ฝ่ายค้านสวนทีมสภา
ยันยื่นศาลรธน.ตัดสิน
พท.ส่ง‘สุรชาติ’สู้หลักสี่

เพื่อไทย-ก้าวหน้ารุมโต้ทีมกฎหมายสภา ยันวาระ 8 ปี ‘บิ๊กตู่’ จบส.ค.65 ไม่ใช่ปี 70 ฝ่ายค้านยื่นแน่ให้ศาลรธน.ตัดสิน ‘บิ๊กป้อม’ บอกถ้า ‘น้องตู่’ อยู่ยาวจะเคียงข้างหรือไม่ก็แล้วแต่ร่างกายไหว หรือเปล่า ‘ธรรมนัส’ ยอมรับจุดอ่อน พปชร.คือหัวหน้ากลุ่มแตกแยก ชูหัวหน้าป้อมเป็นศูนย์รวมใจสมาชิก แก้ปัญหาจบได้ทุกเรื่อง เพื่อไทยเคาะ ‘สุรชาติ เทียนทอง’ ชิงเลือกตั้งซ่อมส.ส.หลักสี่ ‘บิ๊กตู่’ ลั่นไม่โกรธสื่อทำเนียบตั้งฉายา ‘ชำรุดยุทธ์โทรม’ ภูมิใจไทยตั้งเพิ่มฉายา ‘อนุทิน-น.หนู อดทน’

‘ชวน’ไม่เกี่ยว-นับวาระ 8 ปี‘บิ๊กตู่’

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎร มีความเห็นถึงวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 8 ปีตามรัฐธรรมนูญ 2560 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยให้เริ่มนับตั้งแต่วันโปรดเกล้าฯ วันที่ 9 มิ.ย.2562 ทำให้สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้จนถึง ปี 2570 ว่า ความจริงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา เป็นกิจกรรมที่ทำเป็นปกติของข้าราชการสภา ถ้ามีข่าวที่สังคมสนใจ จะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของสภา ผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนสรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และสรุป รายละเอียดของประเด็นนั้นๆ พร้อมทั้ง ความเห็นทางกฎหมายส่วนบุคคลของตนเอง แนบท้ายกราบเรียนประธานสภา ให้รับทราบ

ขอเน้นย้ำว่า กรณีนี้เป็นความเห็นส่วนบุคคล ของเจ้าหน้าที่สภา นิติกรเจ้าของเรื่อง ซึ่งไม่ใช่ความเห็นนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ที่สำคัญอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยประเด็นนี้ ไม่ใช่หน้าที่ของสภา แต่เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 210 ของรัฐธรรมนูญ ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัย เกรงว่าจะเกิดการเข้าใจผิดคิดว่านายชวน เพิ่งพิจารณา กรณีดังกล่าวในช่วงนี้ แต่ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น เเน่นอน เพราะขณะนี้นายชวนลงพื้นที่พบประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในหลายจังหวัด คือ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี

เพื่อไทยแย้งฝ่ายกฎหมายสภา

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงาน ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมฝ่ายกฎหมายสภามาให้ความเห็น และเป็นข่าวในช่วงนี้ เพราะยังไม่มีประเด็นและเงื่อนไขที่เป็นข้อโต้แย้งกันในสภา ความเห็น ดังกล่าวคงมิใช่ข้อยุติสิ้นสุด จริงๆ แล้วสภา มีอำนาจตีความรัฐธรรมนูญได้ แต่หากหา ข้อยุติไม่ได้ คงต้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องมีประเด็นและมีคำร้องและต้องรอให้เงื่อนเวลา 8 ปีเกิดขึ้นก่อน

ตนขอโต้แย้งความเห็นดังกล่าวในประเด็นแรก ที่มีความเห็นว่าหากรัฐธรรมนูญต้องการให้นับเวลา 8 ปี ให้รวมระยะเวลาก่อนจะมีรัฐธรรมนูญ 2560 รวมเข้าด้วย ก็ต้องบัญญัติไว้โดยชัดเจนนั้น ตนเคยเป็นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างกฎหมายมาหลายคณะ โดยเฉพาะ กฎหมายเรื่องวาระการดำรงตำแหน่ง กลับมีกฎหมายหลายฉบับที่เขียนเอาไว้ว่า มิให้นับเวลาก่อนหน้านั้นรวมเข้าด้วย

กรณีเช่นนี้ ต้องเขียนว่า มิให้นับระยะเวลาตอนเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 รวมเข้าด้วย เพราะนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 กับรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นคนคนเดียวกัน ดำรงตำแหน่งสืบเนื่องติดพันกัน และเขียนรัฐธรรมนูญให้โยงสืบทอดกันตามมาตรา 264 ที่ให้ครม.ก่อนหน้านั้น เป็นครม.ตามรัฐธรรมนูญ 2560 อีกทั้งมาตรา 279 ได้ยอมรับการกระทำทั้งหลายที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เป็นการชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2560

ต้องครบส.ค.65-หนทางพ้นหลุมดำ

ประเด็นที่สอง เรื่องการใช้หลักกฎหมายย้อนหลัง ประเด็นนี้พื้นฐานจริงๆ มาจากการห้ามลงโทษบุคคลย้อนหลัง แต่ประเด็นวาระการดำรงตำแหน่งเป็นเรื่องระยะเวลา การทำงานว่าควรทำงานได้กี่ปี มิใช่การลงโทษบุคคล การนับเวลาเกษียณ คุณไปทำงานที่ไหนๆ มาก่อนก็นับต่อเนื่องติดต่อ กันหมด

ที่สำคัญ ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องการปฏิรูปการเมือง เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง เจตนารมณ์การกำหนดเวลา 8 ปีไว้ คือไม่ต้องการให้ติดยึดสร้างสมผูกขาดอำนาจไว้ ไม่ต้องการให้อยู่นานเกินไป จนกลายเป็นสืบทอดสร้างอาณาจักร และยังกันไว้อีกว่าไม่ว่าจะเป็นนายกฯ ติดต่อกันหรือไม่ ก็ดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่เกิน 8 ปี

“ผมเข้าใจว่าหากนับระยะเวลา 8 ปีตั้งแต่เป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ครบกำหนด 8 ปีเดือนส.ค.2565 คงมีประเด็นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเว้นแต่จะได้ตาสว่าง ยอมรับว่าเรื่องนี้คือทางออกจากหลุมดำของประเทศมิให้บอบช้ำถูลู่ถูกังยื้อยุทธ์กันไปมากกว่านี้” นายชูศักดิ์กล่าว

ถึงเวลายื่นตีความแน่

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประเด็นนี้ทุกคนสนใจว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของรัฐบาลหรือไม่ ทางพรรค ร่วมฝ่ายค้านแถลงไปหลายครั้ง และยังยืนยันในความมุ่งมั่นที่จะใช้เงื่อนไข และคุณสมบัติข้อนี้ว่าคนที่มาดำรงตำแหน่งนายกฯ จะดำรงตำแหน่งเกินกว่า 8 ปีไม่ได้ เรามั่นใจว่า การตีความตัวบทกฎหมายนี้มีความตรงไปตรงมา ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อถึงกำหนดเวลา หากพล.อ.ประยุทธ์ ยังดำรงตำแหน่งนายกฯอยู่ เราจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติข้อนี้ให้เป็นที่ยุติ

เมื่อถามว่า หากยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความจะยื่นผ่านประธานสภา หรือช่องทางใด นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เรื่องวิธีการที่จะยื่นไม่น่าจะเป็นประเด็น เพราะส.ส. 1 ใน 10 สามารถเข้าชื่อกันเพื่อยื่นตรวจสอบคุณสมบัติของนายกฯ และส.ส.ได้ แล้วประธานสภา จะทำหน้าที่ส่งเรื่องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ประธานสภาไม่มีอำนาจวินิจฉัย หรือตรวจสอบสาระในการยื่น

จี้แสดงสปิริต-ดับชนวนร้อน

ด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เข้าใจเจตนาของฝ่ายกฎหมายรัฐสภา ที่จู่ๆ ก็เสนอความเห็น เรื่องนี้มาอย่างไม่มีเหตุผล จะว่าเป็นหน้าที่ ก็ไม่น่าใช่ โดยกาลเทศะก็ไม่ถูก แต่ถึงจะมีความเห็นหรือชี้อย่างไร ก็ไม่มีเหตุผล ที่บอกให้นับวาระการดำรงตำแหน่งนับแต่วันโปรดเกล้าฯ นั้น ได้มองเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่ หรือมองเพียงตัวหนังสือ

“เรื่องนี้ตามเจตนารมณ์กฎหมายหวังจะให้พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในวาระได้ 8 ปี จะนับตั้งแต่ เมื่อไหร่ ไม่ต้องวิตก หากถึงช่วงเดือน ส.ค.255 ค่อยมาว่ากัน ถ้าครบวาระ 8 ปี ยังเห็นต่างกัน คงต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด แต่มากกว่าการดำรงตำแหน่ง คือ สำนึกของคนใช้กฎหมายนี้ คือ ตัวนายกฯ ที่อยู่มา 8 ปี ได้สำนึกหรือไม่” นายสุทินกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยมองว่า ควรนับวาระของพล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่ยึดอำนาจ เมื่อปี 2557 เลยหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า ได้เป็นนายกฯ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เมื่อถามว่า หากถึงช่วงเดือนส.ค.2565 ยังไม่มีความชัดเจน พรรคเพื่อไทยจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า เราหวังจะหาข้อยุติให้เป็นบรรทัดฐาน ก็น่าจะไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าไม่ให้เป็นประเด็น นายกฯ ควรมีสำนึก ควรแสดงสปิริตเพื่อดับชนวนเรื่องนี้

ฉีกมาตรฐานศาลรธน.ไม่ได้

นายชำนาญ จันทร์เรือง กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ว่า การออกมาระบุ เรื่องดังกล่าว เป็นหน้าที่อะไรของฝ่ายกฎหมาย สภา ที่เป็นเหมือนกองนิติกร ในกระทรวง ทบวง กรม เท่านั้น ซึ่งในข่าวระบุว่า สภามอบให้ฝ่ายกฎหมายไปศึกษารายละเอียดการนับการดำรงตำแหน่งพล.อ.ประยุทธ์ หากจะทำแบบนั้นต้องมีมติจากสภาเสียก่อน สภา เป็นฝ่าย นิติบัญญัติจะไปยุ่งอะไรกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร และไม่ได้เป็น ส.ส. นี่เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็น ผู้ตีความ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ความเห็นของฝ่ายกฎหมาย สภา ตีความตรงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หรือไม่ นายชำนาญกล่าวว่า หากฝ่ายกฎหมายสภาตีความเช่นนี้ ก็ตั้งข้อสังเกตเทียบเคียงกับกรณีของนายสิระ เจนจาคะ อดีตส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธิทางการเมือง โดยตัดสินโยงความผิดย้อนหลังไปถึงปี 2538 ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ วางมาตรฐานไว้เช่นนี้ แล้วจะมาวางคำวินิจฉัยของพล.อ.ประยุทธ์ แตกต่างจากมาตรฐาน ที่วางไว้ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ

‘บิ๊กป้อม’ระบุถ้าไหวจะอยู่เคียง‘ตู่’

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่าถ้าพล.อ.ประยุทธ์ สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้จนถึงปี 2570 พร้อมจะอยู่เคียงข้างพล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ว่า “ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทั่วไป ก็แล้วแต่ว่าร่างกายผมจะไหวหรือไม่”

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการทำงานของพรรคในปี 2565 ว่า นโยบายของพรรคที่เคยหาเสียงไว้เมื่อปี 2562 หากถามว่าเป็นนโยบายขายฝันหรือไม่ ต้องบอกว่าไม่ใช่ แต่เป็นนโยบายที่ประชาชนจับต้องได้ โดยเฉพาะเรื่องส.ป.ก. บัตรสวัสดิการ แห่งรัฐ ดังนั้น นโยบายของพรรคดีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาตนคุยกับทูตหลายประเทศ ส่วนใหญ่ จะถามว่าพรรคพลังประชารัฐ เป็นอย่างไร เราอธิบายตามความเป็นจริงว่า พรรคนั้นดีอยู่แล้ว แต่ภาพที่เห็นว่าทำไมพรรคเกิดความแตกแยกมาตลอดไม่รู้จักจบ เป็นเรื่องของหัวหน้ากลุ่มแต่ละกลุ่มมากกว่า ส่วนส.ส.รวมถึงผู้ที่ เคยสมัครและกำลังจะสมัครในนามพรรค ต่างมีความสามัคคีกัน เดินในทิศทางเดียวกัน ตามที่หัวหน้าพรรคกำหนดให้เดิน

กลุ่มในพรรค ถือเป็นเรื่องธรรมดาของทุกพรรคที่จะเกิดความขัดแย้ง เกิดปัญหาความไม่ลงตัวกันในสิ่งที่แต่ละกลุ่มต้องการ ซึ่งตนหมายถึงหัวหน้ากลุ่ม หรือเป็นเรื่องนโยบาย ที่ไปรับฟังมาผิดๆ ถูกๆ ก็นำมามีปัญหากัน ในพรรค ซึ่งเราเป็นพรรคใหญ่ เหมือนคนในครอบครัว พี่น้องทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ แต่ทะเลาะแล้วไม่ควรนำออกมาให้ภายนอกรับรู้ แต่พรรคเรา

‘นัส’รับจุดอ่อนพปชร.แตกแยก

ผู้สื่อข่าวถามว่าในอนาคตพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นสถาบันการเมืองตามที่ตั้งใจได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของพล.อ.ประวิตร ในฐานะหัวหน้าพรรค ที่มอบหมายงานให้หลายคนดูแล ทั้งบนดินและใต้ดิน ทำให้ เชื่อมั่นว่าพรรคพลังประชารัฐ จะกลายเป็นสถาบันการเมืองที่มีความเข้มแข็ง

ต่อข้อถามว่าประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน ของพรรคอย่างไร ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า จุดแข็ง คือ ส.ส. และว่าที่ผู้สมัคร มีความมั่นใจในตัวหัวหน้าพรรค เพราะไม่เคยทำอะไรแล้วไม่สำเร็จ เรื่องที่ตอบว่าไม่รู้นั้น รู้หมด ขึ้นอยู่ว่าจะตอบหรือไม่ตอบ และรู้จักใช้คนทำงาน ส่วนตนและนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค มีหน้าที่ดูภาพรวม ไปลุยพื้นที่เหมือนไป ตีเมืองขึ้น จากนั้นจะมีคนมาดูแลหรืออาจตั้งให้คนในพื้นที่นั้นๆ มาดูต่อ ไม่ใช่ตนต้องดูแลทั่วประเทศ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ใช่ทศกัณฐ์

ส่วนจุดอ่อนของพรรคนั้น ยอมรับว่า ภาพที่สะท้อนออกมาคือ ภาพของความแตกแยก เราต้องแก้ให้ได้ว่าถ้าเห็นต่างกัน ก็ควรจบในพรรค ไม่ต้องให้สื่อไปนำเสนอว่าแตกแยกกันจริงๆ แต่ทุกครั้งที่สงบได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว พล.อ.ประวิตร มานั่งหัวโต๊ะ ทำให้จบ พวกเราพยายามคุยกันนอกรอบในเรื่องความแตกแยก เพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์พรรคเสียไปมากกว่านี้ และตนพร้อมคุยกับทุกกลุ่มและก็ได้คุยกับทุกกลุ่มอยู่แล้ว

เปิดตัว – นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดตัวนายสุรชาติ เทียนทอง ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม. เขต 9 หลักสี่-จตุจักร โดยยกย่องนายสุรชาติเป็นนักประชาธิปไตยที่พร้อมเป็นตัวแทนประชาชน ที่ทำการพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.

พท.เปิดตัว‘สุรชาติ’ชิงส.ส.หลักสี่

เมื่อเวลา 15.40 น. ที่พรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 9 หลักสี่ จตุจักร (ยกเว้นแขวงจตุจักรและแขวงจอมพล)

นพ.ชลน่านกล่าวว่า กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) มีมติเอกฉันท์ให้ส่ง นาย สุรชาติ เทียนทอง อดีตส.ส.กทม. เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เขต 9 หลักสี่ จตุจักร และแต่งตั้งนายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค และอดีต ส.ส.สระแก้ว เป็น ผอ.เลือกตั้งเขต 9 มั่นใจว่าประชาชนจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ให้ชนะการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ เนื่องจาก นาย สุรชาติ เป็นอดีตส.ส. และถึงแม้ครั้งที่แล้ว จะไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่นายสุรชาติไม่เคยทิ้งพื้นที่ แก้ปัญหาให้ประชาชนเสมอ

“พรรคเพื่อไทยและนายสุรชาติมีอุดมการณ์ ประชาธิปไตยอย่างเข้มข้น ร่วมต่อสู้ ช่วยเหลือ ประชาชน โดยเฉพาะคนที่ถูกกระทำจากการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้จึงเป็นการเลือกตั้งเพื่อศักดิ์ศรีของคนที่รักประชาธิปไตย และชาวหลักสี่ จตุจักร มั่นใจว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิร้อยละ 70 ขึ้นไป และการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จะเป็นก้าวแรกของการได้รัฐบาลใหม่” นพ.ชลน่านกล่าว

ด้านนายสุรชาติกล่าวว่า การเลือกตั้ง ครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่สุดในชีวิตการทำงาน เป็นก้าวที่พิสูจน์อุดมการณ์ ความเชื่อ ความตั้งใจ ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา ตนต้องการทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น ซึ่งหน่วยงานราชการถือเป็นส่วนสำคัญ แต่ที่ผ่านมาจากระบบที่กดทับตีกรอบข้าราชการ ตนจึงตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบราชการ ให้ตอบสนองประชาชนอย่างแท้จริง

‘บิ๊กตู่’ไม่โกรธฉายาชำรุดยุทธ์โทรม

เวลา 12.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ถึงกรณีสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลตั้งฉายา ‘ชำรุดยุทธ์โทรม’ ว่า “ฝากไปถึงสื่อทุกคนด้วยว่า ผมไม่เคยโกรธ ไม่เคยโมโหสื่อ เพียงแต่ผมจะพูดหรือไม่พูด ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าควรจะพูดเองหรือไม่ บางเรื่องควรเป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ พูดหรือไม่ เพราะคิดว่าคงต้องจัดระเบียบใหม่ ถ้านายกฯ ตอบทุกวัน ปัญหาก็จะเข้ามาทุกวัน บางเรื่องโฆษกชี้แจงไปแล้ว โดยผมได้สั่งการไปให้พูดเรื่องอะไรอย่างไร ผมเป็นคนสั่งไปเองให้โฆษกหรือรัฐมนตรีประชาสัมพันธ์”

เราต้องทำให้ประเทศชาติสงบสุขให้ได้ ต้องทำให้เลิกการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายให้ได้ ถ้าเราต้องการความปลอดภัย เราก็ต้องช่วยกันดูแลกันและกัน กฎหมายทุกตัวมีอยู่แล้ว ขอให้ปฏิบัติตามเท่านั้นเอง ตนไม่จำเป็นต้องไป สั่งการอะไรเพิ่มเติม

ในช่วงท้ายพล.อ.ประยุทธ์ ถามว่ามีอะไรจะถามอีกหรือไม่ พร้อมกล่าวว่า “ถามกันมาตอบกันมาตลอดแล้ว ขอขอบคุณในฉายา ก็แล้วกัน สวัสดีครับ”

ภท.ตั้งให้‘อนุทิน-น.หนู อดทน’

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา รองโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงสื่อมวลชนให้ฉายา ‘ว้ากซีน’ แก่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่า ถือเป็นสีสันทางการเมืองประจำปี ซึ่งผู้ที่ได้รับฉายาล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ที่สื่อให้ความสนใจในการทำงาน รวมถึงนายอนุทิน ทำงานหนักมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแก้ปัญหา โควิด-19 และด้านการเมือง

ตนจึงอยากให้ฉายานายอนุทิน อีกหนึ่งฉายาว่า “น.หนู อดทน” ล้อกันกับ ท.ทหารอดทน ซึ่งเปรียบนายอนุทิน เป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน และปัญหาทางการเมือง ซึ่งถาโถมเข้ามาเป็นระยะ แต่ได้ใช้ความสามารถ ความอดทน และความเป็นสุภาพบุรุษดั่ง ชาย ชาติทหาร แก้ไขปัญหาจนสำเร็จลุล่วงได้ดี พอๆ กับ ท.ทหารอดทน จนทำให้รัฐบาล อยู่ได้จนจะครบวาระ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน