กำลังซื้อไม่มากพณ.ชี้เดี๋ยวก็ลดยันแพงเล็กน้อย
อธิบดีกรมการค้าภายในชี้ใกล้ตรุษจีนสินค้าปรับขึ้นเล็กน้อย ส่วนเนื้อหมูราคาเริ่มทรงตัว เตรียมถกแก้ปัญหาราคาปาล์มพุ่ง1ยันสต๊อกที่มีอยู่ 1.7 แสนตันมีเพียงพอ สั่งเฝ้าระวังตั้งแต่มี.ค. สต๊อกล้น ราคาดิ่งลงอีก ‘บิ๊กเด่น’ ดำรงศักดิ์ นำตำรวจ บก.ปคบ. ร่วมกับพาณิชย์จังหวัด ลุยตรวจโรงงานปาล์มใน 25 จังหวัด รมต.เฉลิมชัย แจง พบอหิวาต์แอฟริกาหมูแล้ว 13 จังหวัด ทั้งกทม. ภาคกลาง อีสาน และใต้ แต่คุมได้ ไม่ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ด้านแบงก์ชาติเตรียมเพิ่มสำรองเงินคนรองรับคนจับจ่ายซื้อของช่วงตรุษจีน แม้ลดลงกว่าปีที่แล้ว 3% แต่คาดเบิกจ่ายเงินเพิ่มขึ้นกว่า 2.7 หมื่นล้าน
มี.ค.เสี่ยงปาล์มล้นสต๊อก
เมื่อวันที่ 26 ม.ค. นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันว่า ต้องหารือกัน ทุกฝ่าย ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยจะเรียกหารือให้เร็วที่สุด ส่วนสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่มีอยู่ 170,000 ตัน ไม่ถือว่าวิกฤต เพราะเป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อของปลายปีและต้นปีที่ผลผลิตปาล์มสดจะออกมาน้อย และจะมีมากขึ้นในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องระมัดระวังมาก เพราะเสี่ยงสต๊อกล้นและราคาจะตกต่ำ โดยเฉพาะเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบ แต่ขณะนี้กรมยังยืนยันว่าจะยังไม่เข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด ส่วนราคาน้ำมันปาล์มขวดก็ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการตรึงราคาต่อไป อย่างไรก็ตาม หากพบผู้ประกอบการเอาเปรียบ ขายแพง เกินจริง โทร.สายด่วน 1569 ได้ เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
“ยอมรับว่าปีนี้ราคาปรับตัวสูงขึ้นจริง แต่ถือเป็นปีทองของชาวสวนปาล์ม จากปีที่ผ่านมาราคาตกต่ำ ซึ่งปัจจุบัน ราคาผลปาล์มขยับขึ้นไป 11 บาทกว่า แต่ในช่วงเดือนก.พ. สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประมาณการว่าผลผลิตจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาด และจะออกมากขึ้นตั้งแต่เดือนมี.ค.เป็นต้นไป จึงคาดว่าแนวโน้มสถานการณ์ราคาน่าจะอ่อนตัวลงตามกลไกตลาด ซึ่งที่ผ่านมาได้ติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง และขอความร่วมมือ โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า ให้ช่วยกันประคับประคองราคา แต่ต้องยอมรับว่าปริมาณผลปาล์มปีนี้ ไม่สูงมากจากสถานการณ์โควิด ทำให้ปริมาณน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกลดลง ราคาก็ปรับสูงขึ้นตาม แต่สถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย จะทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบอ่อนตัวลงตาม” นายวัฒนศักย์กล่าว
แจงสินค้าขึ้นราคารับตรุษจีน
นายวัฒนศักย์กล่าวอีกว่า ช่วงเทศกาล ตรุษจีนปีนี้ ซึ่งมีคนไทยเชื้อสายจีนออกมา จับจ่ายใช้สอยซื้ออาหารสดนำไปประกอบเป็นเครื่องเซ่นไหว้จำนวนมาก ทำให้มีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น โดยราคาสินค้าส่วนใหญ่มีราคาคงที่หรือเพิ่มเล็กน้อย ยกเว้นเนื้อหมูที่ราคาปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งกรมการค้าภายใน ได้ขอความร่วมมือ ให้ผู้ประกอบการหมู ตรึงราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มในช่วงตรุษจีนให้ไม่เกินกิโลกรัมละ 100-110 บาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่กิโลกรัมละ 104 บาท ขณะที่ราคาขายปลีกหมูเนื้อแดง ขายไม่เกินกิโลกรัมละ 205-210 บาท รวมถึงเนื้อไก่ ได้ร่วมมือกับห้างค้าปลีกในการตรึงราคาแล้วเช่นกัน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ
สำหรับแนวโน้มราคาหมูเนื้อแดงใน ท้องตลาดเริ่มทรงตัวและปรับลดลงแล้ว หลังจากกรมได้หารือร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรโรงเชือด และห้างสรรพสินค้า

ซบเซา – บรรยากาศประชาชนเลือกซื้อชุดแดงเตรียมสวมใส่เทศกาลตรุษจีน ที่ร้านขายเสื้อผ้าเขตเทศบาลนครตรัง โดยพ่อค้าเผยว่าปีนี้ผู้คนมาซื้อน้อยลงเนื่องจากเศรษฐกิจฝืดเคืองและสินค้าราคาแพง เมื่อวันที่ 26 ม.ค.
อหิวาต์หมูลาม 13 จว.
ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นาย เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรคอหิวาต์แอฟริกา (เอเอสเอฟ) ในสุกรแห่งชาติครั้งที่ 4 แต่เป็นครั้งแรกของปีนี้ กรมปศุสัตว์ได้รายงานผลการตรวจพบการระบาดของโรค เอเอสเอฟ ตั้งแต่วันที่ 10-25 ม.ค. มีการพบการระบาดของเอเอสเอฟ ใน 13 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม (โรงฆ่า) กรุงเทพฯ สุพรรณบุรี พังงา นครศรีธรรมราช ชุมพร มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ศรีสะเกษ ขอนแก่น ประจวบคีรีขันธ์ บุรีรัมย์ และหนองบัวลำภู ในจำนวนที่ตรวจพบ มีสุกรป่วยสะสม 445 ตัว ตายสะสม 202 ตัว และทำลายสุกรไปแล้ว 425 ตัว ซึ่งการระบาดของเอเอสเอฟ ส่งผล กระทบทำให้เกษตรกรรายย่อยได้รับผลกระทบ ล่าสุดมีผู้เลี้ยงสุกรในประเทศไทยจำนวน 107,157 ราย ลดลง 43.35% จาก ปี 2564 ที่มีเกษตรกรจำนวน 189,152 ตัว
นอกจากนี้ ในการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอเอสเอฟ ยังพบว่าจากการตรวจยึดตัวอย่างที่คาคว่าจะมีเชื้อที่ด่านกักกัน จำนวน 6,482 ตัวอย่าง ตรวจพบเชื้อเอเอสเอฟ จำนวน 833 ตัวอย่าง แบ่งเป็น สนามบิน จำนวน 1,007 ตัวอย่าง พบเชื้อ 247 ตัวอย่าง ด่านชายแดน ตรวจพบและส่งตรวจ 5,475 ตัวอย่าง พบเชื้อ 586 ตัวอย่าง โดยชนิดผลิตภัณฑ์จากเนื้อสุกร จำนวน 7.472 ตัวอย่างพบเอเอสเอฟ 833 ตัวอย่าง วัตถุดิบอาหารสัตว์ 1,064 ตัวอย่างไม่พบเชื้อ
“3 ก.พ. 2564 ปศุสัตว์จะหารือกับจีน เวียดนาม และหลายๆ ประเทศที่เคยมีปัญหาการระบาดของเอเอสเอฟ แต่ผ่านพ้นมาได้ เพื่อจะหารือถึงวิธีการแก้ปัญหา แล้วจะนำโมเดลความสำเร็จของประเทศที่เคยมีการระบาดมาปรับใช้แก้ปัญหาเมืองไทย หลังจากนั้นจะทำแผนและเสนอของบประมาณอีกครั้ง ส่วนการตรวจการระบาดในจังหวัดอื่นๆ ปศุสัตว์ก็ดำเนินการต่อเนื่อง มีการแจ้งก็ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างเพื่อตรวจเชื้อ ก่อนจะยืนยันว่ามีการระบาดในจุดไหน ส่วนการตรวจพบเชื้อ เอเอสเอฟใน 13 จังหวัด ไม่ได้ประกาศเป็นเขตโรคระบาดทั้งจังหวัด แต่จะประกาศเป็นจุดๆ และตีวงในรัศมี 5 กิโลเมตรเพื่อควบคุมโรค และไม่ให้แตกตื่น” นายเฉลิมชัยกล่าว
ทั้งนี้ ในที่ประชุม กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้รายงานแผนและแนวทางในการพื้นฟูการเลี้ยงสุกรรายย่อย-เล็ก และฟื้นฟูการเลี้ยงหมู เพื่อให้สถานการณ์หมูในประเทศกลับสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด โดยเตรียมของบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นปีงบประมาณ 2565 เพื่อป้องกันเอเอสเอฟ วงเงิน 2,937.47 ล้านบาทแบ่งเป็นกิจกรรมฝ้าระวังและป้องกัน 1,482.31 ล้านบาท และกิจกรรมส่งเสริมและฟื้นฟูผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย-เล็ก วงเงิน 1,455.16 ล้านบาท นอกจากนี้ ต้องเตรียมวงเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 45,000 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินสำรองให้เกษตรกรได้ใช้ในการประกอบอาชีพ
ตร.ลุยตรวจสต๊อกปาล์ม
ด้านพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ มีความห่วงใยจากสถานการณ์ที่ราคาปาล์มน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสาเหตุสภาพอากาศ ฝนตกต่อเนื่อง ทำให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันน้อยกว่าปกติอย่างมาก หวั่น ผู้ประกอบการรายใหญ่กักตุนสินค้า ทำให้ราคาปาล์มน้ำมันทั้งระบบพุ่งสูงขึ้นไปอีก ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริโภคอุปโภคเป็นวงกว้าง จึงสั่งการให้ ตร. จัดชุดตรวจร่วมบูรณาการกับ กรมการค้าภายใน พาณิชย์จังหวัด ตรวจสต๊อกปาล์มน้ำมัน โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ โรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตลอดจนคลังน้ำมันปาล์มฯ
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวต่อว่า พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้สั่งการให้กองบังคับการปราบปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ บก.ปคบ. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จัดชุดเฉพาะกิจ ร่วมกับ กรมการค้าภายใน พาณิชย์จังหวัด และตำรวจพื้นที่ เข้าตรวจสอบโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งพบว่ามีอยู่ในพื้นที่ 25 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ เช่น กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช ปัตตานี พังงา ระนอง พัทลุง สงขลา สตูล สุราษฎร์ธานี นราธิวาส เป็นต้น นอกจากนี้แล้ว ให้สุ่มตรวจโรงงานสต๊อกปาล์มน้ำมัน โรงกลั่นและคลังน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ หากพบว่าไม่มีการแจ้งการครอบครอง ก็จะถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละ 2,000 บาท หากมีการแจ้งการครอบครองไม่ตรงกับความเป็นจริง จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ หากพบเบาะแส แจ้งได้ที่ สายด่วน บก.ปคบ.1135 หรือ สายด่วน กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ 1569
สุราษฎร์ฯตรวจโรงปาล์ม
วันเดียวกัน พล.ต.ต.สาธิต พลพินิจ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี พ.ต.อ.ไพศาล สังข์เทพ รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เจ้าหน้าที่ของพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมตรวจโรงงานน้ำมันปาล์มในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และสถานที่เก็บน้ำมันปาล์ม ประจำเดือนม.ค.
พล.ต.ต.สาธิตกล่าวว่า ได้แบ่งเจ้าหน้าที่ออกเป็นสองชุดออกตรวจตามโรงงานต่างๆ ซึ่งมีกว่า 29 แห่ง โดยดำเนินการระหว่างวันที่ 26-28 ม.ค. ผลการร่วมตรวจสอบวันแรก แต่ละโรงงานสต๊อกน้ำมันปาล์มตรงกับที่แจ้งไว้กับพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี และยังไม่พบการกระทำผิดแต่อย่างใด ส่วนช่วงที่ผลปาล์มมีราคาสูงกว่ากิโลกรัมละ 11-12 บาท ทำให้มีการลักขโมยผลผลิตของชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ บ่อยครั้งนั้น ได้สั่งการในเจ้าหน้าที่ตำรวจภ.จว.สุราษฎร์ธานี ออกตรวจตราในพื้นที่เพื่อป้องกันปัญหา รวมไปถึงสถานที่รับซื้อผลปาล์ม ให้ปฏิบัติตามคำสั่งจังหวัดในการรับซื้อต่อไป

ตรวจสต๊อก – พล.ต.ต.สาธิต พลพินิจ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี พร้อมเจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัด ร่วมตรวจโรงงานน้ำมันปาล์ม และสถานที่เก็บน้ำมันปาล์ม ใน จ.สุราษฎร์ธานีเพื่อป้องกันการกักตุน โดยไม่พบการกระทำผิดแต่อย่างใด ขณะที่สต๊อกก็ตรงกับที่แจ้งพาณิชย์จังหวัด เมื่อวันที่ 26 ม.ค.
ตลาดจว.ชายแดนใต้เหงา
ส่วนบรรยากาศการซื้อขายสินค้าเนื่องในเทศกาลตรุษจีน ของจ.ตรัง มีประชาชนให้ความสนใจมาซื้อเสื้อผ้าสีแดงลดลง จากการสอบถามเจ้าของร้านไทยวิวัฒน์ ร้านจำหน่ายเสื้อผ้าที่เก่าแก่ในเขตเทศบาลนครตรัง เผยว่า ปีนี้ยอดจำหน่ายลดลงจากปีที่แล้ว สาเหตุมาจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำ และปัญหาสินค้าราคาแพง ทำให้ประชาชนขาดกำลังซื้อเนื่องจากต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งประชาชนจะนำเสื้อผ้าจากปีที่แล้วมาสวมใส่ ในขณะที่ราคาเสื้อผ้าสีแดงก็ไม่ได้ปรับราคาขึ้นแต่อย่างใด โดยขายในราคา 70-500 บาท
ที่ตลาดเทศวิวัฒน์ 1 ต.อาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี ว่าที่ร้อยตรีตระกูล โทธรรม รองผวจ.ปัตตานี พร้อมด้วยนายกเทศมนตรีเมืองปัตตานี และพาณิชย์จังหวัด ได้ลงพื้นที่ตรวจราคาเนื้อหมู และสินค้าอื่นๆ พบเนื้อหมู ปรับราคาพุ่งสูงขึ้นจากราคากิโลกรัมละ 150 บาท เป็น 200-220 บาท ราคาหมูสามชั้น เดิมราคา 170 บาท เป็น 220 บาท หัวหมู ราคา 400-500 บาท ส่วนไก่จากเดิม กิโลกรัมละ 60 บาท ขึ้นเป็น 70 บาท
นางจารี พิเศษเมธา แม่ค้าเขียงหมู ตลาดเก็นติ้ง อ.สุไหง-โก-ลก จ.นราธิวาส กล่าวว่า ตั้งแต่ราคาหมูปรับขึ้นราคา ทำให้ยอดจำหน่ายลดลงไปมาก โดยในช่วงตรุษจีนราคาหมูเนื้อแดง กิโลกรัมละ 200 บาท หมูสามชั้น กิโลกรัมละ 240 บาท หมูติดมันกิโลกรัมละ 180 บาท ทางร้านต้องแบกรับต้นทุนต่อวันประมาณ 10,000 บาท แต่จำหน่ายได้ วันละ 6,000-7,000 บาทเท่านั้น วอนหน่วยงานภาครัฐเข้ามาดูแลช่วยเหลือ ทั้งการทำให้ราคาหมูจากต้นทางลดลง หรือเข้ามารับซื้อเนื้อหมูจากแม่ค้าไปจำหน่ายผ่านโครงการธงฟ้า หรือส่งเสริมให้ทุกร้านได้ร่วมโครงการหมูพาณิชย์…ลดราคา! ช่วยประชาชน
ด้านนายชพลวิชญ์ โชคตระกูลเกียรติ ร้านจินดาพาณิชย์ จำหน่ายสินค้าสำหรับใช้ในเทศกาลตรุษจีน กล่าวว่า ปีนี้ยอดจำหน่ายลดลงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะผู้ซื้อมีกำลังการซื้อลดลง ขณะที่ทางร้านต้องมีการปรับราคาสินค้าขึ้นประมาณ 5-10 บาท ตามกลไกตลาดที่มีการปรับขึ้นราคาเกือบทุกรายการ ปีนี้ส่วนใหญ่ประชาชนจะมาเลือกซื้อขนมไหว้เจ้า ของไหว้ประเภทกระดาษ และก่อนวันไหว้เจ้าก็จะมาซื้อขนมบัวลอย ขนมอี้ ไปไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล
พิมายโอดเมินซื้อหมู
ที่ตลาดสดพิมายเมืองใหม่ ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา นางบังอร มินพิมาย อายุ 65 ปี แม่ค้าขายหมูเผยว่า ยิ่งใกล้วันไหว้ตรุษจีน ปกติจะมีชาวไทยเชื้อสายจีนมาสั่งจองหัวหมูไหว้กันเป็นจำนวนมาก พอช่วงนี้ราคาหมูแพงขึ้น ทำให้ขายไม่ได้ และยังไม่มีใครมาสั่งจองเหมือนแต่ก่อนเลย
สำรองแบงก์รับตรุษจีน
นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายออกบัตรธนาคาร เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ คาดว่าประชาชนจะมีความต้องการใช้ธนบัตรเพิ่มขึ้นสูงกว่าปกติ ธปท.ได้พิจารณาปัจจัยทางเศรษฐกิจ สถานการณ์โควิด-19 มาตรการภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแนวโน้มการชำระเงินผ่านช่องทางต่างๆ แล้ว ประมาณการว่า ในช่วงสองสัปดาห์ก่อนเทศกาลตรุษจีน น่าจะมีการเบิกจ่ายธนบัตรเพิ่มขึ้นกว่าปกติ ประมาณ 27,000 ล้านบาท แต่เทียบกับเทศกาลตรุษจีนปีก่อน จะลดลง 3% ทั้งนี้ ธปท.ได้เตรียมสำรองธนบัตรชนิดราคาต่างๆ ไว้อย่างเพียงพอเพื่อรองรับความต้องการของประชาชนเรียบร้อยแล้ว