มาบตาพุดป่วน
บริษัทยันคุมได้
น้ำมันดิบรั่วจากท่อส่งใต้ทะเลมาบตาพุด จ.ระยอง เหตุเกิดบริเวณทุ่นผูกเรือ น้ำลึกเดี่ยวรับน้ำมันดิบ 4 แสนลิตร คาดมีไหลนองทะเลเกือบ 2 แสนลิตรอาจพัดถึงชายทะเลแม่รำพึงวันศุกร์นี้ แต่บริษัทสตาร์ ปิโตรเลียมฯ แถลงยันคุมสถานการณ์ได้แล้ว มีน้ำมันดิบรั่วเพียง 2 หมื่นลิตรเท่านั้น กำลังใช้สารเคมีกำจัดให้จมใต้ทะเล มั่นใจไม่กระทบถึงชายฝั่งแน่ เผยบิ๊กตู่สั่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาโดยให้กระทบกับสิ่งแวดล้อมและประชาชนให้น้อยที่สุด
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 26 ม.ค. นายภุชงค์ สฤษฏีชัยกุล ผอ.สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลที่ 1 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่าได้รับแจ้งจากกรมควบคุมมลพิษว่าบริษัท สตาร์ปิโตรเลี่ยม จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่ที่ ต.มาบตาพุด จ.ระยอง ว่าเมื่อเวลา 00.10 น. วันเดียวกันมีน้ำมันดิบรั่วไหลจำนวน 400,000 ลิตร จากท่อใต้ทะเลของทุ่นรับน้ำมันดิบกลางทะเล ในบริเวณมาบตาพุด จุดเกิดเหตุคือ บริเวณทุ่นรับน้ำมันดิบกลางทะเล (SPM) ละติจูด 12 องศา 29.3 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 101 องศา 11.76 ลิปดาตะวันออก ซึ่งเกิดเหตุเมื่อ เวลา 21.06 น.วันที่ 25 ม.ค.และจำเป็นต้องยับยั้งไม่ให้น้ำมันเคลื่อนที่เข้าสู่ฝั่งเนื่องจากลมมีทิศพัดขึ้นไปทางด้านเหนือ อาจจะมีผลกระทบต่อบริเวณจังหวัดระยองได้ กรมควบคุมมลพิษจึงได้ใช้แบบจำลอง OilMap ในการทำนายการเคลื่อนที่ของคราบน้ำมันในทะเล โดยผลของแบบจำลอง OilMap แสดงให้เห็นว่า กลุ่มน้ำมันดังกล่าวอาจเคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่งทะเลบริเวณหาด แม่รำพึงถึงบริเวณอุทยาน แห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ในวันที่ 28 ม.ค. เวลา 17.00 น. ประมาณ 180,000 สิตร
ด้านบริษัทสตาร์ปิโตรเลียม แถลงว่า ในทันทีที่เกิดเหตุ ได้ระดมทีมเพื่อควบคุมสถานการณ์ตามแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน อีกทั้งหยุดกิจกรรมในพื้นที่ใกล้เคียงทั้งหมด ตามขั้นตอนความปลอดภัย พร้อมทั้งแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเฝ้าระวังและควบคุมสิ่งแวดล้อมต่างๆ และกระจายข่าวให้บริษัทข้างเคียงให้รับทราบแล้ว
ต่อมานายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายภูมิพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผวจ.ระยอง พล.ต.ต. วรา เวชชาภินันท์ ผบก.ภ.จว.ระยอง พร้อมเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางลงเรือ “พยูน” กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ท่าเรือเทศบาลเพ อ.เมือง จ.ระยอง เพื่อเดินทางไปตรวจสอบกลางทะเลยังจุดที่เกิดน้ำมันรั่ว ห่างจากฝั่งประมาณ 5 ไมล์ทะเล
เมื่อเดินทางไปถึงพบเรือขนาดใหญ่กำลังเก็บกู้น้ำมันดิบ ซึ่งส่งกลิ่นฉุนในบริเวณ ดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีเฮลิคอปเตอร์บินวนโปรยสารเคมีเพื่อกำจัดคราบน้ำมัน รอบๆ พื้นที่ในวงประมาณ 500 เมตร โดยบนผิวทะเลพบคราบน้ำมันลอยอยู่บนผิวน้ำจำนวนมาก บางจุดก็เป็นสีส้มลอยเป็นแพไปตามระลอกคลื่น ในพื้นที่โดยรอบจุดที่น้ำมันรั่วไหลออกมา
นายโสภณกล่าวว่า จากการตรวจสอบจากบริษัทสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด มหาชนสรุปว่า น้ำมันที่รั่วไหลออกมามีจำนวนประมาณ 20,000 ลิตร ไม่ใช่ 400,000 ลิตร ตามที่ประเมินไว้ในช่วงแรก โดยรั่วที่บริเวณท่อใต้น้ำจึงทำให้น้ำมันดิบรั่วออกมา เบื้องต้นมีการกำจัดโดยใช้น้ำยา stcickgone NS Type ฉึดพ่นบนคราบน้ำมันที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ สำหรับสารดังกล่าวเป็นสารละลายที่คุณสมบัติ ทำให้น้ำมันแตกตัวและจมลงสู่ก้นทะเล เพื่อให้คราบน้ำมันจับตัว โดยมีการใช้เฮลิคอปเตอร์บินมาโปรยสารดังกล่าวรอบๆบริเวณที่น้ำมันรั่ว จากการประเมินสถานการณ์ของบริษัท คาดว่าจะสามารถสกัดคราบน้ำมันไว้ไม่ให้พัดเข้าสู่ชายฝั่ง
นายอรรถพลกล่าวว่า การกำจัดและควบคุมการกระจายตัวของน้ำมัน นับว่ามีการควบคุมได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ จนสามารถควบคุมได้รวดเร็ว ส่วนผลกระทบนั้นคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ คงจะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดว่า เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด
ด้านนายชาญนะกล่าวว่า เรื่องความผิดก็ว่าไปตามขั้นตอน ทำผิดก็ต้องดำเนินคดี พร้อมมอบหมายให้ทาง พล.ต.ต.วรา เวชชาภินันท์ ผบก.ภ.จว.ระยอง ให้สอบสวน และตรวจสอบหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมฝากไปยังบริษัทเอกชนต่างๆ ควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้อยู่ในมาตรฐาน หากพบว่าชำรุดหรือเสื่อมสภาพควรเร่งแก้ไข ก่อนจะเกิดความเสียหายตามมา
ต่อมาทางบริษัทสตาร์ ปิโตรเลียม ได้ออกมาชี้แจง เกี่ยวกับข้อมูลจำนวนน้ำมันที่รั่วไหล ของน้ำมันดิบเป็นจำนวน 128 ตัน (160,000 ลิตร) ในการนี้ ได้ใช้สารเคมีชื่อ dispersant ในการกำจัดมวลคราบน้ำมันให้ย่อยสลายไปแล้ว 80% คงเหลือคราบน้ำมันอีกประมาณ 21 ตัน และขณะนี้สถานการณ์สามารถควบคุมได้ โดยจะไม่พัดพาเข้าฝั่ง
รายงานข่าวจากบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) แจ้งเพิ่มเติมว่าเบื้องต้นบริษัทได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเรือภาคที่ 1 ด้วยการใช้เครื่องบินกองทัพเรือบินลาดตระเวนเพื่อดูสำรวจการเคลื่อนที่ของน้ำมัน พบว่ามีปริมาณน้ำมันหลงเหลืออยู่ในทะเลประมาณ 20 ตัน หรือ 20,000 ลิตร
นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน (IESG) ในการช่วยเหลือน้ำยาขจัดคราบน้ำมัน และอุปกรณ์ขจัดคราบน้ำมัน และบริษัทได้ประสานงานจากบริษัท Oil Spill Response Limited (OSRL) ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งขณะนี้กำลังส่งผู้เชี่ยวชาญเดินทางมาให้ความช่วยเหลือโดยทันที
บริษัทคาดว่าจะสามารถขจัดและเก็บคราบน้ำมันได้ทั้งหมดภายในไม่ช้า โดยบริษัทได้จัดส่งทีมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ขณะที่การดำเนินงานของโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทยังสามารถเดินเครื่องได้ตามปกติโดยไม่มีผลกระทบจากอุบัติการณ์ดังกล่าว
รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่าขณะนี้สถาน การณ์สามารถควบคุมได้และหยุดการรั่วไหลตั้งแต่เวลา 00:18 น. ของวันนี้ และได้ดำเนินการใช้เรือฉีดพ่นน้ำยาขจัดคราบน้ำมัน เนื่องจากเวลาที่เกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน บริษัทจะทำการสำรวจบริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อประเมินสถานการณ์ต่อไป
ที่รัฐสภา นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนติดตามเรื่องดังกล่าวอยู่ตลอด โดยประสานติดตามสถานการณ์กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมควบคุมมลพิษ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กองทัพเรือ และกระทรวงพลังงาน ทราบว่าขณะนี้สถานการณ์เบื้องต้นที่ทางบริษัทแถลง ระบุปริมาณน้ำมันรั่ว 2-4 แสนลิตรนั้น จากการที่เจ้าหน้าที่ และผู้ว่าฯ ขึ้นเฮลิคอปเตอร์และลงเรือสำรวจ พบว่าที่จริงแล้วปริมาณน้ำมันที่รั่วประมาณ 2 หมื่นลิตร ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องดี แต่ก็ไม่เลวร้ายเท่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ น้ำมันที่รั่วมีลักษณะเป็นฟิล์มบางๆ บนผิวน้ำ ช่วงแรกเกรงว่าน้ำมันที่รั่วจะพัดเข้าฝั่ง แต่ขณะนี้ดูทิศทางลม และกระแสน้ำแล้ว คาดว่าไม่น่าจะพัดเข้าฝั่ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการใช้เครื่องบินโปรยสารให้น้ำมันสลายตัวจมลงใต้ทะเล จากรายงานเบื้องต้นขณะนี้น้ำมันเริ่มแตกตัวจมลงแล้ว ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ถ้าไม่ดีขึ้นก็มีความเป็นไปได้ว่าตนจะไปติดตามสถานการณ์ด้วยตัวเอง และหลังจากนี้จะต้องศึกษาดูผลระยะยาว ว่าน้ำมันที่จมลงจะเกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างไร ซึ่งทางบริษัทต้องมีกองทุนเพื่อรับผิดชอบในระยะยาวเช่นกัน
“การแก้ปัญหาคราบน้ำมันเราดูแค่ช่วงนี้ไม่ได้ แต่ต้องดูระยะยาวว่าสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลจะได้รับผลกระทบอย่างไร ผมได้กำชับผู้ว่าฯ ให้พูดคุยกับทางบริษัท ให้ดูในเรื่องนี้ด้วย ส่วนการดำเนินการทางกฎหมายจะต้องดูรายละเอียด แต่แน่นอนว่าทางบริษัทต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ขอฝากไปยังผู้ประกอบการธุรกิจสายส่งน้ำมัน ให้ดูแลระบบสายส่งให้อยู่ในสภาพพร้อม 100%” รมว.ทรัพยากรฯ กล่าว
เมื่อถามว่าจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคอาหารทะเล และราคาอาหารทะเลหรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า ขณะนี้เร็วเกินไปที่จะตอบเรื่องนี้ ต้องดูว่าน้ำมันที่จมลงใต้ทะเลจะกระทบอะไรกับห่วงโซ่อาหารหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า เหตุการณ์นี้จะไม่ซ้ำรอยเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วที่เกาะเสม็ด เมื่อปี 2556 เพราะในปีนั้นมีน้ำมันดิบที่รั่วไหลจำนวนมหาศาล ดังนั้น ขอให้พี่น้องชาวระยอง ชาวเกาะเสม็ด และชาวบ้านบริเวณชายหาดแม่รำพึงวางใจได้
ล่าสุด บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ได้รายงานความคืบหน้ากรณีเกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วบริเวณทุ่น ผูกเรือน้ำลึกแบบทุ่นเดี่ยวกลางทะเล หรือจุดขนถ่ายน้ำมันในทะเล (SPM) ว่าบริษัทได้คำนวณแรงดัน (Pressure Balance) พบว่ามีปริมาณน้ำมันดิบรั่วไหลอยู่ที่ประมาณ 20-50 ตัน ซึ่งได้ฉีดพ่นน้ำยาขจัดคราบน้ำมัน โดยทางเรือและเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือภาคที่ 1 หลังจากนั้นได้บินสำรวจพบว่า ขณะนี้บริษัทสามารถควบคุมปริมาณคราบน้ำมันให้อยู่ในวงจำกัด และยังคงมีปริมาณน้ำมันอยู่ในทะเลประมาณ 5.3 ตัน