หนุนเกษตรกร เร่งเลี้ยงสู่ตลาด ปศุสัตว์แจงโรค
รมช.เกษตรฯ นำทีมถกกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร 8 จังหวัดภาคเหนือ ระบุนายกฯทุ่มงบ 3 หมื่นล้านเป็นทุนให้เกษตรกรรายย่อย 1.8 แสนรายเลี้ยงหมูอีกครั้ง ‘บิ๊กตู่’สั่งเข้มยกระดับขั้นสูงสุดแก้ของสดราคาพุ่ง กำชับทุกหน่วยงานเร่งคุมราคาให้อยู่หมัด ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน เขียงหมู-ร้านตามสั่งโอดครวญทุนหายกำไรหด วอนรัฐบาลช่วยด่วน ทุกข์ซ้ำชาวบ้านอุตส่าห์เลี่ยงไปกินไก่ แต่ราคาขยับตาม ‘ไต้หวัน’พบอีกกุนเชียงจากไทยปนเปื้อนเชื้ออหิวาต์แอฟริกา จี้ตรวจฟาร์มหมูทั่วประเทศ
กรณีปัญหาหมูแพงที่สูงถึง 230-260 บาทต่อกิโลกรัม โดยคาดว่าจะแพงยาวไปถึงสงกรานต์ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทุกหย่อมหญ้า ส่งผลให้ราคาสินค้าอื่นๆ จ่อขยับตามไปด้วย ขณะที่ร้านอาหารต่างๆ ก็เริ่มอั้นไม่ไหว หลายกิจการที่ใช้หมูเป็นวัตถุดิบหลัก ไม่ว่า บุฟเฟต์หมูกระทะ หมูย่าง หมูหัน ฯลฯ ก็ขอขึ้นราคาไปตามๆ กัน ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น
นายกฯสั่งเข้มแก้สินค้าแพง
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 8 ม.ค. นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ติดตามสถานการณ์และห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาหารซึ่งปรับตัวสูงขึ้นหลายประเภท โดยกำชับสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำกับดูแลราคาสินค้าและช่วยเหลือประชาชนให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและควบคุมได้
ทั้งนี้ การปรับตัวของราคาดังกล่าวเป็นไปตามกลไกตลาดอาหารโลก สอดคล้องกับดัชนีราคาอาหารโลก (FAO Food Price Index : FFPI) ที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รายงานว่า ค่าเฉลี่ยของราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลักที่มีการซื้อขายมากที่สุดทั่วโลกในปี 2564 อยู่ที่ ร้อยละ 125.7 ซึ่งเพิ่มขึ้น 28.1% จากปี 2563 และเป็นระดับสูงสุด นับตั้งแต่เมื่อปี 2554 ซึ่งเคยสูงถึงร้อยละ 131.9
ขณะเดียวกัน รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคของประเทศไทย ยังชี้ให้เห็นว่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยค่าเฉลี่ยของปี 2564 เมื่อเทียบกับปี 2563 เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 1.23 และในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 เทียบกับไตรมาสที่ 4 ปี 2563 เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 2.42 โดยราคาสินค้ากลุ่มอาหารสด เช่น ราคาของเนื้อสุกร ซึ่งเป็นผลกระทบจากต้นทุนการเลี้ยง ได้แก่ อาหารสัตว์ ยารักษาโรค เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งปัญหาโรคระบาดในสุกร และมาตร การลดความเสี่ยงโดยการจำกัดจำนวนการเลี้ยง ที่ทำให้ปริมาณสุกรในระบบลดลง
ยกระดับคุมราคาขั้นสูงสุด
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยกระดับมาตรการขั้นสูงสุดในการควบคุมราคาอาหารสด โดยราชกิจจานุเบกษาออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2565 เรื่อง ห้ามส่งออกสุกรมีชีวิตไปนอกราชอาณาจักร และประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2565 เรื่อง การแจ้งปริมาณ ราคา สถานที่เก็บ และจัดทำบัญชีคุมสินค้าสุกร เนื้อสุกร กำหนดห้ามมิให้ส่งออกสุกรมีชีวิตไปนอกราชอาณาจักรทุกกรณีเป็นการชั่วคราว เป็นเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่ 5 ม.ค.2565 เพื่อให้ปริมาณสุกรและเนื้อสุกรมีเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ
“ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน โลกกำลังเผชิญทั้งจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการขาดแคลนอาหาร ส่งผลให้ราคาอาหารสูงขึ้น นายกฯ กำชับและสั่งการให้ทุกหน่วยงาน ติดตาม และออกมาตรการช่วยเหลือ บรรเทาผลกระทบที่เกิดกับประชาชนอย่างเร่งด่วน ทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว บูรณาการการทำงานร่วมกันจากทุกภาคส่วน ให้สอดคล้องต่อสถานการณ์และเพื่อความยั่งยืนต่อไปในอนาคต” นายธนกรกล่าว

แก้หมูแพง – นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ พบปะผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยใน 7 จังหวัดภาคเหนือ ยืนยันรัฐบาลเตรียมงบ 3 หมื่นล้านบาท ช่วยเกษตรกรกว่า 1.8 แสนราย กลับมาเลี้ยงสุกรอีกครั้ง แก้ปัญหาหมูราคาแพง ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8 ม.ค.
ทุ่ม 3 หมื่นล้านช่วยผู้เลี้ยงสุกร
ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถานการณ์การผลิตและการตลาดสุกรในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน พร้อมสนับสนุนผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยรายเล็กภาคเหนือตอนบน โดยมีผู้ว่าฯ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน จ.เชียงใหม่ เชียงราย น่าน แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง และพะเยา พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายไพศาล หงษ์ทอง ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้นำภาคประชาชน สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ ตลอดจนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ภาคเหนือ เข้าร่วมประชุม
นายประภัตรกล่าวว่า นายกฯ ห่วงใยเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ปัญหาราคาหมูเพิ่มสูงขึ้นถึงกว่า 200 บาท/กิโลกรัม จึงได้อนุมัติเงินกว่า 30,000 ล้านบาท ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงรายย่อยกว่า 180,000 ราย กลับมาเลี้ยงสุกรอีกครั้ง โดยกรมปศุสัตว์สั่งการเร่งให้ทุกพื้นที่ประเมินระดับความเสี่ยงด้านระบาดวิทยา สัตวแพทย์ เพื่อหาพื้นที่เป้าหมาย และสำรวจความต้องการในการกลับมาเลี้ยงอีกครั้งภายในสิ้นเดือนม.ค.นี้ เพื่อได้ข้อเท็จจริงและให้แต่ละพื้นที่เดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปจัดลำดับความสำคัญและวางแผนการผลิต
ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ เตรียมมาตรการและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงรายย่อยกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง พร้อมเติมทุนแก่เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย ภายใต้โครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกร
ปคบ.เตือนเศษเนื้อไก่ผสมหมู
อีกด้านหนึ่ง เฟซบุ๊กแฟนเพจ “ปคบ.เตือนภัยผู้บริโภค” ของตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค แจ้งเตือนภัยจากกรณีเนื้อหมูราคาแพงขึ้น ทำให้มีขบวนการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรแช่แข็งเข้ามาในไทย โดยสำแดงเท็จว่าเป็นสินค้าชนิดอื่น ซึ่งจำหน่ายทั้งแบบบรรจุภัณฑ์ที่ลักลอบมาจากต่างประเทศ และกระจายสินค้าเพื่อจำหน่ายปะปนกับเนื้อสุกรไทย นอกจากบ่อนทำลายภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของประเทศแล้ว ยังเสี่ยงเรื่องโรคสุกรที่อาจติดมากับผลิตภัณฑ์ที่ไม่รู้แหล่งที่มา ซึ่งไม่มีใบขออนุญาตนำเข้าซากสัตว์ และไม่ผ่านการกักตรวจโรคก่อนนำเข้ามาในราชอาณาจักร รวมถึงเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารเร่งเนื้อแดงที่ถือเป็นสารต้องห้ามตามพ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 เนื้อสุกรแช่แข็งที่ลักลอบนำเข้ามานี้จึงถือเป็นมหันตภัยต่อผู้บริโภคชาวไทย ต่อพี่น้องเกษตรกร และทำลายเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
อีกทั้งยังมีพ่อค้าหัวใสแอบนำเศษเนื้อไก่ หนังไก่บดมาผสมเนื้อหมู หลอกขายเป็นเนื้อหมูบดตามท้องตลาด โดยนำหมูบดมาขายกิโลกรัมละแค่ 80-100 บาท ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไปอย่างมาก แต่เพื่อความปลอดภัย ขอแนะนำให้เลือกซื้อเนื้อหมูและเนื้อไก่จากร้านที่มีใบรับรองปศุสัตว์โอเค หรือป้ายเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร หรือป้าย Q ที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรฯ อย่างไรก็ตาม หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมาย สำหรับพลเมืองดีแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน บก.ปคบ. 1135 หรือกรมปศุสัตว์ ผ่านแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ไต้หวันพบอีก-กุนเชียงปนเปื้อน
วันเดียวกัน ไต้หวันฮอต และอาร์ทีไอ รายงานวันที่ 4 ม.ค. ว่า ที่ทำการไปรษณีย์นครไถหนาน ทางใต้ของไต้หวัน ยึดพัสดุไปรษณีย์กุนเชียงหมูปนเปื้อนเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) จากประเทศไทยอีกครั้ง นับเป็นครั้งที่สองในรอบ 2 สัปดาห์ ที่มีการยึดพัสดุไปรษณีย์จากไทยที่มีกุนเชียงหมูปนเปื้อนเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร
นายเฉิน จี๋-จ้ง ประธานคณะกรรมการการเกษตร ระบุว่า สถาบันสุขภาพแห่งชาติของคณะกรรมการการเกษตรตรวจพบกรดนิวคลีอิกของเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรจากพัสดุไปรษณีย์จากประเทศไทย นับเป็นครั้งที่สองตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.2564 ที่ตรวจพบเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรในพัสดุไปรษณีย์จากประเทศไทย โดยผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรจากการยึดทั้ง 2 ครั้ง มาจากคนละโรงงานกัน ทำให้ทางการไต้หวันตื่นตัวมากขึ้นในการตรวจสอบพัสดุจากไทย รวมถึงประเทศในคาบ สมุทรอินโดจีนทั้งหมด
นายเฉินกล่าวในฐานะผู้บัญชาการศูนย์รับมือภัยพิบัติส่วนกลางสำหรับโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรว่า ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบพัสดุในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างรัดกุมขึ้น และว่าจะรายงานสถานการณ์ดังกล่าวต่อประเทศไทยผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ และขอให้ปรับปรุงแก้ไข
นายเฉินชี้ว่า แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้รายงานการติดเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรต่อองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) จนถึงตอนนี้ จึงยังไม่ถูกจัดอยู่ในเขตระบาดของโรคนี้ แต่เนื่องจากประเทศไทยมีพรมแดนติดกับประเทศในอินโดจีนและประเทศจีน ไต้หวันจึงรวมประเทศอาเซียนทั้งหมด รวมถึงไทย อยู่ในประเทศเสี่ยงสูงตั้งแต่ปี 2562 และดำเนินมาตรการตรวจสอบชายแดนในระดับเดียวกับเขตระบาด
จี้ไทยตรวจฟาร์มหมูทั่วประเทศ
นายเฉินระบุว่า สถานการณ์เชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรระหว่างประเทศปัจจุบันยังรุนแรง มี 14 ประเทศในเอเชีย ได้แก่ จีน มองโกเลีย เวียดนาม เกาหลีเหนือ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ติมอร์ตะวันออก อินโดนีเซีย อินเดีย ภูฏาน และเพื่อนบ้านของประเทศไทยทั้งหมด ได้แก่ เมียนมา ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ขณะที่เทศกาลตรุษจีนใกล้เข้ามาถึง และประชาชนจะชินกับการขนหรือส่งผลิตภัณฑ์เนื้อหมู เช่น ไส้กรอก เบคอน และแฮม เข้ามา ซึ่งผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปเหล่านี้ไม่ได้รับความร้อนที่อุณหภูมิสูง จึงมีความเสี่ยงสูงสุดที่จะแพร่เชื้อดังกล่าว
“ผมขอเรียกร้องให้ประชาชนห้ามขนและส่งผลิตภัณฑ์เนื้อหมูที่ผิดกฎหมายจาก ต่างประเทศ หรือนำเข้าไต้หวันด้วยวิธีอื่นใดโดยเด็ดขาด รัฐบาลจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อบังคับใช้กฎหมายและลงโทษตามกฎหมาย โปรดร่วมมือกันปกป้องหมูไต้หวัน” นายเฉินทิ้งท้าย
นางตู้ เหวิน-เจิน อธิบดีกรมตรวจโรคพืชและสัตว์ไต้หวัน ระบุว่า เมื่อไต้หวันตรวจพบเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรในพัสดุไปรษณีย์ที่ส่งมาจากไทย จึงแจ้งให้ฝ่ายไทยทราบ ฝ่ายไทยตอบว่าเป็นการนำเข้าเนื้อหมูจากเขตระบาด ส่วนการตรวจพบครั้งที่สองเพิ่งพบเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2564 จึงยังไม่ได้แจ้งให้ฝ่ายไทยทราบ
ด้านนายหวง จิน-เฉิน รองประธานคณะกรรมการการเกษตรไต้หวัน ระบุว่า ไต้หวันได้แจ้งให้ฝ่ายไทยทราบตลอดเวลา เพื่อให้ฝ่ายไทยเห็นความสำคัญของปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่อาจเป็นปัญหาที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย เนื่องจากประสบการณ์ของหลายประเทศ เมื่อเป็นเขตระบาดจะไม่อาจนำเข้าเนื้อหมูจากเขตระบาดอื่น จึงวิตกว่าหลายประเทศในอาเซียนรายงานให้ OIE ทราบแล้วว่าเป็นเขตระบาด มีเพียงไทยประเทศเดียวที่ยังไม่ได้รายงาน จึงหวังว่ารัฐบาลไทยจะเร่งตรวจสอบฟาร์มสุกรในประเทศไทยทั้งหมด เพื่อหาแหล่งต้นตอของเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรให้ได้
วันเดียวกัน นายชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่าที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และอาจารย์มหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันตรวจสอบการเกิดโรคระบาดในหมูอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด พบว่าที่ผ่านมาการเกิดโรคระบาดในหมูไทยเป็นโรคพีอาร์อาร์เอส เป็นกลุ่มอาการของโรคในระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินหายใจในสุกร ทําให้แม่สุกรแท้ง ลูกตายแรกคลอดสูง โรคอหิวาห์ในหมู แต่ไม่พบว่ามีการเกิดโรคอหิวาห์แอฟริกาหมู
ทั้งนี้ ที่ปรากฏตามสื่อมวลชนบางที่ระบุว่ามีการพบโรคเอเอสเอฟในหมูไทย ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ได้มีการตรวจสอบมาสักระยะแล้ว แต่ยังไม่พบว่ามีการระบาดของเอเอสเอฟ แต่ต้องขอยืนยันอีกครั้งโดยการตรวจสอบต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎระเบียบและ ข้อบังคับตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากล หากการตรวจสอบครบถ้วนและได้ผลสรุปแล้วทางกรมปศุสัตว์ยืนยันจะไม่ปกปิดเรื่องนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบปศุสัตว์ไทยที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าต่างชาติเป็นจำนวนมาก