มาจากสเปน-แวะดูไบ9ชม.
กัก19จนท.โรงแรม-สนามบิน
นายกฯขออย่าตื่นตระหนก
เตือนต้องรีบฉีดวัคซีนด่วน

‘โอไมครอน’ลามถึงไทยแล้ว สธ.แถลงยันพบติดเชื้อรายแรก เป็นนักธุรกิจหนุ่มไทยสัญชาติอเมริกัน วัย 35 ปี บินจากสเปน เครื่องแวะที่ดูไบ 9 ชั่วโมง ถึงไทย 30 พ.ย. ไม่มีอาการป่วย พบคนสัมผัสใกล้ชิด 19 ราย เป็นพนักงานโรงแรมที่พัก 17 คน พนักงานสนามบิน 2 คน ตรวจแล้วยังไม่พบเชื้อ แต่ต้องติดตามจนครบระยะฟักตัว เผยไทยเป็นชาติที่ 47 เจอโอไมครอน ระบุแพร่ระบาดเร็วกว่าสายพันธุ์อื่น 2-5 เท่า ‘บิ๊กตู่’ ขออย่าตื่นตระหนก มั่นใจระบบสาธารณสุขไทยคุมอยู่ เตือนขอให้รีบฉีดวัคซีน ศบค.เผยไทยติดเชื้อเพิ่ม 4 พัน ตายอีก 22 ฉีดวัคซีนแล้วเกิน 95 ล้านโดส

ไทยเจอแล้ว‘โอไมครอน’รายแรก

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แถลงความคืบหน้าการตรวจสายพันธุ์โอไมครอนในประเทศไทยว่า เราตรวจสอบเรื่องการกลายพันธุ์ทุกสัปดาห์ โดยวันที่ 27 พ.ย.-3 ธ.ค. 2564 ตรวจ 800 ตัวอย่าง ประเทศไทยยังเป็นเดลตา 99.87% ส่วนการเปิดประเทศมีการเฝ้าระวังคนผลบวกที่ เดินทางจากช่องทางต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. – 4 ธ.ค. 2564 ผู้เดินทางทุกระบบที่ตรวจพบผลบวก ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์เดลตาและสายพันธุ์ย่อยของเดลตา โดยพบเพียง 1 รายที่มีโอกาสเป็นโอไมครอน เป็นชายชาวอเมริกัน เดินทางมาจากสเปน เข้าระบบ เทสต์แอนด์โก (Test&Go)

นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า การตรวจหาสายพันธุ์สามารถตรวจได้จากการตรวจ RT-PCR ด้วยการใช้น้ำยาเฉพาะของสายพันธุ์นั้น การตรวจรหัสพันธุกรรมบางส่วน และการตรวจโดยการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว ซึ่งใช้เวลา 5-7 วัน แต่เพื่อความรวดเร็ว กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พัฒนาวิธีการตรวจสายพันธุ์โอไมครอนอย่างรวดร็ว โดยตรวจลักษณะเฉพาะของสายพันธุ์อัลฟา เบตา และเดลตา หากพบลักษณะเฉพาะของทั้ง 3 สายพันธุ์ ก็จะสันนิษฐานว่าเป็นโอไมครอน คือการหายไปของตำแหน่ง HV69-70deletion ซึ่งเป็นลักษณะของอัลฟา การกลายพันธุ์ของตำแหน่ง K417N ซึ่งเป็นเบตา และ L452R ซึ่งเป็นเดลตา โดยเราได้รับตัวอย่างของชายคนดังกล่าวมาวันที่ 3 ธ.ค. ผลเบื้องต้นพบลักษณะเฉพาะดังกล่าว จึงสรุปว่าอาจจะเป็นโอไมครอน และแจ้งกรมควบคุมโรคสอบสวนโรคแล้ว

“รายนี้ถือเป็นรายแรกของประเทศ ถ้ารีบออกมาบอกโดยไม่รอผลการตรวจถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว หากออกมาว่าไม่ใช่ ก็จะยุ่ง เมื่อเอาตัวอย่างเชื้อเข้าเครื่องถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว คาดว่าจะทราบผลเมื่อวาน แต่เนื่องจากตัวอย่างเชื้ออาจจะน้อย ทำให้ได้ข้อมูลไม่สมบูรณ์ จึงขอตัวอย่างมาใหม่ เมื่อนำมาตรวจซ้ำก็ให้ผลเหมือนเดิม จากการให้เครื่องวิเคราะห์และนักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ มีโอกาสเป็นโอไมครอน 99.92% ขาดความสมบูรณ์ตรงสไปก์โปรตีน แต่สรุปเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นโอไมครอน และจะให้เครือข่ายแล็บอื่นๆ ช่วยตรวจคอนเฟิร์มด้วย

ดังนั้นระบบ Test&Go ที่จะเปลี่ยนการตรวจ RT-PCR ออก จึงต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน มิเช่นนั้นอาจหลุดไปได้” นพ.ศุภกิจกล่าว และว่า ส่วนกรณี ผู้เดินทางมาจากแอฟริกาและมาอยู่สถาบันบำราศนราดูร ผลตรวจออกมาเบื้องต้นเป็นเดลตา และผู้เดินทางจากต่างประเทศอื่นๆ ยังไม่มี ยังตรวจไม่พบ

สธ.ยันยังไม่แพร่สู่ข้างนอก

นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า เมื่อเจอรายที่ 1 ก็เชื่อว่าอาจจะมีรายต่อๆ ไป จึงไม่ต้องตกใจ เพราะเชื้อคงไม่เว้นประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่ก็ต้องทำมาตรการต่างๆ เพื่อชะลอและป้องกัน โดยฝ่ายตรวจจับจะทำอย่าง เข้มข้นต่อไป และขอให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ภาคใต้ตรวจมากขึ้น เนื่องจากมีชายแดนติดกับมาเลเซียที่เจอผู้ติดเชื้อแล้ว

“ทั้งนี้ ย้ำว่าเวลาก้าวเท้าออกจากบ้าน ศัตรูที่จะทำร้ายเราได้คือเดลตา ส่วนโอไมครอนที่พบ 1 รายอยู่ในการดูแล ยังไม่ได้แพร่ออกมาข้างนอก หากออกมาแล้วคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เพราะฉะนั้นหากใครยังไม่ฉีดวัคซีนก็เท่ากับเป็นคนตัวเปล่าเล่าเปลือย อาจจะมีคนออกมาบอกว่าให้รอวัคซีนรุ่น 2 รุ่น 3 แต่วันนี้เราอยู่กับปัจจุบันที่เดลตาอยู่ในบ้าน วัคซีนที่มีอยู่ก็ให้มาฉีดเลย ฉีดช้า ภูมิขึ้นช้า เพราะฉีดวันนี้ภูมิไม่ได้ขึ้นพรุ่งนี้ ยังต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นอีก 30-40% ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนขอให้มาฉีดวัคซีน ฉีดแล้วไม่มีอะไรเป็นศูนย์”

ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงว่า สถานการณ์ทั่วโลกยอดติดเชื้อหลังระบาดใหญ่มาเกือบ 2 ปี มีผู้ป่วยยืนยัน 266 ล้านคน ติดเชื้อใหม่ยังสูง 4-5 แสนคน ทวีปอเมริกาและยุโรปเป็นจุดใหญ่ระบาดช่วงธ.ค.นี้ ส่วนผู้เสียชีวิต 5.27 ล้านคน อัตราเสียชีวิตลดลงจากกว่า 2% เหลือ 1.98% เพราะมีความรู้ดูแลรักษาดีขึ้น มียารักษาดีขึ้น และวัคซีนทำให้ลดอาการรุนแรง

ส่วนเอเชียแนวโน้มลดลง ยกเว้นเวียดนามและเกาหลีใต้ที่มีแนวโน้มสูงอยู่ ส่วนประเทศไทยติดเชื้อใหม่ 4,000 คน มาจากต่างประเทศ 7 คน จึงติดเชื้อในประเทศ 3,993 คน หายป่วย 6,450 คน ถือว่าหายมากกว่าติดเชื้อใหม่มาเกือบเดือน อาการหนักเหลือ 1,259 คน ใส่เครื่องช่วยหายใจ 330 คน แนวโน้มลดลง ส่วนเสียชีวิตลดลงเรื่อยๆ วันนี้รายงาน 22 ราย การฉีดวัคซีนช่วยลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิต แม้ส่วนใหญ่คนรับวัคซีนแล้ว แต่มีคนไม่น้อยกังวลผลข้างเคียง ทั้งนี้เรามีวัคซีนมากพอ บูสเตอร์เข็มสามเกือบ 4 ล้านคนแล้ว คนที่ยังลังเลใจ ขอมาช่วยกันฉีดวัคซีนจะได้ปลอดภัย อัตราเสียชีวิตจะได้ลดน้อยลงมากที่สุด

นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า สถานการณ์การระบาดในยุโรปและอเมริกามีมาก ดังนั้นการเปิดประเทศเราจึงมีการคัดกรองผู้เดินทางที่ค่อนข้างรัดกุม ผ่าน 3 ระบบ คือ Test&Go ในผู้เดินทาง 63 ประเทศ หากไม่พบเชื้อเดินทางได้ภายใต้การติดตาม เงื่อนไขคือฉีดวัคซีนครบ มีผลตรวจ RT-PCR 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง ระบบแซนด์บ็อกซ์ และระบบกักตัว ซึ่งระบบ Test & Go และแซนด์บ็อกซ์ เราตรวจพบอัตราติดเชื้อ 0.02% จากความร่วมมือของแต่ละหน่วยงาน จึงช่วยกันควบคุมการเกิดโรคไม่ให้เกิดการระบาดในไทยได้ดี

ทั้งนี้การกลายพันธุ์ของโควิด เราพบตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือกลายพันธุ์แล้วทำให้แพร่เร็วขึ้น รุนแรงมากขึ้น ดื้อต่อยารักษา ยาและวัคซีนประสิทธิภาพลดลงหรือไม่ ที่ผ่านมามีการกลายพันธุ์ที่สำคัญ 4 ตัวคือ อัลฟา เบตา แกมมา และเดลตา ซึ่งไทยเจอ 3 สายพันธุ์ ตอนนี้คือเดลตาเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดเร็ว อาการรุนแรงมากขึ้น วัคซีนลดประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อ แต่ยังป้องกันอาการรุนแรงและเสียชีวิต ส่วนที่ประกาศล่าสุด คือ โอไมครอน ซึ่งเรียกได้ทั้งโอมิครอนหรือ โอไมครอน ถือว่าผ่านไป 1 ปีเพิ่งมีสายพันธุ์ที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรม

ไทยเป็นชาติ 47 เจอ‘โอไมครอน’

นพ.โอภาสกล่าวด้วยว่า ขณะนี้รูปแบบการระบาดของโควิดจะใกล้เคียงหวัดใหญ่ในอดีตที่เมื่อระบาดเยอะๆ จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น ความรุนแรงดูลดน้อยลง อย่าง โอไมครอน เมื่อติดตามทั่วโลก องค์การอนามัยโลกรายงานว่ายังไม่มีเสียชีวิตจากสายพันธุ์นี้แม้แต่รายเดียว ซึ่งตรงกับหลายหน่วยงานที่ระบุว่า ความรุนแรงของสายพันธุ์ โอไมครอนน้อยกว่าเดลตามาก สำหรับต้นกำเนิดโอไมครอนเกิดที่แถบแอฟริกาใต้ เมื่อปลายต.ค.-ต้นพ.ย. มีการพุ่งขึ้นของผู้ป่วย จึงไปดูรหัสพันธุกรรม พบมีการกลายพันธุ์ จึงรายงานองค์การอนามัยโลก เพื่อเตือนประชาชนทั่วโลกว่าพบสายพันธุใหม่ มีการประกาศจับตาใกล้ชิดซึ่ง 1 เดือนทั่วโลกมีการหาสายพันธุ์นี้

ขณะนี้พบ 46 ประเทศ ล่าสุดคงเติมประเทศไทยเป็นประเทศที่ 47 แต่ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วนคือติดเชื้อภายในประเทศ ซึ่งมีในแถวแอฟริกาใต้ กับการติดเชื้อจาก ผู้เดินทางเข้าประเทศ ซึ่งไทยเป็นการติดเชื้อจากผู้เดินทางเข้ามา และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโอไมครอน

“หลังรับทราบสายพันธุ์โอไมครอน ประเทศไทยเพิ่มมาตรการห้ามผู้เดินทาง จาก 8 ประเทศแถบแอฟริกาใต้ งดการ เดินทางผู้มาจากแอฟริกาทั้งทวีป และคนเข้ามาแล้วจากต่างประเทศให้ตรวจหาเชื้อโอไมครอนทุกราย เพื่อหาผู้ป่วยรวดเร็ว ส่วนกรณีข่าวผู้ป่วยที่สถาบันบำราศนราดูรมีสายพันธุ์โอไมครอน เป็นหญิงแอฟริกัน ตรวจพบสายพันธุ์เดลตา อาการปกติดี ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง” นพ.โอภาสกล่าว

เฝ้าระวังกลุ่มสัมผัส 19 คน

นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า ส่วนเคสยืนยันสายพันธุ์โอไมครอนรายแรก เป็นชายอเมริกัน อายุ 35 ปี อาศัยอยู่สเปน 1 ปี เป็นนักธุรกิจ ไม่มีอาการ มีผลตรวจ RT-PCR วันที่ 28 พ.ย.ไม่พบ จึงเดินทางมาไทยวันที่ 29 พ.ย. มาถึงตรวจอีกครั้ง

โดยพบเชื้อวันที่ 1 ธ.ค. ส่งยืนยันกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และเข้ารับการรักษาร.พ.แห่งหนึ่ง พบว่าอาการน้อยมาก แทบไม่มีอาการ ซึ่งคนนี้ไม่มีอาการ ปฏิเสธโรคประจำตัว และไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ตอนแรกรับ อาการทุกอย่างปกติ ทั้งผลเอกซเรย์ ผลเลือดปกติ แต่ตรวจเจอเชื้อ จากการไปตรวจสอบบุคคลนี้ระวังตัวเองสูง ใส่หน้ากากตลอดเวลา จึงไม่มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ขณะนั่งเครื่องบินก็นั่งคนเดียว ไม่ได้นั่งติดกับคนข้างๆ อยู่โรงแรมในระบบ Test&Go ก็ใส่หน้ากากตลอดเวลา

อย่างไรก็ตามคนที่เคยมีประวัติเจอบุคคลนี้เราจะสอบสวนทุกคนและตรวจสอบหาเชื้อเพิ่มเติม ซึ่งทั้ง 19 คน เป็นพนักงานโรงแรม 17 คน และพนักงานสนามบิน 2 คน ทุกคนอาการปกติ ไม่มีใครติดเชื้อเพิ่มเติม แต่จะติดตามจนครบระยะฟักตัวของโรค โดยไม่มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง

“การกลายพันธุ์ของเชื้อเราพบตลอดเวลา กรณีโอไมครอนในทั่วโลกยังไม่มีรายงานการเสียชีวิตแม้แต่รายเดียว ความรุนแรงจะน้อยกว่าเดลตาค่อนข้างมาก พบเกิดในแอฟริกาใต้ โดยปลายต.ค.-ต้นพ.ย. พบผู้ป่วยมากขึ้น ก่อนตรวจพบการกลายพันธุ์ต่างจากสายพันธุ์อื่น จึงรายงานไปองค์การอนามัยโลก (ฮู) เพื่อเตือนทั่วโลก ก่อนประกาศเป็นสายพันธุ์ต้องจับตา ตอนนี้พบแล้ว 46 ประเทศ ไทยเป็นประเทศที่ 47 สำหรับไทยเป็นการติดเชื้อจากผู้เดินทาง ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโอไมครอน โดยไทยมีระบบการตรวจสอบที่ เข้มข้น”

สำหรับรายละเอียดของผู้ติดเชื้อโอไมครอนรายแรก เมื่อวันที่ 28 พ.ย.64 ตรวจพีซีอาร์ที่สเปน ผลไม่พบเชื้อ หลังจากนั้นไปทานข้าวกับเพื่อน (เพื่อนไม่มีอาการป่วยจนถึงปัจจุบัน) ต่อมาวันที่ 29 พ.ย.64 บินจากสเปนไปนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี พักที่ดูไบ 9 ชั่วโมง ไม่ได้พูดคุยกับใคร สวมหน้ากากอนามัยตลอด

วันที่ 30 พ.ย.64 บินจากดูไบมากรุงเทพฯ หลังจากลงเครื่องในตอนเที่ยงคืน ไปเก็บตัวอย่างที่ร.พ.คู่สัญญา และกลับเข้าโรงแรม (ผู้ป่วยเข้าโครงการเทสต์แอนด์โก) วันที่ 1 ธ.ค. รับแจ้งจากโรงพยาบาลว่าตรวจพบเชื้อโควิด และวันที่ 3 ธ.ค.ส่งตัวอย่างเชื้อตรวจยืนยันที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เบื้องต้นค่อนข้างแน่นอนว่า เป็นสายพันธุ์โอไมครอน รายแรกของไทย

โอไมครอนแพร่เร็ว 2-5 เท่า

“สายพันธุ์โอไมครอนดูแพร่เร็วกว่าสายพันธุ์อื่น 2-5 เท่า ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ หรืออาการน้อยคล้ายไข้หวัดใหญ่ แยกยากจากสายพันธุ์อื่น ทั้งอัลฟา เบตา เดลตา และแกมมาที่มีรายงานในต่างประเทศ ส่วนใหญ่ไม่ต้องเข้ารักษาใน ร.พ. ยังไม่มีรายงานติดเชื้อโอไมครอนเสียชีวิต ดังนั้นมาตรการที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ คือฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมมากที่สุด ซึ่งไทยฉีดแล้ว 95 ล้านกว่าโดส เข็ม 1 ครอบคลุมคนไทยเกิน 75% แล้ว เข็ม 2 เกิน 60 กว่า% และเริ่มบูสต์เข็ม 3 แล้ว ให้รอประกาศจากสธ.อีกครั้งว่าฉีดครบ 2 เข็มเดือนไหน เมื่อไหร่มาฉีดบูสเตอร์อีกครั้ง

คาดว่าธ.ค. 64-ม.ค.65 จะเร่งฉีดบูสเตอร์ให้มากที่สุด” นพ.โอภาสกล่าวและว่า นอกจากนี้ใช้มาตรการเดียวควบคุมการระบาดไม่ได้ ยังต้องใช้มาตรการป้องกันส่วนบุคคล เช่น สวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง COVID Free Setting และการตรวจ ATK รวมถึงยังยกระดับการเฝ้าระวัง ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศและสถานที่ท่องเที่ยว อย่างระบบ Test&Go ที่จะเปลี่ยนเป็นการตรวจ ATK ก็ยังคงตรวจ RT-PCR ต่อไป กรณีป่วยไข้หวัดที่เป็นกลุ่มก้อน ก็เน้นย้ำสอบสวนให้ละเอียด และทุกคนที่สงสัยให้ไปตรวจหาสายพันธุ์ โอไมครอน

นพ.โอภาสกล่าวว่า ข้อมูลโควิดมีมากมาย ส่วนใหญ่เป็นความเห็นความรู้สึกมากกว่า ข้อเท็จจริง สธ.จะรวบรวมข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญมาให้ทราบ ทั้งนี้การติดต่อของโอไมครอนไม่ต่างจากสายพันธุ์อื่น ยังติดต่อผ่านละอองฝอยเป็นหลัก ส่วนการติดต่อผ่านทางอากาศเจอได้น้อยมากใน บางกรณี เช่น ห้องอับ ห้องที่มีการแพร่กระจายเชื้อสูงเท่านั้น ไม่มีการแพร่ระบาดผ่านทางอากาศแบบทั่วไป ส่วนวัคซีนไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิดไหนไม่สามารถป้องกันติดเชื้อได้ 100% แต่ยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันอยู่

จากการวิเคราะห์ข้อมูล ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการใช้วัคซีนหลากหลายยี่ห้อ ประสิทธิผลของวัคซีนมีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อระดับที่ 50-80% แต่ป้องกันป่วยหนักและเสียชีวิตได้ค่อนข้างดีมาก 90% ขึ้นไป ฉะนั้นเมื่อพูดถึงประสิทธิภาพของวัคซีนจะต้องพูดถึง 2 ส่วน คือการป้องกันการติดเชื้อและการลดความรุนแรงของโรค ซึ่งทั่วโลกเห็นตรงกันว่าวัคซีนที่ฉีดไปป้องกันมีอาการรุนแรงและ เสียชีวิตได้ดี ส่วนการป้องกันติดเชื้อประสิทธิภาพลดน้อยลง แต่ก็ดีกว่าการไม่ฉีดวัคซีนเลย

“สายพันธุ์โอไมครอนเราพบเป็นรายแรก ข้อมูลขณะนี้แม้ยังไม่มากนัก แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าสายพันธุ์นี้ดูเหมือนระบาดได้ง่ายขึ้น วิธีการป้องกันสำคัญ คือคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ขอให้มารับวัคซีนส่วนใครที่รับวัคซีน 2 เข็มหลายเดือนแล้วให้รอฟังประกาศอีกครั้ง อย่างไรก็ตามการสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ ยังเป็นมาตรการสำคัญเป็นมาตรการส่วนบุคคลที่ทุกคนจะช่วยในการป้องกันการติดเชื้อโควิดทุกสายพันธุ์

แม้สายพันธุ์โอไมครอนจะมีข่าวเยอะ แต่องค์การอนามัยโลกก็ย้ำว่ามีการระบาดมาตั้งแต่พ.ย. ผ่านมาเดือนกว่ายังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโอไมครอนแม้แต่รายเดียวทั่วโลก ขอให้ประชาชนมั่นใจในมาตรการที่สธ.แจ้งให้ทราบ” นพ.โอภาส กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เนื่องจากมีการแพร่เร็วแต่อาการไม่รุนแรง แสดงว่าเราไม่ต้องกังวลมาก และโควิดกำลังจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นหรือไม่ นพ.โอภาส กล่าวว่า โควิดใกล้จะเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว แต่เรายังต้องกังวลอยู่ แต่ไม่อยากให้กังวลมาก

เผยหนุ่มไทยสัญชาติมะกันติดเชื้อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามไทม์ไลน์ของศบค.ระบุว่า ผู้ติดเชื้อโอไมครอนรายแรกของไทยรายนี้ เป็นชายไทย สัญชาติอเมริกัน อายุ 35 ปี เป็นนักธุรกิจ ไปทำงานที่สเปน 1 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ติดเชื้อรายนี้ได้รับ วัคซีนจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน 1 เข็ม จากสหรัฐอเมริกา เมื่อ 28 มิ.ย.

ชี้ต้นตอโควิดจากตลาดสดอู่ฮั่น

วันเดียวกัน นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเพจ หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ว่า “เวลาผ่านมา 2 ปีแล้ว ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า แหล่งต้นตอแพร่เชื้อของการระบาดโควิด-19 ในประเทศจีนมาจากที่ไหน

บางประเทศโทษจีนว่าเชื้อโควิด-19 อาจหลุดมาจากห้องปฏิบัติการของสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย หนึ่งในทฤษฎีดังกล่าว เชื่อว่าไวรัสชนิดนี้อาจถูกดัดแปลงขึ้นในห้องแล็บของจีนเพื่อใช้เป็นอาวุธชีวภาพ

ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ของประเทศสหรัฐเขียนลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์(Science) เชื่อว่าแหล่งแพร่เชื้อโควิด-19 น่าจะมาจากตลาดขายส่งอาหารทะเลหัวหนาน (Huanan Seafood Wholesale Market) เมืองอู่ฮั่น ตลาดนี้นอกจากจะขายอาหารทะเลแล้วยังขายสัตว์ที่สามารถแพร่เชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คนได้ อย่างเช่นจิ้งจอกแร็กคูน เลี้ยงเพื่อนำขนสัตว์มาใช้

ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่าค้างคาวเป็นต้นกำเนิดทางธรรมชาติ และจิ้งจอกแร็กคูนเป็นอีกหนึ่งตัวกลางที่นำเชื้อจากค้างคาวมาให้คน

ประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเดือนธ.ค.2019 มีประวัติเป็นคนทำงานและลูกค้าของตลาดสด ต่อมาก็แพร่กระจายสู่คนอื่นๆ ที่ไม่มีประวัติเข้าไปตลาดแห่งนี้ ไม่น่าเกี่ยวกับการหลุดรอดของเชื้อโควิดจากห้องปฏิบัติการของสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น”

‘บิ๊กตู่’ขออย่าตื่นตระหนก

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม รับทราบจากกระทรวงสาธารณสุขถึงการตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ต้องสงสัย เป็นสายพันธุ์ “โอไมครอน” รายแรกของไทย เป็นการติดเชื้อจากนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันเดินทางมาจากสเปน จากระบบ Test & Go ซึ่งถือว่าไทยเป็นอันดับที่ 47 ของโลกที่พบ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน หลังจากตรวจตัวอย่างพบความเข้ากันได้กับจีโนมของโอไมครอนสูงถึง 99.92%

โดยกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่าสายพันธุ์ส่วนใหญ่ที่พบในไทยขณะนี้ยังเป็นสายพันธุ์เดลตา 65.97% สายพันธุ์อัลฟา 32.48% และสายพันธุ์เบตา 1.54%ทั้งนี้ นายกฯร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข คณะแพทย์ และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษาเพื่อติดตามพัฒนาการสถานการณ์ โควิด-19 อย่างใกล้ชิด ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแนวทางหรือนโยบาย และทุกอย่างต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมศบค.ในครั้งต่อไป

“นายกฯ เชื่อมั่นระบบสาธารณสุขไทย มีกระบวนการการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และคัดกรองที่มีประสิทธิภาพและเข้มข้นสูง สามารถวินิจฉัยผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว ขอให้พี่น้องประชาชนตระหนักแต่อย่าได้ตระหนก

โดยคณะแพทย์ไทยและทั่วโลกยังยืนยันการยึดหลักอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด ด้วยมาตการการป้องกันการ ติดเชื้อแบบครอบจักรวาล เป็นการป้องกันตนเองขั้นสูงสุดตลอดเวลา ให้ปลอดภัยจากโควิด-19 และนายกฯ ย้ำไปถึงประชาชน ที่ยังลังเล ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ขอความร่วมมือให้รีบเข้ามารับการฉีดวัคซีนที่รัฐจัดหาให้ ส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 เข็มแล้วให้ติดตามการประกาศข้อแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุข สำหรับการเข้ารับฉีดวัคซีนบูสเตอร์ในระยะเวลาที่เหมาะสมต่อไป” นายธนกร กล่าว

ไทยติดเชื้อใหม่ 4 พัน-ตาย 22

วันเดียวกันศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อใหม่ 4,000 ราย ป่วยสะสม 2,145,241 ราย หายป่วย 6,450 ราย หายป่วยสะสม 2,055,265 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 22 ราย เสียชีวิตสะสม 20,966 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 69,010 ราย อยู่ในร.พ. 33,850 ราย ร.พ.สนามและอื่นๆ 35,160 ราย มีอาการหนัก 1,259 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 330 ราย ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อมาจากการติดเชื้อในประเทศ 3,966 ราย เรือนจำ 27 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศมี 7 ราย ได้แก่ รัสเซีย มัลดีฟส์ อังกฤษ สวีเดน เบลเยียม ประเทศละ 1 ราย และกัมพูชา 2 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 4 ราย แซนด์ บ็อกซ์ 1 ราย และเข้าด่านบก 2 ราย

ผู้เสียชีวิต 22 ราย มาจาก 14 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี 3 ราย, กทม. สมุทรปราการ กาญจนบุรี ตรัง สงขลา ตาก จังหวัดละ 2 ราย และฉะเชิงเทรา ระยอง สมุทรสงคราม ราชบุรี กระบี่ ปัตตานี และนครราชสีมา จังหวัดละ 1 ราย โดยรวมมาจากภาคกลางและตะวันออกสูงสุด 9 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 13 ราย หญิง 9 ราย อายุ 41-101 ปี ค่ากลางอายุ 66 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีและมีโรคประจำตัวรวมกัน 91% และไม่มีโรคเรื้อรัง 9%

จังหวัดที่ติดเชื้อเกิน 100 รายเหลือ 6 จังหวัด โดย 10 อันดับที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 782 ราย สะสม 426,786 ราย 2.นครศรีธรรมราช 333 ราย สะสม 42,763 ราย 3.สงขลา 221 ราย สะสม 62,711 ราย 4.ชลบุรี 150 ราย สะสม 108,643 ราย 5.สุราษฎร์ธานี 144 ราย สะสม 26,515 ราย 6.ปัตตานี 108 ราย สะสม 46,695 ราย 7.เชียงใหม่ 96 ราย สะสม 27,137 ราย 8.ประจวบคีรีขันธ์ 95 ราย สะสม 18,700 ราย 9.สมุทรปราการ 89 ราย สะสม 129,362 ราย และ 10.พัทลุง 89 ราย สะสม 12,228 ราย

ขณะที่ติดเชื้อต่ำกว่า 20 ราย มี 35 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา 19 ราย, ร้อยเอ็ด 19 ราย, อุดรธานี 18 ราย, นครปฐม 17 ราย, ตราด 13 ราย, จันทบุรี 12 ราย, เพชรบูรณ์ 12 ราย, ยโสธร 12 ราย, สุรินทร์ 12 ราย, ชัยนาท 11 ราย, เชียงราย 11 ราย, สมุทรสาคร 11 ราย, นครพนม 10 ราย, อ่างทอง 10 ราย, กาฬสินธุ์ 9 ราย, สกลนคร 9 ราย, หนองบัวลำภู 9 ราย, น่าน 8 ราย, ระนอง 8 ราย, กำแพงเพชร 7 ราย, ปทุมธานี 7 ราย, พิจิตร 5 ราย, หนองคาย 5 ราย, นครนายก 4 ราย, สิงห์บุรี 4 ราย, ชัยภูมิ 3 ราย, แพร่ 3 ราย, สุโขทัย 3 ราย, บุรีรัมย์ 2 ราย, พะเยา 1 ราย, มหาสารคาม 1 ราย, มุกดาหาร 1 ราย, สมุทรสงคราม 1 ราย, อุตรดิตถ์ 1 ราย และอำนาจเจริญ 0 ราย

เร่งวัคซีน – ร.พ.สงขลาเร่งฉีดวัคซีนเข็ม 1 เข็ม 2 และกระตุ้นเข็ม 3 ให้แก่ประชาชน ที่สนามกีฬาติณสูลานนท์ อ.เมืองสงขลา ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขยืนยันพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอน รายแรกในไทยแล้ว เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.

ฉีดวัคซีนแล้ว 95 ล้านโดส

สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 5 ธ.ค. ฉีดเพิ่มขึ้น 186,386 โดส สะสม 95,437,744 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 49,223,323 ราย คิดเป็น 68.3% ของประชากร เข็มสอง 42,473,758 ราย คิดเป็น 59% ของประชากร และเข็มสาม 3,740,663 ราย คิดเป็น 5.2% ของประชากร

ส่วนผู้เดินทางเข้าประเทศ วันที่ 1-5 ธ.ค. สะสม 34,316 คน ติดเชื้อ 37 คน คิดเป็น 0.11% ได้แก่ ระบบ Test&Go 29,598 คน ติดเชื้อ 20 คน คิดเป็น 0.07% แซนด์บ็อกซ์ 3,712 คน ติดเชื้อ 6 คน คิดเป็น 0.16% และกักตัว 1,006 คน ติดเชื้อ 11 คน คิดเป็น 1.09% (กักตัว 7 วัน 219 คน กักตัว 10 วัน 743 คน และกักตัว 14 วัน 44 คน) โดยเข้ามาผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 24,763 คน ท่าอากาศยานดอนเมือง 188 คน ท่าอากาศยานภูเก็ต 8,787 คน ท่าอากาศยานสมุย 465 คน และท่าอากาศยานอื่นๆ 113 คน

5 จว.ใต้ป่วยโควิด 523

ส่วนจ.สงขลายังมีตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชนเพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อ และกลุ่มติดเชื้อที่ยังไม่มีอาการเข้าสู่กระบวนการรักษา เพื่อสกัดการแพร่ระบาดออกวงกว้าง และพบผู้ปฏิเสธรับวัคซีนอีก 2 แสนกว่าคน หรือร้อยละ 25 ของกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลให้พบผู้ติดเชื้อโควิดอาการรุนแรงและเสียชีวิตอยู่ แต่การระบาดค่อนข้างลดลง

สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลงทุกจังหวัด เหลือ 523 ราย โดยจ.นราธิวาส 33 ราย ยะลา 84 ราย สตูล 77 ราย ปัตตานี 108 ราย เสียชีวิต 1 ราย และจ.สงขลา 221 ราย เสียชีวิต 2 ราย

สงขลาติดเชื้ออีก 221-ดับ 2

ด้านสำนักงานสาธารณสุข จ.สงขลา รายงานว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 221 ราย ต่ำสุดในรอบเกือบ 2 เดือน ผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่เดือนเม.ย.64 รวม 64,136 ราย พบผู้เสียชีวิตรายวัน 2 ราย ยอดเสียชีวิตสะสม 278 ราย ผู้ที่รักษาตัวในโรงพยาบาลลดลงเหลือ 4,800 กว่าราย รักษาหายกลับบ้าน 59,600 กว่าราย

สำหรับกลุ่มที่ตรวจค้นหาพบจำนวนมากติดต่อกัน 2 เดือนกว่า คือกลุ่มผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อยืนยันในพื้นที่ รองลงมาจากคลินิกตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ กลุ่มผู้มีอาการเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค ส่วนกลุ่ม ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงในตลาด โรงงาน บริษัท และชุมชนที่มีแนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่ม ซึ่งมาจากมาตรการส่วนบุคคลหย่อนยาน

โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงตรวจคัดกรองแบบปูพรมทั้ง 16 อำเภอ พบผู้ติดเชื้อมากสุดในอ.หาดใหญ่ เมือง จะนะ สิงหนคร สะเดา รัตภูมิ และเทพา

ทั้งนี้ ยังคงเร่งตรวจหาเชื้อเชิงรุกทันที ที่พบผู้ป่วยติดเชื้อ ในครอบครัวและชุมชน เพื่อนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษาให้รวดเร็วที่สุด ทำให้ในแต่ละวันเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขต้องตรวจหาเชื้อเชิงรุก 4,000-5,000 คน ขณะที่มีการฉีดวัคซีนสะสมแล้วร้อยละ 74.39 และกำลังเร่งดำเนินการฉีดเข็มที่ 2 ซึ่งฉีดสะสมแล้วร้อยละ 66.77

เปิดด่าน – ด่านชายแดนเบตง จ.ยะลา เปิดให้รถบรรทุกขนส่งสินค้าจากประเทศมาเลเซียผ่านเข้ามาในประเทศไทยได้เป็นวันแรก ภายใต้มาตรการควบคุมโควิดอย่างเข้มงวด ส่วนรถสินค้าจากไทยทางมาเลเซียยังไม่อนุญาตให้เข้าไป เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.

คุมเข้มต่างด้าวลอบข้ามแดน

ส่วนการป้องกันการนำพาเชื้อสายพันธุ์ โอไมครอนเข้ามาตามแนวพรมแดนไทย-มาเลเซียนั้น จ.สงขลาประสานร่วมกับหน่วยเกี่ยวข้องตามแนวพรมแดนเพื่อร่วมกันปฏิบัติการในพื้นที่รับผิดชอบบูรณาการสกัดกั้นการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองของกลุ่มแรงงานต่างด้าว ตามช่องทางธรรมชาติทั้งในอ.สะเดา อ.นาทวี และอ.สะบ้าย้อย เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือชุมชนและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตาม แนวพรมแดนร่วมกันสอดส่องดูแล หากพบมีกลุ่มลักลอบเดินทางข้ามแดนให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทันที

นายสุรินทร์ สุริยะวงศ์ นายอำเภอสะเดา กล่าวว่า ขณะนี้หน่วยงานในพื้นที่ต่างเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังตามแนวพรมแดนไทย-มาเลเซียมากขึ้น เพื่อป้องกันการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองของกลุ่มแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะช่องทางธรรมชาติ เพื่อสกัดการนำเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในพื้นที่ ปกติตามแนวพรมแดนมีมาตรการเข้มข้นในการป้องกันการลักลอบเข้าเมืองของกลุ่มแรงงานข้ามชาติมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ทั้งนี้ในพื้นที่อ.สะเดาฉีดวัคซีนให้ประชากรกลุ่มเป้าหมายแล้วร้อยละ 80 พร้อมจะเป็น 1 ใน 3 พื้นที่ท่องเที่ยวที่จะเปิดเมืองระยะที่ 2 ในวันที่ 16 ธ.ค.นี้

โคราชปิด 2 หมู่บ้าน-วัดที่จักราช

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ศาลาประชาคม บ้านตูม หมู่ที่ 8 ต.ทองหลาง อ.จักราช จ.นครราชสีมา นายธงชัย โอฬารพัฒนะชัย นายอำเภอจักราช พร้อมคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคอำเภอ (ศปก.อ.) จักราช และบุคลากรสาธารณสุขตรวจหาเชื้อ ATK ให้กับผู้สัมผัสเสี่ยงสูงซึ่งมีประวัติเชื่อมโยงคลัสเตอร์ชุมชนบ้านตูม และถูกกักตัวในบ้านพัก 14 วัน เพื่อเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาดตามมาตรการสาธารณสุข

ศปก.อ.จักราชรายงานว่า วันที่ 23 พ.ย. พบผู้ป่วยรายแรกเป็นหญิงอายุ 34 ปี อาชีพแม่บ้านและลูกชายอายุ 16 ปีติดเชื้อ จากการสอบสวนโรค ลูกชายเดินทางไปช่วยพ่อทำงานที่ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา ต่อมาพบผู้ป่วย 9 ราย เป็นยายและน้องสาว รวมทั้งเพื่อนบ้าน 5 ราย และเพื่อนของลูกชาย 4 ราย ประวัติสัมผัสจากกิจกรรมทางสังคมและร่วมรับประทานอาหาร ต่อมาเชื้อขยายวงลุกลามไปยังบุคคลในครอบครัวและเพื่อนบ้านในหมู่ที่ 8 จำนวน 31 ราย และหมู่ที่ 9 จำนวน 7 ราย รวมสะสม 38 ราย ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 181 ราย

คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งให้ปิดพื้นที่เข้าออกทั้ง 2 หมู่บ้าน รวม 67 หลังคาเรือน รวมทั้งให้ปิดวัดโนนเจริญ ต.ทองหลาง และงดกิจสงฆ์ชั่วคราว เพราะพระสงฆ์ สามเณร รวม 9 รูป เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง เนื่องจากมีประวัติรับบิณฑบาตจากกลุ่มผู้ป่วยเป็นประจำ โดยกักตัวและตรวจ ATK ซ้ำ ล่าสุดผลตรวจไม่พบการติดเชื้อเพิ่ม

โคราชติดเชื้อลด-ป่วยใหม่ 40

ด้านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนคร ราชสีมา รายงานว่า ผู้ติดเชื้อลดลง พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 40 ราย โดยติดเชื้อในพื้นที่จังหวัด 36 ราย และติดเชื้อมาจากนอกจังหวัด 4 ราย ผู้ติดเชื้อสะสม 33,169 ราย รักษาหายแล้ว 31,961 ราย ยังรักษาตัว 945 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 3 ราย เป็นชาย อายุ 64 ปี ชาวต.หนองกระทุ่ม อ.เมืองนครราชสีมา มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยโควิด-19 และมีโรคประจำตัว ป่วยเป็นความดันโลหิตสูง มีภาวะหลอดเลือดสมองตีบ โรคไตเรื้อรัง และโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม เสียชีวิตที่ร.พ.มหาราชฯ เมื่อเวลา 00.35 น. วันที่ 4 ธ.ค.2564

รายที่ 2 ชาย อายุ 59 ปี ชาวต.โคกกรวด อ.เมืองนครราชสีมา มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยโควิด และมีโรคประจำตัว ความดันโลหิตสูง และมะเร็งลำไส้ เสียชีวิตที่ร.พ.มหาราชฯ เมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 4 ธ.ค. 2564 และรายที่ 3 ชาย อายุ 72 ปี ชาว ต.กระโทก อ.โชคชัย มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยโควิด และมีโรคประจำตัว เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง เสียชีวิตที่ร.พ.มหาราชฯ เมื่อเวลา 20.35 น. วันที่ 5 ธ.ค.2564 ยอดเสียชีวิตสะสม 263 ราย

ส่วนสถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อในเรือนจำไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ โดยเรือนจำกลางนครราชสีมา อ.เมืองนครราชสีมา มีผู้ป่วยยังรักษาตัวอยู่ เป็นเคสสีเหลือง 1 ราย รักษาอยู่ที่ร.พ.โกลเด้นเกท และเคสสีเขียว 8 ราย รักษาตัวในร.พ.สนามเรือนจำกลางฯ ส่วนอีก 1,937 รายรักษาหายแล้ว ผู้ป่วยสะสมของเรือนจำกลางนครราชสีมา 1,946 ราย ขณะที่ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา อ.สีคิ้ว มีผู้ป่วยสะสม 506 ราย รักษาหายทั้งหมดแล้ว ยอดผู้ป่วยในเรือนจำมียอดสะสม 2,452 ราย

คลัสเตอร์เกี่ยวข้าวลำปางป่วย 51

วันเดียวกัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ลำปาง รายงานว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ 43 ราย เป็นผู้ป่วยติดเชื้อมาจากกทม. 1 ราย และผู้ป่วยติดเชื้อในจังหวัด 42 ราย แยกเป็นคลัสเตอร์เกี่ยวข้าวบ้านสบเติ๋น หมู่ 2 ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ 24 ราย คลัสเตอร์บ้านหนองยาง หมู่ 8 ต.ชมพู อ.เมืองลำปาง 7 ราย แพร่ระบาดไปที่อ.เมืองลำปาง 2 ราย คลัสเตอร์บ้านจำค่า หมู่ 2 และบ้านปงชัย ม.11 ต.เสด็จ อ.เมืองลำปาง 9 ราย เป็น ผู้สัมผัสผู้ป่วยติดเชื้อเดิมที่อ.แม่ทะ 2 ราย

สำหรับคลัสเตอร์เกี่ยวข้าวบ้านสบเติ๋น หมู่ 2 ต.สบป้าด 23 ราย แพร่ระบาดไปที่อ.เมืองลำปาง 1 ราย รวมแล้ว 45 ราย ที่ต.นาสักอีก 6 ราย รวมยอดสะสม 51 ราย

นายรัตน์ อุหม่อง ผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่จาง หมู่1 ต.นาสัก เปิดเผยว่า ที่หมู่บ้านมีผู้ป่วยติดเชื้อคลัสเตอร์เกี่ยวข้าวบ้านสบเติ๋นแล้ว 6 ราย แต่เป็นกลุ่มที่ร่วมงานศพ เนื่องจากติดเชื้อจากผู้ป่วยกลุ่มคลัสเตอร์เกี่ยวข้าวที่มาช่วยงานศพ ทำให้ชาวบ้านติดเชื้อเกี่ยวเนื่องกัน

วันนี้ตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงอีก 183 รายที่โรงเรียนบ้านแม่จาง และกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงอีก 40 รายที่รพ.สต.บ้านแม่จาง และครอบครัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูงทั้ง 40 ราย ต้องกักตัวกว่า 90 ราย จาก 201 ครัวเรือน ประชากรกว่า 600 ราย และจะตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเป็นชาวบ้านทั้งหมดรอบ 2 ในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ คาดว่าจะมีพบผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้น

นายจันทร์ศรี วงศ์อ้าย ผู้ใหญ่บ้านบ้าน สบเติ๋น กล่าวว่า ที่บ้านสบเติ๋น พบผู้ป่วยสะสม 45 ราย โดยแยกกันรักษาตามอาการ สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการหนักให้พักที่ศูนย์พักคอยที่โรงเรียนบ้านสบเติ๋น อบต.สบป้าด สถาบันธรรมาภิวัฒน์ ส่วนผู้ที่มีอาการหนักจะเป็นผู้ป่วยติดเชื้อสูงอายุและมีโรคประจำตัวประมาณ 2-3 ราย เข้ารักษาตัวที่ร.พ.แม่เมาะและเด็กเล็ก เด็กนักเรียนอีก 5-6 ราย

ตอนนี้ชาวบ้านกว่า 500 ราย จำนวน 145 ครัวเรือนต้องกักตัวอยู่ในบ้าน ส่วนคนที่ไม่เป็นกลุ่มเสี่ยง อสม.จะช่วยประสานงานในการรับบริจาคสิ่งของเครื่องอุปโภค-บริโภค เนื่องจากชาวบ้านออกไปทำงานตามปกติไม่ได้ ผู้นำหลายรายต้องกักตัวเช่นกัน

นายพนมพร ตุ้ยกาศ นายอำเภอแม่เมาะสั่งเตรียมศูนย์พักคอยรองรับผู้ป่วยที่อาจจะเพิ่มขึ้น โดยที่อบต.สบป้าด 10 เตียง อาคารรักษาความสะอาด หมู่ 11 ต.แม่เมาะ 10 เตียง โรงเรียนบ้านสวนป่า ต.บ้านดง 10 เตียง วัดสบจาง ต.นาสัก 12 เตียง และ อบต.จางเหนือ 10 เตียง และสถาบันธรรมาภิวัฒน์อีก 20 เตียง รวม 72 เตียง

เชียงใหม่ติดเชื้ออีก95-ตายเพิ่ม 2

ดร.ทรงยศ คำชัย หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผย พบผู้ติดเชื้อ 95 ราย ต่ำกว่า 100 รายเป็นวันที่สองในรอบ 2 เดือน เกือบทั้งหมดเป็นผู้ติดเชื้อภายในจังหวัด มาจากคลัสเตอร์ใหม่ และคลัสเตอร์ที่ยังคงมีการระบาด คือคลัสเตอร์ห้างบิ๊กซี สาขาดอนจั่น อ.เมืองเชียงใหม่ 13 ราย, คลัสเตอร์ใหม่หอพักผ่องพรรณ หมู่ 8 ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง 8 ราย, คลัสเตอร์ใหม่โรงพิมพ์นันทกานต์กราฟฟิก เทศบาลนครเชียงใหม่ 4 ราย, และคลัสเตอร์ใหม่ หมู่ 3 ตำบลนาเกียน อ.อมก๋อย 3 ราย

สำหรับผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นชายไทย อายุ 71 ปี มีโรคประจำตัว ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดสมอง ได้รับวัคซีน 1 เข็ม คือแอสตร้าเซนเนก้า เมื่อวันที่ 9 พ.ย. โดยวันที่ 16 พ.ย. เข้ารับการตรวจ RT-PCR เนื่องจากมีประวัติเสี่ยง และพบเชื้อ จึงเข้ารักษาที่ โรงพยาบาลสนาม ต่อมาวันที่ 1 ธ.ค. มีอาการมากขึ้น ส่งต่อไปรักษาที่ร.พ.จอมทอง กระทั่งวันที่ 30 พ.ย. ระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตเวลา 21.55 น.

อีกราย ชายไทย อายุ 59 ปี มีโรคประจำตัว ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และไตวาย และเคยรับวัคซีนครบ 2 เข็ม เมื่อวันที่ 18 พ.ย. โดยวันที่ 21 พ.ย. เริ่มมีอาการไข้ ไอ มีน้ำมูก วันที่ 29 พ.ย. มีอาการชักเกร็ง ตาค้าง หัวใจหยุดเต้น ส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลเชียงดาว ตรวจ ATK ผลเป็นลบ แพทย์ช่วยฟื้นคืนชีพ และใส่ท่อช่วยหายใจ ส่งต่อไปรักษาที่ร.พ.นครพิงค์ และตรวจยืนยันด้วย RT-PCR พบว่าติดเชื้อโควิด แพทย์รักษาเรื่อยมา กระทั่งวันที่ 5 ธ.ค. ระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตเวลา 0.25 น.

ตราดแห่ฉีดไฟเซอร์

เมื่อเวลา 08.00 น.วันเดียวกัน ที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด มีประชาชนชาวตราดกว่า 1,500 คน เดินทางมาต่อแถวเพื่อฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เข็มที่ 1, 2, 3 โดยเป็นเด็กอายุ 12 ปี ถึงไม่เกิน 18 ปี หญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป, 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง และผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของศบค.และจ.ตราด ที่เร่งฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน