รอลุ้นผลตรวจรายที่ 4
เสี่ยงโควิดโอมิครอน
กลับจากดีอาร์คองโก
สธ.ย้ำไม่พบติดในปท.
ระบาดแล้ว59ประเทศ

จีนถวายวัคซีน ‘ซิโนฟาร์ม’ 2 แสนโดส แด่กรมสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯเผยจีนส่งมอบวัคซีนให้ไทยแล้วกว่า 50 ล้านโดส สธ.เผยชายไทยวัย 41 ปีส่อติด ‘โอมิครอน’ เป็นจนท.ยูเอ็นเดินทางกลับจากดีอาร์คองโก ในแอฟริกา ฉีดแอสตร้าฯ ครบ 2 เข็มแล้ว รอผลตรวจยืนยันอีกครั้ง คาด 1-2 วันรู้ผล เป็นราย 4 ของไทย หลังจาก 3 รายก่อนหน้านี้ยืนยันติดเชื้อ เผย ‘โอมิครอน’ แพร่ระบาดแล้ว 59 ประเทศ ไทยติดเชื้อรายวัน 4,203 คน ตายอีก 49 ราย ‘กพท.’ ประกาศห้ามใส่หน้ากากมีวาล์วขึ้นเครื่องบิน ‘นกแอร์’ ประเดิมสายการบินแรก

ติดโควิดเพิ่ม 4,203-ตาย 49

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อใหม่ 4,203 ราย ติดเชื้อสะสม 2,156,587 ราย หายป่วยเพิ่ม 7,939 ราย หายป่วยสะสม 2,075,088 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 49 ราย เสียชีวิตสะสม 21,084 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 60,415 ราย อยู่ในร.พ. 29,951 ราย ร.พ.สนามและอื่นๆ 30,464 ราย มีอาการหนัก 1,175 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 320 ราย

ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อมาจากการติดเชื้อในประเทศ 4,143 ราย เรือนจำ 42 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศมี 18 ราย ได้แก่ เยอรมนี อังกฤษ ประเทศละ 2 ราย, นอร์เวย์ มอริเชียส ไนจีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โปรตุเกส เกาหลีใต้ แคนาดา สเปน อินเดีย ตุรกี สวีเดน ศรีลังกา กัมพูชา และสหรัฐอเมริกา ประเทศละ 1 ราย โดยเดินทางทางอากาศ 17 ราย เข้าระบบ Test&Go 15 ราย เข้าระบบกักตัว 2 ราย และเข้าด่านพรมแดนทางบก 1 ราย

ผู้เสียชีวิต 49 ราย มาจาก 26 จังหวัด ได้แก่ กทม.สูงสุด 12 ราย, นครศรีธรรมราช ยะลา จังหวัดละ 3 ราย, เลย อุดรธานี อุบลราชธานี ตาก ตรัง สตูล ตราด อ่างทอง จังหวัดละ 2 ราย และนครปฐม สมุทรปราการ เชียงราย แพร่ แม่ฮ่องสอน สุโขทัย นราธิวาส สุราษฎร์ธานี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก ลพบุรี สมุทรสงคราม สระแก้ว และสุพรรณบุรี จังหวัดละ 1 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 26 ราย หญิง 23 ราย อายุ 28-93 ปี ค่ากลางอายุ 76 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีและมีโรคประจำตัวรวมกัน 100%

จังหวัดที่ติดเชื้อเกิน 100 รายมี 7 จังหวัด โดย 10 อันดับที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 853 ราย สะสม 429,269 ราย 2.นครศรีธรรมราช 281 ราย สะสม 43,556 ราย 3.สงขลา 192 ราย สะสม 63,244 ราย 4.ชลบุรี 170 ราย สะสม 109,084 ราย 5.ปัตตานี 154 ราย สะสม 47,063 ราย 6.เชียงใหม่ 142 ราย สะสม 27,508 ราย 7.สมุทรปราการ 142 ราย สะสม 129,680 ราย 8.สุราษฎร์ธานี 98 ราย สะสม 26,899 ราย 9.ปราจีนบุรี 96 ราย สะสม 25,879 ราย และ 10.ประจวบคีรีขันธ์ 92 ราย สะสม 18,931 ราย

ส่วนไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อ มี 2 จังหวัด คือ ยโสธร และสุโขทัย

‘โอมิครอน’ลามแล้ว 59 ปท.

สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 8 ธ.ค. ฉีดเพิ่มขึ้น 462,006 โดส สะสม 96,341,748 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 49,568,675 ราย คิดเป็น 68.8% ของประชากร เข็มสอง 42,855,870 ราย คิดเป็น 59.5% ของประชากร และเข็มสาม 3,917,203 ราย คิดเป็น 5.4% ของประชากร

ส่วนผู้เดินทางเข้าประเทศ วันที่ 1-8 ธ.ค. สะสม 53,877 คน ติดเชื้อ 80 คน คิดเป็น 0.15% ได้แก่ ระบบ Test&Go 46,878 คน ติดเชื้อ 31 คน คิดเป็น 0.1% แซนด์บ็อกซ์ 5,427 คน ติดเชื้อ 10 คน คิดเป็น 0.2% และกักตัว 1,572 คน ติดเชื้อ 22 คน คิดเป็น 1.53% (กักตัว 7 วัน 302 คน กักตัว 10 วัน 1,159 คน และกักตัว 14 วัน 143 คน) โดยเข้ามาผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 39,451 คน ท่าอากาศยานดอนเมือง 403 คน ท่าอากาศยานภูเก็ต 11,996 คน ท่าอากาศยานสมุย 779 คน และท่าอากาศยานอื่นๆ 136 คน

สำหรับรายงานการพบโควิดสายพันธุ์ โอมิครอนทั่วโลก พบแล้ว 59 ประเทศ/พื้นที่ โดยพื้นที่ใหม่ที่พบ คือเอสโตเนีย คูเวต และลิกเตนสไตน์ ซึ่งเป็นการพบจากผู้เดินทางเข้าประเทศ ขณะนี้มีทั้งหมด 39 ประเทศ/พื้นที่ การติดเชื้อในประเทศ 20 ประเทศ

พบชายไทยเสี่ยงโอมิครอนอีก 1

วันเดียวกัน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แถลงสถานการณ์โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และเครือข่ายได้เฝ้าระวังการตรวจรหัสพันธุกรรมมาตลอดตั้งแต่มีการระบาดของ โควิด-19 แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ 1.ตรวจด้วยวิธี SNP ตรวจเฉพาะตำแหน่งยีนที่เป็นลักษณะเฉพาะของสายพันธุ์นั้น เพื่อดูสายพันธุ์เบื้องต้น เช่น เดลตา เบตา อัลฟา และ 2.ตรวจด้วย WGS หรือถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัวเพื่อยืนยันอีกครั้ง ดังนั้น เราจึงตรวจ 2 วิธี แต่ไม่จำเป็นต้องตรวจยืนยันในทุกราย สำหรับการตรวจสะสมตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-7 ธ.ค. 2564 ทั้งผู้เดินทางจากต่างประเทศ และคนในประเทศ รวม 1,649 ตัวอย่าง เจอเดลตาเกือบทั้งหมดราว 99% ยกเว้น 4 รายเป็นโอมิครอนไม่ถึง 1%

นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า ส่วนที่เคยแจ้งไปมีโอกาสจะเป็น 2 ราย คือหญิงไทยที่ไปร่วมประชุมและกลับมาตรวจพบซึ่งหายดีแล้ว คอนเฟิร์มผลตรวจถอดรหัสพันธุกรรมวันนี้ยืนยัน ถือว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโอมิครอน 3 รายที่ได้รับการยืนยัน ส่วนเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. เราได้ตัวอย่างมา 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 41 ปี เจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เดินทางจากประเทศดีอาร์คองโก ในทวีปแอฟริกา เข้าไทยผ่านระบบ Test&go มีประวัติรับวัคซีน แอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม ตรวจเบื้องต้น SNP พบเหมือนกรณี 2 หญิงไทยและชาวอเมริกันที่เคยพบ โผล่ขึ้นมาทั้ง 4 ตำแหน่ง วินิจฉัยว่ามีโอกาสเป็นโอมิครอนอีก 1 ราย กำลังนำเข้าสู่การตรวจถอดรหัสพันธุกรรม 1-2 วันจะออกมาคอนเฟิร์มว่าใช่หรือไม่ อย่างไร

เป็นราย 4-รอผลยืนยัน

“กรมควบคุมโรคประสานร.พ.ที่ส่งมาตรวจ เข้าใจว่าอยู่ร.พ. ต้องมีการกักตัวดูแลเต็มที่ สอบสวนหาคนมีโอกาสเสี่ยง จะได้นำตัวอย่างมาตรวจต่อไปว่ามีหรือไม่อย่างไร” นพ.ศุภกิจกล่าวและว่า สรุปประเทศไทยมีคอนเฟิร์มโอมิครอน 3 ราย เป็นชาวอเมริกัน 1 รายและเป็นหญิงไทย 2 รายที่เดินทางจากประเทศไนจีเรีย ส่วนรายที่ 4 เป็นชายไทยเดินทางมาจากต่างประเทศ ย้ำว่ายังไม่พบเคสที่เกิดขึ้นในประเทศ ขณะนี้ผลตรวจรายที่ 4 เบื้องต้นมีแนวโน้มว่าจะเป็นโอมิครอน ขอรอผลการตรวจยืนยันอีกครั้ง

นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า ส่วนข่าวที่ว่า โอมิครอนมีการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ย่อย คือ BA2 ของเดิม คือ BA1 ซึ่งมี S ยีนหายไปบางส่วนที่เราเอามาวินิจฉัย แต่ปรากฏว่าสายพันธุ์ย่อยไม่หาย แต่กลับมากังวลว่าจะหลอกการตรวจเราได้ไหม ทำให้ตรวจวิธี RT-PCR มีปัญหา ยืนยันว่าหลอกไม่ได้ ตอนนี้การตรวจเบื้องต้น SNP การบอกว่า จะสงสัยโอมิครอน เดิมถ้าเราเจอเหมือน อัลฟา เบตาในตัวอย่างเดียวกันจะสรุปเป็นโอมิครอน แต่หากตีเนียนหาส่วนอัลฟาไม่เจอ เพราะส่วนที่หายนั้นไม่หาย เราดักด้วยการตรวจอีก 2 ตัว คือ T478K และ N501Y ดังนั้น 4 รายที่เราตรวจว่าเป็นโอมิครอน เราตรวจทั้ง 4 ตำแหน่ง เนียนไม่ได้ กรมจับได้อยู่แล้ว ขอให้สบายใจ ยังไม่เป็นปัญหาอะไร ยกเว้นกลายพันธุ์จนเป็นคนละเรื่องราว

“ส่วนการตรวจ ATK ยังเจอโควิด โอมิครอน เนื่องจากโปรตีนที่ใช้ผลิต ATK ไม่ได้มีปัญหาที่โอมิครอนจะหลบได้ แต่ย้ำว่าการตรวจต้องตรวจให้ถูก การเก็บตัวอย่าง อาจต้องตรวจซ้ำ เพราะเชื้อน้อยอาจจะไม่ขึ้นไม่ว่าพันธุ์ไหนก็ตาม“ นพ.ศุภกิจกล่าวและว่า อย่าวิตกกังวลอะไรมาก อย่างไรก็ไปทั่วโลก และขณะนี้มี 4 รายที่เราสุ่มเฝ้าระวังจากพันกว่าถือว่าน้อยมาก สัดส่วนอาจจะเพิ่มขึ้น แต่ข่าวด้านดีคือไม่ค่อยรุนแรงมากนัก ยังไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ข้อมูลทั้งหลายอาจจะมี เช่นอาจจะหลบวัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็มมา 40 เท่า แต่ดูจากจำนวนตัวอย่างแค่ 6 ราย อาจจะไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จึงต้องติดตามดู แต่มาตรการพื้นฐานและวัคซีนยังเป็นเกราะป้องกันเราดีที่สุด

เร่งเพาะเลี้ยงเชื้อ‘โอมิครอน’

นพ.ศุภกิจให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจยืนยันโอมิครอน 3 ราย และรอยืนยันอีก 1 รายว่า การตรวจเจอนั้นอยู่ในระบบที่เราควบคุม ได้ ทั้งนี้คนที่เข้าประเทศมา หากผลเป็นลบ ก็ไม่ต้องตรวจเพิ่ม หากผลเป็นบวกก็อาจเป็นสายพันธุ์เดลตาก็ได้ ปัจจุบันคนเดินทาง เข้ามาในประเทศกว่า 99% เป็นเดลตา พบ โอมิครอน 4 ราย ยืนยันแล้ว 3 ราย แสดงว่าระบบเอาอยู่ และทุกรายเมื่อระบบเฝ้าระวังตรวจเจอก็ประสานหน่วยที่เกี่ยวข้องทันที ไม่ได้รอการตรวจยืนยันก่อน เพื่อเป็นการรัดกุม

ผู้สื่อข่าวถามถึงน้ำยาเฉพาะตรวจโอมิครอน นพ.ศุภกิจกล่าวว่า น้ำยาเฉพาะจะทำให้ตรวจง่ายขึ้น ตรวจเพียงครั้งเดียว แต่ด้วยวันนี้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก วัตถุดิบบางอย่างเราไม่สามารถผลิตเองได้ทั้งหมด คิวก็ยาว แต่เราก็ไม่ได้มีปัญหา เพราะตอนนี้สามารถตรวจ SNP หลายตำแหน่ง ทำให้เจอโอมิครอนได้เช่นกัน

เมื่อถามว่าโอมิครอนไลก์ยังตรวจได้ หรือไม่ นพ.ศุภกิจกล่าวว่า เรามีการตรวจหลายจุด การจะบังเอิญหายไปทั้งหมด โอกาสแบบนี้ยังมองไม่เห็นว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ ก็ต้องติดตามกันต่อไป เพราะการกลายพันธุ์เป็นเรื่องที่เราคาดเดาไม่ได้

เมื่อถามถึงอาการของโอมิครอน นพ. ศุภกิจกล่าวว่า ขณะนี้ข้อมูลหลายสายตรงกันว่า อาการค่อนข้างไม่รุนแรง จนมีบางคนพูดในเชิงบวกว่าอาจใกล้จบ สุดท้ายจะแพร่เร็วและอาการเหมือนไข้หวัด แต่เราคงเชื่อไปทางซ้ายหรือขวาทีเดียวไม่ได้ ต้องไม่ประมาท ต้องดำเนินการเต็มที่ก่อน เราเริ่มได้ตัวอย่างมาเพาะเชื้อแล้ว ดังนั้นเมื่อได้เชื้อเป็นๆ เราก็จะนำมาเทสต์กับภูมิคุ้มกันคนไทยว่าคนที่ฉีดวัคซีนสูตรอะไรก็ตาม ตกลงจัดการกับเชื้อ โอมิครอนได้มากน้อยแค่ไหน เรื่องนี้ต้องรอนิดหนึ่ง การเพาะเชื้อต้องใช้เวลา และเชื้ออันตรายการจัดการต้องดี

“ขณะนี้ทุกฝ่ายคุมเข้มตรวจคนเข้าเมืองทั้งหมด อย่างชายแดนพรมแดนธรรมชาติ ก็ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาทั้งหมด แต่เรา ไม่ได้ตรวจแค่คนต่างประเทศ อย่างที่ผ่านมาเราตรวจคนไทย คนในประเทศด้วยประมาณ 1 พันกว่าราย หากพบก็จะควบคุมได้ แต่ ตอนนี้ยังไม่พบ พบยืนยัน 3 ราย และรอผลชัดเจนอีก 1 ราย เรียกว่าเป็น 4 ใน 100 รายสำหรับคนต่างชาติ ส่วนคนไทยยังไม่พบเชื้อ โอมิครอน” นพ.ศุภกิจกล่าว

ก่อนหน้านี้ นพ.ศุภกิจให้สัมภาษณ์ถึงการผลิตน้ำยาตรวจ RT-PCR ที่จำเพาะกับโควิดสายพันธุ์โอมิครอนว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการผลิต คาดว่าจะใช้เวลา 2 สัปดาห์ ส่วนประเทศอื่นทั่วโลกก็พบโอมิครอนพร้อมๆ กัน จึงไม่แน่ใจว่าแต่ละประเทศมีน้ำยาสูตรจำเพาะตรวจโอมิครอนแล้วหรือไม่ สิ่งสำคัญคือแม้ยังไม่มีน้ำยาตรวจจำเพาะ แต่สามารถตรวจตรงตำแหน่งได้ อย่างที่เราตรวจพบรายแรกเป็นผู้เดินทางเข้าประเทศผ่านระบบ Test&go เพียงวันเดียวเราก็รู้ได้ว่าอาจเป็น โอมิครอน เพราะใช้วิธีตรวจประยุกต์ตรงตำแหน่งด้วยน้ำยาเดิม หากพบเป็นเดลตาก็คือเดลตา แต่ถ้าไม่พบเดลตา ก็ตรวจว่าเป็นเบตากับอัลฟา 2 สายพันธุ์ในตัวอย่างเดียวหรือไม่ ถ้าใช่ก็แจ๊กพอตเลย

จีนถวายซิโนฟาร์ม 2 แสนโดส

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และเพจศูนย์ข้อมูล COVID-19 โพสต์ภาพและเผยแพร่ข้อมูลวัคซีนซิโนฟาร์ม ที่รัฐบาลจีนถวายวัคซีน ซิโนฟาร์มจำนวน 2 แสนโดสแด่ราชวงศ์ไทย

โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 9 เดือนธันวาคม วัคซีนซิโนฟาร์ม 2 แสนโดสที่รัฐบาลจีนถวายแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้า จุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรม พระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ส่งมาถึงกรุงเทพฯ โดยจนถึงขณะนี้จีนส่งมอบวัคซีนให้ไทยแล้วทั้งหมด 50.35 ล้านโดส

ผวารพ.แจ้งช้ายาย78ติดโควิด

จากกรณีร.พ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ แจ้งผลยายวัย 78 ปี เสียชีวิตด้วยโควิด-19 ขณะกำลังเตรียมสวดพระอภิธรรม ทำให้ญาติและคนที่มาร่วมงานศพต่างตกใจเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้ทั้งหมดที่มาร่วมงานศพเป็นกลุ่มเสี่ยง ขณะที่ญาติสอบถามข้อเท็จจริงไปยังร.พ. หนองไผ่ กลับไม่ได้คำตอบจากโรงพยาบาลนั้น

ล่าสุดนายกฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ สั่งการให้นพ.สมรัฐ ศรีตระกูล ผอ.รพ.หนองไผ่ สรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด และมอบหมายนพ.กมล กัญญาประสิทธิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์แถลงข่าวข้อเท็จจริง

นพ.กมลแถลงว่า ส่วนที่ญาติติดใจเรื่องการเสียชีวิตว่ามาจากผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนนั้น ข้อนี้ทางแพทย์ยืนยันว่าไม่ใช่ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนอย่างแน่นอน แต่เป็นการ เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 และยังเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ทำให้ ผู้เสียชีวิตติดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัสพร้อมกัน ทางทีมหมอพยายามเต็มที่แล้ว

“ส่วนกรณีที่ทางโรงพยาบาลอนุญาตให้นำศพออกไปก่อน แทนที่จะรอให้ผลตรวจ โควิด-19 ครั้งที่ 2 ออกมาก่อนนั้น ทาง โรงพยาบาลก็ยอมรับผิดตรงจุดนี้ จนเป็นสาเหตุที่ทำให้ญาติและคนที่มาร่วมงานศพมีความเสี่ยงไปด้วย แต่ทางสาธารณสุขไม่นิ่งนอนใจ ทันทีที่ทราบผล ก็รีบส่งทีมสอบสวนโรคลงพื้นที่ พบผู้เสี่ยงสูง 17 ราย ผู้เสี่ยงต่ำ 200 ราย ทั้งหมดผลออกมาเป็นลบ และให้อยู่ระหว่างกักตัวเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด หลังจากนี้นพ.สมรัฐ ศรีตระกูล ผอ.โรงพยาบาลหนองไผ่ และทีมแพทย์จะไปขอโทษครอบครัว ผู้เสียชีวิตอีกครั้ง”

ด้านนพ.ขวัญยืน จุลศรี แพทย์ชำนาญ กล่าวว่า วันที่ 3 ธ.ค.64 ญาติพานางหนูเฟื้อย มาลา อายุ 78 ปีเข้ามารักษาตัวที่ร.พ.หนองไผ่ ด้วยอาการเหนื่อยล้า มีไข้อ่อนเพลีย ถ่ายเหลว เนื่องจากน้ำตาลสูง ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว คือโรคเบาหวาน ทีมแพทย์ตรวจหาเชื้อโควิด-19 แต่ไม่พบเชื้อ จึงให้คนไข้เข้ารักษาตัวที่ห้อง ผู้ป่วยรวม อาการโดยรวมดีขึ้นตามลำดับ กระทั่งวันที่ 6 ธ.ค. พบว่าผู้ป่วยมีอาการทรุดหนัก หมดสติ ไม่มีสัญญาณชีพ เนื่องจากปอดติดเชื้อ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทางแพทย์จึงตรวจหาเชื้ออีกครั้ง ผลพบผู้ตายติดเชื้อโควิด-19

บึงกาฬวุ่นคลัสเตอร์ร้านอาหาร

ด้านนพ.ภมร ดรุณ นายแพทย์สสจ.บึงกาฬ แถลงว่า ช่วงที่สัปดาห์ที่ผ่านมาจำนวนผู้ป่วยรายวันมีแนวโน้มค่อนข้างสูงขึ้น เนื่องจากเกิดคลัสเตอร์ที่สำคัญขึ้น คือคลัสเตอร์ร้านอาหารตลาดคับคั่ง ในอ.เมืองบึงกาฬ โดยเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.64 ทางร.พ.บึงกาฬได้รับแจ้งผู้ป่วย โควิด-19 ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับร้านอาหารชื่อว่า ตลาดคับคั่ง ซึ่งมีลูกค้าค่อนข้างมากในแต่ละวัน ได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคโควิด-19 ผู้ป่วยรายนี้ได้ตรวจ ATK วันที่ 30 พ.ย. 64 เป็นผลบวก ผู้ป่วยเป็นชายอายุ 19 ปี เป็นนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย แต่เรียนออนไลน์ ผู้ป่วยให้ประวัติว่า เริ่มป่วยวันที่ 1 ธ.ค. โดยวันที่ 28 พ.ย.เดินทางไปที่ร้านคับคั่ง ร่วมรับประทานอาหาร กินดื่ม สังสรรค์ กับเพื่อน ซึ่งมีประวัติไปร้านคับคั่งตั้งแต่ 23 พ.ย. ทำให้มีผู้สัมผัสในร้านคับคั่งอยู่หลายรายทั้งเพื่อนที่ไปร่วมกินดื่มด้วยกัน และพนักงานในร้าน

ส่วนอีกรายเป็นหญิงอายุ 18 ปี มีอาการไข้ตั้งแต่ 26 พ.ย. ด้วยอาการไอ เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ มีน้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่ได้รส เข้ารับการตรวจที่ร.พ.บึงกาฬ ปรากฏว่าติดเชื้อโควิด-19 โดยผู้ป่วยเป็นนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคชั้น ปวส. ปี 1 ของวิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ โดยนอกเวลาจะมาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านคับคั่ง ไทม์ไลน์ที่สำคัญคือจะไปทำงานที่ร้านคับคั่งทุกวัน คาดว่าน่าจะติดจากผู้ป่วยชาย อายุ 19 ปีข้างต้น

จากไทม์ไลน์จะเห็นได้ว่า ทั้งพนักงานเสิร์ฟ พนักงานร้านอาหาร และผู้ป่วยรายแรกซึ่งน่าจะมีการสัมผัสกันตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย. ทำให้มีการสัมผัสกับลูกค้าคนอื่น หรือพนักงานร้านคนอื่นจำนวนมาก ทำให้ในการตรวจเจอเชื้อตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. ทีมสอบสวนควบคุมโรคต้องไปสืบสวนสอบสวนโรคว่า มีใครสัมผัสบ้าง เบื้องต้นคือ มีพนักงานในร้านประมาณ 50 คน ก็ต้องตรวจ ATK แล้ว จากนั้นสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬประกาศว่า ใครที่เดินทางไปที่ร้านคับคั่ง ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย. จนถึงวันที่ 1 ธ.ค. สามารถมาตรวจได้ที่สถานบริการใกล้บ้าน ปรากฏว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. เป็นต้นมา มีผลการตรวจเป็นบวก รวมทั้งหมด 66 ราย ซึ่งตัวเลขที่ค่อนข้างสูงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการติดเชื้อที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นที่ร้านอาหารที่มีคนจำนวนมากไปใช้บริการ ทำให้เกิดการแพร่กระจายไปตามลูกค้าที่อยู่พื้นที่ต่างๆ เท่าที่ทีมสืบสวนสอบสวนควบคุมโรคได้รายงานทั้ง 66 ราย มีภูมิลำเนาซึ่งกระจายไปที่อ.เมือง 50 ราย, อ.ศรีวิไล 4 ราย, อ.พรเจริญ 5 ราย, อ.โซ่พิสัย 4 ราย, อ.ปากคาด 1 ราย, อ.บุ่งคล้า 1 ราย และอ.เซกา อีก 1 ราย

สั่งปิดร้าน 11 วัน

ขณะนี้ทางจังหวัดสั่งปิดร้านคับคั่ง ตั้งแต่วันที่ 1-11 ธ.ค. เป็นเบื้องต้น ส่วนพนักงานที่เสี่ยงสูงให้กักตัวที่บ้าน โดยทุกอำเภอที่มี ผู้ป่วยยืนยัน ทีมสอบสวนของอำเภอจะไปสอบสวนและเก็บตัวอย่างจากกลุ่มเสี่ยงสูงที่ภูมิลำเนาของผู้ป่วย สั่งกักตัว ผู้เสี่ยงสูงที่บ้าน

เชียงใหม่ประกาศ 2 พื้นที่เสี่ยง

วันเดียวกัน ดร.ทรงยศ คำชัย หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 91 ราย เป็นผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด 6 ราย ที่เหลือเป็นผู้ติดเชื้อในจังหวัด โดยมาจากคลัสเตอร์ใหม่ และคลัสเตอร์ที่ยังมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง 8 ราย ได้แก่คลัสเตอร์ใหม่ ที่ห้างบิ๊กซีมาร์เกต สาขาพันธุ์ทิพย์พลาซ่า อ.เมืองเชียงใหม่ 2 ราย, คลัสเตอร์ 7-11 สาขาศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ 2 ราย, คลัสเตอร์โรงพยาบาลสารภี 2 ราย, คลัสเตอร์ร้านสักไม่มีชื่อร้าน ถนนหมื่นด้ามพร้าคต ซอย 1 ตำบลช้างเผือก 1 ราย และคลัสเตอร์แคมป์คนงาน หมู่ 4 ต.ท่าศาลา อ.เมืองเชียงใหม่ 1 ราย นอกจากนี้ ยังพบการติดเชื้อ คลัสเตอร์เดิมที่อยู่ระหว่างการควบคุมโรค การออกตรวจเชิงรุก และการติดตามผู้สัมผัส ซึ่งยังคงพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 11 ราย ได้แก่คลัสเตอร์ตลาดเมืองใหม่ 3 ราย, คลัสเตอร์ห้างบิ๊กซีเชียงใหม่ สาขาดอนจั่น 3 ราย, คลัสเตอร์หมู่ 2 ตำบลสันโป่ง อำเภอแม่ริม 3 ราย, คลัสเตอร์ตลาดต้นลำไย 1 ราย และคลัสเตอร์คลังสินค้า CP All ตำบลฟ้าฮ่าม เขตเทศบาลนครเชียงใหม่ 1 ราย ขณะที่การติดเชื้อในกลุ่มครอบครัวพบน้อยลงมากเพียง 2 ราย จากครอบครัวชุมชนป่าแพ่ง เทศบาลนครเชียงใหม่

โดยวันนี้ จ.เชียงใหม่ประกาศพื้นที่เสี่ยง 2 แห่ง คือร้าน Big C Market สาขาพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ ช้างคลาน และ 7-11 สาขาศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ ต.หายยา โดยให้ผู้ที่มีประวัติเดินทางไปหรือสัมผัสพนักงาน ระหว่างวันที่ 2-9 ธ.ค.2564 สังเกตอาการ 14 วัน นับจากวันสัมผัสเสี่ยงวันสุดท้าย หากพบอาการผิดปกติให้เข้ารับการตรวจหาเชื้อได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่ง และศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ

สงขลาติดเชื้อลดเหลือ 192

ด้านกลุ่มงานภารกิจสื่อสารความเสี่ยง สำนักงานสาธารณสุข จ.สงขลา รายงานว่า ผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ 192 ราย ลดลง ติดต่อกันเป็นวันที่สี่ ติดเชื้อสะสม 64,683 ราย และเสียชีวิตสะสมตั้งแต่ 1 เม.ย.64 จำนวน 279 ราย ผู้ติดเชื้อนอนรักษาในโรงพยาบาล 3,700 ราย ขณะที่หายป่วยกลับบ้านสูง 60,400 ราย

ขณะที่ผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 เพิ่มขึ้น 1,109,461 ราย 74.59% เข็มที่ 2 จำนวน 1,006,951 ราย ร้อยละ 67.59% ของประชากรเป้าหมาย 1,487,320 ราย

ลำปางดับโควิดอีกราย

นายแพทย์ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง เปิดเผยรายละเอียดผู้ป่วยโรคโควิดเสียชีวิตรายที่ 16 ของจ.ลำปาง ว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชายไทย อายุ 61 ปี ภูมิลำเนา อ.งาว จ.ลำปาง ไม่มีโรคประจำตัว มีประวัติดื่มสุรา ยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19 วันที่ 18 พ.ย. มารักษาที่ร.พ.งาว ได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยใน ผู้ป่วยให้ประวัติว่า 3 วันก่อนมารักษา มีอาการไข้ ปวดตามข้อ โรงพยาบาลงาวตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 ด้วยชุดตรวจ ATK ผลไม่พบเชื้อ วันที่ 20 พ.ย. ผู้ป่วยมีไข้สูง ซึมลง แพทย์วินิจฉัยว่ามีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด จึงส่งต่อไปรักษาที่ร.พ.ลำปาง

อาการแรกรับ ผู้ป่วยมีไข้ ซึม หายใจเหนื่อย แพทย์รักษาโดยให้สารน้ำ และยาปฏิชีวนะ ใส่เครื่องช่วยหายใจแบบแรงดันสูง ส่งตรวจเอกซเรย์ปอด พบมีฝ้าขาว จึงส่งตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ผลพบเชื้อ วันที่ 22 พ.ย. ผู้ป่วยเริ่มไม่รู้สึกตัว แพทย์แจ้งอาการของผู้ป่วยแก่ญาติ ญาติรับทราบและปฏิเสธการใส่ท่อช่วยหายใจ รวมทั้งการนวดหัวใจ ระหว่างวันที่ 23 พ.ย.-6 ธ.ค. 2564 ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงเป็นลำดับ ไม่รู้สึกตัว ไม่มีไข้ มีอาการหายใจเหนื่อยหอบมากขึ้น และเสียชีวิตในวันที่ 7 ธ.ค. เวลา 19.05 น.

“เนื่องจากผู้เสียชีวิตยังไม่ได้รับวัคซีน ทำให้ไม่มีภูมิคุ้มกันโรค ประกอบกับเป็นผู้สูงอายุ หากติดเชื้อจะทำให้มีอาการรุนแรงและถึงขั้นเสียชีวิต ขอเชิญชวนชาวลำปางฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค ลดความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรง ลดอัตราการเสียชีวิตได้”

ห้ามใส่หน้ากากมีวาล์วขึ้นเครื่อง

นายสุทธิพงษ์ คงพูล ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) แจ้งว่า เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ลงนามออกระเบียบสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ว่าด้วยแนวปฏิบัติในการให้บริการผู้โดยสารสำหรับเส้นทางการบินภายในประเทศ ในระหว่างสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2564 เพื่อยกระดับให้ผู้ดําเนินการเดินอากาศ หรือสายการบินมีแนวปฏิบัติในการให้บริการการบินในเส้นทางภายในประเทศ ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลตามคําแนะนําขององค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) และสอดคล้องกับกฎระเบียบของไทยที่มีผลใช้บังคับอยู่

โดยขอให้ผู้ดำเนินอากาศหรือสายการบิน กําหนดให้นักบิน ลูกเรือและผู้โดยสารที่ เข้ามาใช้บริการงดการใช้หน้ากากชนิดมีวาล์วระบายอากาศ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อ โดยผู้โดยสารต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า ตลอดเวลาที่อยู่ในอากาศยาน ยกเว้นในสถานการณ์ จําเป็นหรือฉุกเฉิน และอาจเพิ่มการเตือน ให้ผู้โดยสารเตรียมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า สํารองเผื่อไว้เองด้วย โดยประกาศฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2564

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา สายการบินนกแอร์ออกประกาศข้อปฏิบัติระหว่างการเดินทางบนเที่ยวบินสายการบินนกแอร์ ระบุว่าเพื่อให้เป็นไปตามประกาศของ กพท. สายการบินไม่อนุญาตให้สวมใส่หน้ากากชนิดที่มีวาล์วระบายอากาศทุกแบบ โดยผู้โดยสารทุกท่านต้องสวมหน้ากากอนามัยที่ถูกระเบียบตลอดการเดินทางเท่านั้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน