ผู้ตายแฟนเก่าฝ่ายหญิง
แม่เหยื่อพอใจสู้คดี11ปี
ศาลตัดสินจำคุก หมอหนุ่มกับแฟนสาว คนละ 10 ปี ปรับ 5 ล้านพร้อมดอกเบี้ย คดีอุ้มฆ่าเพื่อนหมอ โยนทิ้งจากตึก 4 ชั้นเสียชีวิต เมื่อก.ย.53 หลังคดียืดเยื้อมานาน เปลี่ยนพนักงานสอบสวนหลายชุด ผู้พิพากษาศาลอาญาออกไปเดินเผชิญสืบดูที่เกิดเหตุเอง เผยเหตุทะเลาะหึงหวง ผู้ตายเป็นแฟนเก่ากับจำเลย แม่ผู้ตายพอใจคำตัดสิน คุ้มกับที่ต่อสู้คดีมานาน มั่นใจว่าลูกไม่ได้คิดสั้นฆ่าตัวตายตั้งแต่แรกตามที่จำเลยอ้าง
เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 711 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษา คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1794/2563 คดีระหว่างพนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นพ.ปราโมทย์ มั่นเมือง จำเลยที่ 1 และ น.ส.จิตวิมล สุขสุวรรณ จำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่าเมื่อวันที่ 18 เม.ย.2553 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันโยน นพ.ศรุต ทวีรุจจนะ อายุ 28 ปี จากชั้น 4 ซึ่งมีความสูงประมาณ 9.76 เมตร ของอาคารไดรฟ์อินอพาร์ทเม้นท์ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ทำให้ร่างของนายแพทย์ศรุต กระทบพื้นคอนกรีตจนถึงแก่ความตาย
ศาลได้พิเคราะห์พยาน หลักฐาน ทั้งพยานบุคคลและพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เห็นว่า นพ.ศรุตดื่มสุราจากร้านอาหารย่านรัชดา ออกมาด้วยอาการมึนเมา จนจำเลยที่ 1 ต้องพยุงขึ้นรถแท็กซี่ เมื่อลงรถนพ.ศรุตได้ล้มลงบนทางเดินจนมีภาพปรากฏในกล้องวงจรปิด และพยุงมายังอพาร์ตเมนต์ห้องพักของจำเลยทั้งสอง จากนั้นผู้ตายได้ร่วงลงมาเสียชีวิตจากห้องพักดังกล่าว
จากนั้น เมื่อแพทย์ชันสูตรศพนพ.ศรุต พบว่ามีบาดแผลหลายจุดที่ไม่เกี่ยวกับการตกจากที่สูง เช่น รอยช้ำบริเวณด้านในแขน บาดแผลถลอกที่ช่วงบั้นเอว ต่อมานักวิชาการพยานฝ่ายโจทก์ได้ทดลองนำหุ่นน้ำหนักเท่ากับผู้ตาย และใช้คนสองคนยกขึ้นทำให้บริเวณด้านหลังของหุ่นที่ถูกอุ้มไปพาดที่กั้นระเบียงคอนกรีต ทำให้เป็นรอยครูด ก่อนหุ่นจะร่วงแบบศีรษะลงพื้น ตามด้วยเท้า หัวชี้ออกนอก ห่างจากอาคารประมาณ 3 เมตร สอดคล้อง กับสถานที่เกิดเหตุและศพที่ถูกพบ ต่อมาได้มี การนำสารประกอบจากระเบียงคอนกรีตและเนื้อด้านหลังของผู้ตายมาพิสูจน์พบว่าผล ตรงกัน รวมทั้งจำเลยทั้งสองยอมรับว่าในขณะ เกิดเหตุมีเพียงแค่จำเลยทั้งสองกับผู้ตายอยู่ในห้องเท่านั้น และก่อนเกิดเหตุ นพ.ศรุตได้โทร.หาภรรยาเพื่อถามถึงการซื้อกับข้าวในตอนเช้า จึงดูไม่มีเหตุสมควรว่า นพ.ศรุตคิดสั้นฆ่าตัวตาย ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง อีกทั้งมีพยานยืนยันได้ว่า ผู้ตายกับจำเลยที่ 2 เคยคบหาเป็นแฟนกัน และในวันดังกล่าวผู้ตายเมามาก อาจจะลวนลามจำเลยที่ 2 ประกอบขณะนั้นกับจำเลย 1-2 กำลังคบหาเป็นคนรักกันอยู่ อาจจะเกิดความไม่พอใจ หึงหวง จนก่อเหตุ
พยานของจำเลยทั้งสองที่หามาไม่สามารถหักล้างกับพยานหลักฐานของโจทก์ได้ รับฟัง ได้ว่าจำเลยที่ 1-2 ได้ช่วยกันอุ้มร่างของผู้ตายให้ตกลงมาจากอพาร์ตเมนต์ที่เกิดเหตุ จึงมีความผิดจริงตามฟ้อง
ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง 2 ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามมาตรา 288 ไม่ใช่กรณีที่ผู้ตายฆ่าตัวตายโดยมีสาเหตุจากเรื่องชู้สาว จำคุกจำเลยทั้ง 2 คนละ 15 ปี แต่จำเลยทั้ง 2 ให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละ 10 ปี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 5 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ฟ้อง (7 ก.ย.2563) ให้กับมารดาผู้ตาย คำขออื่นให้ยก
ภายหลังการพิพากษาคดี ศาลให้ประกันตัวคนละ 5 แสนบาท ตามที่จำเลยยื่นขอ โดยคดีนี้เป็นคดีซึ่งเกิดมานานมากมีการเปลี่ยน พนักงานสอบสวนหลายคณะ จนต่อมาพนักงาน อัยการมีคำสั่งให้ฟ้องคดีซึ่งผู้พิพากษาศาลอาญา ได้ออกไปเดินเผชิญสืบดูที่เกิดเหตุแล้ว เชื่อว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดจริงจึงพิพากษาลงโทษ ซึ่งความจริงแล้วคดีนี้เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องในปี 2563 ศาลอาญาได้เร่งรัดพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จภายในเวลาเพียง 1 ปี ทั้งที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่าย
ด้านน้องชายของผู้ตายให้สัมภาษณ์ว่า ขอขอบคุณศาลที่ให้ความเมตตาและความยุติธรรมกับครอบครัวของเราที่สูญเสียมาเป็น 10 ปี ที่ทุกๆ วัน ผ่านไปด้วยความลำบาก ส่วนเรื่องการยื่นอุทธรณ์คดีต้องขอกลับไปปรึกษาครอบครัว และทีมทนายอีกครั้งก่อน เพราะพวกเราก็เหนื่อยล้ามามากแล้ว แต่วันนี้ก็พอใจกับคำตัดสินแล้ว
ด้านมารดาของผู้ตาย ระบุสั้นๆ ว่า เราต่อสู้มานานพอสมควร ทำให้รู้ว่าความยุติธรรม มีอยู่จริง เหมือนที่เราเห็น รับรู้ พิสูจน์มาว่า ลูกไม่ได้ฆ่าตัวตาย ที่ผ่านมาเราเชื่อจากพยานหลักฐาน ไม่ได้คิดเองเรื่องที่สงสัยว่าลูกคิดสั้น จึงต้องหาความจริง ผลที่ออกมาก็เป็นอย่างที่รอ และพอใจกับคำตัดสิน