ตู่ขอช่วยผ่านงบปี 66ปัดตอบนายกฯสมัย3ลั่นขึ้นกับสถานการณ์วิปรัฐบาลคาดสิ้นกพ.2กม.ลูกเลือกตั้งฉลุย

สภาวิกฤตซ้ำซาก องค์ประชุมล่ม 2 ครั้งในรอบ 3 วัน และนับเป็นครั้งที่ 16 ของสภาชุดนี้‘ชวน’ ช่วยยื้อนานเกือบชั่วโมง แต่ไม่สำเร็จ เผยส.ส.พปชร.ไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุมถึง 43 คน ‘ก๊วนธรรมนัส’ 19 คน แสดงตนแค่คนเดียว ฝ่ายค้านเย้ยซีกรัฐบาลมุ้งแตก ‘ประยุทธ์’ ลั่นถ้าอยากเลือกตั้ง ต้องทำกฎหมายลูกให้เสร็จ สภาต้องไม่ล่ม วอนผ่านงบปี 66 ชี้คือความเป็นความตายของประเทศและประชาชน โวยสื่อถามจะสู้ต่อเป็นนายกฯ สมัย 3 หรือไม่ บอกเป็นเรื่องสถานการณ์ข้างหน้า วิปรัฐบาลคาดร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับเข้าที่ประชุมร่วมรัฐสภาสิ้นเดือนนี้ มั่นใจผ่านฉลุย ‘ดร.เอ้’ แจงยิบที่มาทรัพย์สิน ส่วนใหญ่เป็นของภรรยา ยันทำงานโปร่งใส

‘บิ๊กตู่’ขอนักการเมืองผ่านงบปี 66
เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาต้องขอบคุณทุกกระทรวงและทุกหน่วยงาน ร่วมมือขับเคลื่อนโยบายของรัฐบาลไปถึงมือประชาชนโดยรวม วันนี้การเมืองมีทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ถ้ามัวแต่ว่ากันไปมาก็ไม่เกิดประโยชน์ อะไรที่ช่วยได้ เป็นข้อมูลที่จะเตือนหรือบอก รัฐบาลก็พร้อมทำความเข้าใจให้ตรงกัน ทุกอย่างแก้ได้ ซึ่งวันนี้ต้องไปดูแลในเรื่องงบประมาณปี 2566 เพราะถือเป็นความเป็นความตายของประเทศและประชาชน ฉะนั้นอย่าทำลายโอกาสของเรา ด้อยค่าในการทำงานที่ดีๆ บางทีไม่เหมาะสมแต่ตนว่าใครไม่ได้อยู่แล้ว ห้ามความคิดคนไม่ได้ แต่ยินดีทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ตราบใดที่ยังต้องทำอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่าเบื่อการเมืองวันนี้หรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ถอนหายใจพร้อมกล่าวว่า จะบอกว่าเบื่อหรือไม่เบื่อ ขอร้องว่าอย่าถามคำถามนี้ ตนเบื่อประเทศไทยไม่ได้ เบื่อกับปัญหาไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาให้กับพวกเขา ไม่ว่าจะมาอย่างไร ตนก็สู้ทุกดอก สู้กับปัญหา ไม่ได้สู้กับคน ตนไม่ใช่เป็นศัตรูของใคร ต่างคนต่างมีบทบาทหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ของใครของมันไป หน้าที่ในสภา หน้าที่ของการประชุม หน้าที่ของการผ่านกฎหมาย ถ้าทุกอย่างดึงมาการเมืองทั้งหมดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ประเทศจะดีขึ้นหรือไม่ ลองคิดกลับไปกลับมาแล้วจะเห็นว่าเป็นอย่างไร

ต่อข้อถามว่าคิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองวันนี้เตะถ่วงการทำงานของนายกฯและรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ถ่วงผมไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าเขาดึงผมไว้ ผมก็จะทำงานให้หนักขึ้น 2-3 เท่า ผมไม่เอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นภาระต้องมานั่งสู้ ผมไม่สนใจ เสียเวลา มีคนทำหน้าที่อยู่แล้วก็ปล่อยให้เขาทำไป หน้าที่ของผมคือการบริหารบ้านเมืองให้ดีที่สุด บรรเทาความเดือดร้อนให้ดีที่สุด อะไรที่จะทำให้มีปัญหา บางทีผมก็ไม่รับ เพราะกลไกมีอยู่แล้ว ทำไมจะต้องให้นายกฯทำทุกเรื่อง”

ลั่นอยากเลือกตั้ง-อย่าทำสภาล่ม
ผู้สื่อข่าวถามถึงเหตุการณ์สภาล่มบ่อย จะกระทบต่อการทำงานหรือไม่ โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) หรือกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองยังไม่ผ่านการพิจารณา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องนี้มีอยู่แล้ว ไปเปิดโซเชี่ยลดูได้ว่า มีสมาชิกเข้าประชุมกี่คน พรรคไหนเข้าบ้าง บางคนมา ไม่ได้เพราะติดกักตัว แต่บางพรรคมาแล้วไม่ลงชื่อ แบบนี้เป็นวิธีทางการเมืองหรือเปล่าไม่รู้

ส่วนกฎหมายลูก ตนอยากให้จบได้เร็วตามที่กำหนดไว้ แต่ตนไม่สามารถไปสั่งใครได้ เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับสมาชิกรัฐสภา ทุกคนต้องร่วมมือ ถ้าล่มอยู่แบบนี้ ก็ไปไม่ได้ จะบอกว่าเป็นความรับผิดชอบของนายกฯ คนเดียวคงไม่ใช่ เป็นความรับผิดชอบร่วมกันทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล หากร่วมมือกัน ทุกอย่างก็ไปได้หมด

“ทุกคนอยากเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าอยากเลือกตั้ง ก็ต้องทำให้กฎหมายลูกเสร็จ โดยสภาต้องไม่ล่ม ยืนยันว่ากฎหมายสำคัญที่รัฐบาลออกไป ทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน และต้องผ่านให้ได้ ถ้าทุกอย่างรวนไปหมด ก็จะแก้อะไรไม่ได้และกลับไปสู่ที่เดิม กลับไปสู่ความวุ่นวายมหาศาล อย่าลืมว่ามีบทเรียนมาแล้วในทุกเรื่องเหมือนสึนามิ ก่อนหน้าที่ผมจะเข้ามา มันเกิดอะไรขึ้น แล้วที่ผ่านมามีอะไรดีขึ้นบ้าง อะไรที่ต้องแก้ไข ผมก็รับผิดชอบทั้งหมด ขอร้องให้ช่วยกัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

นายกฯสมัย 3-ขึ้นกับสถานการณ์
ต่อข้อถามว่านายกฯยังตอบไม่ชัดเจนเรื่องการเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แสดงว่ายังมีโอกาสความเป็นไปได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ผมยังไม่ตอบอะไรทั้งนั้น มีปัญหาอะไรหรือ อะไรที่ยังไม่จำเป็น ผมก็ยังไม่ต้องพูด เป็นเรื่องที่ผมต้องตัดสินใจของผมเอง” ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากการตัดสินใจของตัวเองต้องขึ้นกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคด้วยใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “คุณถามไม่รู้จะตอบอย่างไร และสื่อก็ไปคุยกับพล.อ.ประวิตร เองก็แล้วกัน

ต่อข้อถามว่าได้รับรายงานจากที่ปรึกษาด้านกฎหมายเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งครบวาระ 8 ปีหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องของกฎหมายก็ไปว่ากันมา ตนอยู่เท่าที่อยู่ กฎหมายมีกำหนดอยู่แล้ว เป็นเรื่องการพิจารณาของคนอื่น ตนพิจารณาเองได้เสียเมื่อไหร่ เมื่อถามว่าแสดงว่าพร้อมจะลุยและอยู่ต่อเป็น นายกฯสมัยที่ 3 พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ลุยอะไร ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในวันข้างหน้า อย่ามาถามดักหน้า มันยังไม่มีอะไร อยู่ไปตามหน้าที่ที่มีก่อน วันหน้าก็เป็นเรื่องของวันหน้า

‘ชินวรณ์’คาดกม.เลือกตั้งฉลุย
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรี ธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) รองประธานคณะกรรมการประสานงานสภา ผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับเลือกตั้ง 2 ฉบับว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิ่งรับฟังความคิดเห็นเสร็จเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ก่อนส่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากนั้น ครม.จะส่งวิปรัฐบาล เพื่อส่งให้ประธานรัฐสภาบรรจุวาระต่อไป

ส่วนร่างของส.ส.ที่ยื่นมาก่อนหน้านี้ ทราบว่าประธานรัฐสภาได้รับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นแล้ว รวมทั้งหนังสือรับรองจากนายกฯ ว่าเป็นกฎหมายการเงิน ก็ส่งกลับมายังรัฐสภาแล้ว ทั้งหมดจะพิจารณาในคราวเดียวกัน และเมื่อบรรจุวาระแล้ว ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 180 วัน คาดว่าจะเข้าที่ประชุมร่วมรัฐสภาในสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุมช่วงสิ้นเดือนก.พ.

“เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาองค์ประชุมแน่นอน เพราะมีเสียงส.ว.สนับสนุนด้วย รวมทั้งแต่ละร่างทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้เสนอ จึงมั่นใจว่ากฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับจะเดินหน้า ต่อได้ แต่ถ้าไม่ผ่านก็เลือกตั้งไม่ได้เช่นกัน” นายชินวรณ์กล่าว

พท.เย้ย‘บิ๊กตู่’ขาลงเต็มสูบ
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณี พล.อ.ประยุทธ์แทงกั๊กยุบสภา และการเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐว่า พล.อ. ประยุทธ์กล้าเขียนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่บอกสถานการณ์ใน 1 ปีข้างหน้าไม่ได้ ว่าจะเลือกตั้งใหญ่ก่อนหรือหลังเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. รัฐบาลกำลังเผชิญกับสภาวะขาลงเต็มสูบ แม้จะฝืนยิ้มกัดฟันปฏิเสธ แต่การพ่ายแพ้เลือกตั้งซ่อม 3 สนามรวด เป็นปรากฏการณ์ที่อธิบายภาพรัฐบาลชัดว่าไปต่อลำบาก

“วันก่อนยังครวญเพลงอย่ายอมแพ้ วันนี้เหมือนจะครวญเพลงถอยดีกว่าเพื่อหาทางลง เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ ประเทศชาติและประชาชนไม่ใช่ของเล่น การกำหนดไทม์ไลน์เลือกตั้งให้ชัดเจน จะทำให้ทุกฝ่ายสามารถเตรียมการการจัดเลือกตั้งได้ สนิมเกิดจากเนื้อใน รัฐบาลบริหารงานผิดพลาด ยื้อการเลือกตั้งจนแพ้ภัยตัวเอง และมีโอกาสที่จะแพ้ในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เป็นสนามที่ 4 ประชาชนได้ให้คำตอบแล้วว่าหมดเวลาของ พล.อ.ประยุทธ์แล้ว” นายอนุสรณ์กล่าว

รายงานคลองไทยถูกคว่ำ-พท.โวย
เมื่อเวลา 10.45 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระพิจารณารายงานผลการพิจารณาศึกษาการขุดคลองไทยและการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ซึ่งคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยพิจารณาต่อจากครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเหลือเพียงขั้นตอนการลงมติเท่านั้น ผลปรากฏว่า ที่ประชุมไม่เห็นด้วยกับรายงานของกมธ. 144 เสียง เห็นด้วย 121 เสียง งดออกเสียง 53 เสียง ถือว่ารายงาน ดังกล่าวต้องตกไป

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภา ลุกขึ้นท้วงติงว่า จากผลการลงมติรู้สึกตกใจ เพราะเกรงจะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมสภา ข้อที่ 104 และ 105 ที่ไม่อนุญาตให้สภา มีมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เนื่องจากเป็นรายงานการศึกษา แต่สิ่งที่ข้อบังคับเขียนไว้ชัดเจนว่าจะให้ที่ประชุมให้ความเห็นชอบหรือไม่ คือข้อสังเกตของกมธ. ที่แนบท้ายรายงานเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ

ด้านนายศุภชัยชี้แจงว่า เมื่อกมธ.นำผลการศึกษาเข้าที่ประชุม ตามแนวปฏิบัติที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ถือปฏิบัติมา จะถามมติ 2 ครั้ง ครั้งแรกถามว่าสมาชิกเห็นด้วยกับรายงานที่กมธ.ศึกษาหรือไม่ และหากไม่เห็นด้วยก็จะไม่โหวตข้อสังเกต หาก ผู้นำฝ่ายค้านติดใจก็นำไปปรึกษากันได้ แต่ตอนนี้ผ่านไปแล้ว และเข้าสู่ระเบียบ วาระใหม่ไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การทำงานของกมธ.คณะดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากสภาลงมติเห็นด้วยกับญัตติที่ส.ส.เสนอเมื่อวันที่ 16 ม.ค.2563 ทั้ง 9 ญัตติ โดยผู้เสนอญัตติ 5 ญัตติ เป็นส.ส.พรรคฝ่ายค้าน และใช้เวลาศึกษา ตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค.2563 ถึง 24 ก.ค.2564 รวมเวลา 555 วัน

ก.ก.นำล้ม-หวั่นเป็นน่านน้ำสากล
เวลา 11.45 น. ที่รัฐสภา นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงษ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) แถลงว่า เหตุผลหลักของพรรคก้าวไกลไม่รับรายงานนี้ ไม่ใช่คิดแค่ว่าอยากให้ขุดหรือไม่อยากให้ขุด แต่ให้คิดว่าการลงทุนโครงการขนาดใหญ่กว่า 2 ล้านล้านบาท ต้องศึกษาอย่างจริงจังและเป็นกลางว่าควรทำหรือไม่ควรทำ การเสนอขุดคลองไทย 9A ต้องมีการตัดผ่านภูเขาสูงกว่า 383 เมตร ซึ่งสูงกว่าตึกมหานคร ระยะเวลาที่สั้นในการร่นคลอง อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงหรือไม่ หรืออยู่บนความฝัน และในการขุดคลองไทยต้องมีการเวนคืนที่ดินจำนวนมากคิดเป็น 14 เท่าของเกาะภูเก็ต เราจะทำอย่างไร

นายสมชาย ฝั่งชลจิตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า การเวนคืนที่ดินเพื่อขุดคลองทั้ง 2 ฝั่ง เป็นจำนวน 20 กิโลเมตร ถ้าเทียบเป็นจังหวัด ถือว่าหายไปเป็นระดับอำเภอ อยากถามว่าประชาชนหลายแสนคนที่ได้รับผลกระทบ จะเอาพวกเขาเหล่านี้ไปอยู่ไหน อีกทั้งทิศทางยังมีการชี้นำ โดยการถือเอาคำแนะนำของประเทศมหาอำนาจหนึ่งในเอเชีย และมีบริษัทของประเทศมหาอำนาจ ดังกล่าวเกาะติดสถานการณ์ในการประชุม กมธ.อยู่ตลอด ถามว่าประเทศจะได้อะไร ในอนาคตเราอาจกลายเป็นน่านน้ำสากลได้ ยิ่งในช่วงสงครามแห่งการต่อรองของเหล่าประเทศมหาอำนาจปัจจุบัน ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศเล็กจะไปต่อรองได้อย่างไร

สภาวุ่นอีก-‘ชวน’ยื้อไม่อยู่
ส่วนการประชุมสภาช่วงบ่าย พิจารณารายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งกมธ.การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย พิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจารณาค้างมาจากการประชุมสภาสมัยประชุมครั้งที่ 1

เวลา 14.05 น. หลังสมาชิกอภิปรายเสร็จสิ้น นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ในฐานะประธานที่ประชุม กดออดเรียกสมาชิกเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติรับทราบรายงานดังกล่าว แต่เนื่องจากมีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมบางตา ทำให้นายชวนขอให้สมาชิกในห้องคอย ผ่านไปกว่า 20 นาที นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เสนอให้พักประชุม 30 นาที เพื่อรอสมาชิก แต่นายชวนขอพักแค่ 15 นาที สุดท้ายไม่ได้พักการประชุม เนื่องจากนายชวนกังวลว่าสมาชิกจะลดลงจากเดิมไปอีก

กระทั่งในที่สุดนายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เสนอให้นับองค์ประชุมแบบขานชื่อ แต่ฝ่ายค้านขอให้นับองค์ประชุมแบบแสดงตนเสียบบัตร ในที่สุดนายชวนได้วินิจฉัยให้แสดงตนแบบขานชื่อ แต่นายจุลพันธ์ลุกขึ้นประท้วงคัดค้านว่า วันนี้พวกเรากำหนดจะประชุมถึงเวลาประมาณ 17.00 น. หากนับองค์ประชุมแบบขานชื่อเรียกบุคคล จะทำให้เสียเวลา กว่าจะเสร็จก็เวลา 17.30 น. ไม่ต้องประชุมต่ออยู่ดี ถ้าเดินเกมการเมืองแบบนี้ฝ่ายค้านไม่ยุ่งด้วย ขออยู่นอกห้องประชุม

ในที่สุดองค์ประชุมล่มตามเคย
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ประท้วงว่านายชวน ทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง ทำให้นายชวนสวนกลับว่าพูดอะไรจะต้องย้อนดูตัวเองด้วย และยืนยันว่าตนไม่ได้ลำเอียงในการทำหน้าที่ แต่นายพิเชษฐ์โต้กลับว่า ไม่เป็นไร ท่านก็ต้องดูตัวเองด้วย ท่านอย่ามาว่าผม อย่าเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ด้านนายชวนยืนยันว่าต้องดำเนินการไปตามข้อบังคับ ไม่เช่นนั้นจะถูกตำหนิ แต่นายพิเชษฐ์สวนกลับว่า สถานการณ์แบบนี้ท่านอยู่ได้อย่างไร ห้องประชุมเป็นแบบนี้อยู่ได้อย่างไร แต่ในที่สุดนายพิเชษฐ์ก็กล่าวขอโทษ

ต่อมานายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ญัตติที่นายวิรัชเสนอ น่าจะไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีส.ส.รับรอง ดังนั้น การเสนอจึงไม่ชอบ ซึ่งนายชวนระบุว่า เมื่อนายศุภชัยยืนยันว่าญัตติการเสนอนับไม่ถูกต้อง คำสั่งที่ตนได้สั่งไปก่อนหน้านี้ให้นับองค์ประชุมแบบขานชื่อก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้

เวลา 14.45 น. นายชวนได้กดออดเชิญให้สมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อเสียบบัตรแสดงตน และประกาศผลองค์ประชุม ปรากฏว่ามีสมาชิกเพียง 195 คน ไม่ถึง 237 คน ถือว่าไม่ครบองค์ประชุมและสั่งปิดการประชุมเวลา 14.50 น. โดยมีการยื้อเวลาเพื่อนับองค์ประชุมเกือบ 1 ชั่วโมง ซึ่งสภาล่ม ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ของเดือนก.พ. และเป็นครั้งที่ 16 ของสภาชุดนี้

เปิดชื่อส.ส.ทำสภาอับปาง
จากการตรวจสอบการแสดงตนเป็นองค์ประชุมสภาครั้งนี้ พบว่า พรรคเพื่อไทย แสดงตน 2 คน คือ นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ และนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. ไม่แสดงตน 129 คน ส่วนพรรคก้าวไกล แสดงตน 43 คน ไม่แสดงตน 8 คน พรรคเสรีรวมไทย แสดงตน 1 คน ได้แก่ น.ส.ธนภร โสมทองแดง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไม่แสดงตน 9 คน พรรคประชาชาติ แสดงตน 1 คน คือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชี รายชื่อ ไม่แสดงตน 6 คน พรรคเพื่อชาติ ไม่แสดงตนทั้ง 6 คน

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ แสดงตน 54 คน ไม่แสดงตน 43 คน ส่วนส.ส.ที่ย้ายออกจากพรรคพลังประชารัฐ 19 คน แสดงตนเพียง 1 คน คือ นายสมศักดิ์ คุณเงิน ส.ส.ขอนแก่น ด้านพรรคภูมิใจไทย แสดงตน 33 คน ไม่แสดงตน 25 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้กักตัว โควิด 7 คน สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ แสดงตน 35 คน ไม่แสดงตน 15 คน

พรรคชาติไทยพัฒนา แสดงตน 6 คน ไม่แสดงตน 6 คน พรรคชาติพัฒนา แสดงตนครบทั้ง 4 คน ด้านพรรคเศรษฐกิจใหม่ แสดงตน 4 คน ไม่แสดงตน 2 คน พรรค พลังท้องถิ่นไท แสดงตน 4 คน มีเพียงน.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี เท่านั้นที่ไม่แสดงตน ส่วนพรรครวมพลังประชาชาติไทย แสดงตน 3 คน ไม่แสดงตน 2 คน คือ นายสุพล จุลใส ส.ส.ชุมพร และน.ส.อนุสรี ทับสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์ ผืนป่าประเทศไทย ไม่แสดงตนทั้ง 2 คน

ส่วนพรรคเล็กที่มีส.ส.เพียงคนเดียว ที่ไม่แสดงตน ได้แก่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคพลังชาติไทย พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคพลังปวงชนไทย พรรคเพื่อชาติไทย อย่างไรก็ตาม พรรคเล็กที่มีส.ส.หนึ่งคน และแสดงตน คือพรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคไทรักธรรม และพรรคพลเมืองไทย ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าส.ส.ฝ่ายค้านส่วนใหญ่อยู่ในห้องประชุม แต่ไม่ยอมแสดงตนเป็นองค์ประชุม

ฝ่ายค้านเย้ยส.ส.รัฐบาลมุ้งแตก
ที่รัฐสภา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังสภาล่มว่า ขอเรียกร้องไปยังผู้ที่ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาว่า ในสัปดาห์หน้าที่มีการนัดประชุมวันที่ 9-10 ก.พ. ขอให้นัดวันประชุมเพิ่มคือวันที่ 11 ก.พ.ด้วย และขอเรียกร้องไปยังแกนนำรัฐบาลว่าการประชุมสภานั้น ท่านไม่ต้องไปโทษคนอื่น เพราะหน้าที่การรักษาองค์ประชุมเป็นของส.ส.ฝั่งรัฐบาล ดังนั้นขอให้ประชาชนจับตาว่าวันนี้ส.ส.รัฐบาลเรียกว่ามุ้งแตก เพราะพูดกันเองยังไม่รู้เรื่อง เนื่องจากมีสมาชิกพรรคตนเองเสนอนับและสมาชิกพรรคเดียวกันเสนอถอน ส.ส.รัฐบาลเสียงแตกอย่างชัดเจน

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล ในฐานะกมธ.การสวัสดิสังคม สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า ระเบียบวาระการประชุมที่กำลังจะเข้าพิจารณาลำดับถัดไปก่อนที่องค์ประชุมสภาล่มนั้น เป็นเรื่องที่กมธ.พิจารณาเสร็จแล้วคือรายงานบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ หรือบำนาญ 3,000 บาท ซึ่งพิจารณาเรื่องนี้กันมาถึง 3 ปี แต่ผู้แทนที่ท่านเลือกไม่มาปฏิบัติหน้าที่ และไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องบำนาญที่จะเข้าสู่ประชาชน ปู่ย่าตายายที่ยังคงได้แค่ 600-800 บาทในสิ้นเดือนที่ผ่านมา และกำลังจะได้ในสิ้นเดือนข้างหน้า แต่ ผู้แทนของท่านไม่คิดจะทำอะไรเลยในสภา จึงขอวิงวอนเพื่อนส.ส.ไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ขอให้เป็นฝ่ายเดียวคือฝ่ายนิติบัญญัติที่จะออกกฎหมายนี้เพื่อประชาชนในสิ้นเดือนก.พ.ก่อนที่จะปิดสมัยประชุม

‘ไพบูลย์’แฉฝ่ายค้านหายจ้อย
ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ แถลงว่า จากโปรแกรมรายงานผลการติดตามการโหวต ส.ส. จากกรณีการประชุมสภาเมื่อวันที่ 2 ก.พ. พิจารณาร่างพ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ…. แต่องค์ประชุมไม่ครบ ขาดไป 4 เสียง ทำให้การประชุมล่มนั้น เป็นการโหวตครั้งที่ 143 พบว่า พรรคพลังประชารัฐมีส.ส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 97 คน ส.ส.มาโหวต 83 คน และเมื่อรวมส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมีทั้งหมด 267 คน มาโหวต 175 คน ส่วนเพื่อไทย มีส.ส. 131 คน มาโหวตเพียง 14 คน พรรคก้าวไกล เจ้าของร่างกฎหมาย มีส.ส. 52 คน มาโหวต 42 คน ขณะที่ส.ส.ฝ่ายค้านมีทั้งหมด 208 คน มาโหวตเพียง 59 คน ผลจึงทำให้องค์ประชุม ขาดไป 4 เสียง

ทั้งนี้ ยังพบว่าการโหวตเดือนธ.ค.2564 ซึ่งมีการโหวต 70 ครั้ง มีส.ส. 7 คนไม่เคยมาโหวตเลยทั้งเดือน และยังมีส.ส. 50 คนมาโหวต 100% และทุกการโหวตของส.ส. จะมีการบันทึกไว้หมดในระบบโปรแกรมต่างๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส.ส. 7 คนที่ไม่เคยโหวตเลยทั้งเดือนธ.ค.2564 ประกอบด้วย 1.นายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธานสภา ซึ่งงดโหวตตามธรรมเนียมปฏิบัติ 2.นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข 3.นายชูศักดิ์ แอกทอง ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย 4.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย 5.นายพาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา 6.นายศรัณวุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ และ 7.พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชี รายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย

กกต.จ่อถกปมพปชร.ขับ 21 ส.ส.
รายงานข่าวจาก กกต. เปิดเผยว่า นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการกกต. รักษาการเลขาธิการกกต. ปฏิบัติหน้าที่นายทะเบียนพรรคการเมือง มีหนังสือที่ 0015/1546 ลง วันที่ 4 ก.พ. 2565 แจ้งผลการตรวจสอบการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) ของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และอดีตส.ส.ที่พรรคพลังประชารัฐมีมติขับออก กลับไปยังสำนักเลขาธิการสภา ตามที่นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภา มีหนังสือสอบถามมาเมื่อวันที่ 31 ม.ค.2565 พบว่ามี ส.ส.สมัครเป็นสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทย 18 คน เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2565

มติขับ 21 ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ยังคงเป็นปัญหา นอกจากนายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นหนังสือขอให้กกต.ตรวจสอบแล้ว เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสมัย รามัญอุดม ซึ่งอ้างเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ พร้อมพวกรวมกว่า 100 คน ยื่นคำร้องต่อกกต. ตามมาตรา 42 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง อ้างว่า มติขับร.อ.ธรรมนัส และส.ส.รวม 21 คน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะนี้สำนักงานกกต.จะประชุมเพื่อรับรองมติคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ในวันที่ 14 ก.พ. หากกกต.เห็นว่า มติขับเป็นไปตามที่กฎหมายและข้อบังคับกำหนด จะมีมติรับทราบและแจ้งหนังสือไปยังสภาภายใน 3 วัน ซึ่งจะทันเส้นตาย 30 วัน ที่จะครบกำหนดในวันที่ 18 ก.พ.นี้

กมธ.ปราบโกงตามจิก‘ดร.เอ้’
เวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โฆษกกมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมเรื่องร้องเรียนกรณี นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (สจล.) และผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ มีเหตุอันควรสงสัยทุจริตต่อหน้าที่และร่ำรวยผิดปกติว่า วันที่ 3 ก.พ. กมธ.ได้เชิญรักษาการอธิการบดีสจล.หารือเรื่องหน้าที่ของอธิการบดี สจล. ได้คำตอบว่า ไม่สามารถไปทำงานอื่นได้นอกจากอธิการบดีในเวลาราชการ และไม่ได้เบี้ยประชุมในการประชุมอธิการบดี แต่หากไปประชุมที่อื่นจะได้รับเบี้ยประชุม

จากข้อมูลที่ได้รับเรื่องร้องเรียนมา ระบุว่าเบี้ยประชุมและโบนัสนั้นได้รับในปี 2563 จำนวน 5.5 ล้านบาท อีกทั้งเงินเดือน 1,410,870 บาท มาจากไหนอย่างไร และค่าที่ปรึกษาวิชาชีพวิศวกรรม 3.5 ล้านบาท เมื่อเป็นอธิการบดียังได้อยู่หรือไม่ แต่รักษาการอธิการบดีตอบไม่ได้ และขอกลับไปนำเอกสารมาชี้แจงภายใน 15 วัน

นอกจากนี้ ระหว่างปี 2558-2564 ที่นาย สุชัชวีร์ดำรงตำแหน่ง มีการก่อสร้าง 5-6 โครงการในสจล. ซึ่งมีข่าวระบุว่ามีบริษัทหนึ่งสงสัยว่าจะมีหุ้นส่วนที่เป็นคนใกล้ชิดของนายสุชัชวีร์ และนายสุชัชวีร์อาจเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทดังกล่าว มารับงานนี้หรือไม่ ซึ่งกมธ.จะเรียกมาตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ เป็นต้น

สำหรับอธิบดีกรมสรรพากร ที่มาชี้แจงเรื่องการเสียภาษีนั้น ทราบว่ามีภาษีหลายตัวที่เสียมาก บางอย่างได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้น ซึ่งเราจะตรวจสอบว่าการเสียภาษีชอบหรือไม่ ส่วนที่มีข้อสงสัยว่าช่วงนี้ใกล้เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ทำไมจึงนำเรื่องนี้มาพิจารณานั้น ซึ่งมีข้อสังเกตว่าพรรคก้าวไกลก็ส่งผู้สมัคร ผู้ว่าฯกทม. อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนั้น สัปดาห์หน้าตนจะเสนอที่ประชุมให้เปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบโปร่งใสที่สุด

‘อิสระ’จวก‘ธีรัจชัย’จงใจชี้นำ
นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภา ผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตนเชื่อมั่นในความโปร่งใส มีศักดิ์ศรีของกมธ.ทุกคน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่นายธีรัจชัยออกมาให้ข่าวกับสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ตั้งแต่กมธ.ยังไม่เริ่มกระบวนการสอบด้วยซ้ำ โดยใช้ถ้อยคำที่อาจโน้มน้าวให้เข้าใจผิด พฤติกรรมนี้ทำให้เกิดผลทางลบแก่นายสุชัชวีร์ แม้ว่าเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ตนนั่งประชุมในกมธ.อยู่ก็จริง แต่ไม่เห็นด้วยกับการให้ข้อมูลกับสื่อ สร้างกระแสข่าวที่อาจชี้นำให้สังคมตัดสินในทางเสียหาย ก่อนที่กระบวนการตรวจสอบจะเริ่มแบบนี้

ตนเห็นด้วยที่นายธีรัจชัยจะถอนตัวจากเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้า เพราะมีส่วนได้เสียโดยตรง แน่นอนว่าทางด้านนายสุชัชวีร์ออกมาพูดแล้วว่าพร้อมถูกตรวจสอบ จะผิดหรือถูก กระบวนการก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า แต่ข่าวเชิงลบที่เกิดขึ้นไปแล้วใครจะรับผิดชอบ ตนขอสื่อสารไปยังทุกฝ่ายที่เรียกร้องเรื่องการแข่งขันทางการเมืองขาวสะอาดโปร่งใสมาตลอด ขอให้กรณีนี้เป็นครั้งสุดท้าย ขออย่าให้เกิดกรณีนี้กับผู้สมัครรายใดอีก และเพื่อไม่ให้กมธ.ต้องตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร

‘ดร.เอ้’แจงยิบที่มาทรัพย์สิน
นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์” ว่า ถ้าบอกว่าตนมีทรัพย์สินเพิ่มเกือบ 300 ล้านบาท ก็ไม่ยุติธรรม เพราะตนเพิ่งแต่งงานเมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยภรรยามีทรัพย์สินมากกว่า การยื่นบัญชีทรัพย์สิน เมื่อ 1 ต.ค.2564 เป็นครั้งแรกที่ตนยื่นของตัวเองพร้อมคู่สมรสที่ จดทะเบียน ซึ่งเราได้แสดงให้ละเอียดที่สุด โดยทรัพย์สินของตนมี 141 ล้านบาท หนี้สิน 26 ล้านบาท เกิดจากการสร้างบ้าน โดยตน กู้เงิน 35 ล้านบาท ล่าสุดเพิ่งรีไฟแนนซ์ ขณะที่ทรัพย์สินของภรรยามี 200 ล้านบาท หนี้สิน 8 ล้านบาท ดังนั้น ทรัพย์สินที่เพิ่มจำนวนมากเป็นของภรรยา และการแสดงทรัพย์สินแต่ละครั้งเขาระบุว่าต้องอ้างอิงกับราคาปัจจุบันเสมอ เมื่อเวลาผ่านไปทรัพย์สินจะเพิ่มขึ้นตามมูลค่าราคาปัจจุบัน

“การแสดงบัญชีทรัพย์สินฯ ต้องยื่น หลักฐานการเสียภาษี ซึ่งจะสอดคล้องกับทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น ทุกอย่างพร้อมรับการตรวจสอบ เช่นเดียวกับกรณี สจล. สมัยที่เป็นอธิการบดี ป.ป.ช.ได้มาประเมินแล้ว และสจล.ได้คะแนนดี ถือเป็นข้อพิสูจน์ทุกอย่างว่าผมทำงานโปร่งใส และยินดีให้ตรวจสอบ ผมเชื่อมั่นในความยุติธรรม” นายสุชัชวีร์กล่าว

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ เฟซบุ๊กว่า แปลกใจที่กมธ.ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ความร่ำรวยผิดปกติของบุคคลภายนอก อย่างนายสุชัชวีร์ที่พ้นตำแหน่งจากอธิการบดี สจล.ไปแล้ว ซึ่งการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินว่ารวยผิดปกติหรือไม่ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจิตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) โดยตรง

‘ตู่’สั่งจับตาสาธิตมธ.บิดหลักสูตร
เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีข้อห่วงใยหลักสูตรของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บิดเบือนประวัติศาสตร์และสถาบันพระมหากษัตริย์ ว่า กำลังให้ หน่วยงานเกี่ยวข้องไปดูอยู่ นี่คือเรื่องการศึกษา เป็นสิ่งสำคัญการศึกษาจะต้องมีเป้าหมายที่ดี ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ มีความคิดอย่างเป็นระบบ มีมายด์เซ็ตที่ดี สิ่งเหล่านี้ตนกำลังแก้ โดยสั่งการกำหนดนโยบายไปยังรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการมาโดยตลอด ทั้งหลักสูตร การศึกษา การสอนของครู การเพิ่มสมรรถนะ ทั้งหมดมีอยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องปรับกลไกบางตัวให้ทันสมัยขึ้น และองคาพยพเหล่านั้นต้องทำตามนี้ พัฒนาตนเอง

“ถือโอกาสนี้ขอบคุณบรรดาครู อาจารย์ ในช่วงโควิด-19 ผมได้รับรายงานจากหลายพื้นที่ หลายจังหวัด ที่มีครูไปสอนในพื้นที่ถึงบ้าน ถือเป็นการเสียสละ เอารถไปเอง ติดตามการบ้าน นี่คือคนที่เราต้องไม่ลืมเขา ผมรู้ว่าครูเหน็ดเหนื่อย ทั้งที่ตัวเองก็มีภาระส่วนตัวมากมาย แต่ต้องขอบคุณจริงๆ แม้ผมจะไม่ได้พูดถึง ยืนยันว่าทั้งหมดอยู่ในกระบวนการ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ร่ายยาว – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นเวลานานกว่า 25 นาที ลั่นพร้อมสู้ทุกดอก ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด พร้อมระบุสภาต้องไม่ล่ม ถ้าอยากเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 4 ก.พ.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน