ศก.-สังคม-การเมืองวุ่นเป็นจุดเปลี่ยนประเทศ ปธ.วิปรัฐพัลวันสภาล่ม พท.จี้ยุบก่อนซักฟอก นิด้าโพลยังชู‘ชัชชาติ’

โหรส.ว.วันชัยทำนายเดือนก.ค.ถึงจุดแตกหัก ชี้ 3 เรื่องใหญ่ชี้ชะตาบิ๊กตู่-สภา ทั้งร่างพ.ร.บ. งบปี 66-ซักฟอกแก้รธน.ห้ามส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ‘นิโรธ’ แจงสภาล่มล่าสุดเป็นอุบัติเหตุ โต้เตะถ่วงกฎหมาย โวรัฐบาลนี้ออกมากกว่าทุกสมัย ‘ศุภชัย’ จี้วิปรัฐบาลขันนอตกันเอง เพื่อไทยฉะน่าอายล่มซ้ำซาก แนะชิงยุบสภาก่อน 22 พ.ค. ‘ศรีสุวรรณ’ ร้องกกต.สอบ ‘บิ๊กน้อย’ ชี้นำพรรคเศรษฐกิจไทย ‘ปรพล อดิเรกสาร’ ทิ้ง พปชร.ซบรวมไทยสร้างชาติ นิด้าโพลเผย ‘ชัชชาติ’ แรงไม่ตกผู้ว่าฯ กทม. ‘อัศวิน’ แซง ‘ดร.เอ้’ ขึ้นมาที่ 2

‘ส.ว.วันชัย’ทำนายกลางปีแตกหัก
เมื่อวันที่ 6 ก.พ. นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง ปฏิทินการเมืองกับปฏิทินดวงเมือง พยากรณ์ว่ากลางปี 2565 จะเกิดเปลี่ยนแปลงประเทศ รัฐบาล-สภาถึง จุดแตกหักว่า ช่างสอดรับกันจริงๆ เลือด จะไปลมจะมาตามประสาของดาวเกตุที่มีอิทธิพลต่อการสร้างความลับลมคมในสับสนอลหม่าน มีผลให้เกิดความไม่ปกติกับบ้านเมืองในทุกๆ ด้านเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว สภาล่มซ้ำซาก ถามว่า แล้วรัฐบาลจะล่มไหม ก็ในเมื่อรัฐบาลเป็นเสียงข้างมากแต่เสียงข้างมากล่มแล้วล่มอีก ก็เป็น คำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าชะตาชีวิตใกล้จะขาดเต็มที ในช่วงนี้ก็ยังพอประคับประคองกันไปได้แบบสะบักสะบอม พอกลางปีจะกระพือโหมรุนแรงยิ่งขึ้น จะไปหรือไม่ไปก็อยู่ในช่วงนั้น

ปฏิทินการเมืองกับปฏิทินดวงเมืองเดินคู่ขนานกันมาอย่างน่าอัศจรรย์ วันที่ 7 ก.ค.2565 ดาวมฤตยูย้ายเข้าสู่ราศีพฤษภจะสร้างแรงสั่นสะเทือนหวั่นไหวอย่างรุนแรงทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทั้งก่อนและหลังวันเคลื่อนย้ายของดวงดาว ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย พอปลายเดือนพ.ค.สภาเปิด ทีนี้ทั้งการเมืองและดวงเมืองอีนุงตุงนังกันไปหมด ดาวสำคัญๆ ขยับ เขยื้อนเคลื่อนตัวปะทะกันแรงทั้งภายนอกและภายใน และก็มีเรื่องใหญ่ๆ ในสภาถึงขั้นแตกหักจะอยู่หรือไปก็อยู่ในช่วงนั้น เหมาะเจาะกับการโคจรของดวงดาวพอดี

3 ประเด็นใหญ่จ่อคอหอย
ต้นเดือนมิ.ย.2565 ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2566 จะเข้าสภา นี่ก็เรื่องใหญ่ถ้าไม่ผ่านรัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ ตามมาด้วยอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้ายื่นเมื่อไรรัฐธรรมนูญห้ามยุบสภา ขืนให้ยื่นก็เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายหนักเข้าไปอีก และเคยมีบทเรียนที่เจ็บปวดมาแล้ว ใครจะยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบเก่า ก็ยุบเสียก่อนไม่ดีกว่ารึ

นอกจากนี้ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญห้ามส.ว.โหวตนายกฯก็จะจ่อคอหอยตามเข้ามา นี่ก็เรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งของทั้งสภาล่างและสภาบน พรรคร่วมรัฐบาลจะปั่นป่วนคงจะไม่แทงกั๊กแบบเก่าแน่นอน จะถอนตัวหรือไม่ถอนตัวแตกหักกันก็ตอนนี้ เวลาอยู่กับอำนาจมันน้อยเต็มที

“เห็นไหม มันเรื่องคอขาดบาดตายทั้งนั้น ตามปฏิทินการเมืองเป็นการแสดงฤทธิ์แสดงเดชของดาวมฤตยู เป็นเรื่องความเป็นความตายซึ่งจะเกิดขึ้นในเวลานั้น ประกอบกับปฏิทินการเมืองอย่างที่ว่ามานั้นแต่ละเรื่องมันสาหัสสากรรจ์ สัญญาณต่างๆ ที่ให้เห็นและอาการที่ปรากฏใน ขณะนี้มันชี้อนาคต กรรมเป็นตัวกำหนดไม่มีใครลิขิตได้ ใครจะอยู่ใครจะไปหรือใครจะมาก็เป็นกรรมของแต่ละคน” นายวันชัยระบุ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชี รายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) หรือกฎหมายลูก ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และพ.ร.ป.พรรค การเมือง ว่า คาดจะพิจารณาหลังสัปดาห์การอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามมาตรา 152 ในวันที่ 21 หรือ 22 ก.พ. ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความกังวลหรือไม่ว่าจะเกิดการยุบสภาก่อนกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ จะเสร็จสิ้น นายไพบูลย์กล่าวว่า “ไม่มี ไม่มีความเป็นไปได้”

‘นิโรธ’แจงสภาล่มล่าสุดอุบัติเหตุ
นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงทางแก้ปัญหาสภาล่ม ว่า สภาล่มเมื่อวันที่ 4 ก.พ.เป็นอุบัติเหตุ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยังกักตัวโควิด-19 อยู่ประมาณ 20 คน พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็ยังมีคนที่รักษาตัวอยู่ รวมถึงยังมี ส.ส.ที่ติดธุระอีก และพรรคพลังประชารัฐในวันนั้นมีความจำเป็นเนื่องจากคิดว่าวาระไม่มีอะไร ตนเป็นคนอนุญาตให้ส.ส.ไปธุระ และกฎหมายชุด ที่เข้าสภา 4 ก.พ.เป็นเรื่องของพรรคฝ่ายค้านที่นำเสนอ จึงได้อนุญาตให้ ส.ส.ในพรรคลา

ส่วนประเด็นเมื่อวันที่ 2 ก.พ. เป็นการล่มแบบมีนัยยะ เป็นเรื่องของพ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต ฉบับที่… พ.ศ. … ทางพรรคร่วมรัฐบาลและโดยเฉพาะตนเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้น่าสนใจ ซึ่งกฎหมายตรงนี้อาจกระทบหลายเรื่อง ทั้งความปลอดภัย ภาษีอากร ความมั่นคง ดังนั้น พรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่าไม่ควรปัดตกไป ควรให้รัฐบาลนำไปศึกษาอีกครั้ง เพื่อความรอบคอบ เพราะกฎหมายจะเป็นการออกเพื่อบังคับใช้กับประชาชน ยิ่งเรื่องนี้กระทบหลายอย่าง จึงไปคุยกับรัฐบาลให้ส่งรัฐมนตรีมารับฟังและรับกฎหมายฉบับนี้จากสภาไปศึกษา กลั่นกรอง ให้ดีอีกครั้งหนึ่ง และจะเห็นอย่างไรก็ให้รัฐบาลเสนอกฎหมายเข้ามาประกบและนำกลับเข้ามา สู่สภาภายใน 60 วัน แล้วสภาก็มาอภิปรายแล้วตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.)

โต้เตะถ่วง-โวยุคนี้ออกกม.มากสุด
“ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) บอกว่าเป็นการเตะถ่วงนั้น มันไม่ใช่ปกติ ถ้ากฎหมายออกมาขาเดียวโดยไม่มีการกลั่นกรองก็จะถูกปัดตกจากสภา ผมจึงเห็นว่าไม่สมควรที่จะตกไป พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เสนอพ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต ฉบับที่… พ.ศ. … รัฐบาลเอาไปกลั่นกรองแล้วเอามาร่วมกันทำงานในสภาอีกครั้งหนึ่ง นี่คือเหตุและผล ฉะนั้นไม่ได้เป็นการเตะถ่วง” นายนิโรธกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่สภาล่มบ่อยมองว่าจะทำให้การทำงานของนิติบัญญัติสะดุดหรือไม่ นายนิโรธกล่าวว่า ที่ผ่านมาเห็นสภาล่มนั้นไม่ใช่ล่มวันที่เป็นกฎหมายของรัฐบาล กฎหมายสำคัญของรัฐบาลผ่านหมด และผ่านออกไปเยอะมาก มากกว่าสมัยไหนด้วยซ้ำ สามารถถามนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาได้ แต่ที่มีปัญหาคือช่วงเย็นๆ ของวันพฤหัสฯ วันศุกร์ ซึ่งไม่ได้เป็นกฎหมายของรัฐบาลและไม่ได้มีวาระอะไร เป็นเรื่องแจ้งให้ทราบ หรือเรื่องของกมธ.

‘ศุภชัย’จี้วิปรัฐบาลขันนอต
ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชี รายชื่อ นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาสภาล่มซ้ำซาก โดยเฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมาสภาล่มถึง 2 ครั้งว่า ปัญหามาจาก 2 สาเหตุหลัก คือ 1.วิปรัฐบาลต้องเข้มข้นให้มากกว่านี้ ที่ผ่านมาในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ตามปกติจะมีคะแนนเสียงพร้อมลงทุกครั้ง แต่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ กลับไม่มีจำนวน ส.ส.ที่ลงมติมากเพียงพอที่จะทำให้ครบองค์ประชุม วิปรัฐบาลต้องปรับการทำการกันใหม่ให้มีความเข้มข้นขึ้น 2.ถ้ามีข้อตกลงอะไรระหว่างฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ควรแถลงให้ประชาชนได้รับรู้ว่ามีการตกลงกันอย่างไรให้ชัดเจน

อยากฝากถึงสื่อมวลชนช่วยนำเสนอ และลงชื่อไปเลยว่ามีใครขาดไม่เข้าร่วมประชุมบ้าง เพราะตอนนี้สังคมตำหนิเหมารวมทั้งสภา คนที่อยู่ในห้องประชุมแล้วร่วมลงชื่อแสดงตนกลับถูกเหมารวมไปด้วย ดังนั้นจะต้องแยกส.ส.เป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ไม่อยู่ในห้องประชุม 2.อยู่ในห้องประชุม และร่วมลงคะแนน และ 3.อยู่ในห้องประชุม แต่ไม่ลงคะแนน ต้องให้ประชาชนได้พิจารณาว่าควรดำเนินการ กลุ่มไหนอย่างไร ไม่ใช่เหมารวมแบบนี้

ข้องใจ‘ชลน่าน’ไม่แสดงตน
“วันนี้ถ้าคิดว่าจะช่วยกันทำให้สภา ไม่ล่ม ก็ต้องยอมรับว่าฝ่ายค้านอย่าเล่นบทค้านทุกเรื่อง อย่าบอกว่าถึงเวลาไม่แสดงตน เพราะในบางวาระเป็นวาระร่วมกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งถือเป็นกฎหมายสำคัญ บางเรื่องเป็นเรื่องที่กมธ.ไปศึกษามาแล้ว ผมมีคำถามไปถึง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรว่า การอยู่ในห้องประชุมสภา แต่ไม่ยอม แสดงตน แบบนี้หมายความว่าอย่างไร ต้องตอบคำถามนี้ให้กับประชาชน และสังคม ได้รับทราบด้วย” นายศุภชัยกล่าว

ด้านนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นักการเมืองที่ทำให้สภาล่มในขณะนี้ ไม่เคยดูเลยว่า กฎหมายฉบับใดเป็นประโยชน์มีสาระสำคัญต่อประชาชน จะเอาแต่เล่นการเมืองในสภาให้องค์ประชุมล่มบ่อยๆ และมาโทษแต่นายกฯซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร แต่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องรับผิดชอบ ต่อประชาชนในสภาร่วมกันมิใช่หรือ

ประชาชนต้องจดจำบรรดาชื่อส.ส.คนที่ทำให้สภาล่มไว้ เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งหน้า จะได้ไม่ต้องเลือกกลับเข้ามาเป็นส.ส.อีกให้เปลืองเงินภาษีที่ต้องจ่ายเงินเดือนคนละเป็นแสนให้กับคนที่ขาดจิตสำนึกความรับผิดชอบเช่นนี้อีก ช่างน่าอับอายขายขี้หน้าพี่น้องประชาชนที่สุด อยากเอาปี๊บมาคลุมหัวแทนส.ส.เหล่านี้ เสียเหลือเกิน

วิปฝ่ายค้านซัดอย่าโทษคนอื่น
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า เหตุการณ์สภาล่มถึง 2 ครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลอย่าโทษคนอื่น สำคัญที่สุดคือต้องบริหารจัดการตัวเองให้ได้ ก็จบ ฝ่ายค้านทำแบบนี้กันทุกยุคทุกสมัย ที่ฝ่ายรัฐบาลกล่าวหาว่าเราเล่นเกม หากรัฐบาลจัดการตัวเองได้ ก็ไม่ต้องสนเสียงฝ่ายค้าน ปัญหาสภาล่มก็จะไม่เกิด ซึ่งวันที่ 7 ก.พ. หัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้งหมดประชุมกัน เพื่อพิจารณาวาระการประชุมในสัปดาห์นี้ว่ามีประโยชน์ มีเนื้อหาสาระความจำเป็นกับประชาชนมากน้อยเพียงใด และจะชั่งน้ำหนักว่าควรกดดันรัฐบาลหรือไม่ จากนั้นจึงจะสั่งการมาที่ประชุมวิปฝ่ายค้านเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

ในส่วนของ พ.ร.บ.สรรพสามิต ฉบับที่… พ.ศ. …ที่เสนอโดยพรรคก้าวไกล นั้น ยอมรับว่าคุยกันในเรื่องรายละเอียดของกฎหมายน้อยไปหน่อย เลยอาจทำให้เข้าใจไม่ตรงกัน ยืนกันคนละเหตุผล พรรคเพื่อไทยเชื่อว่ารัฐบาลจะเอากฎหมายตัวนี้ไปเก็บ ไม่มีทางให้ผ่าน ยื้อเวลาออกไป เราจึงไม่อยากเสียเวลาเป็นเครื่องมือให้รัฐบาล แต่เชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาลุกลามบานปลาย หรือส่งผลต่อการทำงานร่วมกันของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะการอภิปรายทั่วไปแบบ ไม่ลงมติตามมาตรา 152 ในวันที่ 17-18 ก.พ. เชื่อว่าจะทำงานใหญ่ร่วมกันได้เป็นปกติ เดิมพันด้วยศักยภาพของแต่ละพรรค ฝ่ายค้านทุกพรรคต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเพื่อเป้าหมายรวม

เย้ย‘บิ๊กตู่’จ่อเจอ4อุกกาบาต
สำหรับความพร้อมในการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น ขณะนี้มีสมาชิกแสดงความจำนงที่จะขออภิปรายกว่า 40 คน ซึ่งทางพรรคจะให้แต่ละคนนำเสนอประเด็นเนื้อหาเพื่อไม่ให้ซ้ำกัน จากนั้นจะขัดเกลาเนื้อหาและติวเข้มการนำเสนอ เพราะไม่เหมือนกับการซักฟอกแบบลงมติ ส่วนข้อซักถามจะเน้นเรื่องความล้มเหลวในการบริหารด้านเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแพง จะได้ถามว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปัญหาฝุ่น ปัญหาเหมืองทองอัครา ที่สำคัญคือเรื่องการทุจริตในหลายๆ โครงการ จากนั้นจะเสนอแนะ

ขณะนี้รัฐบาลติดหล่มทุกเรื่อง ภายในพรรครัฐบาลแกนนำก็ติดหล่ม งานสภาก็ติดหล่ม สนามเลือกตั้งซ่อมก็ติดหล่ม เวทีภาคประชาชนและโซเชี่ยลก็ติดหล่ม ทั้ง สี่แนวรบชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเดินลำบาก หนทางข้างหน้ามีแต่วิบากกรรมทั้งนั้น และมีหลุมอุกกาบาตรออีก 4 ด่าน คือ 1.การซักฟอกตามมาตรา 152 2.การอภิปราย ไม่ไว้วางใจแบบลงมติตามมาตรา 151 3.ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2566 และ 4.การดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบ 8 ปีในเดือน ส.ค.

“ถามว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะฝ่า 4 ด่านนี้ไปได้อย่างไร ไม่ใช่เรื่องง่าย ท่านจะเลือกเจ็บน้อยแต่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยการยุบสภาหรือลาออก หรือเลือกที่จะเจ็บครั้งเดียวแต่สิ้นชีวิตด้วยการทนอยู่ไปแบบนี้ ท่านก็เลือกเอา” นายสุทินกล่าว

ย้ำองค์ประชุมหน้าที่รัฐบาล
ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีถูกมองว่าฝ่ายค้านเล่นเกมการเมืองโดยใช้วิธีนับองค์ประชุมเพื่อล้มรัฐบาลจนสภาล่มหลายครั้งว่า ฝั่งรัฐบาลแกว่งมาก ตนไม่อยากถึงขั้นบอกว่าต้องใช้เกมนี้ในการล้มรัฐบาล แต่ที่ผ่านมาสมัยที่เราเป็นรัฐบาล เราเป็นผู้รักษาองค์ประชุมไว้โดยตลอด เพราะกฎหมายที่สำคัญองค์ประกอบของรัฐบาลต้องมีความพร้อม เรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก

ส่วนฝ่ายค้าน ถ้ากฎหมายใดเป็นประโยชน์เราก็พร้อมให้ความร่วมมือตลอดอยู่แล้ว เราไม่ได้เล่นการเมือง แต่สัปดาห์สุดท้ายจะเห็นได้ชัดเลยว่าเวลามีรายงานเข้าสภา เช่น เรื่องขุดคลองไทย ประธานที่ประชุมจะขอความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบรายงานฉบันนั้นไม่ได้ ประธานต้องส่งรายงานไปให้รัฐบาลเพียงอย่างเดียว ส่วนการเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ทำได้ในส่วนของข้อสังเกตเท่านั้น

“เรามองว่าประธานวินิจฉัยไม่ถูกต้องตามข้อบังคับ ดังนั้น กลไกของฝ่ายค้าน มือเราสู้ไม่ได้อยู่แล้ว การตรวจสอบองค์ประชุมตามข้อบังคับจึงเป็นเอกสิทธิ์ของฝ่ายค้าน เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าเรา ไม่เห็นด้วย เรื่ององค์ประชุมยังเห็นว่ารัฐบาลต้องเป็นคนรักษาให้รอดก่อนอันดับแรก อย่ามาอ้างว่าฝ่ายค้านไม่ร่วม เพราะสุดท้ายองค์ประชุมยังไม่ถึง 200 ด้วยซ้ำ เรื่องนี้อย่างมาโทษฝ่ายค้านเลย” นายประเสริฐกล่าว

เชื่อไร้ปัญหาทำงานกับก้าวไกล
ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายรัฐบาลเสนอว่าให้ใช้วิธีการโหวตดีกว่า อย่าทำให้สภาล่ม นายประเสริฐกล่าวว่า จริงๆ แล้ว เวลาประชุมก็มีการเจรจากันมาโดยตลอด แต่รัฐบาลก็รักษาองค์ประชุมเป็นเบื้องต้นไว้ไม่ได้ ต่อถามว่า เรื่องนี้ทำให้พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล เกิดการตอบโต้กัน เพราะพรรคก้าวไกล เป็นผู้เสนอพ.ร.บ. สรรพสามิต ฉบับที่… พ.ศ. … แต่เพื่อไทยแสดงตนเป็นองค์ประชุมแค่ 2 คน ไม่แสดงตน 129 คน นายประเสริฐกล่าวว่า เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาถึงขั้นที่จะทำให้ทำงานร่วมกันไม่ได้ ตนเข้าใจพรรคก้าวไกลดี บางกฎหมายเป็นเรื่องที่เขาเสนอ บางกฎหมายก็เป็นเรื่องที่เราเสนอ ดังนั้น หลายครั้งเราโหวตร่วมกัน แต่หลายครั้งเรามีความเห็นที่ไม่เหมือนกันได้ เราเข้าใจกันอยู่ และมีการปรับบทบาทท่าทีของพรรคร่วมฝ่ายค้านในทุกสัปดาห์อยู่แล้ว

“หลังจากเกิดเรื่องทางผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลยังไม่ได้คุยกัน แต่เรามีวงประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านใน วันที่ 7 ก.พ. เวลา 11.00 น. เราจะใช้โอกาสวงประชุมนี้ในการพูดคุยกัน ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน” นายประเสริฐกล่าว

ขย่มสภาล่ม – นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีสภาล่ม 2 ครั้งในรอบสัปดาห์ เกิดจากเสียงปริ่มน้ำของรัฐบาล พร้อมแนะนายกรัฐมนตรียุบสภาก่อนฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อ 6 ก.พ.

‘โจ้’ฉะน่าอาย-จี้ยุบสภาก่อน22พ.ค.
ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีสภาล่ม 2 ครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ตนเคยวิเคราะห์สถานการณ์ไว้แล้วว่าสาเหตุเกิดจากปัญหาเสียงปริ่มน้ำ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำสภาล่มทั้งหมด 16 ครั้งในสภาชุดนี้ ถือว่าล่มมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ปัญหาที่สภาล่มซ้ำซากเกิดจากพรรคพลังประชารัฐ ที่เป็นแกนนำรัฐบาลวันนี้มีไม่ถึง 100 เสียงเพราะกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แยกไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) 21 เสียง และพรรคเศรษฐกิจไทยก็ไม่เข้าร่วมประชุม ไม่ร่วมโหวต เป็น องค์ประชุมให้ ถือเป็นเรื่องน่าอับอาย ที่สภาล่มซ้ำซาก ล่มทุกอาทิตย์ที่มีการประชุมกัน

ตอนนี้เรือเหล็กของ พล.อ.ประยุทธ์มีทั้งหมด 245 เสียง ถามว่าทำไมสภาถึงล่มง่ายนัก ล่มได้ตลอดเวลา เนื่องจากปัจจุบันมีเสียง ส.ส.ทั้งหมด 473 เสียง ครึ่งหนึ่งคือ 237 เสียง เรือเหล็กลุงตู่มี 245 เสียง เมื่อหักเสียงเกินกึ่งหนึ่ง และหักเสียงประธานสภาและรองประธานสภาอีก 3 เสียง เท่ากับรัฐบาลมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งเพียง 5 เสียง ซึ่งทั้งหมดนั้นส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรีมีภารกิจ มีหน้าที่ที่ต้องไปปฏิบัติงาน ดังนั้นถ้านับองค์ประชุมเมื่อไหร่ก็ล่มเมื่อนั้น เพราะไม่ครบตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

“พล.อ.ประยุทธ์มีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงปิดสมัยประชุมตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. แต่นายกฯ ประกาศแล้วว่าไม่ปรับ และไม่เอา

กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัสเข้าร่วมด้วย ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องชิงยุบสภาก่อนวันที่ 22 พ.ค. เพราะเป็นสมัยประชุมสภาที่ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามมาตรา 151 อาการแบบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ยอมตายกลางสภาแน่” นายยุทธพงศ์กล่าว

จับตาทิ้งทวนยืดสัมปทานสีเขียว
พล.อ.ประยุทธ์รู้อยู่แล้วว่าตัวเองจะไปไม่รอด จึงทิ้งทวนเมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ 4 แสนล้าน โดยในการประชุมครม. 8 ก.พ.นี้จะมีวาระขอความเห็นชอบผลการเจรจาและเห็นชอบร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยจะขยายสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวออกไป 40 ปีให้กับบีทีเอสมูลค่า 4 แสนล้าน เพื่อให้ ครม.อนุมัติในช่วงที่กำลังชุลมุน เรื่องนี้มีความผิดปกติมากเพราะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในเดือนพ.ค. ถามว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทำไมไม่รอให้ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่เข้ามาตัดสินใจ แบบนี้เรียกว่าทิ้งทวนหรือไม่ก่อนหมดวาระเพราะตรงนี้เป็นผลประโยชน์มหาศาล

กระทรวงมหาดไทยเสนอต่อขยายสัมปทานให้บีทีเอสตั้งแต่ปี 2572 ไปจบที่ปี 2602 กรณีนี้ต้องมีการศึกษาว่าถ้าให้เอกชนดำเนินการ หรือเอากลับมาเป็นของรัฐดำเนินการเอง ตัวเลขกำไรขาดทุนแบบไหนจะดีกว่ากัน แบบไหนประชาชนและประเทศชาติได้ประโยชน์มากกว่ากัน มีตัวเลขที่กระทรวงคมนาคมไปศึกษามา พบว่าหาก กทม.ดำเนินการเองหลังหมดปี 2572 ไม่ต่อให้บีทีเอส ภาครัฐจะมีกระแสเงินสดสุทธิ 4.67 แสนล้านบาท ถ้าเอกชนดำเนินการจะมีกระแสเงินสดสุทธิแค่ 3.26 หมื่นล้านบาท เท่ากับรัฐดำเนินการเองมีกระแสเงินสดสุทธิมากกว่าถึง 4.35 แสนล้านบาท

ทิ้งบอมบ์‘สุชัชวีร์’คนเจรจา
นายยุทธพงศ์กล่าวว่า มีตัวละครสำคัญไปเจรจาสายสีเขียวคือนายสุชัชวีร์ สุวรรณ สวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ โดยเมื่อวันที่ 11 เม.ย.2562 มีคำสั่ง คสช.ที่ 3/2562 แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว มีดร.เอ้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ จากนั้นวันที่ 5 มิ.ย.2562 มีการแต่งตั้ง ดร.เอ้เป็นประธานคณะกรรมการเจรจาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว และเห็นชอบให้ต่อสัมปทานสายสีเขียวออกไปอีก 40 ปี ทั้งที่คนค้านเต็มบ้านเต็มเมือง ถามว่า ดร.เอ้สนิทแนบแน่นกับใคร ถ้าไปขึ้นรถไฟฟ้าทุกสถานีก็จะมีรูปโฆษณา ดร.เอ้ทุกสถานีรวม 450 ป้าย แสดงให้เห็นว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่หรือเปล่า

ในวันที่ 8 ก.พ. พรรคร่วมรัฐบาลจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์จะเห็นชอบให้ผ่านหรือไม่ เพราะ ดร.เอ้เป็นตัวแทนสมัคร ผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ และต้องถามหาจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยที่คัดค้านเรื่องนี้มาโดยตลอด เพราะผิดกฎหมาย หนี พ.ร.บ.ร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน ทำค่าโดยสารแพงเกินจริง เป็นการผูกขาดตัดตอนเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายเดียวโดยที่ไม่มีการแข่งขัน และสัญญายังเหลือเวลาไปถึงปี 2572 ไม่มีอะไรต้องเร่งด่วน

“พรรคเพื่อไทยเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.อนุพงษ์ในเรื่องนี้ คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นชนวนความขัดแย้งทำให้รัฐบาลพัง ตอนนี้คนไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์แล้ว จะมาทิ้งทวนเพื่อเป็นภาระคนกรุงเทพฯ อีก” นายยุทธพงศ์กล่าว

‘สนธิรัตน์’ชูฟื้นโครงการซิป
ที่จ.พัทลุง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ แกนนำพรรคสร้างอนาคตไทย (สอคท.) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นายสันติ กีระนันทน์ นายอิธวัฒน์ พิทักษ์คุมพล นายแก้ว สังฆ์ชู นายวัชระ กรรณิการ์ พบปะตัวแทนเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาล ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง เพื่อรับฟังการดำเนินงานของกองทุน

นายสนธิรัตน์กล่าวว่า หนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคให้ความสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจฐานราก มองว่าเศรษฐกิจฐานรากจะเข้มแข็งต้องเกิดจากความร่วมมือของ พี่น้องประชาชนในชุมชน ไม่สามารถขับเคลื่อนโดยรัฐฝ่ายเดียวได้ แต่รัฐต้องช่วยเรื่องเศรษฐกิจ และการช่วยต้องครบวงจร ชุมชนกับรัฐต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน

หากพรรคสร้างอนาคตไทยได้เป็นรัฐบาล ตนจะฟื้นโครงการซิป (โครงการลงทุนเพื่อสังคม หรือ Social Investment Project : SIP) ขึ้นมาช่วยพี่น้องประชาชนที่กำลังลำบากจากปัญหาหนี้ครัวเรือน รายรับที่ไม่พอกับรายจ่าย ขาดการส่งเสริมต่อยอดอาชีพในท้องถิ่น ซึ่งข้อดีของนโยบายคือเป็นนโยบายชั่วคราว รัฐบาลไม่ต้องหว่านเม็ดเงินตลอด ชุมชนเข้มแข็งก็เลิกให้เขาดูแลกันต่อไป ต้องไม่ช่วยแบบปูพรม แก้ให้ตรงจุด ช่วยให้ถูกคน จึงจะเกิดความยั่งยืน

ตนมั่นใจว่ามีความเชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจฐานรากเพราะเกิดมาจากการขับเคลื่อนตรงนั้น เห็นทุกปัญหา ไม่ว่าจะเรื่องกฎหมาย การบริหารจัดการ ดังนั้น ในการจัดทำนโยบายพรรคจึงขอดูเศรษฐกิจฐานรากด้วยตัวเอง อยากทำนโยบายที่คนฐานรากต้องการจริงๆ คำว่าชุมชนเข้มแข็งพูดกันมานาน แต่ยังขาดการส่งเสริมแบบจริงจัง วันนี้พรรคสร้างอนาคตไทยจะทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง

‘พี่ศรี’ร้องกกต.สอบ‘บิ๊กน้อย’
นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่เฟซบุ๊กชื่อ อาน้อย วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้โพสต์ข้อความเมื่อ 3 ก.พ.2565 ว่า “ขอลาออกจากตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ เพื่อรับหน้าที่หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย สานต่อนโยบายของพี่ป้อม” นั้น การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 29 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 เพราะบุคคลดังกล่าวยังไม่ปรากฏว่าได้เป็นสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทยแล้ว แต่กลับกระทำการ ในลักษณะชี้นำ หรือครอบงำพรรคเศรษฐกิจไทย แม้ต่อมาแอดมินจะออกมาแก้ข่าวว่าอาน้อยมิได้รู้เห็นด้วยก็ตาม แต่เชื่อว่าการกระทำดังกล่าวเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการตีปลาหน้าไซ ที่สำคัญความผิด ได้สำเร็จไปแล้ว

ทางสมาคมจึงจะนำความไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อดำเนินการไต่สวน สอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ในวันจันทร์ที่ 7 ก.พ. เวลา 10.00 น. ที่สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ

‘ปรพล’ทิ้งพปชร.ซบรทสช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันที่ 7 ก.พ. นายปรพล อดิเรกสาร อดีต ส.ส.สระบุรี สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ จะมอบหมายตัวแทน ไปยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐที่กกต. และคาดว่าในวันเดียวกัน จะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ตามคำชักชวนของนายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือโแรมโบ้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีกระแสข่าวว่านายเสกสกลได้ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐไปก่อนหน้านี้

สำหรับพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นอีกหนึ่งพรรคที่ถูกจับตามองว่าอาจเป็นพรรคสำรองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ขณะที่ความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐได้แจ้งนัดประชุมส.ส.วันที่ 7 ก.พ. เวลา 15.00 น. ที่ทำการพรรค ถนนรัชดาภิเษก โดยขอความร่วมมือให้สมาชิกเข้าร่วมเพรียงเพรียง เนื่องจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค จะเข้าร่วมประชุมด้วย

ลุยบางนา – คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย เป็นประธานเปิดศูนย์ประสานงานพรรคไทยสร้างไทย เขตบางนา กทม. โดยมีนายปณิธาน ประจวบเหมาะ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางนา พ.ต.ท.กุลธน ประจวบเหมาะ ทีมไทยสร้างไทย ร่วมพิธี เมื่อวันที่ 6 ก.พ.

ไทยสร้างไทยลุยสู้ทุกสนาม
ที่ศูนย์ประสานงานพรรคไทยสร้างไทย เขตบางนา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวว่า การเลือกตั้งไม่ว่าจะสนาม กทม. หรือสนามการเลือกตั้งทั่วไป สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งก่อนและหลัง พรรคไทยสร้างไทย ตั้งใจที่จะส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งอยู่ระหว่างการพูดคุยเจรจา มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ ยืนยันว่าไม่ปิดบัง บุคคลที่จะมาทำหน้าที่ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ในส่วนของพรรค แต่ขอให้การพูดคุยประสานงานเป็นที่เรียบร้อยจะรีบเปิดเผย

ยอมรับว่าอาจมีความล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากพรรคไทยสร้างไทยเป็นพรรคใหม่ และต้องดำเนินการหลายเรื่อง ทั้งการเตรียมผู้สมัคร ส.ส. 400 เขต การ เตรียมผู้สมัคร ส.ก. รวมถึงการเตรียมส่ง ผู้ว่าฯ กทม. แต่ทั้งหมดยืนยันว่าพรรคไทยสร้างไทย จะสู้ทุกสนามภายใต้เวลาที่จำกัด ลงตัวเมื่อใดจะบอกทันที

ปชป.ซัดก.ก.ดิสเครดิต‘ดร.เอ้’
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีกมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ช.) จะตรวจสอบนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ว่า การที่ ส.ส.พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกกมธ.ป.ป.ช. จุดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาตรวจสอบในกรณีร่ำรวยผิดปกตินั้น ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้กมธ.สามัญ มีหน้าที่พิจารณาศึกษาเรื่องใดแล้วเสนอต่อสภา ก็ต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภา แต่เรื่องนี้รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้ อำนาจกมธ.สามัญ หรือกมธ.ป.ป.ช.

นายสุชัชวีร์เคยเป็นอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีหน้าที่ตรวจสอบ เมื่อกมธ.ทราบแล้วว่าไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ ก็ควรทบทวน แต่ยืนยันว่าไม่ได้กีดกั้นการตรวจสอบนาย สุชัชวีร์ แต่กระบวนการตรวจสอบต้องตรงไปตรงมา หากรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจก็ต้องระมัดระวัง เพราะอาจจะกลายเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญหรือขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย

เรื่องนี้ ส.ส.พรรคก้าวไกลในฐานะโฆษกพรรคต้องคิดให้รอบคอบ เพราะคิดว่าคนมองออก ไม่ควรหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็นการเมือง เพื่อหวังผลการเมืองในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งต้องถามว่าการบอกว่าตัวเองเป็นนักการเมืองแนวใหม่ แต่หากใช้ประเด็นนี้มาเล่นการเมืองถือเป็นเรื่องสกปรกที่สุด คิดว่าชาวกทม. มองออกว่าเป็นการดิสเครดิตทางการเมือง เพราะมีความไม่ชอบมาพากลตั้งแต่การบอกว่ามีคนร้องเรียนโดยไม่ระบุชื่อแล้ว

นิด้าโพลเผย‘ชัชชาติ’แรงไม่ตก
วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “อยากได้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 10” สำรวจระหว่างวันที่ 31 ม.ค.-2 ก.พ. จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และ รายได้ รวมทั้งสิ้น 1,324 หน่วยตัวอย่าง

เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะเลือกให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 37.24 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อันดับ 2 ร้อยละ 12.09 พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง อันดับ 3 ร้อยละ 11.03 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคประชา ธิปัตย์) อันดับ 4 ร้อยละ 8.31 ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย

อันดับ 5 ร้อยละ 8.08 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร (พรรคก้าวไกล) อันดับ 6 ร้อยละ 6.72 ไปลงคะแนน ไม่เลือกใคร (โหวต โน) อันดับ 7 ร้อยละ 5.59 ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 8 ร้อยละ 3.55 น.ส.รสนา โตสิตระกูล อันดับ 9 ร้อยละ 1.96 จะ ไม่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง อันดับ 10 ร้อยละ 1.81 นายสกลธี ภัททิยกุล อันดับ 11 ร้อยละ 1.51 ผู้สมัครจากพรรคกล้า อันดับ 12 ร้อยละ 1.28 ผู้สมัครจากพรรค พลังประชารัฐ และร้อยละ 0.83 ระบุว่า อื่นๆ ได้แก่ ผู้สมัครจากพรรคไทยภักดี ดร.ประยูร ครองยศ (พรรคไทยศรีวิไลย์) ผู้สมัครจากพรรคไทยสร้างไทย และเฉยๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจอยากได้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 9 เดือนม.ค.2565 พบว่า ผู้ที่ระบุว่า นายชัชชาติ, นายสุชัชวีร์, ยังไม่ตัดสินใจ, จะไม่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง, นายสกลธี และ ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ มีสัดส่วนลดลง ส่วนผู้ที่ระบุว่า พล.ต.อ.อัศวิน, ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย, ไปลงคะแนน ไม่เลือกใคร, น.ส.รสนา และผู้สมัครจากพรรคกล้า มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน