อีก2ศาลอนุญาตทนายยื่นร้องเพิ่มขอปล่อย‘เบนจา’
ทนายยื่นขอประกันอีก ‘เบนจา อะปัญ’ ที่ถูกหมายคดี 112 รวม 2 คดีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ส่วน ‘รุ้ง’ ได้ต่ออิสรภาพไปจนถึงเดือนมิ.ย. ศาลอาญา-ศาลจังหวัดอยุธยาอนุญาตให้ประกันตัวต่อเพราะต้องใช้เวลาค้นคว้าและเก็บข้อมูลในภาคเรียนที่ 2 ชี้ระหว่างได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดได้เคร่งครัด พร้อมให้ถอดกำไลอีเอ็มและ ไม่กำหนดเวลาออกนอกเคหสถาน แต่เนื่องจากคำสั่งศาลอาญากรุงเทพใต้มีเงื่อนไขดังกล่าวอยู่จึงยังทำไม่ได้ ด้านทนายเตรียมยื่นร้องขอลดเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปศึกษา
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 ม.ค. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งขอปล่อยชั่วคราว ในคดีหมายเลขดำ อ.287/2564 ของ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง แกนนำกลุ่มราษฎร จำเลยที่ 5 กรณีเหตุการณ์ชุมนุมปักหมุด ที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 19-20 ก.ย. 2563 ต่อหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการประกันตัวพร้อมเงื่อนไข จนครบกำหนดแล้วเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2565
ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 โจทก์, น.ส.ปนัสยา-หรือ รุ้ง จำเลยที่ 5 และ นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน บิดาและมารดา จำเลยที่ 5 และผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินทางมาฟังคำสั่งศาล
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กรณีสืบเนื่องมาจากที่ศาลเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวอย่างจำกัด ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.2564 จนถึง วันที่ 12 ม.ค.2565 โดยวางเงื่อนไขต่างๆ ให้จำเลยที่ 5 ปฏิบัติในระหว่างการปล่อยชั่วคราวดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 5 ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลโดยไม่ปรากฏว่าได้ประพฤติผิดเงื่อนไขในการปล่อยชั่วคราวแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 5 ขอให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 5 ต่อเนื่องไป ก็เพื่อที่จะเรียนและสอบให้สำเร็จการศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ของปีที่ 4 ซึ่งจะต้องทำวิจัยส่วนบุคคลเพื่อจบการศึกษา ต้องใช้เวลาในการค้นคว้าและเก็บข้อมูลภาคสนามและทำรายงาน จำเลยที่ 5 มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขตามที่ศาลกำหนดทุกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะไม่ทำกิจกรรมทางการเมืองที่มีผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เข้าร่วมการชุมนุมที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ไม่ออกนอกราชอาณาจักร ตลอดจนถึงเงื่อนไขอื่นๆ ที่ศาลจะกำหนด
ทั้งนี้ มีผศ.ดร.บุญเลิศ รับจะกำกับดูแลให้จำเลยที่ 5 ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด เห็นว่า จำเลยที่ 5 ซึ่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวอย่างจำกัด ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลโดยเคร่งครัด ไม่ประพฤติผิดเงื่อนไขใดๆ ตามที่ศาลกำหนดไว้ กรณีจึงไม่ปรากฏพฤติการณ์ในอันที่จะทำให้น่าเชื่อว่า จำเลยจะหลบหนีหรือจะไปก่อภยันอันตรายอื่นในช่วงเวลานี้แต่อย่างใด ประกอบกับจำเลยที่ 5 มีความตั้งใจที่จะไปปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนให้สำเร็จการศึกษาตามคำรับรองของอาจารย์ผู้ดูแล จึงเห็นควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 5 ในระยะเวลาจำกัดต่อไป นับแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 16 มิ.ย.2565 โดยมีประกันในวงเงิน 600,000 บาท และกำหนดเงื่อนไข ห้ามจำเลยที่ 5 ทำกิจกรรมหรือกระทำการใดๆ ที่อาจกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และศาลในทุกด้าน ห้ามจำเลยที่ 5 เข้าร่วมชุมนุมที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ห้ามจำเลยที่ 5 เดินทางออกนอกราชอาณาจักร จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และให้ตั้งผศ.ดร.บุญเลิศ เป็นผู้กำกับดูแล จำเลยที่ 5 ให้ปฏิบัติตาม คำสั่งศาลโดยเคร่งครัด ให้จำเลยที่ 5 มารายงานตัวทุก 30 วัน ในระหว่างการปล่อยชั่วคราวอันจำกัดนี้ และให้จำเลยที่ 5 มารายงานตัวและส่งตัวภายในวันที่ 16 มิ.ย.2565 เวลา 10.00 น. คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
นายกฤษฎางค์ ระบุว่าวันนี้ศาลก็อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวตามเงื่อนไขเดิม จะนัดส่งตัวอีกครั้งในวันที่ 16 มิ.ย.65 เนื่องจาก น.ส.ปนัสยา ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดให้ไปศึกษาต่อจนจบภาคการศึกษานี้ ตอนนี้จะมีเงื่อนไขแค่การไม่ไปกระทำการใดๆ ให้เสื่อมเสียต่อสถาบัน และผิดกฎหมาย ผิดต่อศาล จะไม่ไปร่วมการชุมนุมที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายที่ผิดกฎหมายและจะไม่ออกนอกราชอาณาจักรจนกว่าจะได้รับอนุญาต ยกเลิกการใส่กำไลอีเอ็ม รวมทั้งกำหนดเวลาห้ามออกจากเคหสถาน ทั้งนี้เงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้ห้ามการไปชุมนุม เงื่อนไขที่ศาลกำหนดออกมา เป็นการห้ามในกรณีที่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย โดยศาลได้ยืนยันว่า “การชุมนุมเป็นสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายรัฐธรรมนูญรับรองไว้” แต่จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความวุ่นวาย คงเป็นรายละเอียดที่จะต้องระมัดระวังตัว เพราะในขณะนี้ก็มีหลายฝ่ายที่เขาอาจจะมีความประสงค์ให้ น.ส.ปนัสยา ไม่ได้รับการประกันตัว อาจจะใช้คำสั่งศาลมาเป็นข้ออ้าง
นายกฤษฎางค์กล่าวต่อว่า คำสั่งศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวานนี้ ที่เปลี่ยนเงื่อนไขเป็นห้ามออกนอกเคหสถานเฉพาะเวลา 18.00-06.00 น. ว่าอาจจะต้องปรึกษาหารือกัน เพราะเป็นคนละคดีกัน
ด้าน น.ส.ปนัสยาเปิดเผยว่า ตนพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของศาล ซึ่งถึงแม้ว่าจะ ไม่ต้องอยู่ที่บ้าน 24 ช.ม. แต่เงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นมาคือ ห้ามทำกิจกรรมหรือกระทำการใดๆ ที่กระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และศาลในทุกด้าน ขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนตั้งข้อสังเกตกับเงื่อนไขดังกล่าว และมองว่าเงื่อนไขที่ถูกตั้งขึ้นมา ไม่ต้องมีก็ได้ จะให้ประกันตัวแบบไม่มีเงื่อนไขก็ได้ เงื่อนไขที่ตั้งขึ้นมาทุกท่านน่าจะทราบกันดีว่า เป็นเงื่อนไขที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของตน
“นักโทษทางการเมืองหรือใครก็ตาม ทุกคนควรจะได้รับสิทธิในการประกันตัว โดยเฉพาะผู้ที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่อย่างเรา หรืออย่างเบนจา หรือเพนกวินเอง ที่ต้องลงทะเบียนเรียน พวกเขาไม่ได้มีโอกาสที่จะได้เล่าเรียนต่อ แต่ก็คาดหวังว่าเพื่อนเราจะได้ออกมากันในเร็วๆ นี้ ได้ออกกลับมาเรียนหนังสือ” น.ส.ปนัสยาระบุ
ต่อมาเมื่อช่วงบ่าย ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้อ่านคำสั่งคำร้องที่ น.ส.ปนัสยา ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ต่อในคดีชุมนุม “อยุธยาจะไม่ทนอีกต่อไป” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2563 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ หลังทนายยื่นขอประกันตัวเมื่อ วันที่ 11 ม.ค.
ภายหลังฟังคำสั่ง นายกฤษฎางค์ กล่าวว่า ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจากเดิมที่ครบกำหนดวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา ไปจนกว่าการพิจารณาคดีจะเสร็จสิ้น ซึ่งนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยไม่มีเงื่อนไขอื่น ยกเว้นเรื่องห้ามไปกระทำการใดๆ ให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ห้ามไปร่วมชุมนุมที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายต่อบ้านเมือง และห้ามออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล โดยให้อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ดูแลให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาล และไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นก็มีเฉพาะศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ห้ามออกจากบ้าน ติดกำไลข้อเท้าอีเอ็ม ก็อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการเรียน เพราะว่าช่วงนี้เป็นปีสุดท้ายก่อนจะเรียนจบ เช่น กลับบ้านไม่ทัน 6 โมงเย็น ต้องไปลงพื้นที่ค้างคืนที่ต่างจังหวัด คงจะปรึกษากับพ่อแม่ของน.ส.ปนัสยา แล้วอาจจะทำหนังสือชี้แจงขอความกรุณาจากศาลอาญากรุงเทพใต้ให้ช่วยลดเงื่อนไขได้ไหม เพราะเราก็ไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขอะไร
น.ส.ปนัสยา หรือ รุ้ง กล่าวว่า ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้ประกันโดยไม่กำหนดระยะเวลา ให้ปลดกำไลข้อเท้าอีเอ็มได้ และไม่จำกัดเวลาการอยู่ที่บ้าน ทั้งนี้ แต่ละศาลมีคำสั่งไม่เหมือนกัน ดังนั้นต่อไปในอนาคตก็อาจจะนำคำสั่งของแต่ละศาลในวันนี้ ไปยื่นต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อดำเนินการขอปล่อยชั่วคราว หรือขอปลดล็อก คลายเงื่อนไข หรือถอดกำไลอีเอ็ม
“ตอนนี้เปิดเทอมแล้ว ก็เรียนตามปกติ ช่วงนี้เรียนออนไลน์อยู่ ต้องไปมหาวิทยาลัยบ้าง มีธุระจำเป็นก็ค่อยไปเรียนกับเพื่อนๆ ส่วนเรื่องกำหนดระยะเวลาออกจากบ้านนั้น เราเรียนสังคมวิทยา เรียนภาควิจัยด้วย ต้องหาข้อมูล หรือว่าเก็บข้อมูลลงพื้นที่บ่อย ซึ่งช่วงที่มีปัญหาโควิด-19 อาจทำให้ลงพื้นที่ไม่ได้ แต่ตอนนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น คิดว่าอาจจะมีการลงพื้นที่ไปทัศนศึกษากันอีกรอบนึง คิดว่าเมื่อถึงตอนนั้นแล้วจะไม่มีการกำหนดระยะเวลาการอยู่ในบ้าน เพราะไม่นั้นแล้วคิดว่าจะเป็นปัญหามากต่อการเรียนในรายวิชา ซึ่งตอนนี้หนูยังเรียนไม่จบ เรียน 4 ปีครึ่ง ยังเหลือเทอมนี้ และเทอมหน้าอีก” น.ส.ปนัสยาระบุ
ศูนย์ทนายความสิทธิมนุษยชชน แจ้งว่า ศาลอาญารัชดา มีคำสั่งให้ประกันตัวน.ส.เบนจา อะปัญ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ในคดีละเมิดอำนาจศาล วางเงินสดเป็นหลักประกันจำนวน 50,000 บาท โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไข และในวันที่ 14 ม.ค. เวลา 14.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดฟังคำสั่งประกันตัวของเบนจาอีก 2 คดี คือคดี ม.112 จากกรณีคาร์ม็อบ 10 สิงหา 2564 และคดีอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมัน และหากศาลอนุญาตให้ประกันตัว น.ส.เบนจาอาจจะได้ออกจากเรือนจำในวันดังกล่าว

ถอดกำไล – ‘รุ้ง’ ปนัสยา แกนนำราษฎร เดินทางมาฟังคำสั่งศาลอาญา กทม. ก่อนศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวจนถึงวันที่ 16 มิ.ย. พร้อมให้ถอดกำไลเท้าและไม่ห้ามออกนอกบ้าน ขณะที่ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้ประกันเช่นกัน เมื่อวันที่ 13 ม.ค.

ฝ่าฝืนฉุกเฉิน – น.ส.คอรีเยาะ มานุแช นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี รับทราบข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จากกรณีร่วมเวทีเสวนาราษฎรพิพากษา ที่แยกราชประสงค์ กทม. เมื่อวันที่ 13 ม.ค.