พปชร.เคาะส่ง
เมียสิระสู้หลักสี่
อู๊ดด้าเซ็งฉายา

ฝ่ายกฎหมายสภาขอชี้ วาระ 8 ปี ‘บิ๊กตู่’ เริ่มนับ 9 มิ.ย.62 ทำให้อยู่ได้ยาวๆ ถึงปี 70 ส่วนนายกฯ งดให้สัมภาษณ์สื่อทำเนียบโฆษกรัฐโต้แทนเปล่างอนได้ฉายา ‘ชำรุดยุทธ์โทรม’ ส่วน ‘บิ๊กป้อม’ บอกยินดี ‘รองช้ำ’ เพื่อชาติ ‘จุรินทร์’ โวยตลก ‘นายกฯ บางโพล’ เลือกซ่อมกทม.เขตหลักสี่ เคาะ 30 ม.ค.65 พปชร.ส่ง ‘เมียสิระ’ ลงรักษาเก้าอี้ หัวหน้าพรรคสั่งต้องชนะทุกกสนามทั้งกทม. ชุมพร และสงขลา ครม.ไฟเขียวกฎหมายลูกเลือกตั้ง 2 ฉบับ ใช้บัตร 2 ใบ คาดชงสภากลางม.ค. ปีหน้า ‘วิษณุ’ เผยเลือกตั้งครั้งหน้าใช้งบ 5.6 พันล้าน ป.ป.ช.เปิดเซฟ ‘ธรรมนัส’ หลังพ้นรมช.เกษตรฯ อู้ฟู่ 758 ล้าน ลดลง 107 ล้าน หนี้เพิ่ม 105 ล้าน

สภาชี้วาระ8ปี‘บิ๊กตู่’เริ่ม9มิ.ย.62

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า หลังจากมีประเด็นถกเถียงทางกฎหมาย ถึงการนับวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 258 วรรคสี่ ที่ระบุว่า นายกฯ มีวาระดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วไม่เกิน 8 ปี จะให้เริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด โดยสภาผู้แทนราษฎรได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายไปหาข้อสรุปนั้น

ล่าสุด ฝ่ายกฎหมายได้ส่งความเห็นให้เลขาธิการสภา และนายชวน หลีกภัย ประธานสภา รับทราบตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค.2564 โดยเห็นว่าการนับระยะเวลาดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 วรรคสี่ ต้องเริ่มนับตั้งแต่ 9 มิ.ย.2562 ที่เป็นวันโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นต้นไป เพราะการกำหนดเงื่อนไขให้นายกฯ ดำรงตำแหน่งรวมแล้วไม่เกิน 8 ปีนั้น เป็นเงื่อนไขการจำกัดสิทธิบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯ เป็นการบัญญัติกฎหมายในทางเป็นโทษ จะนำมาบังคับใช้ย้อนหลังในทางที่เป็นโทษไม่ได้ การกำหนดเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญให้ผลย้อนหลังใช้บังคับกับการกระทำที่เกิดขึ้นก่อน วันที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ ย่อมขัดหลักกฎหมาย

เนื้อหาม.264ใช้บังคับชั่วคราว

ส่วนประเด็นมาตรา 264 แม้จะกำหนดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็น ครม.ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้นั้น การปฏิบัติหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ ตามมาตรา 264 เป็นการปฏิบัติหน้าที่แทนครม. ตามบทหลักของรัฐธรรมนูญ 2560 เพียงชั่วเวลาหนึ่ง และต้องพ้นจากหน้าที่ หลังจาก ครม.ตามรัฐธรรมนูญ 2560 เข้าปฏิบัติหน้าที่

หากรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้นับระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ จะต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่าให้นับระยะเวลาดังกล่าว รวมเป็นระยะเวลาดำรงตำแหน่งนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ด้วย ดังนั้น ระยะเวลาดำรงตำแหน่งนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ตามมาตรา 264 นับตั้งแต่ 6 เม.ย.2560 ที่รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้ จนถึงวันที่ 9 มิ.ย.2562 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 จึงไม่ถือเป็นการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากความเห็น ดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ในตำแหน่งนายกฯได้ถึงปี 2570

วัดสายตา – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตรวจวัดสายตาระหว่างร่วมมอบแว่นสายตาให้เด็กนักเรียน เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมรณรงค์เด็กไทยสายตาดีวิถีชีวิตใหม่สู่การเรียนรู้ที่ดีกว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.

นายกฯงดจ้อ-โฆษกรัฐโต้งอนสื่อ

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมครม. นัดส่งท้ายปี 2564 ก่อนการประชุมได้มอบแว่นสายตาแก่เด็กนักเรียน 5 คน เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมรณรงค์เด็กไทยสายตาดีวิถีชีวิตใหม่สู่การเรียนรู้ที่ดีกว่า ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ทดลองวัดสายตา โดยเครื่องวัดสายตาแบบอัตโนมัติ ปรากฏค่าสายตาประมาณ 100 มองใกล้สั้น จัดอยู่ในระดับปกติตามเกณฑ์อายุ

ต่อมาเวลา 12.50 น. หลังการประชุมครม. พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้แถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน คาดว่าเกิดจากสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลได้ออกฉายาประจำปีว่า รัฐบาล ‘ยื้อยุทธ์’ และให้ฉายาพล.อ.ประยุทธ์ ว่า ‘ชำรุดยุทธ์โทรม’

พล.อ.ประยุทธ์อวยพรในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ แทนการให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2565 ผมขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ได้อำนวยพรให้สื่อมวลชนทุกท่าน ทุกแขนง มีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่แข็งแรง ประสบความสำเร็จดังที่ตั้งไว้ และเป็นส่วนสำคัญในการนำพาประเทศชาติ และประชาชน เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และยั่งยืน ในฐานะสื่อกลางที่มีคุณภาพ และรักษาไว้ซึ่งจรรยาบรรณของสื่อมวลชน เพื่อความรักสามัคคีของ คนไทย”

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์มีภารกิจในช่วงเย็น จึงไม่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ฝากคำถามไว้ ยืนยันว่านายกฯ ไม่ได้งอนสื่อ ตามที่มีสื่อบางสำนักพาดหัว และเข้าใจในการทำงานของสื่อทุกสำนัก

ซัดกลับ‘วิโรจน์’ผีเจาะปาก

นายธนกร ยังกล่าวถึงกรณีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล(ก.ก.) ระบุฉายา‘ชำรุดยุทธ์โทรม’ของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งได้ตรงดี เพราะนายกฯ หมดสภาพการเป็นผู้นำแล้วนั้น ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะความคิดแบบนี้ออกจากปากนายวิโรจน์ มาแล้วหลายครั้ง อยากพูดอะไรก็พูด พูดแบบผีเจาะปากไม่สนข้อเท็จจริง ขอให้ดิสเครดิตรัฐบาลได้ก็พอ หากย้อนดูผลงานของฝ่ายค้านแล้ว ชำรุดทรุดโทรม จนมีหรือไม่มีฝ่ายค้านในสภาก็แทบจะไม่ต่างกัน เพราะจ้องแต่จะเล่นเกมการเมืองนอกสภา เกาะกระแสม็อบ พอเห็นม็อบจาบจ้วงสถาบันหนักข้อขึ้น ก็รีบหันหัวเรือกลับมาดิสเครดิตรัฐบาลในสภา แม้แต่พรรคร่วมฝ่ายค้าน ยังเอือม

“ตลอดปีที่ผ่านมา รัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่เพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 ควบคู่กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และโครงการต่างๆ ที่สร้างประโยชน์และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนจำนวนมาก รัฐบาลยินดีเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสื่อและประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงปัญหาต่างๆ ที่ยังมีอยู่” นายธนกร กล่าว

ขอโทษ – พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ นำคณะผู้จัดรายการ เข้าขอโทษนายแสง สุขะทิวง เอกอัครราชทูตลาวประจำประเทศ ไทย กรณีรายการ ช่องเอ็นบีทีนำเสนอข่าวรถไฟลาว-จีนกระทบประเทศลาว

ย้ำผู้ประสานงานอย่าให้สภาล่ม

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิด เผยว่า ในที่ประชุมครม. พล.อ.ประยุทธ์ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ตลอดการประชุมมีการหยอกล้อและแซวรัฐมนตรีเป็นระยะ แต่ไม่ได้พูดถึงฉายารัฐบาล และฉายาตนเองที่สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลตั้งให้ประจำปี นอกจากนี้ในที่ประชุมยังมีแลกของขวัญกันระหว่างกระทรวง โดยชิ้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวชื่นชมเป็นของขวัญของคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ซึ่งเป็นปากกาลายไทยสลักชื่อรัฐมนตรีแต่ละคน โดย พล.อ. ประยุทธ์ได้หยอดมุขกับ ครม.ว่า อย่าเผลอลืมทิ้งไว้ในสถานที่อโคจรนะครับ เพราะมีชื่อตัวเองสลักไว้ ทำให้ ครม.ต่างพากันหัวเราะชอบใจ

นอกจากนี้ นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ประสานสภาผู้แทนราษฎร ได้รายงานวาระงานของสภาว่า ในสัปดาห์นี้จะไม่มีการประชุม จะกลับมาประชุมอีกครั้งในสัปดาห์หน้า โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้กำชับว่า เรื่องสภาตนก้าวล่วงไม่ได้ แต่อยากให้ผู้ประสานงานสภาประสานให้ดีว่าวันไหนมีกฎหมายของรัฐบาลเข้าสู่ที่ประชุม อย่าให้เกิดปัญหาสภาล่มเหมือนเดิมอีก อยากให้ ส.ส.อยู่ให้พร้อมเพรียงกัน

‘ชวน’ยันประชุมตามนัด5ม.ค.65

ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ระบุว่าแพทย์แนะนำให้ประชาชน Work from Home เป็นเวลา 7 วัน หลังกลับจากเทศกาลปีใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ว่า ถ้าส.ส.ไม่ติดเชื้อก็ไม่น่าเป็นปัญหา อีกทั้งสถานการณ์โดยทั่วไปยังไม่พบการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง แต่ก็ควรไม่ประมาท

ส่วนสภายังคงยึดแนวปฏิบัติด้านสาธารณสุขของกรมควบคุมโรค ซึ่งควรต้องระมัดระวัง แต่ไม่ถึงขั้นว่าใครกลับมาต้องกักตัว อีกทั้งสภามีมาตรการตรวจ Antigen test kit หรือ ATK ให้กับส.ส. และบุคลากรของสภาทุกวันอยู่แล้ว รวมถึงในการประชุมผู้เข้ามาในพื้นที่อาคารรัฐสภาทุกคนต้องวัดอุณหภูมิ และสวมหน้ากากอนามัย ประกอบกับมีการจัดโซนโพเดียมสำหรับการอภิปราย โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าบัลลังก์ของห้องประชุม ดังนั้นยืนยันว่ายังมีการประชุมสภาตามปกติในวันที่ 5 ม.ค.2565 แต่หากมีการเปลี่ยนแปลง ก็มีการประสานกับกรมควบคุมโรคอยู่ตลอด

นายชวน ยังได้มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 ว่า “รู้หน้าที่ มีวินัย ยึดมั่นประชาธิปไตยสุจริต”

‘ป้อม’ยิ้มรับ-‘สุพัฒนพงษ์’ไม่เคือง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมครม.กรณีซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจความเห็นประชาชนที่เลือกพล.อ.ประวิตรเป็นบุคคลแห่งปี ในการช่วยเหลือประชาชนว่า ตนจะทำงานต่อไปให้ดีที่สุดเพื่อช่วยประชาชน จะยืนหยัดเป็นฐาน เราต้องช่วยคนจน ช่วยทุกคนให้อยู่ดีกินดี

ผู้สื่อข่าวถามถึงฉาย ‘รองช้ำ’ ที่สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลตั้งให้ พล.อ.ประวิตรกล่าวพร้อมกับยิ้มว่า “รองช้ำเพื่อชาติ ไม่เป็นไร เพื่อให้ประเทศชาติอยู่ต่อไปได้”

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงฉายา ‘ว้ากซีน’ ว่า ก็ดี จะได้เป็นคำติดหู คนจะได้มาฉีดวัคซีนกันเยอะๆ

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มถึงฉายา ‘มหาเฉื่อย 4D’ ว่า ไม่เคือง เพราะตนอาจไม่เก่งการเมือง ซึ่งไม่มีปัญหา และจะสานต่อนโยบาย 4D ต่อไป เพราะเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องการให้ความรู้ความเข้าใจ การจะเห็นผลจากการดำเนินการในเรื่องนี้คงต้องใช้เวลา ซึ่งในระยะยาวก็จะเห็น เมื่อถามว่าไม่โกรธสื่อใช่หรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์หัวเราะพร้อมกล่าวว่า จะโกรธทำไม ไม่ได้ทำอะไรผิด

‘อู๊ดด้า’โวยฉายาตลกดี

ส่วนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงฉายา ‘นายกฯบางโพล’ ว่า ตลกดี ส่วนตัวไม่มีความเห็นอะไร ยอมรับว่าคนตั้งก็เก่ง ผู้สื่อข่าวถามว่าคิดว่าจะเป็นนายกฯ ตัวจริง ไม่ใช่แค่นายกฯ บางโพล ตามที่ตั้งฉายาได้หรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า เป็นเรื่องอนาคต วันนี้เราก็มี นายกฯ อยู่แล้ว

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ที่ได้ฉายา ‘สุชาติ ชมเก่ง’ กล่าวว่า ขอบคุณสื่อที่เอ็นดูและตั้งฉายาให้น่ารักดี แต่ที่ต้องพูด สิ่งต่างๆ สำเร็จได้ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน สิ่งต่างๆ ที่คิดและนำเสนอหากไม่ได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองก็ไม่สำเร็จมาถึงประชาชนผู้ใช้แรงงานนับสิบล้านคน

ผู้สื่อข่าวถามว่าในที่ประชุมครม. มีใครแซวเรื่องฉายาบ้างหรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า ตนก็โดนบ้าง เพราะฉายาน่ารัก โดยพล.อ.ประวิตรแซวว่าฉายาของตนน่ารักกว่าของพล.อ.ประวิตร ส่วนนายกฯ ไม่ได้แซวอะไร เพราะทราบว่าตนเป็นคนทำงาน ภาพรวมที่ออกมาของตนจับต้องได้ ทำงานเป็นรูปธรรม

ครม.ไฟเขียว2กฎหมายลูก

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุมครม.ว่า ครม.เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) หรือกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่..) พ.ศ. …. และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอ จากนี้จะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบ เชื่อว่าจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน ก่อนเสนอไปยังสภาหลังวันที่ 15 ม.ค.2565 ขณะที่ร่างกฎหมายลูกของส.ส.จะบรรจุในระเบียบวาระหลังวันที่ 15 ม.ค. เช่นเดียวกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของสภา สำหรับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งส.ส.ครั้งต่อไปจะอยู่ที่ประมาณ 5,600 ล้านบาท

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มีสาระสำคัญ 1.ให้ กกต.จัดให้มีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 คน และการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน 2.ให้พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตแล้ว จึงมีสิทธิส่ง ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ และต้องส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวก่อนปิดรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต โดยพรรคจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่า 3 วัน

ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ

3.กำหนดให้มีคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ไม่น้อยกว่า 7 คน มีหน้าที่เกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนในที่เลือกตั้งและนับคะแนน 4.ให้ใช้บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบละ 1 ใบ (บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ส่วนหีบบัตรเลือกตั้งให้มีลักษณะตามที่ กกต.กำหนด)

5.แก้ไขเพิ่มเติมการประกาศผลเลือกตั้ง โดยเมื่อรวมผลเลือกตั้งแล้ว คะแนนทุกหน่วยในเขตเลือกตั้งนั้น รวมทั้งคะแนนที่ได้จากการออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง และการลงคะแนนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรแล้ว ให้ กกต. ประจำเขตเลือกตั้ง ประกาศผลรวมคะแนน ส.ส.แบบแบ่งเขต คะแนนที่ไม่เลือก ผู้สมัครผู้ใด ผลการรวมคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ และคะแนนที่ไม่เลือกพรรคใด แล้วรายงาน กกต.โดยเร็ว

ส่วนร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มีสาระสำคัญ 1.แก้ไขเพิ่มเติมให้คณะกรรมการสรรหาของแต่ละพรรค จัดทำบัญชีรายชื่อ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไม่เกิน 100 รายชื่อ และ 2.แก้ไขเพิ่มเติมให้สมาชิกพรรค ลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้คนละไม่เกิน 10 รายชื่อจากเดิม 15 รายชื่อ

กาบัตรซ่อมส.ส.หลักสี่30ม.ค.

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมครม. อนุมัติร่างพ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.กทม.เขต 9 หลักสี่ จตุจักร (ยกเว้นแขวงจตุจักรและแขวงจอมพล) แทนตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อ 22 ธ.ค.2564 ว่าสมาชิกภาพส.ส.ของนายสิระ เจนจาคะ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(10) นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง คือวันที่ 24 มี.ค.2562 จึงต้องตราพ.ร.ฎ.เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างลงภายใน 45 วัน

กกต.ได้จัดทำร่างแผนจัดการเลือกตั้ง โดยคาดว่าพ.ร.ฎ.จะมีผลใช้บังคับวันที่ 2 ม.ค.2565 จากนั้น กกต.ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งและวันรับสมัคร วันที่ 3 ม.ค. ประกาศหน่วยเลือกตั้งและรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งภายในวันที่ 4 ม.ค. เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 6-10 ม.ค. และจัดการเลือกตั้งได้ในวันที่ 30 ม.ค.

‘พี่ศรี’ร้องกกต.เอาผิด‘อุตตม’

ที่สำนักงาน กกต. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยยื่นคำร้องต่อ กกต. นายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้ดำเนินการไต่สวน สอบสวน เพื่อเอาผิดหัวหน้าพรรคพลัง ประชารัฐ (พปชร.) ในขณะนั้น (นายอุตตม สาวนายน) ฐานเจตนาให้การรับรองผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.กทม. เขต 9 (นายสิระ เจนจาคะ) อันเป็นเท็จ รวมทั้งผอ.การเลือกตั้งประจำ กทม.ที่บกพร่องการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัตินายสิระ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของนายสิระว่าไม่ได้มีมาตั้งแต่สมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(10)

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า นายสิระซึ่งเป็นบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลแขวงปทุมวัน ว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทําโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญานั้น ย่อมเป็นบุคคลที่ต้องห้าม มิให้สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง การที่นายสิระไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐได้ และต่อมาหัวหน้าพรรคให้การรับรองลงสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 56 ย่อมเป็นเท็จ จึงอาจเป็นความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรค การเมือง 2560 มาตรา 120 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี

ส่วนผอ.การเลือกตั้งกกต.ประจำ กทม. นั้น ซึ่งมีระยะเวลามากพอที่จะตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครให้ละเอียดรอบคอบได้ แต่ก็เพิกเฉยจนกระทั่งมีผู้ไปร้องเรียนจนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพิกถอนคุณสมบัติดังกล่าวย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบในความบกพร่องดังกล่าวด้วย

พรรคกล้าส่ง‘อรรถวิชช์’ชิงดำ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า เปิดเผยว่าตนประกาศขอเป็นตัวแทนพรรคลงสมัครส.ส.กทม. เขต 9 หลักสี่ จตุจักร พรรคกล้าตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้ประชาชน อยากเห็นการเมืองสร้างสรรค์บนแนวคิดปฏิบัตินิยม ลงมือทำ ดังนั้น จะถือโอกาสในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้พาทีมงานว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ไฟแรงของพรรคเรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ทางการเมืองด้วย ตนเคยเป็นผู้แทนเขตหลักสี่ จตุจักร มั่นใจว่าห้วงเวลาที่เคยเป็นผู้แทนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และจะขอกลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง ขอประชาชนให้โอกาส สร้างสรรค์การเมืองคุณภาพให้เกิดขึ้นในเขตหลักสี่ จตุจักร

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้ากล่าวว่า การส่งนายอรรถวิชช์ลงสู้ศึกเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ สะท้อนวัฒนธรรมของพรรคที่เน้นปฏิบัติ กล้าที่จะลงมือทำ การแพ้ชนะเป็นเรื่องปกติ ซึ่งพรรคได้เลือก ผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุด มีความพร้อมมากที่สุด เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบันให้ชาวหลักสี่ จตุจักร ให้ชาว กทม.และคนไทยทั้งประเทศได้เห็นว่า ผู้สมัครของเรามีคุณภาพอย่างไร เราต้องการสร้างการเมืองที่ดีขึ้น

พปชร.เคาะ‘เมียสิระ’ลงสมัคร

เวลา 15.00 น. ที่ทำการพรรคพลัง ประชารัฐ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.) เพื่อพิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกซ่อม ส.ส.กทม. เขต 9 หลักสี่-จตุจักร แทนนายสิระ โดยมีกก.บห. เข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง ก่อนเริ่มประชุม เจ๊หลี-นางสรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ภรรยานายสิระเดินทางมาที่ทำการพรรค และขึ้นไปที่ห้องประชุม ใช้เวลา 10 นาที จึงเดินทางกลับ โดยนางสรัลรัศมิ์ กล่าวว่า “ขอให้ฟังมติจากที่ประชุม” ส่วนที่ประชุม ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า วันนี้กรรมการสรรหาพรรคพลังประชารัฐ โดยมีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค เป็นประธาน ได้นำเสนอชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหา ให้กับกก.บห. พิจารณา ในที่สุด กก.บห.มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นควรให้ นางสรัลรัศมิ์ เป็น ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 9 ของพรรค โดยมีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ กก.บห.เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้ง

‘เจ๊หลี’ลั่นไม่ทำคนกรุงผิดหวัง

ด้านนายชัยวุฒิ กล่าวว่า พรรคอยากจะขอความสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน ให้พรรคได้มีโอกาสดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องของเสถียรภาพรัฐบาล และผลงานรัฐบาลในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาโรคระบาดโควิด-19 และมาตรการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ พรรคพลังประชารัฐได้ดำเนินนโยบายอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ จึงหวังว่าจะยังคงได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขตหลักสี่ และจตุจักร(แขวงเสนานิคม แขวงจันทรเกษม และแขวงลาดยาว) ต่อไป

เมื่อถามว่ากระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ในกทม.ยังดีอยู่หรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า มั่นใจว่ากระแสยังดีเพราะรัฐบาลทำผลงานมากมาย คิดว่าเราจะชนะแน่นอน

นางสรัลรัศมิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ขอขอบคุณ พล.อ.ประวิตร และกก.บห.ทุกคนที่ให้ความไว้วางใจ และตนจะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน ตลอดเวลาที่นายสิระเป็น ส.ส.ตนได้ช่วยเหลือ และดูแลประชาชนในพื้นที่มาตลอด ตอนสถานการณ์โควิด-19 ระบาดอย่างหนักก็ทำหน้าที่โดยไม่ได้พัก จึงไม่ใช่ผู้สมัครหน้าใหม่ มีความคุ้นเคยสนิทสนมกับชาวบ้านในพื้นที่ ดูแลชาวบ้านแบบให้ใจกับเขา มั่นใจว่าประชาชนในพื้นที่จะมอบความไว้วางใจและให้โอกาสตนสานต่องานจากนายสิระอย่างแน่นอน จึงไม่มีความกังวลในเรื่องของคู่แข่ง

เมื่อถามว่ากังวลกับกระแสของพรรคใน กทม.หรือไม่ นางสรัลรัศมิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ สร้างผลงานให้กับประชาชนไว้มากมาย รวมถึงพรรคที่นำโดยพล.อ.ประวิตร ดูแลประชาชนเรื่องปากท้องมาโดยตลอด จึงมั่นใจว่า คนกทม.ยังรักและศรัทธาการบริหารประเทศของรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ

‘บิ๊กป้อม’สั่งต้องชนะทั้ง3เขต

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง รองหัวหน้า และผอ.พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ที่ประชุมกก.บห.ได้หารือถึงการเลือกตั้งซ่อมทั้ง 3 จังหวัด โดยเฉพาะจ.สงขลา เขต 6 และชุมพร เขต 1 โดยหัวหน้าพรรค อยู่ระหว่างวางแผนลงพื้นที่หาเสียงจังหวัดละ 2 ครั้ง หลังเทศกาลปีใหม่

นอกจากนี้ประชุมมั่นใจว่าทั้ง 3 พื้นที่ ผู้สมัครของพรรคจะสู้ได้ เนื่องจากมีทั้งกระแสของพรรคและกระแสในตัวนายกฯ โดยเฉพาะในในจ.ชุมพร ที่ตนรับมอบหมายให้เป็น ผอ.การเลือกตั้ง ได้ลงพื้นที่เบื้องต้น พบว่า นโยบายของพรรคพลังประชารัฐ อาทิ บัตรสวัสดิการ มาตรการเยียวยาช่วงโควิด โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี รวมถึงกระแสความนิยมในตัว นายกฯก็มีเพิ่มมากขึ้น ทำให้มั่นใจว่าคะแนนนิยมจะเพิ่มขึ้นกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน เพราะถ้าไม่มั่นใจก็คงจะไม่ตัดสินใจส่งผู้สมัคร

รายงานข่าว เปิดเผยว่า ในที่ประชุม มีการเสนอ 2 รายชื่อ คือ นางสรัลรัศมิ์ และน.ส. นพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)อดีตผู้สมัคร ส.ส.บางเขน พรรคพลังประชารัฐ โดยที่ประชุมเปิดลงมติ ปรากฏว่ามีมติเอกฉันท์เลือกให้นางสรัลรัศมิ์ เป็นผู้ลงสมัคร เนื่องจาก น.ส.นพวรรณเป็นผู้สมัครคนละเขต ขณะที่การเลือกตั้งเหลือเวลาเพียงอีก 30 วันเท่านั้น จึงอาจทำให้เตรียมตัวไม่ทัน ขณะที่พล.อ. ประวิตรพูดตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งซ่อมทั้งหมด 3 เขต จะต้องชนะ

‘เสี่ยเฮ้ง’มั่นใจเจาะไข่แดงสงขลา

ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สงขลา เขต 6 พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมการเลือกตั้งซ่อมว่า ตนมั่นใจ เพราะพี่น้องชาว จ.สงขลา ชอบนโยบายของพรรคเยอะมาก นโยบายจับต้องได้ อาทิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนที่แข่งกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)แม้จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน แต่ไม่ได้หาเสียงโจมตีกัน จะเน้นเรื่องตัวผู้สมัครและพื้นที่ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับชาวเขต 6 จ.สงขลาว่าจะเลือกใคร ย้ำว่าเมื่อเราส่ง ผู้สมัครแล้วก็มั่นใจ และยิ่งลงไปดูในพื้นที่ยิ่งมั่นใจ เราเป็นนักการเมืองสมัยใหม่ ไม่ใช่เหมือนในอดีต ซึ่งมียุทธศาสตร์ในการโน้มน้าวจิตใจ และแสดงผลงานให้ประชาชนเห็นว่าจับต้องได้

“การเลือกตั้งซ่อมแต่ละครั้งมีองค์ประกอบต่างกัน หากเป็นพื้นที่เดิมของพรรคพลังประชารัฐก็ไม่ยาก แต่ที่ยากคือ พื้นที่ไข่แดง ทั้งหมดอยู่ที่ยุทธศาสตร์ ไม่ใช่ว่าเป็นบ้านเขาแล้วเราจะไปแข่งไม่ได้ และเชื่อว่ามีดีพอที่จะนำเสนอ” นายสุชาติกล่าว

ปชป.ไม่หวั่นอดีตส.ส.แปรพักตร์

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ชุมพร เขต 1, สงขลา เขต 7 และกทม. เขต 9 ว่า ทุกการตัดสินใจเป็นไปตามสถานการณ์และความเหมาะสม การส่งหรือไม่ส่งผู้สมัคร ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยคำว่าพรรคอื่น หรือพรรคร่วมรัฐบาล แต่คำนึงถึงสาระสำคัญของความเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ กก.บห.มีดุลยพินิจพิจารณาทุกคน และเมื่อตัดสินใจส่งผู้สมัครในเขตใด แล้วก็สู้เต็มที่ ตามครรลองของระบบประชาธิปไตย

สำหรับชุมพร เขต 1 ที่นายศิริศักดิ์ อ่อนละมัย อดีตส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ลาออกไปช่วยนายชวลิต อาจหาญ หรือทนายแดง ผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐนั้น เชื่อว่าไม่มีผลกระทบต่อผลการเลือกตั้ง เพราะเขตดังกล่าว ประชาชนได้เห็นและสัมผัสได้มาตลอดว่า อดีต ส.ส.ของพรรค ตั้งใจทำงานอยู่เคียงข้างพี่น้องตลอดมา สิ่งสำคัญที่พรรคจะต้องรณรงค์ต่อจากนี้คือ ให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการเลือกตั้ง จะต้องไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ส่วนการเลือกตั้งซ่อมส.ส.หลักสี่นั้น ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณา

หาเสียงเริ่มดุ-ทำลายป้าย

ที่สำนักงานกกต.สงขลา นางพะเยีย ศิริโชติ ผอ.สำนักงาน กกต.สงขลา ประชุมเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์ผู้สมัครเลือกตั้ง และผู้สนับสนุน เขตเลือกตั้ง 6 จ.สงขลา ให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องข้อกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการร้องเรียนเกิดขึ้น มีผู้สมัครและผู้สนับสนุนเข้าร่วมประมาณ 20 คน

นางพะเยียกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีเรื่องร้องเรียน ที่มีกระแสข่าวว่ามีการทำลายป้ายหาเสียงเกิดขึ้นนั้น ผู้สมัครอาจจะไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจที่เกิดเหตุ

นายสุรินทร์ สุริยะวงศ์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ส.ส.สงขลา เขต 6 กล่าวว่า มี ผู้ยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.สงขลา เขต 6 ตั้งแต่วันที่ 23-27 ธ.ค. รวม 5 ราย ได้ส่งเอกสารหลักฐานผู้สมัครทั้ง 5 รายให้ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติ หากคุณสมบัติครบ กกต.รับรองผลรับสมัครจะประกาศชื่อและหมายเลขผู้สมัคร

หมายเลข 1 น.ส.สุภาพร กำเนิดผล พรรคประชาธิปัตย์, หมายเลข 2 นายธิวัชร์ ดำแก้ว พรรคก้าวไกล, หมายเลข 3 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ พรรคพลังประชารัฐ, หมายเลข 4 นายพงศธร สุวรรณรักษา พรรคกล้า และหมายเลข 5 นางภัทรวดี ศรีศักดา พรรคพลังสังคม” ซึ่งจะมีการเลือกตั้งวันที่ 16 ม.ค.2565

เปิดเซฟ‘ธรรมนัส’ลด107ล้าน

วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงหลายราย อาทิ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กรณีพ้นจากตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2564

ร.อ.ธรรมนัส แจ้งว่ามีคู่สมรส 2 ราย ได้แก่ นางอริสรา พรหมเผ่า จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 4 ก.ย.2545 และน.ส.ธนพร ศรีวิราช อยู่กินกันฉันสามีภริยามาตามที่ป.ป.ช.กำหนด มีบุตรรวม 7 คน ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 2 ราย โดยร.อ.ธรรมนัส และคู่สมรสทั้ง 2 ราย รวมทั้งบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แจ้งว่า มีทรัพย์สิน 758,847,094 บาท หนี้สิน 178,491,910 บาท

โดยทรัพย์สิน แบ่งเป็นของ ร.อ.ธรรมนัส 606,657,059 บาท มีหนี้สินเป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 145,433,890 บาท นางอริสรา มีทรัพย์สิน 38,067,208 บาท มีหนี้สินรวม 21,482,534 บาท น.ส.ธนพร มีทรัพย์สิน 55,922,431 บาท มีหนี้สินเป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 11,575,486 บาท ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สิน 58,200,395 บาท เป็นเงินฝาก 16,852,346 บาท สิทธิและสัมปทาน 41,348,049 บาท

นอกจากนี้ ยังมีที่ดินรวม 74 โฉนด โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง รวม 13 หลัง ยานพาหนะรวม 34 คัน ทรัพย์สินอื่น รวม 126 รายการ เป็นของผู้ยื่น 35 รายการ อาทิ พระเครื่อง 6 องค์ นาฬิกายี่ห้อหรู 16 เรือน แหวนเพชร แหวนทับทิม แหวนหยก รวม 11 วง อาวุธปืน 7 กระบอก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ร.อ. ธรรมนัส แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส.พะเยา เมื่อ 24 มี.ค. 2562 ว่า มีคู่สมรส 2 ราย มีทรัพย์สิน 866,022,010 บาท มีหนี้สิน 73,361,936 บาท ดังนั้น พบว่า ร.อ.ธรรมนัส ทรัพย์สินลดลง 107,174,916 บาท มีหนี้สินเพิ่มขึ้น 105,129,974 บาท

‘วินท์’อู้ฟู่678ล้านบาท

สำหรับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายวินท์ สุธีรชัย ส.ส.พรรคก้าวไกล พ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2564 พร้อม น.ส.สุภรัตน์ ห่วงสกุล คู่สมรส ซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมการในบจ.วิน วิน โฮลดิ้ง บจ. แก่นศิริ สตาร์ซ บจ.ไพร์ม สตาร์ซ อินดีสทรี บจ.ไพร์ม เพาเวอร์ แพลนท์ และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 3 ราย โดยระบุว่ามีทรัพย์สินรวม 678,463,119 บาท หนี้สินรวม 105,349,219 บาท เป็นทรัพย์สินของนายวินท์ 609,570,780 บาท เป็นทรัพย์สินของคู่สมรส 68,717,884 บาท

ส่วนบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของอดีต ผู้บัญชาการเหล่าทัพ 3 ราย ประกอบด้วย 1.บิ๊กแอร์บูล-พล.อ.อ.แอร์บูล สุทธิวรรณ กรณีพ้นจากผบ.ทอ. และส.ว. 2.บิ๊กอุ้ย-พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน กรณีพ้นจาก ตำแหน่งผบ.ทร.และส.ว. 3.บิ๊กณัฐ-พล.อ. ณัฐ อินทรเจริญ กรณีพ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมและส.ว.

พล.อ.อ.แอร์บูลแจ้งว่า ตนเองและนางพรรณระพี สุทธิวรรณ คู่สมรส มีทรัพย์สิน 108,960,960 บาท ไม่มีหนี้สิน

พล.ร.อ.ชาติชาย แจ้งว่า ตนเองและนางจุฬารัตน์ ศรีวรขาน คู่สมรส มีทรัพย์สิน 29,270,306 บาท มีหนี้สิน 2,661,557 บาท เป็นหนี้สินของ พล.ร.อ.ชาติชาย

พล.อ.ณัฐ แจ้งว่า ตนเองและนางรมิดา อินทรเจริญ คู่สมรส มีทรัพย์สิน 29,514,036 บาท มีหนี้สิน 607,565 บาท เป็นหนี้สินของ พล.อ.ณัฐ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน