่า เจ้าหน้าที่ขอให้หญิงวัย 19 ปี พร้อมผู้ติดต่อใกล้ชิดอีก 8 คน เข้ารับการทดสอบโควิด-19 เพิ่มเติม หลังผลการทดสอบก่อนหน้านี้ของหญิงวัย 19 ปี ได้รับการยืนยันว่าเป็นเชื้อกลายพันธุ์โอไมครอน

ทั้งนี้ มีหลายประเทศมากขึ้นที่รายงานการติดเชื้อกลายพันธุ์โอไมครอน ซึ่ง WHO ระบุว่ามีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่งยวดต่อการทำให้ ผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้น ส่วนสิงคโปร์ เพื่อนบ้านมาเลเซีย ยืนยันว่ามี 2 คนที่ติดเชื้อและเข้ามาในประเทศ เมื่อวันอังคารที่ 30 พ.ย.

เมื่อต้นสัปดาห์เดียวกัน มาเลเซียห้าม ผู้เดินทางจาก 8 ประเทศในทวีปแอฟริกาที่มีรายงานพบโอไมครอนหรือถือว่าความเสี่ยงสูง เดินทางเข้าประเทศชั่วคราว

ไทยห่วงกลุ่มลักลอบข้ามแดน

ด้านนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยา ศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงข้อกังวลประเทศ ไทยอาจเกิดการระบาดของเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอนหรือไม่ว่า ไม่มีใครตอบได้ว่ามีสายพันธุ์โอไมครอนในประเทศไทยหรือยัง แต่เราค้นหาเต็มที่และมีมาตรการห้ามคนจาก 8 ประเทศ และคนเดินทางไปยัง 8 ประเทศที่พบสายพันธุ์โอไมครอนไม่ให้เข้าประเทศแล้ว ส่วนประเทศอื่นๆ ที่เข้ามาก็กักตัว หากตรวจเชื้อแล้วผลบวกก็จะตรวจสายพันธุ์ โดยเร็ว จะใช้วิธีตรวจแบบเร็วและถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัวอีกครั้ง ซึ่งภาพรวมมีคนเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 1 แสนกว่าคน ตรวจพบเชื้อ 100 กว่าคน ก็ตรวจสายพันธุ์แล้วยังไม่พบโอไมครอน

ส่วนกรณีคนเข้ามาก่อนหน้านี้จากแอฟริกา 700 กว่าคน กรมควบคุมโรคก็ตามอยู่ เมื่อเช้ามีรายงาน 64 ราย เอามาตรวจก็เป็นลบทั้งหมด จึงไม่ต้องมาตรวจสายพันธุ์ เพราะไม่มีเชื้อ ก็ต้องตามที่เหลือมาตรวจให้มากที่สุด และยังไล่ตรวจสายพันธุ์ในพื้นที่ต่างๆ ที่เฝ้าระวังเหมือนเดิม เช่น ผู้ป่วยหนัก ผู้ป่วยบริเวณชายแดน คลัสเตอร์ที่โผล่ขึ้นมาไม่มีเหตุผล เพราะฉะนั้น เรายังมั่นใจว่าระบบการตรวจของเรา ถ้ามีก็จะตรวจเจอ และประชาชนไม่ต้องตกใจเกินกว่าเหตุ ให้ติดตามสถานการณ์กันไป

“กลุ่มที่บินเข้ามาอย่างถูกต้องไม่น่าเป็นห่วง เพราะมีระบบตรวจจับ แต่กลุ่มที่ลักลอบเข้ามาตามตะเข็บชายแดน ซึ่งในอดีตไม่ว่าจะเป็นเบตา เดลตาก็ข้ามมาแบบนี้ทั้งนั้น ไม่ได้มาในช่องทางที่เราเฝ้าเลย เมื่อเข้ามาก็รู้ตอนเข้ามาแล้ว ต้องฝากทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่กวดขัน และคนไทยร่วมมืออย่าข้ามไปข้ามมาโดยไม่มีความจำเป็น จะเกิดการนำเชื้อเข้ามาโดยง่าย เพราะบางประเทศไม่มีการตรวจสายพันธุ์ก็จะไม่เจอ อาจจะหลุดรอดเข้ามาได้ แต่ให้ความมั่นใจว่าระบบเรายังใช้ได้อยู่” นพ.ศุภกิจกล่าว

เมื่อถามถึงการตรวจชุดตรวจ ATK ยังตรวจจับโควิดสายพันธุ์โอไมครอนได้หรือไม่ นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ยืนยันว่า RT-PCR ตรวจได้แน่ ไม่มีปัญหา เพราะเราตรวจมากว่า 1 ยีน หรือตรวจมากกว่า 1 ตำแหน่ง ส่วน ATK ตรวจโปรตีน ซึ่งจากการเทียบตำแหน่งที่กลายพันธุ์กับที่ใช้ผลิตชุดตรวจ เป็นคนละตำแหน่ง ไม่ตรงกัน หมายความว่าส่วนที่กลายพันธุ์ไม่ได้หายไปในส่วนที่ต้องใช้ตรวจ ก็ค่อนข้างมั่นใจ อย่างไรก็ตาม แต่ละบริษัทมีเทคโนโลยีต่างกัน ก็จะขอดูข้อมูลของแต่ละบริษัทว่าใช้ส่วนไหนของโปรตีนมาตรวจ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ส่วนที่ไม่ค่อยมีโอกาสกลายพันธุ์ แต่ถ้ามีความคืบหน้าว่าชุดตรวจไหนที่ตรวจไม่ได้ ก็ต้องถอนออก

‘พิพัฒน์’ยันตามได้แล้ว 252 คน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามตัวนักท่องเที่ยวจากประเทศในทวีปแอฟริกาที่พบการระบาดของเชื้อกลายพันธุ์โอไมครอนว่า ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.-1 ธ.ค.มีนักท่องเที่ยวจากแอฟริกาเข้าประเทศไทยประมาณ 1,000 คน และที่มาจากประเทศเสี่ยงประมาณ 300 คน แต่ทุกคนที่เข้ามาต้องกักตัวในแซนด์บ็อกซ์ไม่ต่ำกว่า 7-14 วัน และขณะนี้ทุกคนอยู่ในการติดตามของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเรียบร้อย และปัจจุบันยังไม่เจอกรณีติดเชื้อ เนื่องจากตอนมาถึงครั้งแรกมีการตรวจหาเชื้อแบบ RT-PCR และตรวจซ้ำอีกในวันที่ 7 และวันที่ 14 รวม 3 ครั้ง คิดว่าน่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ทางกระทรวงสาธารณสุขรับได้ ไม่น่ามีปัญหา

เมื่อถามว่าสำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศ กลุ่มเสี่ยง 252 คน ขณะนี้ติดตามตัวได้ครบแล้วใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองติดตามทั้งหมดแล้ว ขอย้ำว่าส่วนใหญ่ที่เข้ามากักตัวในสถานที่กักตัว หรือในแซนด์บ็อกซ์ ดังนั้น อย่าไปกังวลเยอะ แต่ก็ขอให้คนไทยระวังป้องกันตัวให้ดีที่สุด

ชี้‘โอไมครอน’แพร่เร็วกว่าเดลตา

นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค และคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติกล่าวว่า เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนมีการเปลี่ยนแปลงของเชื้อทั้งรูปร่างและหน้าตา ซึ่งเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นได้ในไวรัสทั่วไป เหมือนการเปลี่ยนแปลงของไวรัสในกลุ่มไข้หวัดที่มีการเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่สิ่งที่ทุกคนกังวลคือการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว เท่าที่ทราบข้อมูลจากการรายงานในต่างประเทศ ถึงวันที่ 2 ธ.ค.สายพันธุ์โอไมครอนมีการเปลี่ยนแปลงแพร่เร็วกว่าเดลตาแน่นอน แต่ต้องดูว่าก่อความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นมีอาการน้อยกว่า คาดว่าการตรวจเจอเชื้อโอไมครอนพบมาแล้วประมาณ 1-2 เดือน แต่จังหวะการระบาดของโรคที่เริ่มพบมากขึ้นในต่างประเทศนั้นเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

นพ.ทวีกล่าวต่อว่า ส่วนของประเทศไทยก็ต้องทำใจว่าไม่สามารถกันโรคนี้ได้ มาตรการที่ประเทศไทยใช้อยู่ขณะนี้เป็นเพียงการชะลอโรค ทั้งการห้ามผู้เดินทางจากแอฟริกาเข้าไทย รวมถึงมาตรการรับมืออื่นๆ ที่ยังต้องทำเหมือนเดิมอย่างการฉีดวัคซีน จากข้อมูลพบว่าวัคซีนยังเอาอยู่ จะเห็นว่าพัฒนาการของเชื้อไวรัส จากอู่ฮั่นเปลี่ยนมาเป็นอัลฟา วัคซีนยังเอาอยู่ จนมาเดลตาวัคซีนก็ยังพอช่วยได้ ทำให้อัตราการป่วยและติดเชื้อเบาลง ดังนั้น ประเทศไทยต้องเร่งฉีดวัคซีนในกลุ่มคนที่เหลืออีก 10 ล้านคนเพื่อให้สถานการณ์หรือความรุนแรงของโรคที่อาจเกิดขึ้นเบาลง แม้ว่าเชื้อหรืออาการจะไม่ได้รุนแรงกว่าเดิม แต่หากคนไม่ฉีดวัคซีนก็จะมีอาการรุนแรงได้ ส่วนยารักษาต่างๆ ยังใช้ได้อยู่เหมือนเดิม

“ระหว่างที่ใช้มาตรการชะลอสายพันธุ์ โอไมครอนต้องเร่งฉีดวัคซีน คนไหนยังไม่ฉีดต้องรีบรับวัคซีนเพื่อป้องกัน”

‘หมอมานพ’ระบุดื้อภูมิคุ้มกัน

วันเดียวกัน ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กระบุว่า “ข้อมูลทางระบาดวิทยาจากแอฟริกาใต้สนับสนุนว่าโอไมครอนดื้อต่อภูมิคุ้มกันจริง

งานวิจัยเผยแพร่ใน preprint เมื่อวานนี้ ทีมนักวิจัยจากแอฟริกาใต้ดึงข้อมูลผู้ติดเชื้อในประเทศในช่วง 2 ปีที่ผ่านมากว่า 2.7 ล้านคน พบข้อมูลผู้ที่ติดเชื้อซ้ำ (re-infection) ราว 35,000 คน เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเทียบในช่วงการระบาด 3 รอบ คือรอบแรก (สีม่วง-Original Wuhan) รอบสอง (สีชมพู-Beta variant) และรอบสาม (สีส้ม-Delta variant) พบว่าผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อนแล้วมีโอกาสติดเชื้อซ้ำหลังการระบาดรอบแรกและรอบสองต่ำกว่าคนที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน แต่รอบหลังสุดนี้ไม่เป็นแบบนั้น โดยพบว่าผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อนมีโอกาสติดเชื้อซ้ำในรอบนี้ (ที่เป็นการระบาดของโอไมครอน) สูงกว่าเดิม 2.39 เท่า

แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ทราบดีว่า ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิดมาก่อนจะมีภูมิคุ้มกันที่ทำให้คนคนนั้นมีโอกาสติดเชื้อซ้ำอีกน้อยกว่าคนทั่วไป แต่ข้อมูลจากงานวิจัยนี้สนับสนุนว่า โอไมครอนมีความสามารถในการทะลุทะลวงภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อก่อนหน้านี้ได้ ตอนนี้รอดูผลการทดสอบจากแล็บอีกทีว่าการดื้อของโอไมครอนจะมากน้อยแค่ไหน จากข้อมูลระบาดวิทยานี้คาดเดาว่าการดื้อน่าจะ ไม่ธรรมดาครับ

สถานการณ์แบบนี้วัคซีนประสิทธิภาพสูงสำคัญสุดครับ mRNA vaccine จะเป็นอาวุธหลัก ใครยังไม่ฉีดรีบเลยครับ”

ไฟเขียวหัวหินดื่มได้ไม่เกิน4ทุ่ม

นายเสถียร เจริญเหรียญ ผู้ว่าฯประจวบ คีรีขันธ์ ลงนามคำสั่งจังหวัด เพื่อผ่อนคลายมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่นำร่องด้านการ ท่องเที่ยวเขตเทศบาลเมืองหัวหิน โดยอนุญาตให้บริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้านได้ไม่เกินเวลา 22.00 น. เฉพาะร้านที่ผ่านการตรวจประเมินตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ระดับ SHA ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ SHA PLUS ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยสำหรับองค์กรหรือ Covid Free Setting และมาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล

ด้านนายอุดม ศรีมหาโชตะ อุปนายกสมาคมโรงแรมไทย ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำ กล่าวว่า หลังเปิดเมืองหัวหินตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาพักผ่อนตากอากาศที่หัวหินไม่เกิน 100 คน ยอมรับว่ามีจำนวนน้อยกว่าเป้าหมายที่กำหนด ทั้งนี้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการโรงแรมตรวจสอบการใช้แอพพลิเคชั่น “หมอชนะ” เพื่อติดตามนัก ท่องเที่ยวทุกราย เพื่อใช้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง หลังจากแหล่งท่องเที่ยวบางพื้นที่ไม่เข้มงวดในกรณีดังกล่าว อาจมีปัญหาในการสอบสวนโรคในภายหลัง และเชื่อว่าการระบาดของเชื้อกลายพันธุ์โอไมครอนยังไม่มีผลกระทบกับการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

สำหรับจ.ประจวบฯพบผู้ป่วยใหม่ 82 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เสียชีวิตสะสม 115 ราย อ.หัวหิน มีผู้ติดเชื้อมากสุด 28 คน ขณะที่คลัสเตอร์พนักงานแม็คโคร หัวหิน ติดเชื้อสะสม 45 คน งานเลี้ยงวันเกิดชาวฟิลิปปินส์ ซอยหัวหิน ติดเชื้อสะสม 15 คน โรงเรียนทหารหัวหิน วง 1-3 ราย ติดเชื้อสะสม 54 สำหรับอ.เมืองประจวบฯมีผู้ติดเชื้อ 18 ราย จากคลัสเตอร์สังสรรค์วันลอยกระทง ต.คลองวาฬ ป่วยสะสม 14 คน เรือประมง กลับจากกระบี่เทียบท่าที่ต.คลองวาฬ ป่วยสะสม 58 คน

เผยเยียวยาคนกลางคืน 3 กลุ่ม

เมื่อเวลา 12.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพกลางคืน หลังร่วมประชุมศบศ.ว่า มีการหารือไปแล้วรอบหนึ่ง ซึ่งได้แนวทางแล้วแต่ปัญหาอยู่ที่ตัวเลข จึงให้ผู้แทนสมาคมต่างๆ ที่มาหารือกลับไปทำตัวเลข โดยการเยียวยาจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ 1.กลุ่มนายจ้าง สถานประกอบการที่ส่วนมากอยู่ในส่วนของธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งรัฐบาลให้นโยบายการเยียวยาหัวละ 3 พันบาท ตามจำนวนลูกจ้างต่อเดือน

2.กลุ่มลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 ที่อยู่ในธุรกิจ ผับ เธค บาร์ ทั้งเด็กเสิร์ฟ พ่อครัว เสมียนบัญชี เราก็ดูแล โดยให้สำนักงานประกันสังคมออกประกาศเยียวยา 50% เหตุสุดวิสัยขาที่ 1 ส่วนขาที่ 2 หากไม่เพียงพอในการใช้จ่ายก็จะขอในส่วนของเงินกู้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) ซึ่งตั้งตัวเลขไว้ 5 พันบาท แต่ต้องรอหารืออีกครั้งวันนี้ ทั้งนี้หากอยู่ในระบบประกันสังคมจะได้ 2 ขา โดยให้ประกันสังคมช่วย 50% อีกส่วนขอเงินกู้จากรัฐบาล

3.ผู้ที่เป็นศิลปินอิสระที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม อาจจะต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมตามมาตรา 40 ซึ่งคาดการณ์ทั้งประเทศจะมีไม่เกิน 1 แสนคน แต่ปัญหาอยู่ที่การรับรอง จึงขอให้สมาคมต่างๆ รับรองบุคลากรคนของท่าน อย่างไรก็ตาม วันเดียวกันนี้ เวลา 14.00 น. จะหารือกันที่กระทรวงแรงงานเพื่อให้ได้ข้อสรุปและนำเสนอต่อศสช.ในการพิจารณาเงินกู้ของกระทรวงการคลัง และนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณา โดย ไม่ต้องเข้าที่ประชุมศบศ. อีก เบื้องต้นถ้ามีจำนวน 1 แสนคน ให้คนละ 5 พันบาท จะใช้เงินประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งคุ้มค่ามากกว่าการที่อนุญาตให้เปิดผับบาร์ในช่วงนี้ เพราะหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาต้องใช้เงินมากกว่า 500 ล้านบาท 1 พันล้านบาทอีก

เตรียมชงครม.อนุมัติ

นายสุชาติ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งภายหลังหารือร่วมกับผู้แทนกลุ่มคนกลางคืน นำโดยนายธเนส สุขวัฒน์ ตัวแทนนักดนตรี ผู้จัดงานคอนเสิร์ต นายวรพจน์ นิ่มวิจิตร ตัวแทนผู้จัดงานคอนเสิร์ต อีเวนต์ จากสมาพันธ์เครือข่ายคนบันเทิงอาชีพแห่งประเทศ ไทย ว่า กระทรวงมีแนวทางเยียวยานักร้อง นักดนตรี นักแสดง และผู้ประกอบการสถานบันเทิง คลับ ผับ บาร์ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งนำเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองงบประมาณกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ หรือสศช,) ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบเร็วๆ นี้

โดยแบ่งความช่วยเหลือออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 นายจ้างให้ลงทะเบียนโครงการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงานต่ออีก 1 เดือน เพื่อรักษาการจ้างงานในอัตรา 3,000 บาทต่อลูกจ้างสัญชาติไทย 1 คน ช่วยเหลือนายจ้างกลุ่มนี้ 3 เดือนโดยไม่มีภาษี กลุ่มที่ 2 ลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคม จะให้ประกันสังคมเยียวยาว่างงานจากเหตุสุดวิสัยจ่าย 50% ของค่าจ้างสูงสุด 7,500 บาท และจ่ายอีก 5,000 บาท จากรัฐบาลตามมาตรา 33 ในโครงการเรารักกัน

และกลุ่มที่ 3 ลูกจ้างที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม จะได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาล โดยใช้เงินกู้จากรัฐบาล แต่ต้องให้สมาคม/สมาพันธ์รับรองลูกจ้างกลุ่มนี้ จากการตรวจสอบตัวเลขในระบบเบื้องต้นพบว่า ทั้งประเทศคาดว่าอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 1.5 แสนราย ต้องใช้เม็ดเงินกู้จากรัฐบาลเยียวยาประมาณ 750 ล้านบาท ส่วนผู้ที่อายุเกิน 65 ปีซึ่งไม่เข้าข่ายมาตรา 40 ของประกันสังคมจะประสานให้กระทรวงวัฒนธรรมสำรวจตัวเลขและเป็นผู้ดูแลเยียวยาต่อไป

“กระทรวงยังติดตามและประเมินสถานการณ์ต่อเนื่อง ซึ่งกรณีเลวร้ายสุด หากผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังไม่สามารถเปิดดำเนินกิจการได้ภายในวันที่ 16 ม.ค.2565 กระทรวงจะนำเสนอขยายกรอบเวลาต่ออายุมาตรการเยียวยานี้ออกไปอีก 1 เดือน อีกทั้งจะนำความเห็นและข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการที่ขอให้คณะดนตรี ศิลปินแสดงได้ในงานประเพณีที่จัดขึ้นกลางแจ้ง เช่นงานแต่ง เสนอให้ที่ ประชุมศบค.พิจารณาต่อไป นอกจากนี้จะเสนอแนวทางผ่อนคลายให้ผู้ประกอบการสถานบันเทิงกลางคืนสามารถให้บริการได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องปรับรูปแบบจากผับ บาร์เป็นรูปแบบร้านอาหารที่มีควบคุมเวลาปิดเหมือนธุรกิจประเภทร้านอาหารเท่านั้น”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน