ระดมด่วนตรวจหาเชื้อเปิดสูตรเข็ม4แอสตร้าผัวดับหลังได้ไฟเซอร์‘เมีย’ทวงเงินเยียวยานร.ฮือบุกกระทรวงอว.จี้เคลียร์ปมห้ามสอบ

ทำเนียบรัฐบาลวุ่น วงถกพีมูฟตรวจเจอติดโควิด 7 ราย เร่งตรวจกลุ่มเสี่ยงอีกอื้อด้านคณะกรรมการโรคติดต่อฯ ไฟเขียวแผนปลด ‘โควิด’ เป็นโรคประจำถิ่นภายใน 1 ปี ไม่ต้องรออนามัยโลกประกาศ เผยใช้เกณฑ์เบื้องต้นตายต่ำกว่า 1 ต่อพันคน ฉีดวัคซีน 2 เข็มเกิน 80% ระบบรักษามีประสิทธิภาพ ระบาด ไม่รุนแรง พร้อมตั้งคลินิกวัคซีนผู้ใหญ่บริการวัคซีนโควิดต่อเนื่อง ไทยติดเชื้อรายวันพุ่งเกิน 8 พัน เสียชีวิต 22 สธ.ย้ำสูตรบูสต์เข็ม 4 แอสตร้าฯ แล้วค่อยไฟเซอร์ เพื่อบริหารวัคซีนให้เหมาะสม กลุ่มนักเรียนบุกกระทรวงอว. ยื่นหนังสือจี้สอบทปอ.ห้ามเด็กติดโควิดสอบแกต-แพต ยันทุกคนควรได้รับโอกาส ไม่ใช่ผลักภาระให้เด็ก เมียทวงเยียวยาสามีเสียชีวิตหลังฉีดเข็ม 3 ไฟเซอร์

ติดเชื้อพุ่งเกิน 8 พัน-ตายอีก 22
เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อใหม่ 8,078 ราย ติดเชื้อสะสม 2,407,022 ราย หายป่วยเพิ่ม 6,595 ราย หายป่วยสะสม 2,302,164 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 22 ราย เสียชีวิตสะสม 22,098 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 82,760 ราย มีอาการหนัก 548 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 102 ราย

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 22 ราย มาจาก 17 จังหวัด ได้แก่ กทม. ปทุมธานี นครราชสีมา พัทลุง กาญจนบุรี จังหวัดละ 2 ราย และนนทบุรี เลย กาฬสินธุ์ มหาสารคาม หนองบัวลำภู แม่ฮ่องสอน น่าน ลำปาง ระนอง ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี จังหวัดละ 1 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 12 ราย หญิง 10 ราย อายุ 46-96 ปี ค่ากลางอายุ 74 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีโรคประจำตัว 87%

ส่วน 10 จังหวัดที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,427 ราย 2.สมุทรปราการ 692 ราย 3.นนทบุรี 460 ราย 4.ชลบุรี 334 ราย 5.ภูเก็ต 332 ราย 6.ขอนแก่น 247 ราย 7.นครศรีธรรมราช 204 ราย 8.ปทุมธานี 195 ราย 9.ราชบุรี 187 ราย และ 10.อุดรธานี และลพบุรี จังหวัดละ 129 ราย

สำหรับจังหวัดติดเชื้อถึง 100 รายขึ้นไปยังมีอีก 9 จังหวัด คืออุบลราชธานี 127 ราย, สมุทรสาคร 126 ราย, เชียงใหม่ 123 ราย, ศรีสะเกษ 118 ราย, ฉะเชิงเทรา 117 ราย, นครราชสีมา 113 ราย, ระยอง 112 ราย, เลย 106 ราย และสุรินทร์ 100 ราย

นักท่องเที่ยวป่วยเกือบ 6 พัน
ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำ 37 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 225 ราย ใน 43 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย 85 ราย, คาซัคสถาน 20 ราย, ฝรั่งเศส 13 ราย, เดนมาร์ก 8 ราย, เยอรมนี อังกฤษ ออสเตรเลีย ประเทศละ 7 ราย, สหรัฐอเมริกา อุซเบกิซสถาน ประเทศละ 6 ราย, อินเดีย สวีเดน บังกลาเทศ ประเทศละ 5 ราย, อิสราเอล 4 ราย

นอกจากนี้ พบติดเชื้อ 3 ราย ใน 4 ประเทศ, ติดเชื้อ 2 ราย ใน 9 ประเทศ และติดเชื้อ 1 รายใน 17 ประเทศ โดยเข้าระบบ Test&Go 17 ราย แซนด์บ็อกซ์ 186 ราย ระบบกักตัว 21 ราย และลักลอบเข้าเมือง 1 ราย

ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 1-26 ม.ค.2565 รวม 165,961 ราย ติดเชื้อ 5,990 ราย คิดเป็น 3.61% มาจากระบบ Test&Go 69,166 ราย ติดเชื้อ 2,628 ราย คิดเป็น 3.8% แซนด์บ็อกซ์ 67,346 ราย ติดเชื้อ 2,719 ราย คิดเป็น 4.04% และกักตัว 29,449 ราย ติดเชื้อ 643 ราย คิดเป็น 2.18%

ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 26 ม.ค. ฉีดได้ 440,671 โดส ฉีดสะสม 113,622,267 โดส เป็นเข็มแรก 52,174,471 ราย คิดเป็น 75% ของประชากร เข็มสอง 48,355,039 ราย คิดเป็น 69.5% ของประชากร และเข็มสาม 13,092,757 ราย คิดเป็น 18.8% ของประชากร

ทำเนียบวุ่น-วงถกพีมูฟติดเชื้อ 7
ผู้สื่อข่าวรายงานจากศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาลว่า ก่อนการพูดคุยหารือระหว่างนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขบวนการประชาชน เพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ ผู้แทนหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง กับตัวแทนเครือข่ายพีมูฟนั้น ทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) จัดอำนวยความสะดวก เพื่อตรวจคัดกรอง ผู้เข้าร่วมประชุมด้วยการตรวจ ATK จากคลินิก เวชกรรม กาญจนาภิเษก

เบื้องต้นตรวจพบผู้ติดเชื้อ 7 คน เจ้าหน้าที่จึงจัดพื้นที่เพื่อแยกก่อนนำตัวไปตรวจ หาผลยืนยันการติดเชื้อด้วยวิธี RT-PCR อีกครั้ง ก่อนที่จะนำตัวเข้าระบบการรักษาในทันที

ขณะที่ทาง สปน.กำลังประสานงานหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจหาเชื้อให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมที่เหลือต่อไป

อนุมัติแผนโควิดเป็นโรคประจำถิ่น
ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2565 ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข เป็นประธานว่า ที่ประชุมมีการพิจารณา 2 เรื่อง โดยเรื่องแรกเห็นชอบหลักการแนวทางการพิจารณาโรคโควิด-19 ให้เป็นโรคประจำถิ่น เนื่องจากขณะนี้การระบาดมีทิศทางที่ดีขึ้น อยู่ภายใต้การควบคุม ไม่มีลักษณะรุนแรงและเป็นไปตามหลักวิชาการ อย่างไรก็ตาม โรคประจำถิ่นเป็นนิยาม ยังไม่ได้มีเกณฑ์ จึงต้องกำหนดลักษณะคร่าวๆ แล้วแปลงเป็นตัวเลข เพื่อเป็นเป้าหมายในการบริหารจัดการให้เป็นโรคประจำถิ่นให้ได้

นพ.เกียรติภูมิกล่าวต่อว่า โดยหลักเกณฑ์กว้างๆ มี 3 เรื่อง คือ 1.อัตราเสียชีวิตต่ำกว่า 1 ต่อผู้ป่วย 1 พันคน ก็ต้องบริหารไม่ให้เกินนี้ หากเกินถือว่าเป็นโรคที่อาจจะรุนแรง ส่วนการ ติดเชื้อมีเป็นระยะได้ แต่โรคต้องไม่รุนแรงเกินไป ไม่อันตราย อยู่ในการควบคุม ระบาดเป็นหย่อมๆ ไม่ใช่ระบาดทั้งประเทศ แต่เสียชีวิต อัตรา 1 ต่อพันรายก็ไม่ดีเช่นกัน 2.คนมีภูมิต้านทานจากการฉีดวัคซีน ซึ่งสำหรับโอมิครอน เราคิดว่าต้องได้วัคซีนครบ 2 เข็มเกิน 80% ของประชากร ขณะนี้อยู่ที่ประมาณกว่า 70% แล้ว และ 3.ระบบการดูแลรักษาพยาบาล ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องสอดคล้องกับการระบาดด้วย อย่างตอนนี้ยังเป็นโรคระบาดใหญ่และเป็นโรคติดต่ออันตราย ดังนั้นกระบวนการทางกฎหมายก็ต้องถอดออกจากการเป็นโรคติดต่ออันตราย มาเป็นโรคติดต่อทั่วไป ต้องมีกระบวนการทางกฎหมายให้สอดคล้องด้วย

“เราไม่อยากปล่อยเวลาให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นด้วยตัวเอง จึงต้องมีการบริหาร จัดการให้เป็นโรคประจำถิ่น โดยบริหารจัดการให้ถึงเป้าหมายครบทั้ง 3 หลัก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาสักระยะในการบริหารจัดการ ให้ถึงเกณฑ์ที่เป็นโรคประจำถิ่นได้ ซึ่งจะมอบหมายให้สธ.และกรมควบคุมโรคไปดำเนินการ บริหารจัดการตามแนวทาง โดยไปสร้างมาตรการและกลไก” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

ตั้ง‘คลินิกวัคซีนผู้ใหญ่’
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ส่วนอีกเรื่องคือการจัดให้มีสถานที่เฉพาะในการฉีดวัคซีนโควิด-19 เบื้องต้นเรียกว่า “คลินิกวัคซีนผู้ใหญ่” เพราะยังต้องฉีดวัคซีนโควิดอีกระยะหนึ่งใหญ่ๆ เพื่อให้บุคคลมีภูมิต้านทานต่อเนื่อง โดยให้เปิด เป็นฟังก์ชันให้บริการโดยเฉพาะในร.พ. ซึ่งอาจจะเปิดถึงในระดับร.พ.ชุมชน ซึ่งอนาคต ใครจะมาวันไหนเวลาไหนที่ ร.พ.เปิดก็เข้ามาได้ จะฉีดวัคซีนใดๆ ก็ได้ ซึ่งหลายแห่งดำเนินการแล้ว แต่เราจะมีนโยบายลงไปให้ดำเนินการในการตั้งจุดฉีดประจำเป็นคลินิก เพราะเกรงว่า หากฉีดวัคซีนได้ครอบคลุมแล้วก็อาจจะมีการถอนบริการนี้ออก

เมื่อถามว่าการเป็นโรคประจำถิ่นต้องดูสถานการณ์ทั่วโลกหรือไม่ นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า เราก็ดูประกอบ แต่การที่เรามีเกณฑ์ ไม่ใช่ว่าเราจะไปแซงอะไร แต่จะเป็นแนวทางการบริหาร อย่างโรคประจำถิ่นเมื่อก่อนต้องรอใครประกาศก็ไม่มีตัวชี้วัดหรือเป้าหมายที่เราต้องทำ แต่ถ้าเราทำตามนี้ทุกอย่างเข้าองค์ประกอบ ก็มีความหมายให้ประชาชนรู้ว่าโรคไม่ร้ายแรงและอาจเกิดขึ้นครั้งคราว ถ้ารอประกาศขององค์การอนามัยโลก เราก็อาจทำไม่ทัน ซึ่งเราทำของเราเองมาตลอด บางอย่างถ้าเป็นกฎหมายของเขาก็ต้องรอเขา แต่บางอย่างเป็นเรื่องของเราเราก็ทำเองได้

เมื่อถามต่อว่าโรคประจำถิ่นอยู่ในเงื่อนไขของการไม่กลายพันธุ์ด้วยหรือไม่ นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า การกลายพันธุ์เราก็ดูด้วย ตอนนี้เราวัด ที่ผล โดยเอาผลเป็นตัวตั้ง เราไม่รู้ว่าสายพันธุ์ย่อยอะไร แต่กลุ่มโควิดถ้าอัตราตายประมาณนี้ ฉีดวัคซีนมีภูมิประมาณนี้ ถ้ากลายพันธุ์แต่ผลลัพธ์ยังได้ผลอยู่ก็จบ

ถามว่าการปล่อยให้เป็นโรคประจำถิ่นตามปกติกับการเร่งรัดจะใช้เวลาต่างกันมากน้อยแค่ไหน นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า เราเรียกว่าบริหาร ถ้าปล่อยตามยถากรรมก็ต้องช้าอยู่แล้ว เช่น ฉีดวัคซีนวันนี้ได้สองแสนโดสก็ดี สองหมื่นโดสก็ได้ แต่ถ้าเรามีเป้าหมายก็จะวางแผนว่าจะจัดการให้เป็นโรคประจำถิ่น ในกี่เดือน สมมติ 1 ปี จะได้รู้ว่าเดือนแรก ทำอะไร สามเดือนแรกทำอะไร เดือนที่สี่ต้องทำอะไร เป็นต้น เมื่อเห็นชอบหลักการนี้มา สธ.มาบริหารและจะเสนอแผนอีกทีก็จะบอกรายละเอียดได้

เมื่อถามว่าเมื่อเป็นโรคประจำถิ่นสิทธิการรักษาพยาบาลยังครอบคลุมหรือไม่ นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า รัฐบาลดูแลทุกคน ซึ่งก็ครอบคลุม ทุกสิทธิ ไม่ว่าโรคอะไรจะเป็นโรคประจำถิ่นหรือไม่ ก็มีสิทธิในการรักษาได้

เผยเด็ก 70%ของฉีดวัคซีน
ปลัดสธ. กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมรับทราบแผนการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเด็กอายุ 5-11 ขวบ ซึ่งมี 2 แนวทาง คือโรงเรียนเป็นฐาน และร.พ.เป็นฐาน ซึ่งในช่วงแรกจะดำเนินการฉีดในร.พ.สำหรับเด็กที่ป่วยก่อน แล้วจะเข้าสู่ระบบโรงเรียน ขณะนี้ได้รับแจ้งจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่ามีผู้ประสงค์ฉีดประมาณ 70% ขณะนี้วัคซีนมาสัปดาห์ละ 3 แสนโดสซึ่งมาถึงแล้ว ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ตรวจสอบ คงไม่มีปัญหาอะไร จะกระจายไปตามแผนงาน ก็จะสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กลุ่มนี้ได้ระยะต่อไป

“ขอความร่วมมือว่าถ้าฉีดวัคซีนโควิดเป็นซิโนแวค-แอสตร้าเซนเนก้า ขอให้มาฉีดเข็มสามเป็นแอสตร้าฯ ตามคำแนะนำของคณะกรรมการวิชาการ หรือฉีดซิโนฟาร์ม 2 เข็ม ขอให้มาฉีดตามด้วยแอสตร้าฯ หรือฉีดซิโนแวค 2 เข็มตามด้วยแอสตร้าฯ หากต้องบูสต์ก็เติมด้วยแอสตร้าฯ ก่อน ตัวถัดไปถึงเป็น ไฟเซอร์ อยากให้ฉีดไปตามแผน จะได้บริหารจัดการวัคซีนได้อย่างเหมาะสมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

เมื่อถามว่าคนยังไม่ฉีดเข็มแรกเหลืออีกประมาณเท่าไร นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า เราเป็นฝ่าย ฉีด ก็มีแต่ข้อมูลของผู้ที่ฉีด ตอนนี้ฉีดได้ 114 ล้านโดส จะถึง 115 ล้านโดสในวันพรุ่งนี้แล้ว

เมื่อถามต่อว่าผู้ปกครองบางส่วนยังไม่อยากให้ลูกฉีดวัคซีนไฟเซอร์ แต่รอวัคซีนเชื้อตาย นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า เชื้อตายก็ใกล้ผ่าน อย.แล้ว อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนก็ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ทุกตัวมีผลข้างเคียงได้ เชื้อตาย ก็เซฟกว่าหน่อย ตอนนี้ก็ยังมีเวลา เพราะเด็กอัตราป่วยหนักและเสียชีวิตต่ำมาก ต่ำกว่าเป็นโรคประจำถิ่นอีก ถ้าตัดช่วงอายุ กลุ่มเด็ก ก็เป็นโรคประจำถิ่นไปนานแล้ว

ย้ำ Test&Go ตรวจพีซีอาร์ 2 หน
นพ.เกียรติภูมิ กล่าวถึงมาตรการรับมือหลังจากการผ่อนคลายผู้เดินทางเข้าประเทศด้วยระบบ Test&Go และการเปิดให้ดื่มสุราในร้านอาหารถึงเวลา 23.00 น. ในพื้นที่ สีเหลืองและสีฟ้าว่า คนที่จะเข้า Test&Go เราก็ให้ตรวจหาเชื้อด้วย RT-PCR 2 ครั้ง อย่างที่มีคนท้วงว่าทำไมต้องตรวจ ไม่ให้เข้ามาเลยนั้น อยากชี้แจงว่าแม้โรคจะไม่ร้ายแรง แต่เรากลัวติดแพร่มากเกินไป แม้จะ 1-2% ถ้าจำนวนเยอะก็อาจเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุข จึงไม่อยากให้แพร่มาก ให้มีความสมดุลทั้งสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งหลักการดูแลระหว่างเป็นการระบาดใหญ่ ถ้าสมมติเป็นโรครุนแรงก็ต้องเต็มที่ แต่สถานการณ์เป็นแบบนี้ การจะควบคุมการแพร่ระบาดให้มีช่องว่างน้อยที่สุดก็ต้องทำแบบนี้ ซึ่งมาตรการรองรับ Test&Go นี้ ถ้ามาลักษณะนี้ก็น่าจะรองรับได้ และต้องดูจำนวนคนเข้ามาด้วย ซึ่งเปิดแล้ว คงไม่ได้เข้ามาเป็นแสนๆ คน

“ส่วนการดื่มเหล้าถึง 5 ทุ่มก็ต้องเข้มงวดมาตรการโควิด ฟรี เซ็ตติ้ง หากมีปัญหา ก็ล็อกดาวน์เป็นจุดไป ขณะนี้ขอให้ช่วยกันดูว่า ร้านไหนไม่ดี ก็ฟ้องมาเลยจะให้ไปปิด”

บุกกระทรวง – เครือข่ายน.ร.และน.ศ.บุกกระทรวงการ อุดมศึกษาฯ ยื่นตรวจสอบที่ประชุมอธิการ บดีฯ (ทปอ.) ที่ไม่อนุญาต ให้น.ร.ติดโควิดเข้าสอบ GAT/PAT โดยเรียกร้องจัดห้องสอบพิเศษเป็นการเฉพาะ ไม่ควรผลักภาระให้เด็ก เมื่อวันที่ 27 ม.ค.

น.ร.จี้‘ทปอ.’เคลียร์ห้ามเข้าสอบ
วันเดียวกัน ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายรามคำแหง เพื่อประชาธิปไตย กลุ่มกลุ่มปฏิวัติการศึกษาไทย หรือ RSE ทีมมศว (ไม่มีจุด) กลุ่มนักเรียนเลว กลุ่มเยาวชนปฏิวัติ ตัวแทนจากองค์กร Feminist FooFoo (เฟมฟูฟู) กลุ่ม เกียมอุดมไม่เอาเผด็จการ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ และคณะจำนวน 15 คน เข้ายื่นหนังสือถึงนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. เพื่อตรวจสอบการทำงานของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่ดูแลระบบกลาง คัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส ปีการศึกษา 2564 หามาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 และ มีมาตรการจัดสอบสำหรับนักเรียนที่ติด โควิด-19 โดยมีเจ้าหน้าที่ ทปอ.มารับเรื่องแทน

ตัวแทนกลุ่มเยาวชนปฏิวัติ กล่าวว่า ทางกลุ่ม มายื่นหนังสือเรียกร้องให้ปรับปรุง 2 เรื่อง คือ1.การตอบคำถามของแอดมินทปอ. และ 2.ขอมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างปลอดภัยที่สุดสำหรับการสอบของเด็ก เนื่องจากกลุ่มเยาวชนปฏิวัติได้ทราบข่าวเรื่องการตอบคำถาม ของทางทปอ. มีลักษณะการตอบคำถามถ้อยคำต่างๆ ค่อนข้างไม่สุภาพ ดูเป็นการผลักการะให้เด็กมากกว่าการแก้ปัญหา เป็นการ ตัดอนาคตเด็กทิ้งไป ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ในขณะนี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน นอกจากนั้น ยังมีเชื้อใหม่ๆ ระบาดอีก ซึ่งทางกลุ่มเห็นว่า ทางทปอ.ควรจะตรวจสอบปรับปรุงการทำงาน ของแอดมินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพคนในองค์กร ให้มีมารยาทกว่านี้ โดยทางทปอ.ก็ต้องจัดมาตรการที่รัดกุมและปลอดภัยให้ผู้ที่ติดเชื้อหรือผู้ที่ต้องกักตัวเพื่อความเท่าเทียมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความกระตือรือร้นในหน้าที่ของตัวองค์กรเอง เด็กทุกคนเสียเงินทั้งหมดถึงจะยุ่งยากแค่ไหน มันคือหน้าที่ ไม่ควรปัดภาระให้กับเด็ก และอย่าล้อเล่นกับอนาคตเด็ก

“ดังนั้น ทางเราขอให้ทางทปอ. รีบดำเนินการแก้ไขตามข้อเรียกร้องเพื่อเป็นการแสดงออก ถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ อยากให้เล็งเห็นถึงความสำคัญกับการศึกษาเพราะเด็กทุกคน มีความฝัน โปรดอย่าล้อเล่นกับพวกเขาเลย และมาตรการจัดการโควิด-19 ในสนามสอบนั้นขอให้มีความปลอดภัยและจัดสนามสอบให้ผู้ที่ติดเชื้อและผู้ที่กักตัว เด็กไม่ได้อยาก จะติดโควิด แม้เด็กสะท้อนว่าอยากให้สร้างสนามสอบในโรงพยาบาลสนาม ทปอ.ก็ตอบว่าไม่คิดจะทำ ซึ่งไม่สอดคล้องกับองค์กรที่ทำเพื่อการศึกษา มองว่าทปอ.กำลังผลักภาระ ให้เด็ก จัดสอบเพื่อความสะดวกของตนเอง ไม่ได้คิดถึงประโยชน์ของเด็กเป็นที่ตั้ง” ตัวแทนกลุ่มปฏิวัติ กล่าว

สับ‘แอดมิน’ตอบไม่เหมาะสม
ขณะที่ตัวแทนนักเรียนเลว กล่าวว่า จากกรณี ที่แอดมินทปอ.ตอบคำถามไม่เหมาะสม แสดงถึงความไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ หน้าที่ของทปอ.ควรช่วยนักเรียนทุกคน การที่เด็กติดโควิด-19 แล้วต้องสละสิทธิไม่สอบ ทำให้เด็ก เสียเวลาอีก 1 ปี เสียอนาคต และทปอ.แทบจะไม่ได้แก้ไขอะไร ทำเหมือนอนาคตเด็กเป็นเรื่องเล่น ทั้งที่เด็กมีค่าใช้จ่ายในการสอบสูงมาก ขอให้ทปอ.ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีกว่านี้ และคำนึงถึงประโยชน์ของเด็กให้มาก

ตัวแทนกลุ่มเกียมอุดมไม่เอาเผด็จการ กล่าวว่า ปัจจุบันการติดเชื้อโควิก-19 ไม่ใช่ แต่เรื่องความรับผิดชอบต่อตนเอง และผู้อื่นเท่านั้น คนที่ออกไปข้างนอก คนที่อยู่บ้านเฉยๆ นั่งเรียนออนไลน์ ก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อโควิด-19 เหมือนกัน จึงขอเสนอว่า ทปอ.ควรที่จะประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะ ประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ให้แต่ละจังหวัด จัดสถานที่ 1 แห่ง อาจจะเป็น ในอำเภอเมือง เพื่อเป็นให้เด็กที่ติดโควิด-19 สามารถเข้าสอบทีแคสได้ และขอให้ทปอ.คิดและเข้าใจเด็กทุกคน ขอให้มีวิสัยทัศน์ ออกนโยบายเพื่อให้เด็กได้รับโอกาสอย่างที่ควรจะมี อีกทั้งค่าสมัครสอบ GAT และ PAT และ 9 วิชาสามัญ แพงมาก ถ้านำค่าสอบมารวมกันแล้ว เด็กต้องเสียค่าสมัครสอบมากกว่า 1,000 บาท เงินหลักพันเป็นเงินจำนวนไม่น้อย ทปอ.ควรระลึกตลอดเวลาว่าทปอ.เป็นองค์กรที่ต้องแบกรับอนาคตของนักเรียน อยากให้ ทปอ.ลงมาดูปัญหาการศึกษา มีหัวใจ มีความคิดที่จะช่วยเหลือนักเรียนทุกคนจริงๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นกลุ่มนักเรียนทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์โดยโปรยกระดาษ ที่ปรินต์คำตอบที่แอดมินตอบคำถามนักเรียน เพื่อให้ทปอ.ตระหนักรู้ถึงปัญหาและเร่งแก้ไข

เรียนออนไซต์สงขลาติดเชื้อ 200
นายพรศักดิ์ จินา ศึกษาธิการจ.สงขลา เปิดเผยว่า สำนักงานศึกษาธิการจ.สงขลา ได้รับรายงานจากโรงเรียนที่มีเด็กเรียนออนไซต์ ติดเชื้อโควิดประมาณ 200 คน ได้ส่งข้อมูลให้สาธารณสุขแล้ว จากการสอบถามทางโรงเรียนทราบว่าส่วนมากติดเชื้อจากชุมชน เนื่องจากมีเพื่อนและผู้ปกครองส่วนหนึ่งประมาณ 1,500-1,700 คน จาก 120,000 คนยังไม่รับวัคซีน แต่ทั้งหมดอาการไม่รุนแรง เนื่องจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 แล้ว

เข็ม 3 ดับ – ภรรยาเศร้าจัดงานศพนายมนตรี จันทะโสภี อายุ 38 ปี เสียชีวิตกะทันหันขณะเบิกเงินในธนาคาร หลังฉีดวัคซีนโควิดเข็ม 3 แค่ 2 ช.ม. เรียกร้องผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบ ที่วัดสะแก อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 27 ม.ค.

รับศพหนุ่มดับหลังฉีดไฟเซอร์
จากกรณีนายมนตรี จันทะโสภี อายุ 38 ปี พนักงานขับรถส่งของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งย่านบางใหญ่ เสียชีวิตภายในธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาตลาดเจ้าพระยา อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ขณะเข้าไปเบิกเงินเพื่อซื้อของ จัดงานวันเกิดให้ลูกชายคนเล็ก เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 26 ม.ค. หลังกลับจากไปฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ยี่ห้อไฟเซอร์ ที่สถานีกลางบางซื่อได้ประมาณ 2 ชั่วโมง ทางญาติติดใจการเสียชีวิตว่าเกิดจากผลข้างเคียงของวัคซีน เพราะก่อนไปเข้ารับการฉีดวัคซีน ผู้เสียชีวิตเอง ก็มีสภาพร่างกายปกติ แข็งแรง นั้น

วันเดียวกันนี้ เมื่อเวลา 08.00 น. ญาติและครอบครัวผู้เสียชีวิตนิมนต์พระสงฆ์ 2 รูป ไปทำพิธีเชิญดวงวิญญาณของนายมนตรีภายใน เคาน์เตอร์หน้าธนาคารซึ่งเป็นจุดที่ผู้เสียชีวิตล้มลง ก่อนจะมีพนักงานในธนาคารมาช่วย ปั๊มหัวใจก่อนนำส่งโรงพยาบาล

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ศาลาการเปรียญ วัดสะแก ต.บางเลน อ.บางใหญ่ ครอบครัว นำร่างนายมนตรีมาประกอบพิธีรดน้ำศพและตั้งสวดอภิธรรม โดยมีญาติ ครอบครัว และคนใกล้ชิด รวมถึงกลุ่มเพื่อนที่สนิททยอย เดินทางมาร่วมไว้อาลัยด้วยบรรยากาศโศกเศร้า เนื่องจากผู้เสียชีวิตยังเป็นหนุ่มที่แข็งแรง ขยันทำงานและมีอาชีพเสริมเป็นช่างซ่อมรถ จยย.หาเลี้ยงคนในครอบครัวอีกหลายชีวิต

หมอชี้เหตุจากโรคหัวใจ
ด้านนางไพลิน จันทะโสภี ภรรยาผู้เสียชีวิต กล่าวว่า แพทย์ให้ผลชันสูตรมาว่าเสียชีวิต จากโรคหัวใจ สามีตนตรวจร่างกายประจำปีกับบริษัททุกปี มีผลการตรวจยืนยันว่าไม่เคยมีประวัติเป็นโรคหัวใจมาก่อน ตนและครอบครัว ยังติดใจว่าสาเหตุที่แท้จริงน่าจะเกิดมาจาก ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนมากกว่า คนไม่เคย ป่วย ไม่เคยเป็นโรคหัวใจ พอไปฉีดวัคซีนกลับมาบ้านไม่ถึง 2 ชั่วโมงแล้วมาเสียชีวิตลงแบบนี้ จะให้คิดว่าป่วยเพราะโรคประจำตัว ก็ไม่ยุติธรรมกับครอบครัวตนอย่างมาก จากเหตุการณ์ครั้งนี้ขอให้รัฐบาลออกมา รับผิดชอบเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น ให้ครอบครัวด้วย เพราะตนมั่นใจว่าถ้าสามี ไม่ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มที่ 3 เขาจะยังมีชีวิตอยู่ดูแลครอบครัวได้อีกนาน

สำหรับพิธีสวดอภิธรรมมีกำหนด 3 วันคือ วันที่ 27-29 ม.ค. เวลา 18.30 น. และฌาปนกิจในวันที่ 30 ม.ค. เวลา 15.00 น.

ยื่นขอเงินชดเชยเสียชีวิต
เมื่อเวลา 09.30 น. นางไพลิน พร้อมญาตินำหลักฐานการเสียชีวิตเดินทางเข้าพบ สสจ.นนทบุรี เพื่อยื่นเรื่องขอรับการเยียวยาของ ผู้เสียชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีน

นพ.รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า ทราบเรื่อง ที่มีผู้เสียชีวิตหลังได้รับวัคซีนแล้ว ขณะนี้ประสานทางญาติให้นำหลักฐานเข้ามายื่นเรื่อง ที่ สสจ.นนทบุรี เพื่อสอบถามรายละเอียดเบื้องต้น หลังจากนี้ทาง สสจ.นนทบุรีจะต้องรอผลการชันสูตรถึงสาเหตุการเสียชีวิตว่า เกิดจากอะไร หากเป็นผลข้างเคียงจากวัคซีนจริง ทาง สสจ.นนทบุรีพร้อมดำเนินการเยียวยา ให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตตามมาตรา 41 ต่อไป

กลุ่มเสี่ยง – เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข และผู้นำชุมชนร่วมตรวจเยี่ยม มอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้ชาวบ้านกลุ่มเสี่ยงโควิด จำนวน 102 คน เป็นกลุ่มคลัสเตอร์เครือญาติ อ.ห้วยแถลง และ อ.ลำทะเมนชัย จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 27 ม.ค.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน