‘บิ๊กตู่’ลงใต้-ดูชายแดน
เตรียมเปิดด่านทางบก
‘โอมิครอน’ลาม65ปท.
ไทยติดเชื้อเพิ่ม4พัน
ฉีดวัคซีนแล้ว97ล.โดส
ติดเชื้อเพิ่ม 4,079 ราย เสียชีวิตอีก 39 ยังเฝ้าจับตาคลัสเตอร์งานบุญประเพณี ตลาด ศบค.ย้ำต้องยกการ์ดสูงต่อเนื่องส่วนหนุ่มไทยส่อติดโอมิครอนราย 4 ยังรอลุ้นผล ‘บิ๊กตู่’เตรียมลงพื้นที่จว.ใต้ ถกเปิดด่านชายแดนทางบก สกัดโอมิครอน ‘หมอประสิทธิ์’ คณบดีแพทยศาสตร์ ศิริราช ห่วงโควิดระบาดอีกรอบปลายปี ชี้ 4 เหตุปัจจัยมาพร้อมกัน ทั้งคนเสี่ยง สถานที่เสี่ยง กิจกรรมเสี่ยง ช่วงเวลาเสี่ยง จากการพบปะสังสรรค์ ฉลองร่วมกัน เผยโอมิครอน ลามแล้ว 65 ประเทศ ติดเชื้อกว่า 3 พัน แอฟริกาใต้มากสุด เชียงใหม่ผวาอีก 6 คลัสเตอร์ใหม่ ‘ลำปาง’ปิดหมู่บ้านคลัสเตอร์บ้านสบติ๋น 14 วัน หลังพบ ติดเชื้อต่อเนื่อง สงขลายอดป่วยยังพุ่ง
โควิดไทยทรงตัวติดเชื้อ 4 พัน
เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อใหม่ 4,079 ราย ติดเชื้อสะสม 2,164,859 ราย หายป่วยเพิ่ม 7,302 ราย หายป่วยสะสม 2,090,253 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 39 ราย เสียชีวิตสะสม 21,151 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 53,455 ราย อยู่ในร.พ. 26,249 ราย ร.พ.สนามและอื่นๆ 27,206 ราย มีอาการหนัก 1,115 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 315 ราย
ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อมาจากการติดเชื้อในประเทศ 4,044 ราย เรือนจำ 19 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศมี 16 ราย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 3 ราย อิสราเอล สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ประเทศละ 2 ราย อังกฤษ อุซเบกิสถาน สวีเดน เยอรมนี ไต้หวัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกัมพูชา ประเทศละ 1 ราย โดยเดินทางทางอากาศ 17 ราย เข้าระบบ Test&Go 10 ราย แซนด์บ็อกซ์ 1 ราย เข้าระบบกักตัว 4 ราย และช่องทางธรรมชาติ 1 ราย
ผู้เสียชีวิต 39 ราย มาจาก 21 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ 5 ราย, สงขลา 4 ราย, กทม. ชลบุรี จังหวัดละ 3 ราย, บึงกาฬ ตรัง ปัตตานี สุราษฎร์ธานี กาญจนบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดละ 2 ราย และสมุทรปราการ เลย มหาสารคาม พิจิตร ลำปาง ภูเก็ต นครศรีธรรมราช จันทบุรี ปราจีนบุรี และสมุทรสงคราม จังหวัดละ 1 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 16 ราย หญิง 23 ราย อายุ 40-102 ปี ค่ากลางอายุ 71 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุ 60 ปี และมีโรคประจำตัวรวมกัน 95% และไม่มีโรคเรื้อรัง 5%
จังหวัดที่ติดเชื้อเกิน 100 รายมี 7 จังหวัด โดย 10 อันดับที่ติดเชื้อสูงสุดได้แก่ 1.กทม. 664 ราย สะสม 430,589 ราย 2.นครศรีธรรมราช 371 ราย สะสม 44,387 ราย 3.สงขลา 226 ราย สะสม 63,683 ราย 4.สุราษฎร์ธานี 146 ราย สะสม 27,170 ราย 5.ชลบุรี 140 ราย สะสม 109,399 ราย 6.สมุทรปราการ 130 ราย สะสม 129,965 ราย 7.ปัตตานี 107 ราย สะสม 47,313 ราย 8.เชียงใหม่ 88 ราย สะสม 27,686 ราย 9.ชุมพร 82 ราย สะสม 15,629 ราย และ 10.ตรัง 78 ราย สะสม 16,719 ราย
ขณะที่ติดเชื้อเพียงหลักหน่วยมี 17 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร 9 ราย, ระนอง 8 ราย, สมุทรสงคราม 8 ราย, สุรินทร์ 8 ราย, สิงห์บุรี 7 ราย, มหาสารคาม 6 ราย, พะเยา 5 ราย, พิจิตร 4 ราย, แพร่ 4 ราย, สกลนคร 4 ราย, หนองคาย 4 ราย, อุทัยธานี 4 ราย, สุโขทัย 3 ราย, มุกดาหาร 2 ราย, ยโสธร 2 ราย, น่าน 1 ราย และอุตรดิตถ์ 1 ราย ส่วนจังหวัดที่ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อวันนี้คือ อำนาจเจริญ
ฉีดวัคซีนแล้ว 97 ล้านโดส
สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 10 ธ.ค. ฉีดเพิ่มขึ้น 355,567 โดส ฉีดแล้วสะสม 97,177,327 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 49,859,697 ราย คิดเป็น 69.2% ของประชากร เข็มสอง 43,234,343 ราย คิดเป็น 60% ของประชากร และเข็มสาม 4,083,287 ราย คิดเป็น 5.7% ของประชากร
ส่วนผู้เดินทางเข้าประเทศ วันที่ 1-10 ธ.ค.สะสม 70,294 คน ติดเชื้อ 116 คน คิดเป็น 0.17% ได้แก่ ระบบ Test&Go 61,132 คน ติดเชื้อ 68 คน คิดเป็น 0.11% แซนด์บ็อกซ์ 7,172 คน ติดเชื้อ 14 คน คิดเป็น 0.2% และกักตัว 1,990 คน ติดเชื้อ 34 คน คิดเป็น 1.71% (กักตัว 7 วัน 355 คน กักตัว 10 วัน 1,462 คน และกักตัว 14 วัน 173 คน) โดยเข้ามาผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 51,152 คน ท่าอากาศยานดอนเมือง 482 คน ท่าอากาศยานภูเก็ต 17,278 คน ท่าอากาศยานสมุย 1,057 คน และท่าอากาศยานอื่นๆ 325 คน
‘โอมิครอน’ลามแล้ว 65 ประเทศ
สำหรับรายงานการพบโควิดสายพันธุ์โอมิครอนทั่วโลก พบแล้ว 65 ประเทศ/พื้นที่ โดยที่มีการพบการติดเชื้อในพื้นที่เพิ่มขึ้นคือ ฮ่องกง ไอร์แลนด์ และเกาหลีใต้ รวมมีทั้งหมด 24 พื้นที่ ส่วนพื้นที่ใหม่ที่พบจากผู้เดินทางเข้าประเทศคือ เบอร์มิวดา ไซปรัส จอร์แดน และเซียร์ราลีโอน รวมทั้งหมด 41 พื้นที่
ทั่วโลกติดโอมิครอนกว่า 3 พัน
ด้าน นพ.เฉวตสรร นามวาท ผอ.กองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงสถานการณ์โรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในไทยว่า ขณะนี้ได้รับการยืนยันแล้ว 3 คน รายแรกคือชายชาวอเมริกันเดินทางมาจากประเทศสเปน รายที่ 2 และ 3 เป็นหญิงไทยเดินทางกลับมาจากไนจีเรีย ส่วนรายที่ 4 เป็นชายไทยเดินทางกลับมาจากประเทศดีอาร์คองโก อยู่ระหว่างการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัวของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยช่วงเช้าของวันที่ 11 ธ.ค. ผลยังไม่ออก แต่มีแนวโน้มเป็นไปได้สูง
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามดูตัวเลข ผู้ป่วยโควิดสายพันธุ์โอมิครอนทั่วโลก เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.มีประมาณ 3 พันกว่าคน โดยประเทศแอฟริกาใต้มีตัวเลขสูงสุด รองลงมาคือ อังกฤษ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา แต่เมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรแล้วไม่ถึงร้อยละ 1 ดังนั้น หากดูแต่ยอดตัวเลขเพียงอย่างเดียวซึ่งเพิ่มขึ้นสูงทำให้เกิดความกังวล แต่หากดูรายละเอียดจะเห็นว่าหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา หลังจากพบผู้ติดเชื้อรายแรกก็ไม่พบ ผู้สัมผัสก็ไม่มีใครติดเชื้อสักราย
สำหรับไทยก็ยังไม่พบผู้สัมผัสติดเชื้อเช่นกัน สถานการณ์การระบาดของทั่วโลกยังเป็นสายพันธุ์เดลตา ส่วนสายพันธุ์ โอมิครอนจะมาแทนที่เดลตาหรือไม่ต้องจับตาดูกันต่อไป ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกำลังจับตามองและแนะนำด้วยว่า เรากังวลกับสายพันธุ์นี้ได้ แต่ไม่ควรตกใจมากเกินไป
นพ.เฉวตสรรกล่าวต่อว่า สำหรับสถาน การณ์โควิดในไทย สัปดาห์ที่ผ่านมามีตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง ผู้เสียชีวิตขึ้นลง 30-50 คน คาดว่าค่าเฉลี่ยจะลงมาเรื่อยๆ เรายังพบผู้ติดเชื้อในกลุ่มงานบุญ งานประเพณี สถานประกอบการ แต่ไม่ใช่กลุ่มก้อนใหญ่ ซึ่งก็ต้องคอยเตือนให้ระวังตัวไม่ให้วางใจเกินไป แต่ภาพรวมตั้งแต่หลังลอยกระทงก็ไม่พบกลุ่มก้อนที่เกี่ยวเนื่องกัน ถือว่าเป็นความสำเร็จและเป็นความร่วมมือของประชาชนในการป้องกันตนเองในการออกมาร่วมงาน
ส่วนกลุ่มตลาดยังพบเพราะเป็นสถานที่ที่มีคนหลากหลายเข้ามาเกี่ยว ข้อง จึงทำให้ดูเหมือนว่าผู้ป่วยจากตลาดยังพบได้อยู่ ส่วนตัวเห็นว่าทำได้ขนาดนี้ก็น่าพอใจ ขอให้ยกการ์ดสูงต่อเนื่องกันไป
‘ศิริราช’เตือน4เสี่ยงระบาดปลายปี
ด้านศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหา วิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีข้อกังวลจะเกิดขึ้นช่วงปลายปี ว่า ปัจจัยของการท่องเที่ยวช่วงพ.ย.-ธ.ค. คนมีแนวโน้มอยากออกไปพบกัน สังสรรค์ สนุกสนาน ซึ่งต้องย้ำว่า 4 เสี่ยงเมื่อมารวมกันก็จะเป็นความเสี่ยง คือ 1.คนเสี่ยง 2.สถานที่เสี่ยง 3.กิจกรรมเสี่ยง และ 4.ช่วงเวลาเสี่ยง โอกาสที่จะจัดการต่างๆ มักเกิดปัญหาขึ้น ตอนนี้ทั่วโลกเตือนกันหมด เพราะมีประสบการณ์จากปีที่แล้วว่า ช่วงหน้าหนาว คริสต์มาส ปีใหม่ มีโอกาสที่คนสังสรรค์ จะเห็นว่าหลายประเทศในยุโรปหรือญี่ปุ่น เลื่อนการเฉลิมฉลองไปหลังปีใหม่ หรือคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ก็จะไม่ให้เข้าร่วมงาน เป็นอีกทางออกหนึ่งให้คนเข้ารับวัคซีนและมีผลลดความรุนแรงของโรค
“ปีนี้มีจุดกระทบในเรื่องสายพันธุ์ โอมิครอน โชคดีที่ปรากฏตัวตั้งแต่พ.ย. ถ้าปรากฏตัวตอนสัปดาห์ที่ 3 ของธ.ค. คิดว่าแต่ละประเทศกลับตัวไม่ทัน ไม่อยากนึกภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้น หลังจากพบเมื่อวันที่ 24 พ.ย. องค์การอนามัยโลกและหลายประเทศมองว่าจะมาซ้ำเติมช่วงที่มีความเสี่ยงเยอะ จึงรีบออกมาเตือน โดยอาศัยข้อมูลด้านวิชาการเรื่องการกลายพันธุ์ว่าจุดกลายพันธุ์มีแนวโน้มทำให้ระบาดมากขึ้น” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว
ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวอีกว่า เมื่อนักวิจัยหลายประเทศวิเคราะห์จุดกลายพันธุ์จะกระทบ 3 เรื่องที่น่ากังวลหรือไม่ คือ 1.แพร่เร็วขึ้น 2.รุนแรงขึ้น และ 3.วัคซีนเอาอยู่หรือไม่ ล่าสุด มีข้อมูลระดับหนึ่งที่นักวิจัยออกมารายงานผลการศึกษาเฉพาะในห้องวิจัยเกี่ยวกับโอมิครอน ซึ่งยังไม่ใช่ข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นในโลก พบว่า แม้ว่าจุดกลายพันธุ์กว่า 32 ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับโปรตีนหนามที่อาจทำให้แพร่กระจายมากขึ้น
หลายประเทศในยุโรปกำลังวิเคราะห์ว่า ขณะนี้ที่ระบาดเพิ่มขึ้นมากจะเกิดขึ้นจากโอมิครอนมากน้อยอย่างไร แต่กว่า 98% ยังเป็นสายพันธุ์เดลตาอยู่ รวมถึงข้อมูลยังระบุว่า ผู้ที่ติดเชื้อโอมิครอนที่รายงานทั่วโลก พบว่ามีผู้อาการรุนแรง ต้องเข้าไอซียูเพียง 1 รายในแอฟริกา และยังไม่มีการพิสูจน์ผู้เสียชีวิตจากโอมิครอน
“จากการศึกษาจุดกลายพันธุ์ใน โอมิครอน พบสิ่งที่น่าจะเป็นข่าวดีระดับหนึ่ง คือจุดที่มีโอกาสกระตุ้น T Cell ยังคงอยู่กว่า 80% หมายความว่าระบบภูมิคุ้มกันที่จะลดความรุนแรงของโรค น่าจะยังคงอยู่ในระดับหนึ่ง นั่นคือ สำหรับ ผู้ฉีดวัคซีนมาก่อนครบแล้ว ก็น่าจะยัง ลดความรุนแรง เสียชีวิตจากโอมิครอนได้ แต่เรื่องการติดเชื้อ อาจมีประสิทธิภาพ ลดลง” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวและว่า ดังนั้นในโลกความจริงยังไม่มีหลักฐานว่าโอมิครอนจะก่อให้เกิดความรุนแรง
ทั้งนี้ หากมีการเตือนจากนักวิจัยหรือแพทย์ในต่างประเทศ รวมถึงองค์การอนามัยโลกต่างเตือนว่าให้เฝ้าติดตาม อย่าชะล่าใจ เนื่องจากความเป็นห่วงในช่วงธ.ค. ทำให้หลายประเทศออกมาจำกัดกันหมด เช่น สิงคโปร์ อิสราเอล และญี่ปุ่น ประกาศห้ามเดินทางเข้าประเทศ ประเทศอื่นๆ ก็ยกระดับมาตรการสวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง และล้างมือ
ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวด้วยว่า หลายประเทศพูดถึงการกระตุ้นเข็ม 3 เพราะมีรายงานออกมาว่าทำให้ภูมิเพิ่มขึ้นชัดเจน รวมถึงเมื่อเทียบโอมิครอนโดยตรง มีภูมิมากกว่าการฉีดแค่ 2 เข็ม ซึ่งหลายประเทศฉีดเข็ม 3 เน้นในกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงมีคำแนะนำให้ฉีดเข็ม 3 ในกลุ่มเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป แต่ก็ยังอยู่ในกลุ่มที่เสี่ยงต่อความรุนแรงของโรค แต่ไทยเราล้ำหน้ากว่าเขา เพราะเรามีวัคซีนจำนวนมาก และเราก็ฉีดกันกว้างขวางมาก
ย้ำต้องเข้มมาตรการ
เมื่อถามว่าทั่วโลกปรับมาตรการใน ช่วงนี้ แล้วไทยมีมาตรการที่เหมาะสมเพียงพอแล้วหรือไม่ บางคนเสนอไม่ควรเปิดประเทศ ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า วันนี้เราเจอโอมิครอนมา 2-3 สัปดาห์แล้ว ข้อมูลในโลกยังไม่พบหลักฐานว่าก่อให้เกิดความรุนแรง ก็ต้องกลับมาดูมาตรการของไทย หากเข้มงวดจริง มีการดำเนิน 100% มีการกำกับเต็มที่ แต่ยังเอาไม่อยู่ แสดงว่ามาตรการไม่พอ ต้องปรับให้มากขึ้น แต่ขณะนี้มองว่ามาตรการที่ออกมาค่อนข้างดี แต่ยังพบว่ามีเรื่องหลุดรั่ว เช่น ผู้ประกอบการไม่ทำตามมาตรการ หลายแหล่งมีผู้ให้บริการที่ไม่ฉีดวัคซีน
หากเราเข้มมาตรการ เราถึงจะบอกได้ว่ามาตรการพอหรือต้องเพิ่ม แต่ถ้าตราบใดเรายังไม่เข้มงวด แต่ประเมินว่ามาตรการไม่พอ คิดว่าอาจจะไม่ใช่ มิเช่นนั้นเราจะมีมาตรการบางอย่างที่ออกมาเกินความจำเป็น หรืออาจมีบางมาตรการช้ากว่าความจำเป็น ดังนั้น ตอนนี้ต้องเร่งประเมินมาตรการทันที ทำให้เข้มงวดทันที เพื่อประเมินสถาน การณ์จริง
“ในกลุ่มผู้เดินทางเข้าประเทศ เราเผลอไม่ได้ เพราะโอมิครอนไปกว่า 57 ประเทศเป็นอย่างน้อย ซึ่งข้อมูลคนเข้าไทยแต่ละวันก็มาจากประเทศที่พบแล้วทั้งนั้น ต้องคิดไว้ก่อนว่าคนเหล่านี้มีโอกาสนำเชื้อ เข้ามา เราต้องกักตัว ตรวจ RT-PCR ถอดเชื้อหาสายพันธุ์ ควบคู่กับการกระชับชายแดนให้ดี เพราะปีที่แล้วใกล้ปีใหม่ มีงานเยอะ มีแรงงานเข้ามาเยอะ ปีนี้เราประกาศเปิดประเทศ คาดเดาได้ว่าจะมีคนเข้ามา แต่ต้องมีมาตรการติดตามดูแล เข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่หรือ ติดเชื้อ” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว
‘บิ๊กตู่’ลงใต้-จ่อเปิดชายแดนทางบก
ด้านน.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยผ่านพอดแคสต์รายการ “รัฐบาลเล่าเรื่อง โดยนารีสโมสร” ว่า ในสัปดาห์หน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มีภารกิจสำคัญๆ หลายเรื่อง โดยวันที่ 13 ธ.ค.นี้ นายกฯจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ครั้งที่ 20/2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล
ซึ่งมีเรื่องเด่นเรื่องหนึ่งที่หลายคนกำลังติดตาม คือการจะพิจารณาเปิดด่านชายแดนทางบกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ คาดการณ์กันว่าจะสามารถเปิดด่านดังกล่าว ได้วันที่ 16 ธ.ค.นี้ แต่เนื่องจากเกิดสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ทำให้คงต้องมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวในรายละเอียดมากขึ้น จึงขอให้ทุกคนติดตามผลการประชุมศบค.ชุดใหญ่ ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อกรณีของด่านชายแดนทางบกในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
นอกจากนี้นายกฯจะเดินทางไปยังจ.ยะลา และปัตตานี ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ เพื่อร่วมประชุมกับศอ.บต. และส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จ.ยะลา จากนั้นนายกฯจะไปพบปะประชาชนในจ.ปัตตานีด้วย
หมอยงแนะบูสต์วัคซีนสู้โอมิครอน
ด้าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่องโควิด-19 การเตรียมรับมือกับโอมิครอนว่า “เป็นที่ทราบแน่ชัดแล้วว่าโอมิครอนสามารถติดต่อได้ง่าย และทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนที่ใช้ลดลง หรือพูดง่ายๆ ก็คือว่าต้องการภูมิต้านทานที่สูงขึ้นในการต่อสู้กับโอมิครอน ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วถึงแม้ว่าติดเชื้อจะไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย
การเตรียมรับมือกับโอมิครอนจะต้องให้ทุกคนมีภูมิต้านทานต่อโควิด ดังนั้นจะต้องให้วัคซีนอย่างน้อย 2 เข็มให้กับประชากรหมู่มากให้ได้เร็วที่สุด และใครที่ได้รับครบ 2 เข็มมาแล้วอย่างน้อย 3 เดือน ควรได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อให้ภูมิต้านทานสูงขึ้น รองรับสายพันธุ์โอมิครอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ขณะนี้และต่อไป วัคซีนในประเทศไทยมีจำนวนมากเพียงพอ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการที่ให้กับประชากรในกลุ่มที่ควรจะได้รับวัคซีนทุกคน และเพียงพอในการกระตุ้นเข็มที่ 3 ส่วนประชากรกลุ่มเด็ก กำลังรอวัคซีน ที่ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอนุมัติให้เร็วที่สุด เพื่อจะให้ได้ครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
เมื่อคนส่วนใหญ่มีภูมิต้านทาน ไม่ว่าจะเกิดจากการติดเชื้อหรือฉีดวัคซีน เมื่อสายพันธุ์โอมิครอนเข้ามาสู่ประเทศไทย ถึงแม้จะมีการติดเชื้อ ส่วนใหญ่ก็จะมีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ แล้วในที่สุดโรคนี้ก็จะเป็นแบบโรคทางเดินหายใจที่พบได้”
ภูเก็ตติดเชื้อใหม่ 68
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 68 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในจังหวัด 64 ราย ผู้ติดเชื้อ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 1 ราย ผู้ติดเชื้อ Test&Go 3 ราย ผู้ติดเชื้อยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาล 781 ราย หายป่วยกลับบ้าน 115 ราย ผู้ติดเชื้อสะสม 17,802 ราย แบ่งเป็นติดเชื้อในจังหวัด 17,658 ราย ผู้ติดเชื้อโครงการรับกลับมารักษา 42 ราย ผู้ติดเชื้อรับจากต่างจังหวัด 13 ราย ผู้ติดเชื้อลูกเรือต่างประเทศ 19 ราย ผู้ติดเชื้อต่างประเทศ 17 ราย ผู้ติดเชื้อแซนด์บ็อกซ์ 271 ราย ผู้ติดเชื้อ Test&Go 38 ราย ผู้เสียชีวิตสะสม 139 ราย
จากการตรวจเชิงรุกผลตรวจ ATK อ.เมือง ตรวจเชิงรุก 83 ราย พบ 2 ราย, อ.กะทู้ ตรวจเชิงรุก 38 ราย ไม่พบ สรุป ผู้เข้าข่ายรายใหม่ตรวจเชิงรุก ATK 2 ราย ยอดคงเหลือของผู้เข้าข่ายกักตัว 90 ราย
สงขลาวุ่นคลัสเตอร์งานศพ
สำนักงานสาธารณสุข จ.สงขลา รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 226 ราย ผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่เดือน เม.ย. 64 เพิ่มยอด 65,124 ราย ผู้เสียชีวิต 4 ราย เสียชีวิตสะสม 283 ราย นอนรักษาในโรงพยาบาล 3,500 ราย ผู้ติดเชื้ออาการรุนแรงลดลง มีผู้ได้รับฉีดวัคซีนร้อยละ 74.5 ของกลุ่มเป้าหมาย 1.48 ล้านราย ผู้ยังไม่ได้รับวัคซีนประมาณ 220,000 ราย กระจายทุกอำเภอ โดยตัวเลขยังสูงใน 4 อำเภอชายแดนภาคใต้
พื้นที่ที่ยังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่จากกลุ่มและพื้นที่เดิมคือ อ.หาดใหญ่ จะนะ เมือง สิงหนคร รัตภูมิ และกลุ่มสัมผัสผู้ป่วยยืนยันในพื้นที่ ตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจและกลุ่มสัมผัสผู้ป่วยเสี่ยงสูงในตลาด และมีคลัสเตอร์ใหม่งานศพที่อ.รัตภูมิ เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนโรค
ด้านนพ.สงกรานต์ ไหมชุม นายแพทย์สาธารณสุขสงขลากล่าวว่า สถานการณ์ โควิด-19 ในจ.สงขลา แนวโน้มลดลง เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตประจำได้ปกติและรับการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยว ขอให้ประชาชน หน่วยงานต่างๆ ยึดมาตรการ V-U-C-A อย่างเคร่งครัด
เชียงใหม่ดับโควิดแล้ว 148
คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 87 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในจังหวัด 85 ราย ส่วนอีก 2 ราย เป็นผู้ติดเชื้อจากต่างจังหวัด ผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่เดือนเม.ย. 2564 จำนวน 27,681 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย เสียชีวิตสะสม 148 ราย ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลทุกประเภท 1,683 ราย รักษาหายเพิ่ม 128 ราย รักษาหายสะสม 25,828 ราย ส่วนการตรวจ ATK วันนี้ 842 ราย พบมีผลบวก 87ราย
ส่วนการบริหารจัดการวัคซีนจังหวัดเชียงใหม่ มีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว 1,506,763 คน หรือร้อยละ 87.13 จากประชากรจังหวัดเชียงใหม่
เจออีก 6 คลัสเตอร์ใหม่
จ.เชียงใหม่ พบผู้ติดเชื้อ 87 ราย มาจากต่างจังหวัด 2 ราย และเป็นผู้ติดเชื้อภายในจังหวัด ซึ่งมาจากคลัสเตอร์ใหม่ 6 คลัสเตอร์ ได้แก่คลัสเตอร์บริษัทเชียงใหม่โฟรเซ่นฟู้ดส์ จำกัด สาขา 1 ตำบลหนองจ๊อม อ.สันทราย 5 ราย, คลัสเตอร์บริษัทออนสมูทไทย หมู่ 7 ตำบลท่าวังตาล อ.สารภี 2 ราย, คลัสเตอร์ร้านแจ่มฟ้าเซฟมาร์ท สาขาสารภี 2 ราย,
คลัสเตอร์กลุ่มเพื่อนแข่งรถวิบาก อ.แม่ออน 1 ราย, คลัสเตอร์บริษัทแม่ริมเทอเรซรีซอร์ท จำกัด อ.แม่ริม 1 ราย และคลัสเตอร์ร้านดวงทวียนต์ อ.ไชยปราการ 1 ราย ทีมควบคุมโรคในทุกพื้นที่ลงสอบสวนโรค ตรวจคัดกรองเชิงรุกแยกกลุ่มเสี่ยงสูง กลุ่มเสี่ยงต่ำ และฆ่าเชื้อในพื้นที่แล้ว
ทั้งนี้พบการติดเชื้อคลัสเตอร์เดิม 2 ราย จากคลัสเตอร์หมู่ 2 ตำบลสันโป่ง อ.แม่ริม และคลัสเตอร์คลังสินค้า CP All ตำบลฟ้าฮ่าม อ.เมืองเชียงใหม่ คลัสเตอร์ละ 1 ราย
สำหรับผู้เสียชีวิตมี 2 ราย ล้วนเป็น ผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัว และยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อน จึงทำให้มีอาการหนักและเสียชีวิตในเวลาที่รวดเร็วหลังจากติดเชื้อ ดังนั้นขอให้กลุ่มเสี่ยงสูงทุกคนต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดยเร็ว เพื่อลดอาการรุนแรงของโรคจนอาจทำให้เสียชีวิตได้
ลำปางปิดหมู่บ้านสบเติ๋น 14 วัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.ลำปาง พบผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ 17 ราย ซึ่งเป็นคลัสเตอร์ครอบครัวบ้านหนองยาง ต.ชมพู อ.เมืองลำปาง 3 ราย แยกเป็นอ.ห้างฉัตร 2 ราย อ.งาว 1 ราย คลัสเตอร์บ้านสบเติ๋น ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ 11 ราย และผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ 3 ราย แยกเป็นอ.เมืองลำปาง 2 ราย และ อ.งาว 1 ราย อยู่ระหว่างสอบสวนโรค ในพื้นที่อ.แม่เมาะ
สำหรับคลัสเตอร์เกษตรกรรมเกี่ยวข้าว ตีข้าว บ้านสบเติ๋น พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 11 ราย ยอดผู้ป่วยติดเชื้อสะสม ต.สบป้าด 63 ราย ต.จางเหนือ 39 ราย ต.แม่เมาะ และ ต.นาสัก แห่งละ 10 ราย
ทั้งนี้ บ้านสบเติ๋นพบผู้ป่วยรายแรก เป็นหญิง เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา กลุ่ม ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR 142 ราย ตรวจพบเชื้อ 30 ราย สำหรับผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 1,418 ราย ด้วยวิธี ATK พบติดเชื้อ 22 ราย ล่าสุดตรวจรอบสอง พบผู้ป่วยติดเชื้ออีก 11 ราย รวมคลัสเตอร์พบผู้ป่วยติดเชื้อกว่า 63 ราย
ด้านนางจันทร์ศรี วงศ์อ้าย ผู้ใหญ่บ้านบ้านสบเติ๋น และคณะกรรมการหมู่บ้านประกาศปิดหมู่บ้าน ห้ามคนเข้า-ออก 14 วัน ยกเว้นมีเหตุจำเป็นต้องแจ้งคณะกรรมการหมู่บ้านและอสม. โดยตั้งจุดตรวจคัดกรองบริเวณหน้าร.ร.บ้านสบเติ๋น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรค ติดเชื้อโควิด-19
สำหรับ อ.งาว พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1 ราย เป็นหญิง อายุ 66 ปี ชาว ต.แม่ตีบ อยู่ระหว่างสอบสวนโรค มีผู้ป่วยติดเชื้อสะสม 48 ราย รักษาหายแล้ว 43 ราย อยู่ระหว่างรักษา 4 ราย เสียชีวิตสะสม 1 ราย
ขณะเดียวกัน โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 85 (บ้านห้วยทาก) ต.บ้านหวด อ.งาว ประกาศปิดโรงเรียนออกไปอีกจนถึงวันที่ 20 ธ.ค.64 นี้ หรือจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น หลังจากประกาศปิดโรงเรียนมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 6-9 ธ.ค.64 เนื่องจากครูที่โรงเรียนติดเชื้อโควิด 3 ราย หลังกลับจากการฝึกอบรม เพื่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียน และบุคลากรและชาวบ้านด้วย
ลพบุรีฉีดวัคซีนแล้ว 72%
ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี รายงานว่า พบผู้ป่วยเพิ่ม 25 ราย เป็นหญิง 12 ราย และชาย 13 ราย แยกเป็นอ.พัฒนานิคม 10 ราย อ.โคกสำโรง 7 ราย อ.บ้านหมี่ 3 ราย อ.โคกเจริญ 2 ราย อ.ท่าวุ้ง 2 ราย และอ.ท่าหลวง 1 ราย ติดเชื้อสะสม 10,072 ราย เสียชีวิตสะสม 262 ราย
มีผู้ได้รับวัคซีนจากการฉีดวัคซีนในจังหวัด 396,209 ราย และผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนจากนอกจังหวัด 157,152 ราย รวมมีผู้ได้รับวัคซีน 553,361 ราย คิดเป็น 72.76%