สาวไทยรับเชื้อจากสามีนักบิน
ปรับมาตรการทันที-กฎกักตัว
‘บิ๊กตู่’ปลื้มฉีดครบ100ล.โดส
อย.อนุมัติไฟเซอร์5-11ขวบ

พบรายแรกติดเชื้อโอมิครอนในประเทศ เป็นสาวไทยติดจากสามีนักบินโคลัมเบีย เดินทางมาจากไนจีเรีย ฉีดแอสตร้าฯ 2 เข็มแล้ว เปิดไทม์ไลน์มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 1 ราย เป็นโชเฟอร์แท็กซี่ ผลตรวจเป็นลบ สธ.ย้ำยังไม่พบระบาดในประเทศ พบผู้ติดเชื้อมาจากต่างประเทศ 1 ใน 4 เป็นโอมิครอน ‘อนุทิน’เผยยอดป่วยโอมิครอนแล้ว 63 ราย เล็งทบทวนมาตรการเข้าประเทศ จ่อชงศบค.ยกเลิกเทสต์แอนด์โก หันไปใช้การกักตัวเพิ่มขึ้น โอมิครอนระบาดหนักลามแล้ว 89 ประเทศ ไทยฉีดวัคซีนครบ 100 ล้านโดส แล้ว อย.ไฟเขียวไฟเซอร์ฉีดเด็ก 5-11 ขวบ ตัวแรกในไทย

‘โอมิครอน’ลาม 89 ประเทศ

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แถลงสถานการณ์โรค โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนว่า ขณะนี้มีการรายงานพบเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนแล้ว 89 ประเทศ ซึ่งจริงๆ อาจมีมากกว่านี้ เนื่องจากบางประเทศไม่สามารถตรวจแบบถอดรหัสพันธุกรรมได้ ส่วนสหรัฐอเมริกาพบแล้ว 36 รัฐ สำหรับสายพันธุ์ย่อยโอมิครอนขณะนี้พบ 3 สายพันธุ์ ส่วนใหญ่ยังเป็น BA1 จำนวน 6 พันกว่าราย BA2 พบ 18 ราย และ BA3 พบ 5 ราย ทั้งนี้ ยังยืนยันว่าการตรวจหาโอมิครอนด้วยสูตรของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในการตรวจเบื้องต้น 5 ตำแหน่ง ยังคงสามารถ ตรวจหาโอมิครอนและสายพันธุ์ย่อยพบ สำหรับการประเมินการแพร่กระจายการระบาด ของโรค หรือค่า R0 ที่ผู้ติดเชื้อ 1 คนจะทำให้คนปกติติดเชื้อกี่คนนั้น มีการศึกษาจากต่างประเทศ พบว่าตอนสายพันธุ์อู่ฮั่นค่าอยู่ที่ 2.5 สายพันธุ์เดลตาอยู่ที่ 6.5 ถือว่าไวขึ้น ส่วนโอมิครอนเพิ่มขึ้นเป็น 8.54 ถือว่าเร็วกว่าเดลตา สุดท้ายอาจเบียดเดลตาไปได้ แต่อาจต้องใช้เวลา

“ส่วนความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ข้อมูลจากแอฟริกาใต้ พบว่า การระบาดเพิ่มขึ้น ค่อนข้างเร็ว แต่เมื่อไปดูอัตราการนอนร.พ. ป่วยหนักและเสียชีวิตยังไม่เห็นเพิ่มขึ้นจากเดิม อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โอมิครอนอาจมีผลต่อประสิทธิผลของวัคซีน ป้องกันอาการรุนแรงลดลง แต่ไม่กระทบต่อ T Cell และ B Cell ซึ่งสำคัญ ต่อการป้องกันเชื้อ การฉีดวัคซีนบูสเตอร์ โดยจะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของวัคซีน ซึ่งประเทศไทยพยายามกระตุ้นให้รับวัคซีนเข็ม 3 ถือเป็นนโยบายที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะกระตุ้น ด้วยไวรัลเวกเตอร์ หรือ mRNA ถ้าบูสต์ จะเกิดภูมิมากขึ้นเพียงพอ อย่างงานวิจัยของฮ่องกง การฉีดวัคซีน mRNA พบประสิทธิผลต่อโอมิครอนลดเหลือ 30% แต่พอบูสต์ก็กลับขึ้นมา 70% ทั้งนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังเพาะเชื้อขึ้นมาได้มากพอสมควร และ จะนำมาทดลองภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนสูตรต่างๆ ว่ายับยั้งเชื้อโอมิครอนมากน้อยแค่ไหน คาดว่าปีใหม่จะได้ผลออกมา”

ไทยติดโอมิครอนแล้ว 63

นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า สถานการณ์โอมิครอน ในประเทศไทย จากการตรวจสายพันธุ์ระหว่าง วันที่ 11-19 ธ.ค.2564 จำนวน 1,595 ตัวอย่าง ส่วนใหญ่ยังเดลตา 1,541 ราย คิดเป็น 6.61% อัลฟา 1 ตัวอย่าง คิดเป็น 0.06% เบตา 1 ตัวอย่าง คิดเป็น 0.06% และโอมิครอน 52 ตัวอย่าง คิดเป็น 3.26% เมื่อรวมกับที่ตรวจก่อนหน้านี้ ทำให้พบโอมิครอนแล้ว 63 ราย ซึ่งคอนเฟิร์มว่าใช่แล้ว 20 ราย แต่ยังเป็น ผู้เดินทางเข้าประเทศทั้งหมด ขณะนี้พบว่า ผู้ติดเชื้อจากการเดินทางเข้าประเทศเมื่อนำมาตรวจสายพันธุ์พบว่า 1 ใน 4 เป็นโอมิครอน ถือว่าเพิ่มค่อนข้างเร็ว

“สรุปว่าพบการติดเชื้อโอมิครอนค่อนข้างเร็วในสัปดาห์ที่ผ่านมา สอดคล้องกับสถานการณ์ โลก โดยทุกรายยังเชื่อมโยงการเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ ยังไม่มีการติดเชื้อในประเทศ โดยผู้เดินทางเข้าประเทศทุกระบบ ที่พบติดเชื้อ พบว่าเป็นโอมิครอน 1 ใน 4 หรือ 25% ทั้งนี้ พบว่ามี 1 ราย ที่ตรวจ RT-PCR ก่อนมาไทย 72 ชั่วโมง ผลเป็นลบ พอมา ถึงเมืองไทยตรวจอีกครั้งผลยังเป็นลบ ตามคอนเซ็ปต์ Test&Go จึงปล่อยตัว แต่ 2-3 วัน ป่วยมาตรวจ ก็ตรวจพบสายพันธุ์โอมิครอน อาจเกิดจากติดเชื้อวันแรกเมื่อมาจากประเทศต้นทาง จึงยังอยู่ในช่วงระยะฟักตัว ทำให้หลุดไปได้ จึงต้องพิจารณาปรับมาตรการ Test&Go เพราะถ้ามีกรณีหลุดแบบนี้ แล้วเกิดไม่มีอาการ ป่วย ไม่เข้า ร.พ.ก็อาจหลุด และติดเชื้อในประเทศได้ ย้ำว่าการตรวจจับสายพันธุ์แบบเบื้องต้นและแบบยืนยัน ยังตรวจจับโอมิครอนได้ ไม่มีหลุดรอด การบูสเตอร์ด้วยวัคซีนยังจำเป็น ไม่ว่าฉีดสูตรไหน ต้องบูสเตอร์โดยเร็ว และใครยังไม่ฉีดแม้สักเข็มก็ควรรีบมาฉีดให้มีภูมิเพิ่มขึ้น” นพ.ศุภกิจกล่าว

ด้านนพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค สธ. แถลงว่า ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ผู้มีอาการหนัก และเสียชีวิตลดลงต่อเนื่อง แต่ยัง พบกลุ่มก้อนเล็กๆ กระจายหลายจังหวัด โดยเฉพาะสถานประกอบการ กทม.และปริมณฑล ตลาด แรงงานต่างด้าวบางส่วน แคมป์คนงาน โรงเรียน รวมทั้งการจัดกิจกรรม ต่างๆ งานเลี้ยงรื่นเริง งานศพ งานบุญ ส่วนสายพันธุ์โอมิครอนขณะนี้พบ 63 ราย ยืนยันแล้ว 20 ราย กรณีผู้ติดเชื้อรายแรก ชาวอเมริกันเดินทางมาจากสเปน ไม่มีอาการตั้งแต่เข้าประเทศไทย ขณะนี้รักษาหายออกจากร.พ.แล้ว ถือว่าครบกำหนดกักตัวและปลอดภัยแล้ว แต่จะติดตามอาการต่อเนื่อง ส่วนผู้สัมผัสที่เป็นพนักงานโรงแรมทำหน้าที่เสิร์ฟอาหารผลตรวจไม่พบเชื้อ

ติดแล้ว 63 – นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สธ. และนพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา ร่วมแถลงข่าวสถานการณ์โควิดสายพันธุ์ “โอมิครอน” เผยพบผู้ติดเชื้อแล้ว 63 ราย เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข

พบติดโอมิครอนรายแรกในไทย

นพ.จักรรัฐกล่าวต่อว่า ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อโอมิครอนในประเทศรายแรก แต่เป็นการติดเชื้อจากผู้เดินทางเข้าประเทศ ยังไม่พบการระบาดกลุ่มก้อน หรือยังไม่พบรายแรกที่ทำให้เกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในประเทศ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นคู่สามีภรรยา โดยสามี เป็นนักบินชาวโคลัมเบีย อายุ 62 ปี มีโรค เบาหวาน รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม เดินทางจากไนจีเรียเข้าประเทศไทยวันที่ 26 พ.ย. ในระบบแซนด์บ็อกซ์ กทม. ผลตรวจ RT-PCR ลบ ซึ่งสามารถเดินทางออกนอกโรงแรมภายใต้การควบคุมกำกับ โดยวันที่ 29 พ.ย. เช่ามอเตอร์ไซค์ขับไปตรวจตาที่ร.พ.แห่งหนึ่ง ซื้อของร้านค้าใกล้โรงแรม ไปรับประทาน มื้อเที่ยงในห้าง ซึ่งใส่หน้ากากตลอดทั้งหมด วันที่ 30 พ.ย.อยู่โรงแรมตลอด

วันที่ 1 ธ.ค. ไปฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็ม 3 ร.พ.เอกชนแห่งหนึ่ง รู้สึกเริ่มมีไข้ ตัวร้อน วันที่ 2 ธ.ค. ซื้อ ATK มาตรวจผลเป็นลบ แต่ยังมีไข้ จึงไปพบแพทย์ที่ร.พ.แรกอีกครั้ง แพทย์จึงตรวจโรคที่มีไข้ ทั้งไข้เลือดออก มาลาเรีย ผลเป็นลบหมด เอกซเรย์ปอดไม่มีปัญหา วันที่ 3 ธ.ค.อยู่ครบกำหนดออกจากโรงแรม โดยรถโรงแรมมาส่งที่ห้าง แวะร้านสะดวกซื้อส่งกลับบ้านที่ปทุมธานี ซึ่งอยู่กับภรรยา โดยขณะมีไข้ ภรรยาดูแลตลอด

วันที่ 4 ธ.ค. อยู่บ้านเริ่มมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ภรรยาดูแลคนเดียว วันที่ 6 ธ.ค. ภรรยาซื้อ ATK มาตรวจผลยังเป็นลบ วันที่ 7 ธ.ค. อาการไม่ดีขึ้น เหนื่อยมากขึ้น ภรรยาพาไปร.พ.ที่ฉีดวัคซีน โดยนั่งแท็กซี่ไป ผลตรวจ RT-PCR เป็นบวกโควิด ส่งตรวจสายพันธุ์ ส่วนภรรยากลับไปกักตัวที่บ้าน วันที่ 10 ธ.ค. ภรรยาไปตรวจโควิดที่ร.พ.ใกล้บ้าน ผลเป็นบวก และผลตรวจสายพันธุ์สามีออกมาว่าเป็นโอมิครอน ภรรยาจึงต้องบอกแพทย์ว่าสงสัยติดโอมิครอนจากสามี จึงส่งตรวจตัวอย่างภรรยาพบโอมิครอนเช่นกัน และการตรวจยืนยันรหัสพันธุกรรมทั้งตัว พบโอมิครอนทั้งคู่ ภรรยาจึงน่าจะเป็นคนแรกของเมืองไทยที่ติดเชื้อจากสามีเดินทางจาก ต่างประเทศ ถือว่าติดเชื้อรายแรกในไทย

“จากการติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูง บนเครื่องบนไม่มี เพราะสามีนั่งห่างจากคนอื่น ส่วนระหว่างอยู่แซนด์บ็อกซ์ เมื่อออกไปข้างนอกใส่หน้ากากตลอด จึงไม่มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ช่วงอยู่บ้าน สามีและภรรยาก็ไม่ได้ออกไปข้างนอก จึงไม่มีเสี่ยงสูง จะมีเพียง คนขับแท็กซี่ 1 คน ซึ่งกักตัวเรียบร้อยแล้ว จะครบวันที่ 22 ธ.ค.นี้ โดยผลตรวจครั้งแรกลบ และจะตรวจครั้งที่ 2 วันที่ 22 ธ.ค. ซึ่งคาดว่าเป็นลบ เพราะใส่หน้ากากตลอดเวลา ส่วนกลุ่มเสี่ยงต่ำอื่นๆ ที่โรงแรม ร.พ. หรือห้างสรรพสินค้า จะติดตามต่อจนครบ 14 วันทั้งหมด เท่าที่ติดตามไม่มีใครมีอาการป่วย‘ นพ.จักรรัฐกล่าว

นพ.จักรรัฐกล่าวด้วยว่า ในรายของสามีชาวโคลัมเบียตอนอยู่ร.พ.เริ่มมีอาการเชื้อลงปอด มีไอมากขึ้น เหนื่อยมากขึ้น แต่ยังไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ อาการยังไม่รุนแรง ล่าสุด ถามแล้วอาการดีขึ้น ไม่ต้องใส่ออกซิเจนแล้ว ซึ่งสาเหตุที่มีอาการน่าจะมาจากมีโรคประจำตัวด้วย ส่วนภรรยาไม่มีอาการ ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อโอมิครอนที่ตรวจพบ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีอาการ หรือเล็กน้อย ปวดหัว ตัวร้อน ไอเล็กน้อย

ชงยกเลิก‘เทสต์แอนด์โก’

นพ.จักรรัฐกล่าวด้วยว่า ขณะนี้สายพันธุ์โอมิครอนพบใน 89 ประเทศ โดยการติดเชื้อโอมิครอนเพิ่ม 2 เท่าในช่วง 3 วันที่ผ่านมา หลายประเทศเริ่มมีมาตรการควบคุมป้องกันไม่ให้การระบาดกระจายวงกว้าง เช่น เยอรมนีชะลอคนเดินทางต่างประเทศ เนเธอร์แลนด์ล็อกดาวน์บางธุรกิจเพื่อลดการระบาดช่วงคริสต์มาส ปีใหม่ สำหรับประเทศไทยตัวเลขการติดเชื้อยืนยัน อาการหนัก และเสียชีวิตลด แต่คนที่เดินทางมาจากต่างประเทศพบติดเชื้อสูงขึ้น 2 เท่า โดยช่วงพ.ย. เดินทางเข้ามา 133,061 คน ติดเชื้อ 171 คน คิดเป็น 0.13% โดยเฉพาะระบบ Test&Go เข้ามา 106,211 คน ติดเชื้อ 83 คน คิดเป็น 0.08% ขณะที่วันที่ 1-19 ธ.ค. เข้ามา 146,781 คน ติดเชื้อ 348 คน คิดเป็น 0.22% โดย Test&Go เข้ามา 126,649 คน ติดเชื้อ 204 คน คิดเป็น 0.15%

“ช่วง 19 วันของธ.ค.ผู้เดินทางเข้าประเทศเยอะกว่าพ.ย.ทั้งเดือน อย่างระบบ Test&Go เข้ามาเพิ่มจนเป็นวันละ 1 หมื่นคน ส่วนแซนด์บ็อกซ์ประมาณ 1 พันคนต่อวัน สำหรับผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศส่วนใหญ่ยังเป็น เดลตา เจอโอมิครอนประมาณ 1 ใน 4” นพ.จักรรัฐกล่าว

นพ.จักรรัฐกล่าวว่า การพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 2 เท่าของ Test&Go กระทรวงสาธารณสุข จึงจัดทำข้อเสนอศปก.ศบค. เพื่อเสนอศบค.ต่อในการชะลอการเดินทางเข้าประเทศ รูปแบบ Test&Go ทุกประเทศ ไปจนหลัง ปีใหม่ เพื่อชะลอการเข้ามาของโอมิครอน เพราะไม่อยากให้การจัดกิจกรรมเทศกาล ช่วงนี้ในประเทศมีการติดเชื้อระบาดเพิ่มเติมมากนัก เพื่อให้คนไทยมีความสุขฉลองปีใหม่ โดยอาจใช้ระบบแซนด์บ็อกซ์และกักตัว 7 วัน 10 วันแทน โดยอาจชะลอ Test&Go จนไปเปิดพร้อมกับผับบาร์ เนื่องจากโอมิครอนติดเชื้อค่อนข้างเร็ว น่าจะตรวจเจอในช่วง 7 วัน เมื่อตรวจจากต้นทาง 3 วันก่อนเดินทาง และมาตรวจที่เราในช่วง 7 วัน รวมเป็น 10 วัน ก็น่าจะเพียงพอที่จะตรวจเจอ

“การจะชะลอโอมิครอนเราต้องทำ 3 อย่าง คือลดคนเดินทางเข้ามา โดยเฉพาะ Test&Go หากเข้าไปอยู่ในระบบแซนด์บ็อกซ์หรือกักตัวก็จะติดตามได้ ต่อมาคือเร่งฉีดวัคซีน ทั้งคนที่ยังไม่ฉีดและกระตุ้นเข็ม 3 เพราะอย่างอเมริกา ฉีดเปอร์เซ็นต์น้อย หรืออังกฤษที่ฉีดครบเร็ว ภูมิตกไว ยิ่งไม่ใส่หน้ากาก โอมิครอนแพร่เร็ว ก็มีโอกาสไปเจอคนที่ไม่ฉีดหรือภูมิตกได้มาก ก็มีโอกาสอาการรุนแรงเสียชีวิต ดังนั้น เราต้องบูสต์ให้ทัน และสุดท้ายคือใส่หน้ากาก” นพ.จักรรัฐกล่าว

แจง 2 คลัสเตอร์แสวงบุญซาอุฯ

นพ.จักรรัฐกล่าวถึงการตรวจพบโควิด สายพันธุ์โอมิครอนจากคลัสเตอร์ผู้เดินทางกลับ มาจากซาอุดีอาระเบียว่า คลัสเตอร์ผู้เดินทางกลับจากประกอบพิธีกรรมทางศาสนาประเทศ ซาอุดีอาระเบียมี 2 คลัสเตอร์ โดยคลัสเตอร์แรกพบติดเชื้อ 3 ราย ซึ่งวันที่ 13-14 ธ.ค. พบกลุ่มเดินทางกลับจากซาอุฯ มาถึงไทย เข้าโรงแรมจ.ภูเก็ตในระบบ Test & GO 133 ราย ตรวจ RT-PCR พบติดเชื้อ 3 คน ส่งตรวจหาสายพันธุ์ พบเดลตา 2 ราย และโอมิครอน 1 ราย เป็นชายไทยอายุ 36 ปี มีอาการเล็กน้อย ปวดศีรษะ คัดจมูก ประวัติรับวัคซีน 3 เข็ม คือ ซิโนแวค ซิโนแวค ไฟเซอร์ ถือว่าอาการน้อย มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 1 ราย เป็นเพื่อนนอนร่วมห้อง ขณะนี้รักษาตัวร.พ.แห่งหนึ่งในจ.ปัตตานี

ส่วนอีก 2 รายที่พบเดลตา รายแรกเป็นชายไทย 48 ปี มีอาการไข้ จมูกไม่ค่อยได้กลิ่น รักษาอาการดีขึ้น ส่งกลับรักษาที่บ้านต่อ ประวัติ รับแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม พบเสี่ยงสูง 2 ราย และอีกรายเป็นหญิงไทยอายุ 40 ปี ไม่มีอาการ ได้รับแอสตร้าฯ 2 เข็ม มีสามีเดินทางไป ด้วยกัน จึงเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง กักตัวที่ร.พ. ทั้ง 133 รายมีการสัมผัสใกล้ชิด จึงเป็นผู้สัมผัส เสี่ยงสูง 4 ราย เสี่ยงต่ำ 126 ราย จะมีการติดตามอาการจนครบ 14 วันในวันที่ 27 ธ.ค.นี้ ผลตรวจ RT-PCR ยังเป็นลบทั้งหมด จะติดตามครั้งที่ 2

“ขณะอยู่ที่ต่างประเทศมีการสัมผัสใกล้ชิดค่อนข้างมาก จึงเป็นอีกเหตุผลที่เน้นย้ำคนไทยไปต่างประเทศ ขณะพำนัก หรือเดินทาง ต้องเข้มมาตรการป้องกันตนเองสูงสุดตลอดเวลา สวมหน้ากากตลอด คิดเสมอว่าคนรอบข้างอาจติดเชื้อ” นพ.จักรรัฐกล่าว

นพ.จักรรัฐกล่าวต่อว่า ส่วนอีกคลัสเตอร์มีคณะเดินทางกลับมา 31 คน เดินทางถึงไทยวันที่ 15 ธ.ค. เข้าระบบ Test & Go ตรวจหาเชื้อพบผลบวก 14 ราย ส่งตรวจสายพันธุ์พบสงสัยโอมิครอน วันที่ 19 ธ.ค. ตรวจหาเชื้อเพิ่มเติม เจอติดเชื้ออีก 2 ราย และวันที่ 20 ธ.ค. ตรวจผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นผู้เดินทางกลับมาด้วยกัน เจอติดเชื้ออีก 2 ราย ที่ร.พ.อยุธยา รวมทั้งหมด 18 ราย โดยสรุปคลัสเตอร์นี้ 31 ราย เดินทางมาจ.นนทบุรี 15 ราย เจอติดเชื้อ 9 ราย เป็นโอมิครอน 3 ราย เดลตา 5 ราย รอสายพันธุ์ 1 ราย และเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 6 ราย กำลังกักตัวใน LQ, ปทุมธานี เดินทางมา 5 ราย ติดเชื้อ 2 ราย เป็นโอมิครอน 1 คน รอผลสายพันธุ์ 1 ราย และสัมผัสเสี่ยงสูง 3 ราย, พระนครศรีอยุธยา เดินทางมา 8 ราย ติดเชื้อ 4 ราย เป็นโอมิครอน 1 ราย เดลตา 1 ราย และผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 4 ราย นอกจากนี้ ยังมีไปนครราชสีมา 1 ราย ตรวจเจอโอมิครอน และกทม. 2 ราย เป็นเดลตา 2 ราย นอกจากนี้ จะติดตามสอบสวนเพิ่มเติมบนเครื่องบินด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 คลัสเตอร์ยังพบผู้ติดเชื้อและเสี่ยงสูงในกลุ่มเดินทาง ยังไม่ระบาดนอกกลุ่มเดินทาง

สธ.วอนช่วยลดระบาดช่วงปีใหม่

“ช่วงปีใหม่ขอความร่วมมือลดการระบาดโรคโควิด ชะลอการระบาดสายพันธุ์โอมิครอน ในประเทศ ช่วยกันดูแลตนเองป้องกันคนในครอบครัว รีบไปรับวัคซีน คนที่ฉีดเข็มสองครบ 4 เดือนให้รับมาบูสต์ ขอความร่วมมือชะลอการเดินทางต่างประเทศช่วงปีใหม่และหลังปีใหม่ เพราะหลายประเทศในยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลางระบาดมาก หากจำเป็นจริงๆ ต้องดูแลตัวเอง สวมหน้ากากตลอดเวลา ไม่นำเชื้อมาแพร่ครอบครัว คนไทยที่ไปต่างประเทศแล้วเข้า Test & Go ช่วงหลายวันที่ผ่านมา แม่ตรวจครั้งแรกเป็นลบ แต่ควรระวังต่อเนื่อง กักตัวที่บ้านจนครบ 14 วัน มีความเสี่ยงตรวจ ATK” นพ.จักรรัฐกล่าว

นพ.จักรรัฐกล่าวต่อว่า ส่วนสถานประกอบการ หน่วยงานต่างๆ ที่มีแผนจัดงานรื่นเริง งานเลี้ยงปีใหม่ ขอให้ช่วยกันทำตามมาตรการ COVID Free Setting ตรวจ ATK เฝ้าระวังการติดเชื้อ ใครร่วมงานต้องฉีดวัคซีนก่อน หลังปีใหม่เดินทางกลับมาทำงาน ขอให้ทุกหน่วยงานสถานประกอบการตรวจ ATK ก่อนเข้าทำงาน เพื่อเฝ้าระวังการแพร่ระบาดในสถานประกอบการและแจ้งทุกหน่วยงานรับผิดชอบในพื้นที่ หากพบสถานประกอบการจำหน่ายให้ดื่มสุราในร้านและไม่ทำตามมาตรการ COVID Free Setting ให้โทร.แจ้งให้เจ้าหน้าที่ไปติดตามมาตรการ ทั้งนี้ รมว.สธ.สั่งการทุกหน่วยงาน สธ. พร้อมให้บริการประชาชนตรวจหาเชื้อโควิดทั้ง RT-PCR และ ATK ช่วงปีใหม่ ให้บริการวัคซีนร.พ.ทุกแห่งทั่วประเทศ เพิ่มจุดบริการตรวจ ATK สถานีขนส่งขนาดใหญ่ จังหวัดที่มีผู้เดินทางจำนวนมาก

ติดเชื้อใหม่ 2,525-ตายเพิ่ม 31

ด้าน พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผอ.สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค สธ. ในฐานะผู้ช่วยโฆษกศบค. แถลงว่า มีรายงานติดเชื้อรายใหม่ 2,525 ราย หายป่วยกลับบ้าน 4,190 ราย ยังรักษาอยู่ 40,097 ราย จำนวนนี้มีอาการหนัก 899 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 246 ราย แต่ผู้ที่รักษาอยู่ทั้งอาการหนักและใส่เครื่องช่วยหายใจนั้น มีทิศทางแนวโน้มลดลงอย่างมาก

มีผู้เสียชีวิต 31 ราย หรือคิดเป็น 0.98% เป็นเพศชายพอๆ กับเพศหญิง ค่ากลางของอายุอยู่ที่ 71 ปี ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ และมีรายงานว่า 81% เป็นผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนถึง 58% ส่วนที่เหลือได้รับวัคซีนเพียงหนึ่งเข็ม และมีรายงานเสียชีวิตมากที่สุดจาก 2 จังหวัดคือ เชียงใหม่ 4 ราย และตาก 4 ราย

ส่วน 10 อันดับแรกของผู้ติดเชื้อสูงสุด ซึ่งจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 100 รายขึ้นไปคือ กรุงเทพฯ นครศรีธรรมราช สมุทรปราการ และชลบุรี ส่วนใหญ่จะเป็นคลัสเตอร์ในชุมชน ขอให้เคร่งครัดมาตรการในระดับชุมชน ให้มากขึ้น ส่วน 3 จังหวัดที่มีรายงานเป็นศูนย์คือ พิจิตร อุทัยธานี อำนาจเจริญ สำหรับคลัสเตอร์ที่รายงาน ได้แก่ จากโรงงานสถานประกอบการ ที่ขอนแก่น ปราจีนบุรี ลพบุรี, จากในแคมป์คนงาน ที่สระบุรี สมุทรปราการ เชียงใหม่, จากตลาด ที่อุบลราชธานี บึงกาฬ, จากโรงเรียน สถานศึกษา ที่สมุทรปราการ ชลบุรี, จากค่ายทหาร ที่ประจวบคีรีขันธ์ ลพบุรี

กทม.ผวาคลัสเตอร์ร้านอาหาร

ที่ประชุมศปก.ศบค.หรือ ศบค. ชุดเล็ก ในวันเดียวกันนี้ กรุงเทพฯ ได้รายงานสถานการณ์ คลัสเตอร์ที่ระบาดว่า ยังมีในร้านอาหารซึ่งตั้งอยู่ในเขตบางกอกน้อยแห่งหนึ่ง มีผู้ติดเชื้อ 19 ราย เมื่อสอบสวนโรคแล้วพบว่าเป็นร้านที่มีอากาศไหลเวียนไม่สะดวก มืดทึบ ให้บริการทั้งอาหารและเครื่องดื่ม เล่นวงดนตรีผลัดเปลี่ยน วันละ 2 วง เมื่อสำรวจพื้นที่ในร้านอาหาร พบว่าแม้จำกัดผู้รับบริการ มีการทำตามมาตรฐาน คือพนักงานในร้านได้รับวัคซีนสองเข็ม สุ่มตรวจเอทีเคแล้ว แต่ก็พบว่ามีการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์ในร้านอาหารดังกล่าว ดังนั้นมาตรการโควิดฟรีเซ็ตติ้งในทุกร้านอาหาร ไม่ว่าประเภทใด ศบค.ชุดเล็กขอเน้นย้ำให้ ผู้ประกอบกิจการทำมาตรการโควิดฟรีเซ็ตติ้ง

“หากร้านค้าใดที่ยังไม่พร้อมให้บริการ ไม่สามารถดำเนินการภายใต้มาตรการโควิดฟรีเซ็ตติ้งได้ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร มีสิทธิ์ที่จะสั่งปิดร้านนั้นและให้ดำเนินมาตรการ จนกว่าที่จะมีความพร้อมให้บริการ ช่วงนี้ ศบค.ชุดเล็กไม่อยากให้กิจการร้านค้าเหล่านี้ต้องหยุดทำการ เนื่องจากเป็นเทศกาลที่มี วันหยุดยาว จึงต้องขอความร่วมมือให้ทำตามมาตรการโควิดฟรีเซ็ตติ้งของสถานประกอบการ อย่างเข้มข้น”

ที่ประชุมศบค.ชุดเล็ก ได้พูดคุยถึงมาตรการ การจัดการรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศและออกนอกประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาเราปรับมาตรการเป็นระยะๆ แต่จากสถานการณ์ ช่วงนี้ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ จึงมีการพูดคุยหารือหลายหน่วยงานว่าจะต้องมีการพิจารณายกระดับมาตรการอย่างแน่นอน ขอให้เน้นย้ำเรื่องมาตรการเฝ้าระวังภายในประเทศเองที่ยังคงต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันป้องกัน เฝ้าระวัง ทั้งเจ้าของกิจการขอให้เข้มข้นมาตรการโควิดฟรีเซ็ตติ้ง เพื่อที่จะมีการจัดงานปีใหม่นี้ อย่างปลอดภัย เข้าใจว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ทุกคนต้องการมีการผ่อนคลายกัน แต่ในขณะเดียวกัน โอมิครอนก็ยังมีการระบาดมาก แต่เราสามารถ ป้องกันได้ นายกรัฐมนตรีในฐานะผอ.ศบค.และศบค.ชุดเล็ก รวมถึงอีโอซีกระทรวงสาธารณสุขขอเน้นย้ำว่าทุกๆ กิจการกิจกรรมขอให้เข้มมาตรการป้องกันส่วนบุคคล ก็ขอให้ มีการสุ่มตรวจเอทีเคไม่ว่าจะไปร่วมกิจกรรมใดก็ตาม หรือถ้าปีใหม่นี้กลับบ้านต่างจังหวัดแล้วกลับมาทำงานในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑล ขอให้ตรวจเอทีเคก่อนกลับมาเพื่อความปลอดภัย หรือถ้ายังฉีดวัคซีนไม่ครบก็ขอให้ไปฉีดให้ครบ เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันต่อสู้กับสายพันธุ์โอมิครอนได้

แค่ 3 วันโอมิครอนระบาด 2 เท่า

พญ.สุมนีกล่าวด้วยว่า องค์การอนามัยโลกเปิดเผยข้อมูลการแพร่ระบาดเชื้อโอมิครอนในปัจจุบันกระจายไปแล้ว 89 ประเทศ และมีการระบาดเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในระยะเวลา 3 วัน ขณะที่สถานการณ์ประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐอเมริการะบาดแล้ว 36 รัฐ ประเทศเนเธอร์แลนด์มีการประกาศล็อกดาวน์ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ประเทศฝรั่งเศส งดรับนักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักร สำหรับตัวเลขการเดินทางเข้าราชอาณาจักร หากเปรียบเทียบการเดินทางเข้าในเดือนพ.ย. มี 133,061 คน ขณะที่เดือนธ.ค. ตั้งแต่วันที่ 1-19 ธ.ค. มี 160,445 คน และภาพรวมผู้ติดเชื้อในส่วนนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในเดือนพ.ย. มีผู้ติดเชื้อ 0.13% เดือนธ.ค.มีผู้ติดเชื้อไปแล้ว 0.22% โดยผู้เดินทางเข้าประเทศวันที่ 19 ธ.ค. มี 13,664 คน พบผู้ติดเชื้อ 42 ราย แบ่งเป็นกลุ่มเทสต์ แอนด์ โก 24 ราย ระบบกักตัว 11 ราย และระบบแซนด์บ็อกซ์ 7 ราย ทั้งนี้ผู้ติดเชื้อทั้ง 42 ราย มาจากสหราชอาณาจักรมากที่สุด 9 ราย รองลงมา สหรัฐ อเมริกา 6 ราย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 ราย ทั้ง 42 ราย ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ การตรวจเชื้อ แบบ RT-PCR มีความจำเป็น และการกักตัวเพื่อสังเกตมีความสำคัญอย่างมาก

พญ.สุมนีกล่าวต่อว่า ขณะที่การพบเชื้อ โอมิครอนในประเทศไทยที่มีรายงานเพิ่มเติมวันนี้ เป็นคลัสเตอร์ที่รายงานจากสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี เชื่อมโยงไปถึง จ.ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา กทม. โดยรายละเอียดเป็นผู้เดินทางไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ประเทศซาอุฯ ทั้งสิ้น 31 ราย ช่วงต้นเดือนธ.ค. โดยเดินทางกลับถึงไทยวันที่ 15 ธ.ค. ตรวจพบเชื้อวันที่มาถึง 14 ราย มีเชื้อโอมิครอน 6 ราย เชื้อเดลตา 8 ราย ตรวจพบเชื้อเพิ่มเติมอีก 2 รายในวันที่ 19 ธ.ค. และตรวจพบเชื้อเพิ่มอีก 2 ราย ในวันที่ 20 ธ.ค. โดย 4 รายหลังอยู่ระหว่างรอการยืนยันสายพันธุ์ ทำให้กลุ่มนี้พบผู้ติดเชื้อรวม 18 ราย นอกจากนี้ยังพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนที่เป็นคู่สามีภรรยาจากประเทศไนจีเรีย ที่เดินทางเข้าไทยวันที่ 26 พ.ย. ก่อนการประกาศมาตรการห้าม 8 ประเทศกลุ่มเสี่ยงจากทวีปแอฟริกาเข้าประเทศ โดยทั้งคู่เข้าสู่ระบบแซนด์บ็อกซ์ โดยวันที่ 4-7 ธ.ค. สามีชาวโคลัมเบียมีอาการไข้ เจ็บคอ จึงตรวจหาเชื้อแบบ ATK ผลเป็นลบ แต่ยังคงมีอาการ จึงตรวจแบบ RT-PCR ในวันที่ 7 ธ.ค. ผลเป็นบวก จึงเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล จากนั้นวันที่ 10 ธ.ค. ภรรยาชาวไทยไปตรวจแบบ RT-PCR ผลเป็นบวกเช่นกัน ซึ่งวันเดียวกันนั้น การตรวจหาสายพันธุ์ของสามียืนยันเป็นโอมิครอน และมีการสอบสวน ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 1 ราย ผลตรวจ RT-PCR เป็นลบ และสัมผัสเสี่ยงต่ำ 83 ราย ทั้งหมดไม่มีอาการใดๆ ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามอาการ ทั้งหมด โดยหญิงรายดังกล่าวถือเป็นการติดเชื้อ ภายในประเทศรายแรก

นราธิวาสก็เจอติดโอมิครอน

ขณะเดียวกัน ยังมีคลัสเตอร์ จ.นราธิวาส 3 ราย เป็นผู้เดินทางกลับมาจากประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ประเทศตะวันออกกลาง เข้าประเทศทางสนามบินภูเก็ต ในระบบ เทสต์ แอนด์ โก โดยเป็นผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ โอมิครอน 1 ราย สายพันธุ์เดลตา 3 ราย และมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 4 ราย สัมผัสเสี่ยงต่ำ 126 ราย ทั้งหมดอยู่ระหว่างกักตัวตรวจอาการ

นอกจากนี้ ยังมีการรายงานจากสำนักงานควบคุมโรค เขต 11 เป็นผู้เดินทางเข้าประเทศที่สนามบินภูเก็ต เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 4 ราย และสนามบินสมุย วันที่ 15-16 ธ.ค. 3 ราย ที่มีทั้งชาวต่างชาติ และคนไทย โดยทั้ง 7 รายตรวจแบบ RT-PCR พบเป็นบวกตั้งแต่วันแรกที่มาถึง และยืนยันเป็นสายพันธุ์โอมิครอนทั้ง 7 คน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์รายงานสถานการณ์การเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิดในประเทศไทย ระหว่างเดือนเม.ย.ถึงวันที่ 19 ธ.ค. พบว่ามากที่สุดยังเป็นสายพันธุ์เดลตา 68.67% สายพันธุ์อัลฟา 29.79% เบตา 1.41% และโอมิครอน 0.13% หากดูเฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมาวันที่ 11-19 ธ.ค. จะพบว่าสายพันธุ์เดลตา 96.61% สายพันธุ์โอมิครอน 3.26% และจากการสุ่มตรวจ 1,595 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบเป็นเดลตา 96.61% โอมิครอน 3.26% และหากแยกย่อยในพื้นที่กทม.จะพบว่าเป็นเดลตา 81.1% โอมิครอน 18.3% และในส่วนภูมิภาค เป็นเดลตา 98.6% โอมิครอน 1.3% โดยคาดการณ์การระบาด กรณีคนในประเทศไม่มีภูมิคุ้มกันเลย ผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา 1 คน แพร่เชื้อได้ 6.5 คน สายพันธุ์โอมิครอน 1 คน แพร่เชื้อได้ 8.5 คน แต่จากข้อมูลผู้ติดเชื้อ โอมิครอน ผู้ป่วยหนักและนอนโรงพยาบาลไม่สูงกว่าเดลตา

อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนในประเทศไทย ข้อมูลวันที่ 19 ธ.ค. เวลา 21.30 น. ฉีดเพิ่มได้ 94,426 โดส ทำให้มียอดรวมสะสมอยู่ที่ 100,054,961 โดส ถือว่าฉีดได้ครบ 100 ล้านโดส ตามเป้าหมายที่วางไว้

ก่อนปิด – ประชาชนชาวสงขลาพากันเดินทางมาฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ป้องกันโรคโควิด-19 อย่างหนาแน่น ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนสนามกีฬาติณสูลานนท์ โรงพยาบาลสงขลา เขตเทศบาลนครสงขลา เนื่องจากเปิดบริการฉีดเป็นวันสุดท้าย เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.

‘อนุทิน’เผยรอยืนยันอีก 20

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทยว่า ขณะนี้ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อ โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนแล้ว 63 ราย เป็นผู้เดินทางเข้าประเทศ อยู่ในการดูแลควบคุม ป้องกันโรค และยังรอคอนเฟิร์มอีก 20 ราย

ทั้งนี้ในการประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (EOC) กรณีโรคโควิด-19 ตนให้นโยบายว่า ให้ยกเลิก การเดินทางเข้าประเทศในระบบ Test&Go เนื่องจากมีการระบาดเพิ่มขึ้น โดยจะเสนอ ศบค.เพื่อพิจารณาต่อไป

ททท.ห่วงยกเลิก Test&Go

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอให้ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) พิจารณาชะลอการเดินทางเข้าประเทศในรูปแบบ Test & Go สำหรับผู้เดินทางจากทุกประเทศ ที่เมื่อเดินทางถึงประเทศไทยต้องตรวจหาเชื้อโควิดด้วยวิธี RT-PCR และรอผลภายใน 24 ชั่วโมง หากไม่พบการติดเชื้อสามารถเดินทางไปได้ทั่วประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ โควิดสายพันธุ์โอมิครอน โดยจะให้พิจารณาปรับใช้มาตรการกักตัวในระบบสถานที่ กักตัวไปกักตัว (AQ) หรือแซนด์บ็อกซ์ นาน 7-10 วันแทน โดยต้องรอที่ประชุม ชุดย่อยสรุปก่อน

ด้านนายกรด โรจนเสถียร นายกสมาคม สปาไทย ในฐานะประธานภาคเอกชนของโครงการ หัวหิน รีชาร์จ กล่าวว่า การยกเลิกระบบคัดกรองนักท่องเที่ยวจาก Test & Go มาเป็นการกักตัวแบบ AQ (แซนด์บ็อกซ์) โดยต้องกักตัว 7-10 วัน คิดว่ารัฐควรต้องคำนึงถึงผลเสียก่อน เพราะระบบของไทยค่อนข้างรัดกุมตั้งแต่ก่อนเข้าก็ผ่านการตรวจเชื้อ 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง จนถึงเข้าประเทศและตรวจ RT-PCR ซ้ำอีกครั้ง รอผลตรวจเป็นลบจึงออกจากห้องพักได้ หากถอยกลับไปกักตัว (AQ) จะมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในปี 2565 แน่นอน

นายธเนศ ศุภรสหัสรังสี รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวชลบุรีกล่าวว่า ถ้ารัฐบาลตัดสินใจกลับไปใช้ AQ จะส่งผลกระทบถึงยอดจองห้องพักล่วงหน้าของพื้นที่เมืองพัทยาอาจจะหายไปหมด แต่หากใช้เพียงแค่การเปิดเป็นแซนด์บ็อกซ์ก็อาจได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่น่าจะมากเท่า AQ โดยน่าจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไปประมาณ 20-30% ซึ่งปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาประมาณ 500-700 คน

นายพิสูจน์ แซ่คู นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออกกล่าวว่า สิ่งที่ภาคเอกชนในพัทยากังวลตอนนี้คือตลาดในประเทศ เพราะในเดือนธ.ค.นี้ยอดจองห้องพักฟื้นตัวค่อนข้างดีเพราะเป็นเดือนท่องเที่ยว แต่เมื่อมีข่าวเรื่องการระบาดของสายพันธุ์ใหม่และการยกเลิก Test & Go ก็ทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มเกิดความกังวลว่ากิจกรรมต่างๆ จะยกเลิกหรือไม่

นักท่องเที่ยวสมุยติดโอมิครอน 3

นายประเวศ ไทยประยูร รองผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี พร้อมนพ.จิรชาติ เรืองวัชรินทร์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี แถลงกรณีพบผู้ป่วยสายพันธุ์โอมิครอน 3 ราย

นายประเวศ กล่าวว่า จ.สุราษฎร์ธานี พบผู้ป่วยโควิดสายพันธุ์โอมิครอน 3 ราย เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางผ่านท่าอากาศยานนานาชาติสมุย เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 1 ราย และวันที่ 16 ธ.ค. 2 ราย ตรวจพบเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน วันที่ 19 ธ.ค. ผู้ป่วยทั้ง 3 ราย มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 57 ราย อยู่ในระบบมาตรการควบคุมโรค ผู้ป่วยทั้ง 3 ราย รักษาที่โรงพยาบาลเกาะสมุย ผู้ป่วยรายที่ 1 เพศหญิง อายุ 34 ปี สัญชาติอังกฤษ ประเทศต้นทางมาจากประเทศอังกฤษ ต่อเครื่องที่ประเทศสิงคโปร์ เปลี่ยนเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางมาอ.เกาะสมุยด้วยไฟลต์บิน PG 5125 เวลา 13.30 น. เดินทางมาพร้อมกับสามี ซึ่งตรวจไม่พบเชื้อ ผู้ป่วยรายที่ 2 เพศชาย อายุ 55 ปี สัญชาติเบลเยียม ประเทศต้นทางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เปลี่ยนเครื่องที่ประเทศสิงคโปร์ ต่อเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางมาอ.เกาะสมุยด้วย ไฟลต์บิน PG 5171 เวลา 18.40 น. และผู้ป่วยรายที่ 3 เพศชาย อายุ 56 ปี สัญชาติอังกฤษ ประเทศต้นทางมาจากประเทศอังกฤษ เปลี่ยนเครื่องที่ประเทศสิงคโปร์ เดินทางมา อ.เกาะสมุยด้วยไฟลต์บิน PG 962 เวลา 20.30 น. เดินทางมาพร้อมภรรยา (ตรวจพบเชื้อโควิดรอผลวิเคราะห์สายพันธุ์)

วันนี้มีผู้ป่วยรายใหม่ 66 ราย เสียชีวิต 151 ราย สำหรับสถานการณ์ในช่วง 14 วันที่ผ่านมา มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยมาตรการของจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่มีการควบคุม ดูแล รักษาอย่างเข้มงวด

กาญจน์ติดเชื้อใหม่ 24

ส่วน จ.กาญจนบุรี พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 24 ราย ติดเชื้อสะสม 24,033 ราย หายป่วยเพิ่ม 49 ราย หายป่วยสะสม 23,474 ราย อยู่ระหว่างรักษาในโรงพยาบาล 336 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เป็นชาว อ.เลาขวัญ เสียชีวิตสะสม 223 ราย โดยมีคลัสเตอร์ใหม่กลุ่มงานบวช ท้องที่ต.ลาดหญ้า อ.เมืองกาญจนบุรี 10 ราย

ตราดแห่ฉีดวัคซีน

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่อาคารอเนกประสงค์ และอาคารประชุมเฉลิมพระเกียรติ องค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด มีประชาชนชาวตราดประมาณ 2,500 คนเดินทางมารับบัตรคิวเพื่อคัดกรองฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เข็ม 1 เข็ม 2 และเข็ม 3 ตามที่ลงทะเบียนล่วงหน้าไว้ นอกจากนี้ยังมีการระดมฉีดอีก 2 วัน คือวันที่ 27-28 ธ.ค. 2564 ที่ลงทะเบียนจองกันไว้แล้ว 5,000 คนเช่นกัน

‘บิ๊กตู่’ห่วงช่วงปีใหม่

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่วันนี้ ต่ำสุดตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมดำเนินมาตรการเปิดประเทศเมื่อ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยผู้ติดเชื้อใหม่ 2,525 ราย จำแนกเป็นผู้ป่วยจากระบบเฝ้าระวัง 2,411 ราย ผู้ป่วยจากการค้นหาเชิงรุก 49 ราย ผู้ป่วยภายในเรือนจำที่ต้องขัง 23 ราย และผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 42 ราย ขณะที่ผู้หายป่วยกลับบ้าน 4,190 ราย เหลือผู้ป่วยที่กำลังรักษา 40,097 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 31 ราย สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพมาตรการป้องกันและควบคุมโรคและการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ควบคู่ไปกับฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระตุ้นภาคการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยอีกด้วย

นายกฯ เป็นห่วงว่าในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ ขณะนี้หลายจังหวัดมีการจัดกิจกรรมและงานรื่นเริง ทั้งงานกาชาด งานแฟร์ งานคอนเสิร์ต ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากมารวมตัวกัน จึงฝากกำชับผู้ว่าฯ คณะกรรมการโรคติดต่อประจำจังหวัด ตรวจสอบการจัดงานของผู้จัดกิจกรรมต่างๆ อย่างเข้มงวด โดยให้เป็นไปตามมาตรการของ ศบค. COVID-Free Setting และมาตรการความปลอดภัย กำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมงาน การตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้างาน จัดพื้นที่แบบเว้นระยะห่าง รวมทั้งการแสดงหลักฐานของผู้ร่วมงาน ผลการฉีดวัคซีน ผลตรวจ ATK และขอให้ประชาชนป้องกันตนเองด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอ

“นายกฯ ยังสั่งดำเนินมาตรการเชิงรุก ป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน สั่งการให้ กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาเพิ่มมาตรการที่เข้มขึ้นมากขึ้นสำหรับมาตรการเปิดรับผู้ที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง สกัดการเข้ามาของไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน ขณะเดียวกันก็ไม่ให้กระทบมาตรการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวเพิ่มเติมในปี 2565 ส่วนผู้แสวงบุญเดินทางกลับจากนครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย และตรวจพบว่า ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน สธ.แจ้งว่าขณะนี้ได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์แล้ว จึงขอฝากถึงพี่น้องประชาชนทั่วไป อย่าวิตกกังวลเกินไป ทั้งนี้ ผู้ป่วยทุกรายอยู่ในการควบคุมและการดูแลคณะแพทย์ทุกโรงพยาบาลเป็นอย่างดี” นายธนกรกล่าว

นายธนกร กล่าวด้วยว่า นายกฯ พอใจยอดการฉีดวัคซีนโควิด-19 แก่ประชาชนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 100 ล้านโดสภายในปีนี้ โดยปัจจุบันไทยสามารถฉีดวัคซีนสะสมอยู่ที่ 100,054,961 โดส ครอบคลุมประชากรกลุ่มเป้าหมาย โดยประชาชนทั่วประเทศได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 1 แล้วจำนวน 50,573,308 คน คิดเป็น 70.21% เข็มที่ 2 จำนวน 44,393,213 คน คิดเป็น 61.63% เข็มที่ 3 จำนวน หรือ Booster Dose จำนวน 5,020,704 คน คิดเป็น 6.97% นับได้ว่า ไทยมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากและการเตรียมพร้อมด้านวัคซีนที่เท่าทันกับสถานการณ์ โดยเฉพาะการระบาดระลอกใหม่ สายพันธุ์โอมิครอนส่งผลให้ช่วยลดอัตราการระบาด การติดเชื้อ อาการป่วยหนัก และลดอัตราการเสียชีวิตได้ และสถานการณ์การติดเชื้อภายในประเทศก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ส่วนที่พบมีผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มนั้นให้ติดตามทางสาธารณสุขว่าจะมีมาตรการอย่างไร แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนก

“นายกรัฐมนตรีขอบคุณทุกภาคส่วน โดยถือเป็นความสำเร็จของทุกคนในประเทศที่ให้ความไว้วางใจรัฐบาล และร่วมกันรักษาความมั่นคงด้านสาธารณสุขและสุขภาพ และ ต้องขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขและทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ เสียสละ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน และอุทิศตนต่อสังคม ที่ผ่านมาประเทศไทยมี ผู้ติดเชื้อเพิ่มต่ำกว่า 10,000 ราย เป็นวันที่ 63 ติดต่อกัน เสียชีวิตต่ำกว่า 100 ราย เป็นวันที่ 67 ติดต่อกันอีกด้วย ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียังกำชับให้เดินหน้าฉีดวัคซีนให้ทุกกลุ่ม ทุกสัญชาติ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเชิญชวนผู้ที่ครบกำหนด เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อคนไทยปลอดภัย ประเทศไทยแข็งแรง”

‘บิ๊กตู่’ประกาศชัยชนะศึกย่อย

เมื่อเวลา 16.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ประเทศไทยต้องชนะ เป็นเป้าหมายสูงสุดในสงครามโควิดที่เราชาวไทยได้ร่วมมือกันต่อสู้ ฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ แม้ว่าสงครามในครั้งนี้ จะยืดเยื้อเกินกว่าที่ทั่วโลก หรือใครๆ จะคาดคิดไว้ และเรายังไม่ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด แต่ในวันนี้ก็ถือเป็นอีกวันหนึ่งที่เราบรรลุเป้าหมายสำคัญ นั่นคือการสามารถฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องชาวไทย ทะลุยอด 100 ล้านโดสได้สำเร็จภายในปี 2564 ตามที่รัฐบาลได้เคยประกาศไว้ นับตั้งแต่โดสแรก เมื่อ วันที่ 28 ก.พ.64 เราใช้เวลารวม 265 วัน หรือเฉลี่ยวันละ 377,358 โดส เป็นเข็มแรกมากกว่า 50 ล้านโดส ครอบคลุม 70% ของประชากรไทย เป็นเข็มสองมากกว่า 44 ล้านโดส ครอบคลุม 61% ของประชากรไทย เป็นเข็มสามมากกว่า 5 ล้านโดส ครอบคลุม 6% ของประชากรไทย

“เมื่อรัฐบาลได้ประกาศเป้าหมายนี้ หลายคนอาจคิดว่า เป็นเป้าหมายที่… เป็นไปได้ยาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย เป็นเป้าหมายที่ … ต้องอาศัยทั้งแรงกาย แรงใจ ความทุ่มเทเสียสละ จากบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่นับพันนับหมื่นชีวิต ทั้งแพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร และ อสม.ทั่วประเทศ จนกระทั่งวันนี้ เราสามารถทำภารกิจที่เหมือนเป็นไปไม่ได้ …ให้เป็นไปได้ เป็นการพิสูจน์คำกล่าวอีกครั้งที่ว่า หากคนไทยร่วมแรงร่วมใจทำอะไรแล้ว จะทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้นเป็นไปได้” นายกรัฐมนตรีกล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยิ่งกว่านั้น ยังมีข่าวที่น่ายินดีก็คือ ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางสุขภาพ (Global Health Security Index : GHS) อันดับที่ 5 ของโลก จากทั้งหมด 195 ประเทศ เป็นอันดับที่ 1 ของเอเชีย จากการประเมินความพร้อมของประเทศในการรับมือการแพร่ระบาดโรคติดต่อปี 2021 โดยมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อปี 2019 ไทยได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 6 ของโลก นั่นแสดงให้เห็นว่า การที่ไทยสามารถจัดการรับมือกับสถานการณ์โควิด จนกดยอดผู้ติดเชื้อให้ต่ำลง และเปิดประเทศได้อีกครั้ง ทำให้ถูกจัดอันดับโลกสูงขึ้นอีก 1 อันดับ อีกทั้งกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขของไทย ยังได้รับรางวัล United Nations Public Service Awards (UNPSA) จากองค์การสหประชาชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ สะท้อนความแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุขไทย และความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ

สั่งสกัดเข้ม‘โอมิครอน’

“ผมต้องขอขอบคุณและชื่นชมบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนทุกคนที่ให้ความร่วมมือ อดทน เสียสละ สู้ไปด้วยกัน มาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และขอให้ทุกคนได้ร่วมภาคภูมิใจกับชัยชนะของศึกย่อยในสงครามครั้งนี้ที่ยังไม่จบสิ้น ซึ่งผมมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า หลังจากผ่านมา 2 ปี รัฐบาลและ ศบค. รวมทั้งหน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับ ทั่วประเทศ มีความพร้อมมากยิ่งกว่าเดิม ในการรับมือกับโรคระบาด โดยเฉพาะเชื้อโอมิครอนที่กำลังก่อปัญหาในหลายประเทศ โดยผมได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้มงวดกับการตรวจคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศในทุกช่องทาง สกัดกั้นการลักลอบเข้าประเทศ และให้กระทรวงสาธารณสุขเตรียมแผนเผชิญเหตุหากเกิดการระบาดขึ้น ดังที่เราเคยดำเนินการมาแล้ว ตั้งแต่การตรวจเชื้อ-แยกตัว-ส่งต่อ-รักษา ให้เร็วที่สุด โดยจะดำเนินการควบคู่ไปกับการพิจารณามาตรการทางเศรษฐกิจอย่างรอบคอบและสมดุลที่สุด เพื่อสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมตามโรดแม็ปที่วางไว้ ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่า…รัฐบาลได้เตรียมการไว้อย่างดีที่สุด เพื่อ #ชัยชนะของประเทศไทย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ไฟเขียวฉีดไฟเซอร์ 5-11 ขวบ

นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า วันนี้ อย.อนุมัติการขยายขอบเขตข้อบ่งใช้ของวัคซีนโคเมอร์เนตี (COMIRNATY VACCINE) ของบริษัท ไฟเซอร์ จำกัด สำหรับกลุ่มเด็กอายุ 5-11 ขวบ เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทได้รับอนุญาตให้ใช้วัคซีนสำหรับกระตุ้นภูมิในผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป และมาขออนุญาตขยายอายุสำหรับเด็กอายุ 5-11 ขวบ โดยมีขนาดการใช้วัคซีนลดลงเหลือ 1 ใน 3 ของผู้มีอายุ 12 ปีขึ้นไปคือ 10 ไมโครกรัม ด้วยการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อจำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 21 วัน

ทั้งนี้ วัคซีนโคเมอร์เนตีเป็นวัคซีนโควิด-19 ตัวแรกที่อย.อนุมัติให้ใช้ในกลุ่มเด็กอายุ ดังกล่าว

ไทยฉีดครบแล้ว 100 ล้านโดส

ด้าน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สธ.กำหนดเป้าหมายฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ได้ 100 ล้านโดส เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกัน ช่วยลดการป่วยหนักและเสียชีวิต ล่าสุดข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ที่รายงานผ่านสำนักตรวจราชการสธ.เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.สามารถฉีดวัคซีนได้บรรลุเป้าหมายแล้ว มียอดการฉีดวัคซีนสะสม 100,054,961 โดส ครอบคลุมประชากรตามทะเบียนราษฎร์และประชากรแฝงที่มี 72 ล้านคน ดังนี้ เข็มที่ 1 จำนวน 50,573,308 คน คิดเป็น 70.21% เข็มที่ 2 จำนวน 44,393,213 คน คิดเป็น 61.63% เข็มที่ 3 จำนวน 5,020,704 คน คิดเป็น 6.97% และเข็มที่ 4 จำนวน 66,722 คน คิดเป็น 0.09%

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน