ชายกินแตงโมคลายร้อน เริ่มหายใจลำบาก เอกซเรย์พบ ปอดขาวทั้งแผ่น ต้องเข้า ICU แพทย์เตือน 2 ภัยเงียบของผู้ป่วยโรคไต หัวใจอาจหยุดเต้นได้
อากาศร้อนจัดทำให้หลายคนเลือกกินแตงโมเพื่อคลายร้อน แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไต การรับประทานมากเกินไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นพ.หลิน เสวียนเหริน อายุรแพทย์โรคไต เปิดเผยกรณีของชายวัย 70 ปีรายหนึ่ง ซึ่งป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 โดยในช่วงกลางวันเขาและหลานได้ช่วยกันรับประทานแตงโมถึง “ครึ่งลูก” ภายในสวนบ้าน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเย็นวันเดียวกัน ผู้ป่วยเริ่มมีอาการหายใจลำบากอย่างรุนแรงจนไม่สามารถนอนราบได้ และมีอาการบวมที่ขาทั้งสองข้างจนผิวหนังตึงเป็นมัน เมื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลฉุกเฉิน พบว่าระดับออกซิเจนในเลือดลดลงเหลือเพียง 88% ภาพเอกซเรย์ทรวงอกพบลักษณะคล้ายหมอกสีขาวปกคลุมทั่วปอด ขณะที่การทำงานของไตก็ทรุดลงอย่างหนัก
ภาวะดังกล่าวได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น น้ำท่วมปอดรุนแรง (Pulmonary Edema) จนต้องเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ทันที และเกือบเอาชีวิตไม่รอด นพ.หลินเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ว่า เมื่อมาถึงห้องฉุกเฉิน ผู้ป่วยต้องสวมหน้ากากออกซิเจนและหอบเหนื่อยจนแทบพูดไม่ได้ ทุกลมหายใจเหมือนกำลังแบกก้อนหินหนักไว้บนหน้าอก

ญาติของผู้ป่วยกล่าวด้วยความตกใจว่า “อากาศร้อน เขาชอบกินแตงโม คิดว่าเป็นแค่ผลไม้ธรรมดา ไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร” ทั้งที่ปกติผู้ป่วยรายนี้ได้รับคำแนะนำอย่างเคร่งครัดให้จำกัดปริมาณน้ำไม่เกินวันละ 1,500 มิลลิลิตร
แม้แต่น้ำซุปก็แทบไม่กล้าดื่ม แต่การรับประทานแตงโมครึ่งลูกในครั้งเดียว ทำให้ในคืนนั้นต้องได้รับยาขับปัสสาวะและใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวกแบบไม่ใส่ท่อ (BiPAP) ก่อนอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นในเช้าวันถัดมา
แพทย์อธิบายว่า ในมุมมองของผู้ป่วย แตงโมไม่ใช่ “น้ำ” แต่เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพและช่วยคลายร้อน ทว่าในความเป็นจริง แตงโมมีปริมาณน้ำสูงถึง 92% สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 – 5 หรือผู้ที่ฟอกไตเป็นประจำ ไตเปรียบเสมือน “สถานีสูบน้ำที่ทำงานได้เพียงบางส่วน” น้ำส่วนเกินที่ไม่สามารถขับออกจากร่างกายได้จะสะสมอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ
หากสะสมที่ขา จะเกิดอาการบวมของขา แต่หากสะสมที่ปอด จะทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอด ซึ่งเป็นภาวะอันตราย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อย ไอมีเสมหะฟองสีชมพู และไม่สามารถนอนราบได้ โดยภาวะนี้ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคไตจำนวนมากต้องเข้ารับการรักษาใน ICU

นอกจากปริมาณน้ำที่สูงแล้ว แตงโมยังมีอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ โพแทสเซียม นพ.หลินระบุว่า แม้แตงโมจะไม่จัดเป็นอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงมากเมื่อเทียบกับผลไม้บางชนิด แต่เนื่องจากรับประทานได้ง่ายและปริมาณมากในคราวเดียว หากรับประทานถึงครึ่งลูกเหมือนผู้ป่วยรายนี้ จะได้รับโพแทสเซียมมากกว่า 3,000 มิลลิกรัม ซึ่งสูงเกินกว่าปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคไตที่ควรได้รับไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน
สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก โดยผู้ป่วยอาจมีเพียงอาการชาหรืออ่อนแรงของแขนขา ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการอ่อนเพลียหรือภาวะลมแดด
แต่เมื่อระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงเกิน 6.5 mEq/L อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ และหากสูงเกิน 7.5 mEq/L หัวใจอาจหยุดเต้นกะทันหันโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า แพทย์ย้ำว่า ผู้ป่วยโรคไตไม่ได้จำเป็นต้องงดแตงโมโดยสิ้นเชิง แต่ควรรู้จักควบคุมปริมาณและเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม

สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ยังไม่ได้ฟอกไต แนะนำให้รับประทานเพียงครั้งละ 1 ชิ้น ขนาดประมาณฝ่ามือ หนาประมาณ 1 ข้อนิ้ว หรือราว 100–150 กรัม และต้องนับปริมาณน้ำจากแตงโมรวมเข้าไปในยอดน้ำที่ได้รับต่อวัน
ส่วนผู้ที่ฟอกไตเป็นประจำ ควรเลือกรับประทานในวันหลังฟอกไต และในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น หากเป็นวันที่ยังไม่ได้ฟอกไต และพบว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% หรือเริ่มมีอาการหอบเหนื่อยและบวมน้ำ ควรงดรับประทานทันที นอกจากนี้ นพ.หลินยังเตือนถึง 3 พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อกินแตงโม
- ไม่ควรปั่นเป็นน้ำแตงโม เพราะร่างกายจะดูดซึมน้ำและโพแทสเซียมในปริมาณมากอย่างรวดเร็ว
- ไม่ควรรับประทานแตงโมต่อเนื่องไม่จำกัดหลังมื้ออาหาร
- ไม่ควรโรยเกลือบนแตงโม เพราะจะเพิ่มภาระต่อการควบคุมความดันโลหิตและสมดุลของเหลวในร่างกาย
แพทย์ทิ้งท้ายว่า สำหรับผู้ป่วยโรคไต การดูแลที่ดีที่สุดจากคนในครอบครัวไม่ใช่การปล่อยให้รับประทานได้ตามใจ แต่คือการช่วยแบ่งแตงโมในปริมาณที่เหมาะสม เพราะความห่วงใยที่แท้จริงอาจเริ่มต้นจาก “การหั่นให้เพียงหนึ่งชิ้น” ไม่ใช่การยกทั้งลูกมาให้รับประทานจนหมด