เมาขับเบนซ์-ขาดสติ รองเท้าฟาดใส่จนท. คลิปดังว่อนโซเชี่ยล
สาวเบนซ์เมาขับ ‘รู้ไหมกูลูกใคร’ ยกกระเช้ารุดขอโทษตร. หลังขับย้อนศรอาละวาดปิกอัพที่ขับมาถูกทาง ถอดรองเท้าตบหน้าตร.คูคตที่เข้าระงับเหตุขู่ ‘รู้ไหมกูลูกใคร’ แม่ต้องพาขึ้นโรงพักขอขมาเจ้าหน้าที่ โฆษก ตร.ย้ำไม่ละเว้นลูกใครก็ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย แจ้ง 4 ข้อหา เมาขับ-ขับโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย-ทำร้ายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ และทำให้เสียทรัพย์

หนูขอโทษ – น.ส.อรวรรณ จุฑาจำเริญ ขอขมาพ.ต.ท. จิรพัฒน์ ศรีเดช รองผกก.ป.สภ.คูคต และด.ต.กิตติธัช พันสำโรง ผบ.หมู่จร. หลังเมาขับรถเบนซ์ย้อนศรแล้วอาละวาดถอดรองเท้าฟาดใส่ด.ต.กิตติธัชที่เข้าระงับเหตุ ที่สภ.คูคต เมื่อวันที่ 8 ม.ค.
เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 8 ม.ค. ที่ห้องประชุมชั้นสอง สภ.คูคต จ.ปทุมธานี พ.ต.อ. มนัสเวท ทองอิ่ม ผกก.สภ.คูคต มอบหมายให้พ.ต.ท.จิรพัฒน์ ศรีเดช รอง ผกก.ป.สภ.คูคต และ ด.ต.กิตติธัช พันสำโรง ผบ.หมู่งานจราจร สภ.คูคต รอพบน.ส.อรวรรณ จุฑาจำเริญ สาวขับรถเบนซ์ป้ายแดงซึ่งมีอาการเมาสุราและทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมารดาจะพาเข้าพบเพื่อขอขมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ทั้งนี้ จากกรณีคลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์มีหญิงขับรถยนต์เก๋งเมอร์เซเดส-เบนซ์ สีขาว ลักษณะอาการมึนเมาสุราและใช้รองเท้าตบตีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คูคต เรียนเหตุการณ์ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ดังนี้
เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2564 เวลาประมาณ 21.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คูคต รับแจ้งเหตุรถยนต์ขับย้อนศร ถนนลำลูกกา ข้างสนามกีฬาธูปะเตมีย์ และมีอาการคล้ายคนเมาสุรา เจ้าหน้าที่ตำรวจ จร.จึงเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ พบรถยนต์เก๋งยี่ห้อเบนซ์สีขาวจอดอยู่ในทิศทางสวนการจราจร หันหน้าเข้าหารถยนต์กระบะ ทะเบียน 1 ฒข-7488 ผู้ขับขี่เป็นหญิง ทราบชื่อภายหลังคือ น.ส.อรวรรณ จุฑาจำเริญ อายุ 35 ปี ลงจากรถและต่อว่าผู้ขับขี่รถกระบะและทุบรถกระบะคันดังกล่าว เจ้าหน้าที่จราจรเห็นว่ามีอาการเมาสุราจึงแจ้งหญิงคนดังกล่าวว่าขับรถย้อนศรและมีอาการเมาสุรา ต้องไปตรวจวัดค่าแอลกอฮอล์
น.ส.อรวรรณพยายามขับรถหลบหนีแต่ไม่สามารถสตาร์ตรถได้ จากนั้นมีเจ้าหน้าที่สายตรวจ สภ.คูคต และเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกลางขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาเข้าช่วยระงับเหตุและถูกน.ส.อรวรรณทำร้ายร่างกายโดยใช้รองเท้าตีเข้าบริเวณหน้าบาดเจ็บเล็กน้อย
ภายหลังจึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนและตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ 176 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงควบคุมตัวดำเนินคดีในข้อหา 1.ขับขี่รถในขณะเมาสุรา 2.ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย 3.ทำร้ายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ 4.ทำให้เสียทรัพย์ ตามคดีอาญาที่ 1/2565 ลงวันที่ 1 มกราคม 2565 ร.ต.ท.เอกอมร สีสัน พนักงานสอบสวน
ทั้งนี้ มารดาและน.ส.อรวรรณเดินทางนำกระเช้าเข้าขอขมาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ โดยน.ส.อรวรรณกล่าวขอโทษและขอยอมรับผิดทุกอย่างกับสิ่งที่เกิดขึ้น ต่อจากนี้จะปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดและขอโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจ พ่อแม่ และสังคมที่ทำให้เดือดร้อน ขอยอมรับผิดทุกข้อกล่าวหาและยอมรับผิดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ในวันนี้มาขอโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ขับย้อนศรไม่ชินทาง ด้านด.ต.กิตติธัชไม่ติดใจเอาความ ส่วนเรื่องคดีให้ว่ากันตามคดี
ร.ต.ท.เอกอมร สีสัน พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีกล่าวว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะนัดผู้ต้องหาส่งฟ้องอัยการ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวมาคุมขังไว้และตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ 176 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ญาติใช้เงินสดสามหมื่นบาทประกันตัวไป
ด.ต.กิตติธัชให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์ ดังกล่าวเกิดขึ้นคืนวันที่ 31 ธ.ค. 2564 เวลาประมาณ 21.40 น. ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์ขับย้อนศรบริเวณถนนลำลูกกา ข้างสนามกีฬาธูปะเตมีย์ ผู้ขับมีอาการคล้ายเมาสุรา จึงเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุพบรถยนต์เบนซ์สีขาวจอดสวนเลน หันหน้าเข้ารถกระบะ คนขับรถเบนซ์เป็นผู้หญิงอยู่ในอาการมึนเมาลงมาต่อว่ารถกระบะและทุบรถกระบะ โดยมีชาวบ้าน 3-4 คนที่เห็นเหตุการณ์ช่วยกันห้ามไว้ แต่หญิงคนดังกล่าวไม่ยอมฟังและจะเข้าทำร้ายคนที่ห้าม
ตนพยายามควบคุมตัว ผู้ก่อเหตุไปวัดค่าแอลกอฮอล์เพราะพยายามขับรถหลบหนีแต่สตาร์ตรถไม่ได้จึงลงมาจากรถและขู่ว่า “รู้ไหมกูลูกใคร” ซ้ำยังใช้รองเท้าตีเข้ามาที่หน้า แต่ตนใช้มือบังทันเลยโดนเข้าที่แขนบาดเจ็บฟกช้ำเล็กน้อย ในตอนนั้นมีตำรวจสายตรวจ สภ.คูคต และเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกลางขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาพอดีจึงช่วยกันควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไปที่สภ.คูคต เมื่อตรวจวัดค่าแอลกอฮอล์พบอยู่ที่ 176 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนด
ด.ต.กิตติธัชกล่าวต่อว่า จากนั้นน.ส.อรวรรณไม่ยอมตรวจ ATK หาเชื้อโควิด ตำรวจต้องช่วยกันจับถึง 3 นายถึงจะตรวจได้ ผลการตรวจไม่พบเชื้อโควิด ทางตำรวจพยายามติดต่อญาติผู้ต้องหาแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ผู้ต้องหาจึงอยู่ในห้องขัง 1 คืน กระทั่งวันที่ 1 ม.ค. 2565 ตำรวจแจ้ง 4 ข้อหาดังกล่าวข้างต้น เพื่อนของผู้ต้องหามาประกันตัวออกไป โดยน.ส.อรวรรณไม่ได้พูดขอโทษ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนไม่ได้โกรธเพราะคิดว่าเขาเมาจึงพยายามไม่ปะทะ
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวยืนยันว่าตำรวจไม่สนใจว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ยิ่งเป็นลูกผู้หลักผู้ใหญ่คนใหญ่คนโตยิ่งต้องรู้และต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ตำรวจไม่สามารถละเว้นได้ อีกทั้ง ผู้ต้องหาเป็นหญิงสาวอายุ 35 ปี ไม่ใช่เด็ก ต้องมีสติและใช้วิจารณญาณมากกว่าเด็กวัยรุ่นทั่วไป
กรณีนี้เป็นเรื่องโชคดีที่ผู้ต้องหารายนี้เจอตำรวจเสียก่อน จึงไม่เกิดอันตรายถึงขั้นพิการ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่ทำให้สังคมรอบข้างเดือดร้อน เพราะอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับรุนแรง มีบทเรียนให้เห็นกันอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน อยากให้สุภาพสตรีทั้งหลายพึงระวังเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ยิ่งเป็นผู้หญิง อันตรายที่เกิดจากการเมาไม่ได้มีเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น ขอให้ดื่มอย่างมีสติ