สธ.ลุยตรวจเชื้อทั้งคน-ศพ
‘บิ๊กตู่’สั่งคุมเข้มชายแดน
หาอีก100จาก8ปท.แอฟริกา
ยันใต้ยังไม่เจอ‘โอไมครอน’
สธ.รับพลาดเป้าฉีดครบ 100 ล้านโดสในวันที่ 5 ธ.ค. แต่ก็มีจำนวนสูงมากถึง 95 ล้านโดส ‘บิ๊กตู่’สั่งให้รายงานตรงหากพบเคสต้องสงสัย ‘โอไมครอน’ ลามเข้าไทย หลังมาเลเซียพบติดเชื้อรายแรก ย้ำคุมเข้มชายแดนสกัดเชื้อ ตม.เร่งค้นหาอีก 100 คนนักท่องเที่ยว 8 ประเทศแอฟริกา ยอดติดเชื้อรายใหม่ 5,896 คน เสียชีวิตเพิ่ม 37 แฟนคลับทั่วโลกเฮ ‘ลิซ่า แบล็กพิงก์’ หายป่วยโควิดแล้ว
ติดโควิดเพิ่ม 5.8 พัน-ตายอีก 37
เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อใหม่ 5,896 ราย ติดเชื้อสะสม 2,136,537 ราย หายป่วยเพิ่ม 5,666 ราย หายป่วยสะสม 2,042,666 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 37 ราย เสียชีวิตสะสม 20,917 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 72,954 ราย อยู่ในร.พ. 36,088 ราย ร.พ.สนามและอื่นๆ 36,866 ราย มีอาการหนัก 1,299 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 330 ราย
ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อมาจากการติดเชื้อในประเทศ 4,757 ราย เรือนจำสูง 1,127 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศมี 12 ราย ได้แก่ กัมพูชา 3 ราย โปแลนด์ เยอรมนี ประเทศละ 2 ราย เนเธอร์แลนด์ มอริเชียส อังกฤษ มาเลเซีย เมียนมาประเทศละ 1 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 4 ราย แซนด์บ็อกซ์ 1 ราย ระบบกักตัว 2 ราย เข้าด่านบก 4 ราย และลักลอบเข้ามา 1 ราย
ผู้เสียชีวิต 37 ราย มาจาก 22 จังหวัด ได้แก่ สงขลา 5 ราย, เชียงใหม่ 3 ราย, อุบลราชธานี นครศรีธรรมราช สตูล จันทบุรี จังหวัดละ 2 ราย และนครราชสีมา อุดรธานี แพร่ แม่ฮ่องสอน ตาก กระบี่ ตรัง ปัตตานี ระนอง สุราษฎร์ธานี ฉะเชิงเทรา ตราด ประจวบคีรีขันธ์ ระยอง และสุพรรณบุรี จังหวัดละ 1 ราย โดยรวมภาคใต้สูงสุด 14 ราย
ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 21 ราย หญิง 16 ราย อายุ 31-93 ปี ค่ากลางอายุ 81 ปี โดยเป็น ผู้สูงอายุ 60 ปีและมีโรคประจำตัวรวมกัน 94% ไม่มีโรคเรื้อรัง 6%
จังหวัดที่ติดเชื้อเกิน 100 รายมี 9 จังหวัด โดย 10 อันดับที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 892 ราย สะสม 425,223 ราย 2.นครศรีธรรมราช 396 ราย สะสม 42,012 ราย 3.สงขลา 325 ราย สะสม 62,179 ราย 4.สุราษฎร์ธานี 169 ราย สะสม 26,235 ราย 5.ชลบุรี 168 ราย สะสม 108,319 ราย 6.ปัตตานี 159 ราย สะสม 46,406 ราย 7.เชียงใหม่ 150 ราย สะสม 26,907 ราย 8.ยะลา 120 ราย สะสม 47,243 ราย 9.สมุทรปราการ 116 ราย สะสม 129,131 ราย และ 10.ปราจีนบุรี 94 ราย สะสม 25,541 ราย
ขณะที่ติดเชื้อต่ำกว่า 20 ราย มี 30 จังหวัด ได้แก่ บึงกาฬ 18 ราย, เพชรบูรณ์ 18 ราย, ยโสธร 17 ราย, กาฬสินธุ์ 16 ราย, สุพรรณบุรี 16 ราย, นครนายก 15 ราย, ชัยภูมิ 14 ราย, ระนอง 14 ราย, บุรีรัมย์ 12 ราย, พิจิตร 12 ราย, มุกดาหาร 12 ราย, ร้อยเอ็ด 11 ราย, สุรินทร์ 11 ราย, อ่างทอง 11 ราย, ชัยนาท 10 ราย, หนองคาย 9 ราย, กำแพงเพชร 8 ราย, อุตรดิตถ์ 8 ราย, สิงห์บุรี 7 ราย, น่าน 6 ราย, สมุทรสงคราม 5 ราย, หนองบัวลำภู 5 ราย, อำนาจเจริญ 5 ราย, พะเยา 4 ราย, นครพนม 3 ราย, อุทัยธานี 3 ราย, มหาสารคาม 2 ราย, สกลนคร 2 ราย, แพร่ 1 ราย และสุโขทัย 0 ราย
ฉีดแล้วเกือบ 95 ล้านโดส
สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 3 ธ.ค. ฉีดเพิ่มขึ้น 250,909 โดส สะสม 94,531,157 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 48,840,463 ราย คิดเป็น 67.8% ของประชากร เข็มสอง 42,089,031 ราย คิดเป็น 58.4% ของประชากร และเข็มสาม 3,601,663 ราย คิดเป็น 5% ของประชากร
ส่วนผู้เดินทางเข้าประเทศ วันที่ 1-3 ธ.ค. สะสม 19,653 คน ติดเชื้อ 27 คน คิดเป็น 0.14% ได้แก่ ระบบ Test&Go 17,430 คน ติดเชื้อ 15 คน คิดเป็น 0.09% แซนด์บ็อกซ์ 1,575 คน ติดเชื้อ 4 คน คิดเป็น 0.25% และกักตัว 648 คน ติดเชื้อ 8 คน คิดเป็น 1.23% (กักตัว 7 วัน 109 คน กักตัว 10 วัน 506 คน และกักตัว 14 วัน 33 คน) โดยเข้ามาผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 15,039 คน ท่าอากาศยานดอนเมือง 168 คน ท่าอากาศยานภูเก็ต 4,062 คน ท่าอากาศยานสมุย 271 คน และท่าอากาศยานอื่นๆ 113 คน
สธ.รับพลาดเป้าฉีด 100 ล.โดส
ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวง สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการฉีดวัคซีน โควิด-19 ให้ครบ 100 ล้านโดสภายในวันที่ 5 ธ.ค.ว่า ขณะนี้ยอดการฉีดวัคซีนโควิดของไทยสะสมที่ 94 ล้านโดส คาดว่าวันที่ 5 ธ.ค. จะถึง 95 ล้านโดส แม้จะไม่ถึงเป้าหมาย แต่ก็ถือว่าเป็นจำนวนที่สูงมาก
เมื่อถามถึงกรณีการนัดรวมตัวเรียกร้องสิทธิกรณีการบังคับฉีดวัคซีน นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ตนทราบแล้ว จะต้องเข้าไปสร้างความเข้าใจ และยืนยันว่าการฉีดวัคซีนไม่ได้บังคับ เป็นความสมัครใจ แต่ขอให้ทุกคนเข้ามารับเพื่อสร้างความปลอดภัยให้ตัวเองและคนรอบข้าง ทั้งนี้ประเทศไทยมีวัคซีนหลายแพลตฟอร์ม ดังนั้นการฉีดวัคซีนในแต่ละหน่วยบริการสามารถเพิ่มทางเลือก ให้ประชาชนเลือกรับวัคซีนได้ตามความเหมาะสมของวัคซีนที่มี
‘ลิซ่า’หายป่วยโควิดแล้ว
ส่วนกรณี ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า แบล็กพิงก์ นักร้องเคป๊อปชื่อดังติดเชื้อโควิด และเข้ารับการรักษาแล้วนั้น
ล่าสุด วายจี เอ็นเตอร์เทนเมนต์ บริษัทต้นสังกัด ออกแถลงการณ์ว่า ลิซ่าได้หายจาก อาการป่วยแล้ว โดยระบุว่า “นี่คือ วายจี เอ็นเตอร์เทนเมนต์ พวกเราขอแจ้งให้ทราบว่า ลิซ่า สมาชิกของวง BLACKPINK หายจากโควิดแล้ว ลิซ่าได้เข้ารับการรักษาจากบ้าน และกักตัวเสร็จสิ้นในเวลาเที่ยงของวันที่ 4 ธ.ค.นี้ หลังจากหน่วยงานด้านสุขภาพ ลงความเห็นว่า เธอไม่เสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อ
เมื่อเร็วๆ นี้ จีซู โรเซ่ และ เจนนี่ 3 สมาชิก วงแบล็กพิงก์ถูกจัดว่าเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง แต่ไม่จำเป็นต้องกักตัว เพราะได้รับการ ฉีดวัคซีนแล้ว อย่างไรก็ตามสมาชิกทั้ง 3 ลดกิจกรรมของตัวเองลง เรารู้สึกขอบคุณแฟนๆ ที่แสดงความห่วงใย เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่อุทิศตัวเพื่อเอาชนะโรค โควิด-19 ขอบคุณที่ให้กำลังใจวง BLACKPINK ให้กลับมามีสุขภาพแข็งแรงอีกครั้ง พวกเราจะให้ความสำคัญกับสุขภาพ และความปลอดภัยของศิลปิน พนักงานและปฏิบัติตามแนวทางของหน่วยงานด้านสุขภาพ”
‘บิ๊กตู่’สั่งเร่งเยียวยาคนกลางคืน
วันเดียวกัน นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมสั่งการให้เร่งหามาตรการเยียวยาช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการและลูกจ้างอาชีพกลางคืนที่ได้รับผลกระทบจากการสถานการณ์โควิด-19
โดยกระทรวงแรงงานได้เจรจากับตัวแทนสมาคมเครือข่ายนักร้อง นักแสดง นักดนตรี และผู้ประกอบการสถานบันเทิง ผับ คลับ บาร์ คาราโอเกะ เบื้องต้นกระทรวงแรงงาน และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) พิจารณาวงเงินและหลักเกณฑ์การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งผู้ประกอบการและลูกจ้าง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
1.กลุ่มนายจ้าง สถานประกอบการ ซึ่งส่วนมากอยู่ในส่วนธุรกิจเอสเอ็มอี รัฐบาลจะให้นโยบายเยียวยารายละ 3,000 บาท ตามจำนวนลูกจ้างต่อเดือน
2.กลุ่มลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 อยู่ในธุรกิจ ผับ บาร์ ทั้งเด็กเสิร์ฟ พ่อครัว เสมียนบัญชี จะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่ 1 รัฐบาลจะให้ประกันสังคมเยียวยาว่างงานจากเหตุสุดวิสัยจ่าย 50% และส่วนที่ 2 หากไม่เพียงพอในการใช้จ่าย จะนำส่วนของเงินกู้สภาพัฒน์ฯ โดยประมาณการตัวเลขเบื้องต้นไว้ที่ 5,000 บาท
ทั้งนี้หากอยู่ในระบบประกันสังคมจะได้ 2 ส่วน โดยให้ประกันสังคมช่วย 50% อีกส่วนขอเงินกู้จากรัฐบาล
และ 3.กลุ่มลูกจ้างที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิลปินอิสระ อาจต้องขึ้นทะเบียนตามมาตรา 40 ของประกันสังคม ได้ตรวจสอบตัวเลขในระบบเบื้องต้นมีประมาณไม่เกิน 1.5 แสนราย โดยจะขอให้สมาคม สมาพันธ์รับรองบุคคลเหล่านี้ รวมทั้งในส่วนผู้ที่อายุเกิน 65 ปี ที่ไม่เข้าข่ายมาตรา 40 จะประสานให้กระทรวงวัฒนธรรมสำรวจจำนวนเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะนำเสนอต่อ คณะกรรมการกลั่นกรองงบประมาณกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ และนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบ ต่อไป
นายธนกรกล่าวว่า นายกฯ เน้นย้ำว่า ต้องให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชน ในทุกสาขาอาชีพให้ได้รับการดูแล บรรเทาความเดือดร้อนอย่างทั่วถึง และครอบคลุมมากที่สุด โดยทุกภาคส่วนต้องทำงานควบคู่กัน เพื่อเร่งพิจารณา หาแนวทางและมาตรการที่เหมาะสม ขณะเดียวกันฝ่ายผู้ประกอบการต้องให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะการป้องกันการแพร่ระบาด ต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามมาตรการโควิด ฟรี เซตติ้ง เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดให้บริการ
พบ‘โอไมครอน’แจ้งนายกฯทันที
นายธนกรกล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ สั่งติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 “โอไมครอน” อย่างใกล้ชิด หลังมาเลเซียพบผู้ติดเชื้อรายแรกแล้ว เป็นนักศึกษาหญิงวัย 19 ปีจากแอฟริกาใต้ ที่เดินทางมาจากประเทศแอฟริกาใต้ ผ่านสิงคโปร์ และเดินทางมาถึงมาเลเซีย เมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา
โดยนายกฯ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย และฝ่ายความมั่นคง เข้มงวดหน่วยงานคัดกรองจุดตรวจ ที่ท่าอากาศยาน สนามบิน โดยเฉพาะด่านพรมแดนทางบกที่เปิดให้คนไทยเดินทางกลับเข้าประเทศ เน้นย้ำผู้เดินทางทุกคนได้รับการตรวจ คัดกรองโควิด-19 และกักกันตัวในสถานที่ที่รัฐจัดให้ หากพบรายใดมีอาการผิดปกติ จะส่งไปรักษาทันทีเพื่อตรวจหาเชื้อ หากพบข้อมูลต้องสงสัยให้รีบรายงานตรงต่อนายกฯ ทันทีที่มีความคืบหน้า และให้ปรับมาตรการเข้มงวดทุกแนวชายแดน เพื่อสกัดการลักลอบเข้าออกที่ผิดกฎหมายผ่านช่องทางธรรมชาติ
“นายกฯ กำชับกระทรวงสาธารณสุขเตรียมพร้อมรับมือสายพันธุ์โอไมครอน โดยให้บริการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม หรือเกือบทั้งหมดของประชากรที่ควรจะได้รับวัคซีน ซึ่งคณะแพทย์ยืนยันว่าวัคซีนที่ใช้ในปัจจุบัน จำนวน 2 โดสมีประสิทธิภาพสามารถป้องกันอาการรุนแรงทั้งสายพันธุ์เดลตาและโอไมครอนได้
ขณะเดียวกันเร่งวินิจฉัยสายพันธุ์โอไมครอนให้รวดเร็ว เพื่อควบคุมการระบาดของโรค และต้องมีทีมที่พร้อมจะเข้าไปควบคุมดูแล ไม่ให้มีการแพร่ระบาดเกิดขึ้น โดยนายกฯ ย้ำถึงการป้องกัน และควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 ที่ปลอดภัย คือใช้ชีวิตประจำวัน ตามมาตรฐาน วิถีชีวิตใหม่ มีความรู้ที่ถูกต้อง ยึดหลักอนามัยส่วนบุคคล ดูแลตนเองแบบครอบจักรวาล เคร่งครัด รักษาระเบียบวินัย สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง หมั่นล้างมือ และตรวจ ATK จะช่วยลดการระบาดของโควิดทุกสายพันธุ์ได้”
สธ.ยันโอไมครอนยังไม่เข้าไทย
จากกรณีประเทศมาเลเซียพบการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนในนักศึกษาหญิงที่เดินทางกลับจากแอฟริกาใต้ 2 สัปดาห์ ที่ผ่านมา โดยผู้ติดเชื้อรายดังกล่าวผ่านการกักตัวแล้ว แต่ตรวจพบโอไมครอนจากการเรียกกลับมาตรวจหาสายพันธุ์ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าจะหลุดรอดเข้ามาในไทยแล้วหรือไม่นั้น
นพ.สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 12 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ประเทศไทยมีระบบการสุ่มตรวจหาสายพันธุ์โควิดต่อเนื่อง การเฝ้าระวังในส่วนของเขตสุขภาพ 12 ที่ประกอบด้วยสงขลา สตูล ตรัง พัทลุง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีระบบการตรวจหาเชื้อและส่งไปถอดรหัสพันธุกรรมหาสายพันธุ์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ 12 สงขลา จะสุ่มตรวจใน 4 กรณีคือ 1.หากพบการลักลอบเข้ามาแล้วติดเชื้อ 2.สุ่มจากการติดเชื้อในคลัสเตอร์ชุมชน 3.กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ และ 4.ตรวจหาสายพันธุ์จากผู้ติดเชื้อที่เสียชีวิต ที่ผ่านมาเราส่งตรวจหาสายพันธุ์ประมาณ 1,000 ตัวอย่างต่อเดือน
“ที่ด่านข้ามแดนมีการระวังมากขึ้น ตั้งแต่มี ศบค.ส่วนหน้า ก็มีทหารมาช่วย ที่ด่านมากขึ้น เราห่วงที่ลักลอบเข้ามามากกว่า” นพ.สุเทพกล่าวและว่า อย่างที่เราเคยพบเบตา ที่ ต.เกาะสะท้อน จ.นราธิวาส เราเจอก็ทำมาตรการทันที ถือว่าเราตรวจจับได้ค่อนข้างเร็ว
นพ.สุเทพกล่าวอีกว่า ยืนยันว่าตอนนี้ ยังไม่พบโอไมครอนในจังหวัดภาคใต้ แต่ไม่อยากให้ตื่นตระหนก เนื่องจากเรา มีทรัพยากรเพียงพอในการตรวจหาเชื้อ มีมาตรการรองรับหากพบโอไมครอน เราต้องกักตัวอย่างน้อย 14 วัน ในผู้สัมผัสเสี่ยงสูงต้องตรวจ RT-PCR เท่านั้น และกักตัวอย่างน้อย 14 วัน แม้ยังไม่พบ โอไมครอน แต่เราต้องเฝ้าระวังมาก ทุกคนทำเต็มที่ ซึ่งที่ป้องกันยากสุดคือชายแดน แม้วางกำลังขนาดไหนก็ไม่ 100% เมื่อมาเลเซียพบ ก็มีโอกาสหลุดเข้ามา แต่เรามีระบบสุ่มตรวจหาสายพันธุ์ รวมถึงประชาชน ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล ดูว่ามีคนแปลกหน้า เข้ามาในพื้นที่หรือไม่
“สถานะการติดเชื้อในภาคใต้ขณะนี้ดีขึ้น ภาพรวมทั้งเขตพบรายใหม่ไม่ถึงพันราย ต่อวัน ขณะที่พัทลุงกับตรังยังพบสูง เฉลี่ยวันละเกือบร้อยราย ส่วนนราธิวาสลดเหลือวันละ 30-40 ราย แต่สงขลายังพบวันละ 300 กว่าราย”
ตร.เร่งหาอีก 100 คนแอฟริกา
ด้านพล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รองผบช.สำนักงานตำรวจคนเข้าเมือง(สตม.) กล่าวถึงการติดตามหานักท่องเที่ยวจากทวีปแอฟริกาซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงโอไมครอนว่า จากการตรวจสอบหาบุคคลที่เดินทางมาจาก 8 ประเทศเสี่ยงสูงในทวีปแอฟริกา 248 คน ซึ่งเข้าประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 15-30 พ.ย. ที่ผ่านมา สตม.ตรวจพบแล้วประมาณ 150 คน จึงประสานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าตรวจหาเชื้อ ผลปรากฏว่าไม่พบติดเชื้อ โควิดสายพันธุ์โอไมครอน
ขณะนี้กำลังเร่งตามหาส่วนที่เหลืออีกประมาณ 100 คน ให้พบเพื่อตรวจหาเชื้อ ทั้งนี้ผู้ที่เดินทางมาจาก 8 ประเทศสุ่มเสี่ยงสูงเป็นชาวแอฟริกันทั้งหมด โดยมาไทยเพื่อท่องเที่ยวหรือพบกับครอบครัว ส่วนอีกกว่า 500 คนที่เดินทางมาจากประเทศอื่นในทวีปแอฟริกา ซึ่งอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำจำนวน 54 ประเทศ ตม.ตามหาพบและตรวจโควิดแล้ว ผลไม่ติดเชื้อเช่นกัน
“ยืนยันสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ยกระดับคุมเข้มการเข้าประเทศของคน ต่างชาติ ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิดโอไมครอน และไม่ได้เข้มงวดเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากทวีแแอฟริกาเท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศอื่นๆ ก็ถูกคุมเข้มด้วย เนื่องจากเชื้อได้แพร่กระจายไปหลายประเทศแล้ว”
เชียงใหม่วุ่นคลัสเตอร์ใหม่
ส่วนจ.เชียงใหม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 135 ราย เป็นผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจาก ต่างจังหวัด 4 ราย ที่เหลือเป็นผู้ติดเชื้อในจังหวัด โดยมาจากคลัสเตอร์ต่างๆ 28 ราย จาก 12 คลัสเตอร์ ได้แก่คลัสเตอร์ห้างบิ๊กซี สาขาดอนจั่น 8 ราย, คลัสเตอร์บ้านบวกจั่น หมู่ 7 ตำบลโป่งแยง อ.แม่ริม 4 ราย, คลัสเตอร์ใหม่กลุ่มเพื่อนหอพักโชคชัยทาวเวอร์ ตำบลสุเทพ 4 ราย เป็นกลุ่มนักศึกษาที่รับประทานอาหารร่วมกัน, คลัสเตอร์ หจก.เป่าเปา ตำบลป่าแดด อ.เมืองเชียงใหม่ 3 ราย, คลัสเตอร์หอพักร้อยห้อง ถนนโชตนา ตำบลช้างเผือก 2 ราย และคลัสเตอร์บริษัทสแตนดาร์ด เซวิสเซส 1 ราย
นอกจากนี้ ยังพบการติดเชื้อคลัสเตอร์เดิม ที่อยู่ระหว่างการควบคุมโรค การออกตรวจเชิงรุก และการติดตามผู้สัมผัส ซึ่งยังคงพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 9 ราย จาก 5 คลัสเตอร์ ได้แก่คลัสเตอร์ตลาดเมืองใหม่ 2 ราย, คลัสเตอร์โกดัง CP All นิ่มซี่เส็ง 2 ราย, คลัสเตอร์แคมป์งานก่อสร้าง ตำบลป่าไหน่ อ.พร้าว 2 ราย, คลัสเตอร์สถาบันถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน มทร.ล้านนา วิทยาเขตดอยสะเก็ด 1 ราย และคลัสเตอร์ร้านข้าวต้มย้ง สาขา 1 ตำบลสุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ 2 ราย
สำหรับผู้เสียชีวิต 1 รายวันนี้เป็นหญิงเมียนมา อายุ 65 ปี สาเหตุการติดเชื้อ ไม่ชัดเจน และไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มาก่อน โดยวันที่ 16 พ.ย. มีอาการไข้ ไอ ปวดกล้ามเนื้อ 3 วันต่อมา เข้ารับการตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 รับไว้รักษาที่โรงพยาบาลนครพิงค์ เนื่องจาก มีอาการเหนื่อยหอบมาก แพทย์จึงใส่ท่อ ช่วยหายใจ และให้การรักษาประคับประคอง เรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 3 ธ.ค. ระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตเวลา 02.11 น.
จ.เชียงใหม่ประกาศพื้นที่เสี่ยงเพิ่ม โดยให้ผู้ที่มีประวัติเดินทางไปหรือใช้บริการหรือสัมผัสกับพนักงานในร้านต่างๆ ของห้างบิ๊กซี เชียงใหม่ ดอนจั่น ประกอบด้วย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารออมสิน ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) ธนาคารกรุงไทย ร้านอีฟ โรเช่ ร้านวัตสัน ร้านยาเพียว ช็อป Wacoal Studio ร้านขายโทรศัพท์ CM โมบาย แผนกรับสินค้า และแผนก เบเกอรี่ ภายในห้างบิ๊กซี เชียงใหม่ ดอนจั่น
ขอให้สังเกตอาการ 14 วัน นับจากวันที่สัมผัสเสี่ยงวันสุดท้าย หากพบอาการผิดปกติให้เข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่ง และศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ในเวลา 08.00-15.00 น.
สงขลาติดเชื้อพุ่ง 325-ดับ 5
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิดในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ตอนล่างยังน่าห่วง หลายจังหวัดพบผู้ติดเชื้อ รายใหม่หลักร้อย และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น และมีกระแสข่าวพบเชื้อโควิดสายพันธุ์ โอไมครอนในประเทศเพื่อนบ้าน ประชาชนหวั่นวิตกจะแพร่กระจายเข้ามาทางชายแดนภาคใต้
ด้านสำนักงานสาธารณสุขจ.สงขลารายงานว่า พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 325 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากวันที่ 2 ธ.ค.และ 3 ธ.ค. ยอดติดเชื้อสะสม 63,602 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 5 ราย ตรวจสอบประวัติแล้วยังไม่ได้ รับวัคซีนทั้งหมด เสียชีวิตสะสม 275 ราย และนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลกว่า 5,000 คน
เมืองคอนติดเชื้อเพิ่ม 419
ที่จ.นครศรีธรรมราช พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 419 ราย แยกเป็นติดเชื้อภายในจังหวัด 417 ราย เรือนจำ/ทัณฑสถานวัยหนุ่ม 1 ราย ผู้ป่วยคืนถิ่น 1 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 43,891 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เสียชีวิตสะสม 293 ราย รักษาหาย 39,200 ราย
วันเดียวกัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราชระดมเจ้าหน้าที่ตรวจหาเชื้อโควิด-19 เชิงรุกในพื้นที่อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช หลังจากมีการแพร่ระบาดค่อนข้างรุนแรงจากหลายคลัสเตอร์ในพื้นที่เสี่ยงสูงสำคัญเช่นการแพร่ระบาดในชุมชนประมงในหลายหมู่บ้าน ขณะนี้แพร่ระบาดขยายวงกว้างลามไปยังชุมชนหมู่บ้านใกล้เคียง
ซึ่งมีการเฝ้าระวังจับตาอย่างใกล้ชิดคลัสเตอร์เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เสาเภาที่ติดเชื้อหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่าเชื้อแพร่ระบาดไปยังอ.ท่าศาลา และมีผู้ติดเชื้อแล้ว
ล่าสุดผลจากการตรวจหาเชื้อเชิงรุกกลุ่มเสี่ยงจากคลัสเตอร์ต่างๆ พบผู้ติดเชื้อใน อ.สิชลพุ่งสูงมากถึง 170 ราย จากคลัสเตอร์หมู่บ้านประมง หมู่ที่ 1 ต.ทุ่งใส 73 ราย พบคลัสเตอร์ใหม่เรือประมงสิทธิโชค 5 ส่วนคลัสเตอร์ เจ้าหน้าที่อบต.เสาเภา เพิ่มอีก 2 ราย
ขณะที่คลัสเตอร์คนงานในโรงงานแปรรูปไม้ยางพารานาวาพาราวู้ด ในอ.ช้างกลางที่มีแรงงานต่างด้าวติดเชื้อแล้วกว่า 100 คน ล่าสุดพบคลัสเตอร์ครูโรงเรียนวัดนาวา ซึ่งมีพื้นที่ไม่ไกลจากโรงงานนาวาพาราวู้ดติดเชื้อแล้ว 3 ราย โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนที่มาของโรคว่ามาจากการแพร่ระบาด จากคลัสเตอร์โรงงานหรือไม่
ชุมพรผวาคลัสเตอร์ฟันน้ำนม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดหน้าค่าย ตั้งอยู่ภายในวัดหน้าค่าย หมู่ที่ 1 ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร มีนักเรียน ครู และผู้ปกครองติดเชื้อโควิดหลายราย หลังเปิดเรียนออนไซต์ โดยที่ประชุมคณะกรรมการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีมติว่ายัง ไม่พร้อมเปิดการเรียนการสอนในช่วงนี้ เนื่องจากในหมู่บ้านมีผู้ปกครอง นักเรียน และชาวบ้านยังไม่ได้ฉีดวัคซีนและบางคนยังฉีดไม่ครบ 2 โดส แต่ผู้บริหารส่วนท้องถิ่นตำบลปากคลองซึ่งดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกลับออกประกาศให้เปิดเรียน จนกลายเป็นคลัสเตอร์ฟันน้ำนมมีผู้ป่วยโควิด-19 และผู้มีความเสี่ยงสูงต้องกักตัวจำนวนมาก
นางวรรณทนา เพชรดี อายุ 50 ปี หนึ่งในคณะกรรมการของโรงเรียน กล่าวว่า ปัญหา ที่เกิดขึ้นเนื่องจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดหน้าค่าย เปิดเรียนเมื่อวันที่ 1 พ.ย.64 ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการประชุมคณะกรรมการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กแห่งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการมีมติเห็นชอบว่ายังไม่สมควรเปิดเรียน โดยมี เหตุผลว่าผู้ปกครอง ชาวบ้าน
และนักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน บางคนก็ยังฉีดไม่ครบ 2 เข็ม แต่ปรากฏว่าปลัดอบต. ปากคลองกลับมีคำสั่งว่าให้เปิดการเรียน การสอนตามปกติ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย ของรัฐบาล ทำให้ตอนนี้มีเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นเด็กเล็กอายุ 3-5 ขวบติดโควิด 8 คน และครู 1 คน จากนักเรียนทั้งหมด 35 คน ครู 3 คน และมีผู้ปกครองติดเชื้ออีก 4 คน
โดยนักเรียนทั้งหมดมาจากลูกหลาน ชาวบ้านหมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 6 ต.ปากคลอง ตอนนี้มีผู้ปกครองและชาวบ้านกลุ่มเสี่ยงสูงต้องกักตัวแล้วกว่า 30 ครัวเรือน และมีชาวบ้าน ทยอยติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
พระต้องงดบิณฑบาต
พระจตุรงค์ อตุโล พระลูกวัดหน้าค่าย กล่าวว่า วัดกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอยู่ภายในบริเวณเดียวกัน เมื่อเด็กเล็ก ผู้ปกครอง ชาวบ้าน ติดโควิด และมีกลุ่มเสี่ยงอีกจำนวนมาก ทางเจ้าอาวาสออกคำสั่งไม่ให้พระสงฆ์ทั้งหมดออกไปบิณฑบาต เพราะชาวบ้าน ได้รับความเดือดร้อน ติดโควิด ถูกกักตัวจำนวนมาก จะทำให้เกิดความเสี่ยง ความไม่ปลอดภัยทั้งพระและชาวบ้าน ส่วนเรื่องอาหารฉันเช้า ฉันเพล จะมีชาวบ้านจิตอาสานำมาถวาย
นนทบุรีติดเชื้อเพิ่ม 51
ศูนย์ข้อมูล covid 19 จ.นนทบุรีรายงานว่า พบจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด 51 ราย เพศหญิง 26 ราย เพศชาย 25 ราย ต่างชาติ 6 ราย เป็นพม่า 5 ราย กัมพูชา 1 ราย ภูมิลำเนา อ.เมืองนนทบุรี 21 ราย อ.ปากเกร็ด 13 ราย อ.บางบัวทอง 9 ราย อ.บางใหญ่ 4 ราย อ.ไทรน้อย 3 ราย อ.บางกรวย 1 ราย
ข้อมูลการรับวัคซีนในผู้ติดเชื้อไม่เคย ได้รับวัคซีน 19 ราย รับวัคซีน 1 เข็ม 6 ราย รับวัคซีน 2 เข็ม 26 ราย
บึงกาฬคุมเข้ม 4 คลัสเตอร์
นายแพทย์ภมร ดรุณ นายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดบึงกาฬ แถลงว่า ปัจจุบันผู้ป่วย ที่กำลังรักษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกวัน เนื่องจากขณะนี้มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากคลัสเตอร์ที่มีการระบาดในช่วง 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคลัสเตอร์สำคัญช่วงนี้ ได้แก่ 1.คลัสเตอร์ของหญิงตั้งครรภ์ ต.ศรีสำราญ อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ คลัสเตอร์นี้เริ่มเมื่อวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา
โดยหญิง ตั้งครรภ์คนหนึ่งที่ต.ศรีสำราญ อ.พรเจริญ ไปตรวจรักษาอาการเลือดออกในช่องคลอดที่โรงพยาบาลพรเจริญ ซึ่งก่อนจะให้นอน โรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลจะมีมาตรการในการตรวจ ATK ก่อนแอดมิตทุกราย ปรากฏว่า ผู้ป่วยรายนี้มีผล ATK เป็นบวก จึงส่งตรวจ RT-PCR เพื่อยืนยันการติดเชื้อ ผล RT-PCR ก็เป็นบวก แปลว่าติดเชื้อ จากนั้นทีมสอบสวนผู้คุมโรคของอำเภอพรเจริญสอบสวนโรคปรากฏว่าหญิงตั้งครรภ์ มีผู้สัมผัสร่วมบ้านมีเพื่อนบ้านหมู่บ้านรายหลาย กระจาย 3 หมู่บ้าน
คาดว่าหญิง ตั้งครรภ์น่าจะติดเชื้อมาจากญาติคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมบ้าน โดยญาติคนนี้เดินทางมาจากกำแพงเพชร ส่วนบ้านที่กำแพงเพชรก็มีผู้ติดเชื้อด้วย
ส่วนคนที่มีความเสี่ยงสูงช่วงแรกมีเพียง 5 คน ปรากฏว่า 2 ใน 5 คนมีผู้ติดเชื้อ ทำให้ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเพิ่มขึ้น กระจาย 3 หมู่บ้าน เนื่องจากผู้ติดเชื้อ/ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงมีกิจกรรมสังสรรค์กันหลายอย่าง ทางทีมสอบสวนโรค ลงพื้นที่ไปตรวจหาเชื้อเชิงรุกใน 3 หมู่บ้าน พบผู้ติดเชื้อ 26 ราย จึงให้ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงกักตัว และนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่ โรงพยาบาลพรเจริญ จากนั้นปิดโซนหมู่บ้าน ในโซนที่มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูงอาศัยอยู่ แล้วก็มีการกำกับดูแลโดยทีมงาน อสม. ผู้นำชุมชน ทีมงานหมู่บ้าน อย่างเข้มข้น และช่วงนี้ ยังเฝ้าระวังสำหรับคลัสเตอร์นี้
ส่วนคลัสเตอร์ที่ 2 คือคลัสเตอร์ของ ต.นาสะแบง อ.ศรีวิไล เริ่มวันที่ 28 พ.ย.เนื่องจาก มีผู้ป่วยผู้หญิงคนอื่นเข้าไปนอนโรงพยาบาล ที่โรงพยาบาลศรีวิไล ก่อนจะแอดมิตทุกราย ตรวจ ATK ผลเป็นบวก ทางโรงพยาบาลส่ง RT-PCR คอนเฟิร์มปรากฏว่า ติดเชื้อ โควิด-19
ทีมสอบสวนโรคของอำเภอศรีวิไล สอบสวนไทม์ไลน์ของผู้ป่วย พบว่า ผู้ป่วยเป็นผู้สูงอายุ ไม่ได้เดินทางไปไหน ส่วนใหญ่ จะอยู่ที่บ้าน แต่จะมีลูกหลาน มีญาติ เพื่อนบ้าน มาแวะเยี่ยมหา คาดว่าน่าจะติดเชื้อมา จากหลานของผู้ป่วยที่อยู่อาศัยบ้านข้างๆ มีประวัติไปเรียนที่โรงเรียนศรีวิไลวิทยาแล้วก็เด็กคนนี้น่าจะติดเชื้อมาจากนักเรียนโรงเรียนเดียวกัน ซึ่งนักเรียนที่ติดมาก็เป็นคนบ้านนาทราย ตำบลนาแสง อ.ศรีวิไล ที่ติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์มาก่อนหน้านั้น
เมื่อคุณยายติด หลานติด ทีมสอบสวนโรคก็จะไปหาผู้สัมผัสเสี่ยงสูงหลายราย มีการตรวจหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกเพิ่มเติม ตอนนี้มีผู้ ติดเชื้อแล้ว 38 ราย ทางอำเภอศรีวิไลจึงปิดหมู่บ้าน เพื่อกักกันผู้มีความเสี่ยงสูง
วุ่นคลัสเตอร์สร้างสะพานไทย-ลาว
คลัสเตอร์ที่ 3 เป็นคลัสเตอร์คนงานก่อสร้างที่สะพานมิตรภารพไทย-ลาว แห่งที่ 5 บึงกาฬ-บอลิคำไซ คลัสเตอร์นี้ มีผู้ป่วยรวม 14 คน สอบสวนโรคพบว่า มีวิศวกรคนไทยซึ่งมีการรับประทานอาหารร่วมกันกับวิศวกรคนลาว ซึ่งวิศวกรทั้งสองคนก็ต้องมีการข้ามฝั่งไปมา เนื่องจากต้องทำสะพานทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาว
ซึ่งในช่วงนี้ ฝั่งลาวมีผู้ติดเชื้อโควิดเป็นจำนวนมาก จึงคาดว่า วิศวกรฝั่งลาวน่าจะนำเชื้อมาติดวิศวกรที่ฝั่งไทย ทำให้วิศวกรคนไทยติดเชื้อ แต่ก่อนหน้านั้นวิศกรคนไทยได้รับประทานอาหารร่วมกับคนงานก่อสร้างที่แคมป์คนงานก่อสร้างในฝั่งไทย ก็ทำให้คนงานก่อสร้างติดเชื้อรวม 14 คน และเสี่ยงสูงอีกประมาณ 20 คน ทางทีมสอบสวนโรค ได้นำตัวผู้ป่วยทุกคนไปรับการรักษาที่ โรงพยาบาลบึงกาฬ และกักตัวผู้มีความ เสี่ยงสูงที่แคมป์คนงานก่อสร้าง
ส่วนการทำงานต่างๆ ยังทำงานต่อไปได้ เนื่องจาก ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงไม่มีอาการป่วย และไม่ได้ไปไหน ก็ทำงานอยู่ที่แคมป์ มีคนคอย ส่งข้าวส่งน้ำให้ เมื่อครบ 7 วันก็จะตรวจ ATK และRT-PCR ซ้ำ ตอนนี้ถือว่าควบคุมได้ เพราะแคมป์คนงานทำให้คนงานก่อสร้าง ไม่ได้ไปไหน ไม่ได้กระจายเชื้อไปที่อื่น
ส่วนคลัสเตอร์ที่ 4 เป็นคลัสเตอร์ล่าสุด ซึ่งเกิดขึ้นที่ร้านอาหารคับคั่ง อ.เมืองบึงกาฬ มีพนักงานติดเชื้อรวมลูกค้า 5 คน สาเหตุการติดเชื้อยังอยู่ระหว่างการสอบสวน ทีมสอบสวนควบคุมโรคตรวจหาเชื้อกลุ่ม ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงประมาณ 50 คน ส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานของร้าน และลูกค้าที่มาใช้บริการบางส่วน ซึ่งกลุ่มเสี่ยงสูงทั้งหมดแนะนำให้กักตัวที่ร้าน บางส่วนที่บ้านอย่างเคร่งครัด และที่สำคัญหนึ่งลูกค้าก็เป็นเจ้าของร้านจิ้มจุ่มแห่งหนึ่งในจ.บึงกาฬ คาดว่าเจ้าของร้านจิ้มจุ่ม น่าจะติดเชื้อมาจากพนักงานร้านคับคั่ง เพราะเข้าไปกินอาหารที่ร้านคับคั่งในช่วงวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา
เบื้องต้นทางจังหวัดบึงกาฬมีคำสั่งปิด ร้านอาหารแล้ว จากนั้นให้ทีมไปสอบสวนที่ร้านจิ้มจุ่มที่เจ้าของร้านติดเชื้อ ซึ่งจะมีคำสั่ง ปิดร้านจิ้มจุ่มต่อไป ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูงทั้งหมดก็ได้แยกมากักตัวแล้ว และผู้ป่วยก็ได้ส่งรักษาที่โรงพยาบาลบึงกาฬเรียบร้อยแล้ว ส่วนคลัสเตอร์นี้ติดมาจากไหนอยู่ในระหว่างการสอบสวน ตอนนี้ทางอำเภอเมืองบึงกาฬประกาศว่านักท่องเที่ยวและผู้ที่มาใช้บริการร้านอาหารคับคั่งในช่วงเวลาดังกล่าว ถ้าท่านใดมีอาการหรือสงสัยว่าจะติดเชื้อ ก็สามารถมาตรวจได้ตลอดเวลาที่โรงพยาบาล บึงกาฬ