บินไปงานศพที่นครศรี
ยอดตายลดเหลือ10
เสียชีวิตโควิดลดเหลือ 10 ราย ติดเชื้ออีก 3,011 พบช่วงธ.ค.นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 2.9 แสน ตรวจพบติดเชื้อ 1,300 ราย สรุปสิ้นปี 2564 ฉีดวัคซีนได้ 104,444,169 โดส เข็มแรกได้ 71.2% ของประชากร ส่วนที่นครศรีธรรมราชวุ่น พบติดโอมิครอนรายแรกของจังหวัด เป็นสาวบัญชีบินจากกรุงเทพฯไปร่วมงานศพปู่ที่สิชล ตรวจเจอเชื้อ มีกลุ่มเสี่ยงอีกกว่า 60 คน อุบลฯ เตรียมเปิดโรงพยาบาลสนามรับโควิดลาม ส่วนคลัสเตอร์โอมิครอนสองสามีภรรยากาฬสินธุ์ ติดเชื้อเพิ่มอีก 20 ยอดรวมพุ่ง 244 ผู้ว่าฯกาฬสินธุ์ย้ำเข้มมาตรการ ‘หมอนิธิ’ แนะ 5 ข้อปฏิบัติสกัดโอมครอน ระบุอย่าตื่นเต้นเกินเหตุ มั่นใจกลางปีนี้ จะกลายเป็นเชื้อระบาดตามฤดูกาล สธ.แนะงานรวมญาติช่วงปีใหม่ต้องสวมหน้ากาก
ติดเชื้อเพิ่ม 3,011-ตาย 10
เมื่อวันที่ 1 ม.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์ โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ประเทศไทยมี ผู้ติดเชื้อใหม่ 3,011 ราย ติดเชื้อสะสม 2,226,446 ราย หายป่วยเพิ่ม 3,315 ราย หายป่วยสะสม 2,171,809 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 10 ราย เสียชีวิตสะสม 21,708 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 32,929 ราย มีอาการหนัก 583 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 158 ราย
ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 10 ราย มาจาก 8 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ตรัง จังหวัดละ 2 ราย, กทม. นครสวรรค์ กระบี่ พังงา สตูล และสุราษฎร์ธานี จังหวัดละ 1 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 5 ราย หญิง 5 ราย อายุ 38-87 ปี ค่ากลางอายุ 66 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีและมีโรคประจำตัวรวมกัน 100%
จังหวัดที่ติดเชื้อเกิน 100 ราย มี 4 จังหวัด โดย 10 อันดับที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 399 ราย สะสม 440,604 ราย 2.ชลบุรี 289 ราย สะสม 113,312 ราย 3.อุบลราชธานี 254 ราย สะสม 22,789 ราย 4.นครศรีธรรมราช 161 ราย สะสม 47,988 ราย 5.ขอนแก่น 99 ราย สะสม 24,422 ราย 6.มหาสารคาม 81 ราย สะสม 11,633 ราย 7.สมุทรปราการ 75 ราย สะสม 132,377 ราย 8.เชียงใหม่ 69 ราย สะสม 29,123 ราย 9.ภูเก็ต 64 ราย สะสม 18,787 ราย และ 10.ระยอง 59 ราย สะสม 46,211 ราย
ขณะที่ติดเชื้อเพียงหลักหน่วยมี 19 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน 9 ราย, เพชรบุรี หนองคาย จังหวัดละ 8 ราย, กำแพงเพชร นครพนม นราธิวาส บึงกาฬ สกลนคร จังหวัดละ 7 ราย, พะเยา 6 ราย, สมุทรสงคราม 5 ราย, อุตรดิตถ์ 4 ราย, ชัยนาท ตราด หนองบัวลำภู จังหวัดละ 3 ราย, พิจิตร สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี จังหวัดละ 2 ราย, อุทัยธานี 1 ราย ส่วนไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อ 1 จังหวัด คือ ระนอง
ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำ 57 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 142 ราย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 23 ราย, สหราชอาณาจักร 21 ราย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 10 ราย, เยอรมนี อินเดีย ประเทศละ 8 ราย, ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส รัสเซีย ประเทศละ 7 ราย, ออสเตรเลีย 6 ราย, ญี่ปุ่น 4 ราย, สเปน สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศละ 3 ราย, เอธิโอเปีย จีน เมียนมา ไอร์แลนด์ สวีเดน อิตาลี ยูเครน คาซัคสถาน เนเธอร์แลนด์ อุซเบกิซสถาน ประเทศละ 2 ราย
และเชก นอร์เวย์ ตุรกี แคเมอรูน อิสราเอล โรมาเนีย อิหร่าน เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ สกอตแลนด์ บัลแกเรีย สิงคโปร์ ฮังการี ฟิลิปปินส์ และโปแลนด์ ประเทศละ 1 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 103 ราย แซนด์บ็อกซ์ 26 ราย กักตัว 12 ราย และลักลอบเข้าประเทศ 1 ราย
ต่างชาติเข้าปท.ติดเชื้อ 1.3 พัน
ส่วนผู้เดินทางเข้าประเทศ วันที่ 1-31 ธ.ค. สะสม 290,617 คน ติดเชื้อ 1,300 คน คิดเป็น 0.45% ได้แก่ ระบบ Test&Go 240,552 คน ติดเชื้อ 923 คน คิดเป็น 0.38% แซนด์บ็อกซ์ 42,867 คน ติดเชื้อ 158 คน คิดเป็น 0.37% และกักตัว 7,198 คน ติดเชื้อ 219 คน คิดเป็น 3.04% (กักตัว 7 วัน 2,597 คน กักตัว 10 วัน 3,886 คน และกักตัว 14 วัน 715 คน) โดยเข้ามาผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 194,324 คน ท่าอากาศยานดอนเมือง 1,660 คน ท่าอากาศยานภูเก็ต 85,344 คน ท่าอากาศยานสมุย 6,460 คน และท่าอากาศยานอื่นๆ 2,829 คน
สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 31 ธ.ค. ฉีดเพิ่มขึ้น 165,805 โดส ฉีดสะสม 104,444,169 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 51,295,617 ราย คิดเป็น 71.2% ของประชากร เข็มสอง 46,145,566 ราย คิดเป็น 64.1% ของประชากร และเข็มสาม 7,002,986 ราย คิดเป็น 9.7% ของประชากร
ชี้‘เดลตา’ยังเป็นพันธุ์หลักในไทย
วันเดียวกัน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์โควิด-19 ในไทยว่า ขณะนี้สายพันธุ์หลักที่พบในประเทศไทยยังคงเป็นสายพันธุ์เดลตา ส่วนสายพันธุ์โอมิครอนในไทยก็พบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่แซงสายพันธุ์เดลตาในปัจจุบัน แต่สุดท้ายสายพันธุ์โอมิครอนจะแซงแน่ๆ
“สำหรับตัวเลขที่มีการตรวจพบสายพันธุ์โอมิครอนตอนนี้ อย่างผู้เดินทางเข้าประเทศผ่านระบบ Test&Go ประมาณ 3,000 คน ก็จะเจอเชื้อโอมิครอนประมาณ 200-300 ราย”
เชียงใหม่ป่วยเพิ่ม 87
ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดโรค โควิด-19 ของจ.เชียงใหม่ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 87 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในจังหวัด 78 ราย ส่วนอีก 9 รายเป็นผู้ติดเชื้อจากต่างจังหวัด ผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่เดือนเม.ย.2564 จำนวน 29,125 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย ผู้เสียชีวิตสะสม 184 ราย รักษาหายแล้ว 28,159 ราย ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลทุกประเภท 769 ราย
ส่วนการบริหารจัดการวัคซีนจ.เชียงใหม่ มีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว 1,551,207 คน คิดเป็นร้อยละ 89.70 จากประชากรจังหวัดเชียงใหม่ แบ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดแล้ว 285,099 คน คิดเป็นร้อยละ 87 กลุ่ม 7 โรคเรื้อรังฉีดแล้ว 141,991 คน และกลุ่มประชาชนทั่วไปฉีดแล้ว 1,124,117 คน คิดเป็นร้อยละ 87.79
เคสผัวเมียกาฬสินธุ์ติดอีก 20
ศูนย์อำนวยการต้านโควิด-19 จ.กาฬสินธุ์ รายงานว่าพบผู้ป่วยรายใหม่ 55 ราย เป็นคลัสเตอร์เชื่อมโยงกับสองสามีภรรยากลับจากต่างประเทศ และร้านอาหารกึ่งผับในตลาดโรงสีจำนวน 20 ราย ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อคลัสเตอร์นี้เชื่อมโยงโอมิครอนแล้ว 244 ราย นอกจากนี้พบผู้ป่วยที่โรงกลึงใน อ.หนองกุงศรี 11 ราย งานดนตรีหาดแสงจันทร์ อ.สหัสขันธ์ 1 ราย สัมผัสผู้ป่วยยืนยัน 12 ราย มาจากพื้นที่เสี่ยง 5 ราย และอยู่ระหว่างสอบสวนโรค 6 ราย
สำหรับผู้ป่วยรายใหม่วันนี้ส่วนใหญ่ตรวจพบเชื้อจากการตรวจคัดกรองเชิงรุกและผลจากการสอบสวนโรค รวมทั้งติดตามกลุ่มเสี่ยงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้จ.กาฬสินธุ์มียอดผู้ป่วยสะสม 10,838 ราย หายป่วยแล้ว 10,302 ราย กำลังรักษา 463 ราย และมีผู้เสียชีวิตสะสม 73 ราย
สถานการณ์โรคโควิด-19 ในจ.กาฬสินธุ์ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เชื่อมโยงกับสองสามีภรรยากลับจากต่างประเทศ และร้านอาหารกึ่งผับในตลาดโรงสีขณะนี้ยังทรงตัว ส่วนภาพรวมยังพบผู้ป่วยเพิ่มต่อเนื่อง คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเข้มงวด และยังขอความร่วมมือผู้ประกอบการ และประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน โดยเฉพาะช่วงการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของทางจังหวัดอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ มาตรการสำคัญสกัดการระบาดหลังเทศกาลปีใหม่ คำสั่งจังหวัดกาฬสินธุ์ (ฉบับที่ 40) ลงวันที่ 30 ธ.ค. 2564 ประกอบด้วย 1.ปิดสถานศึกษาทุกระดับทุกสังกัด ให้เรียนออนไลน์จนถึงวันที่ 14 ม.ค. 2565
2.งดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มเกิน 100 คน งดดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้านอาหารจนถึงวันที่ 14 ม.ค. 2565 และ 3.งดจัดกิจกรรมฉลองเทศกาลปีใหม่ 2565 ให้ส่วนราชการเวิร์กฟรอมโฮม
นครศรีฯวุ่นเจอโอมิครอนรายแรก
ด้านนายไกรศร วิศิษฏ์วงศ์ ผู้ว่าฯนครศรี ธรรมราช เปิดเผยว่า ผู้รับผิดชอบงานระบาดวิทยากลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช รายงานว่ามีผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน 1 ราย ซึ่งเป็นรายแรกของจ.นครศรีธรรมราช เป็นสายพันธุ์ที่แพร่เชื้อได้ง่ายและเร็ว ตรวจพบที่ร.พ.สิชล จึงแจ้งผู้รับผิดชอบสำนักงานสาธารณสุขอำเภอสิชลดำเนินการสอบสวนโรคและควบคุมป้องกันโรคโดยด่วนแล้ว
ผลการสอบสวนโรคผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนรายแรกของจังหวัด เป็นหญิงอายุ 26 ปี อาชีพพนักงานบัญชีโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เดินทางมาจากกรุงเทพมหานคร พร้อมหลานมางานศพปู่ ที่หมู่ 6 ต.ฉลอง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ก่อนเดินทางได้ตรวจเอทีเคด้วยตนเองเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.64 ผลไม่พบเชื้อ จึงโดยสารรถทัวร์กรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช ในวันเดียวกันถึงอำเภอสิชล ช่วงเช้าของวันที่ 29 ธ.ค.64 โดยมีป้ากับลุงไปรับจากคิวรถสิชลมาที่บ้านงานศพ
ต่อมาผู้ติดเชื้อรายนี้มีอาการเหมือนไข้หวัด จึงตรวจ ATK ด้วยตนเองอีกครั้ง ผลตรวจพบสงสัยติดเชื้อโควิด-19 จึงเดินทางไปที่ร.พ.สิชล กับพ่อและหลาน เพื่อตรวจยืนยัน PCR รู้ผลติดเชื้อวันที่ 29 ธ.ค.64 ทาง ร.พ.สิชลส่งตรวจหาสายพันธุ์ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 จ.สุราษฎร์ธานี วันที่ 30 ธ.ค.64 และได้รับการแจ้งผลเบื้องต้นว่าพบเชื้อโควิด-19 เข้าข่ายสายพันธุ์โอมิครอน ขณะนี้ผู้ป่วยรักษาตัวห้องแยกเดี่ยว ร.พ.สิชล อาการทั่วไปปกติ
นายไกรศรกล่าวต่อว่า ประวัติรับวัคซีน ผู้ป่วยรายนี้ได้รับวัคซีน 3 เข็ม เป็นวัคซีน ซิโนแวค 2 เข็ม และไฟเซอร์ 1 เข็ม โดยเข็มที่ 3 ฉีดเมื่อวันที่ 16 ส.ค.64 ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 23 ราย มีครอบครัวที่กรุงเทพฯ และเพื่อนที่ทำงานรวม 4 ราย ผู้ป่วยแจ้งไปยังครอบครัวและที่ทำงานแล้ว ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงที่ อ.สิชล 10 ราย เนื่องจากผู้ป่วยมีการตรวจหาเชื้อก่อนเข้าร่วมงานศพ จึงมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเฉพาะญาติ
ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงในรถโดยสารทั้งหมด 42 ราย เป็นผู้โดยสาร 40 ราย พนักงานขับรถ 2 ราย ผู้ติดเชื้อนั่งในที่นั่งด้านหลังแถวที่ 36 มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 9 ราย ผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 33 ราย ทีมสอบสวนโรคโทร.ติดตามได้ ทุกรายให้มาตรวจหาเชื้อโรงพยาบาลใกล้บ้านแล้ว ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำให้เฝ้าระวังสังเกตอาการ รวมทั้งให้แจ้งประวัติการเดินทางเมื่อมีอาการให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่แพร่ได้สูงและรวดเร็ว
สตูลติดเชื้อเพิ่ม 14 -ดับ 1
ด้านนายแพทย์สมบัติ ผดุงวิทย์วัฒนา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสตูล เปิดเผยว่า มี ผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่จังหวัดสตูล 14 ราย และเสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย ผลการสอบสวนโรคผู้ป่วยทั้งหมดเป็นกลุ่มสัมผัส ผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า แยกเป็นรายอำเภอ ดังนี้ อำเภอเมือง 5 ราย ภูมิลำเนาอยู่ต.พิมาน ต.คลองขุด และต.เกาะสาหร่าย เป็นกลุ่มสัมผัสผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า ,อ.ละงู 9 ราย ภูมิลำเนาอยู่ ต.กำแพง ต.ละงู และต.ปากน้ำ อ.ละงู เป็นกลุ่มสัมผัสผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า
และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เพศหญิง อายุ 64 ปี ภูมิลำเนา ต.บ้านควน อ.เมือง โรคประจำตัว ความดันโลหิตสูง ไม่มีประวัติการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 จากการติดตามสืบสวนสอบสวนค้นหาผู้สัมผัสใกล้ชิด และผู้สัมผัสร่วมบ้านของผู้ป่วยทั้ง 14 ราย เบื้องต้น มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 18 ราย ให้กักตัวที่บ้านทั้งหมดพร้อมคำแนะนำให้ปฏิบัติตามมาตรการ มีสุขอนามัยที่ดี
“วันนี้จ.สตูลมีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นกลุ่มเปราะบาง จึงขอเชิญชวนให้กลุ่มเปราะบางและประชาชนทั่วไปเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิต พร้อมเน้นย้ำทีมหมอครอบครัวดูแลอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังอาการเป็นหวัด รีบรักษาโดยเร็ว”
‘หมอนิธิ’ชี้อย่าตื่นเต้นโอมิครอน
ด้านนพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดเผยถึงกรณีความเห็นเกี่ยวกับโควิดสายพันธุ์โอมิครอน อ้างอิงตารางสรุปจาก Tweeter ของ Eric Topol ว่า จากข้อมูลในสัตว์ทดลองและนอกตัวคนพบว่าเชื้อโอมิครอนทำร้ายเซลล์ปอดได้ไม่ดีนัก ขณะที่บางความเห็นระบุว่าคนที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม และคนที่เคยติดโควิดมาก่อนหน้านี้ยังมีภูมิคุ้มกันเพียงพอ ส่วนบางกลุ่มตั้งข้อสังเกตว่า คนบางกลุ่ม เช่นผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว เป็นต้น อาจมีภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอ
ขณะเดียวกัน มีบางความเห็นที่กล่าวว่า เชื้อโอมิครอนแพร่เร็ว แต่อาการไม่หนัก (ในบางประเทศและบางกลุ่ม) จึงทำให้หลายคนบอกว่าไปรับเชื้อเสียดีกว่าให้รู้แล้วรู้รอดไป ส่วนกลุ่มที่เห็นต่างบอกว่าเรามีทาง มีมาตรการอีกมากมายที่ลดการแพร่กระจายได้ เช่นหน้ากาก ระยะห่าง การถ่ายเทอากาศ และการล้างมือ เป็นต้น
สำหรับเรื่องยารักษาโควิดโอมิครอน นพ.นิธิ ระบุว่า จะไม่มีการกล่าวถึง เนื่องจากกว่าจะเริ่มใช้ยารักษา โอมิครอนน่าจะหมดไปเสียก่อน
เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวถึง 5 ข้อการปฏิบัติส่วนตัวในปี 2565 เพิ่มเติมว่า 1.ไม่ตื่นเต้นกับการระบาดของโอมิครอนจนเกินเหตุ 2.จะฉีดวัคซีนกระตุ้นตามระยะเวลาเดิม ไม่รีบร้อนฉีดเร็วเกินเพื่อโอมิครอนโดยเฉพาะ 3.รับผิดชอบทั้งตัวเองและคนรอบข้างด้วยความสำนึกที่ไม่ไปแสวงหาให้สัมผัส โอมิครอนตามที่อโคจรหรือมีพฤติกรรมเสี่ยง 4.ถ้ามีอาการหวัดหรืออาการคล้ายหวัดจะป้องกันเต็มที่ที่จะไม่ไปแพร่เชื้อให้คนอื่น (หลายๆ คนลืมไปว่าการใส่หน้ากากที่ถูกต้องนั้นวัตถุประสงค์สำคัญคือกันไม่ให้เราแพร่เชื้อไปให้คนอื่นโดยไม่ตั้งใจ) 5.ระวังการสัมผัสพบผู้สูงอายุหรือมีโรคเรื้อรัง จนกว่า โควิดโอมิครอนจะผ่านไป
นอกจากนี้ นพ.นิธิ ย้ำว่า อย่าเสี่ยงอย่าประมาท อย่าคิดว่าจะไม่เกิดกับเรา และที่สำคัญต้องจำคืออย่าทำร้ายคนที่คุณรัก
“ผมยังทำนายเหมือนเดิมว่า ไม่เกินก.ค. ส.ค. 2565 เจ้าโควิดจะกลายไปเป็นระบาดตามฤดูกาลเท่านั้น ในปีหน้า เราอาจต้องฉีดวัคซีนอีกหนึ่งหรือสองครั้ง (แล้วแต่ชนิดวัคซีน) เท่านั้น หลังจากนั้นก็ปีละครั้งก่อนระบาด (อาจเป็นสองครั้งในบางปี) และขอให้ทุกๆ ท่านมีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคทั้งทางกายทางใจ และมีสติมีปัญญาในการรู้อยู่กับการระบาดนี้ไปด้วยกัน โดยไม่ตื่นเต้นตื่นตระหนกครับ” นพ.นิธิ กล่าวทิ้งท้าย
สธ.แนะสวมหน้ากากงานรวมญาติ
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การติดเชื้อโควิด-19 ส่วนใหญ่พบติดจากครอบครัว ในช่วงเทศกาลปีใหม่เมื่อมีการรวมตัวญาติพี่น้องเพื่อพบปะสังสรรค์ ขอเน้นย้ำการ์ดอย่าตก ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองแบบ Universal Prevention อย่างเคร่งครัด และควรสวมหน้ากากแม้อยู่ในบ้านโดยเฉพาะเมื่อมีกลุ่มเสี่ยง หากมีการสัมผัสด้วยการโอบกอดกับญาติพี่น้อง ซึ่งอาจมาจากสถานที่ หรือพื้นที่ต่างๆมารวมกลุ่มกันนั้น ขอให้สวมหน้ากากตลอดเวลาด้วย เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยมีโรคประจำตัว
ส่วนการกินอาหารในบ้านนั้นขอให้เน้นปรุงสุก มีภาชนะอุปกรณ์ส่วนตัว หากมีกลุ่มเสี่ยงขอให้งดการรวมกลุ่ม แต่ในกรณีที่เข้าร่วมงานในสถานที่ที่จัดงานเคานต์ดาวน์ให้ปฏิบัติเข้มดังนี้ 1.เลือกสถานที่ที่ได้รับเครื่องหมาย COVID Free Setting และ SHA Plus 2.สถานที่เปิดโล่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก 3.เลี่ยงงานที่มีคนจำนวนมาก แออัด 4.ปฏิบัติตามมาตรการ DMHTA และ 5.งด ลด เลี่ยง รวมกลุ่มตั้งวงดื่มเหล้า และปฏิบัติตามกฎของสถานที่อย่างเคร่งครัดเพื่อลดการแพร่เชื้อโควิด-19
“ทั้งนี้ก่อนเดินทางไกลในช่วงปีใหม่ขอให้ประชาชนประเมินตนเองผ่านไทยเซฟไทย หรือแอพพลิเคชั่นอื่นๆ หากมีอาการ หรือมีความเสี่ยงให้ตรวจด้วย ATK พกอุปกรณ์ป้องกันประจำตัว เช่นหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ หมั่นล้างมือบ่อยๆ เลี่ยงจุดที่มีคนแออัด และรักษาระยะห่าง ให้สวมหน้ากากตลอดเวลาเมื่อไม่ได้อยู่คนเดียวภายในรถ และเมื่อถึงบ้านหรือที่พักให้อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อทันที ส่วนผู้ที่มีไข้ ป่วย ควรงดเดินทาง” อธิบดีกรมอนามัยกล่าว
เจออีกโควิดกลายพันธุ์
ด้านดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงการค้นพบไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ตัวใหม่ที่ประเทศฝรั่งเศสข้อความระบุว่า ข่าวแรกของปีคือการพบไวรัสโรคโควิด-19 กลายพันธุ์ตัวใหม่ที่คลัสเตอร์เล็กๆ ในฝรั่งเศส ชื่อว่า B.1640.1 เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศแคเมอรูนจากผู้ป่วยรายแรก ไวรัสสายพันธุ์นี้มีการกลายพันธุ์ทั้งหมด 46 ตำแหน่ง และมีส่วนที่ขาดหายไปของเบส (deletion) 37 ตำแหน่ง ส่งผลให้มีกรดอะมิโนเปลี่ยนไปจากเดิม 30 ตำแหน่ง และ หายไป 12 ตำแหน่ง
ถ้าพิจารณาเฉพาะกรดอะมิโนบนโปรตีนหนามสไปค์ พบว่ามี 14 ตำแหน่งที่เปลี่ยน และ 9 ตำแหน่งที่หายไป โดยตำแหน่งสำคัญที่พบรวมไปถึง N501Y และ E484K ด้วย การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้จากตำแหน่งที่กลายพันธุ์ไปคาดว่าจะมีผลเรื่องการหนีภูมิคุ้มกันได้คล้ายๆกับโอมิครอน
แต่…ขอจบด้วยข่าวดีรับปีใหม่ว่า ไวรัสสายพันธุ์นี้คาดว่ามีแนวโน้มจะถูกกลืนด้วยโอมิครอน เพราะข้อมูลในฝรั่งเศสพบไวรัสสายพันธุ์นี้มาเกือบ 2 เดือนแล้ว ยังไม่ได้มีการพบการระบาดในประเทศมากขึ้นต่อจากคลัสเตอร์แรกที่พบ ซึ่งเมื่อเจอโอมิครอนที่วิ่งไวกว่า หนีภูมิอาจจะดีกว่า โอกาสของการกระจายตัวของไวรัสสายพันธุ์นี้ดูเหมือนน้อยลงไปด้วยครับ…ยังไงก็ดีข่าวนี้ทำให้เราเห็นว่าไวรัสแปลกๆ พร้อมแสดงตัวได้ตลอดเวลาครับ”