‘ดีเอ็นเอ’มัดแน่นมือยิงปืนโยงพตท.-จ่าทหาร

จ่อจับ 2 ชาวแคนาดาที่บินมาสังหารมาเฟียแขกในภูเก็ต ชี้หลักฐานที่ยึดได้พร้อมขอหมายจากศาล ทั้งอาวุธปืนขนาด 9 ม.ม.ทั้งสองกระบอก กระสุนขนาด .380 และรถเช่าฟอร์จูนเนอร์สามารถนำมาตรวจหาดีเอ็นเอมัด เผยทั้ง 2 คนบินออกจากไทยที่สนามบินสุวรรณภูมิหลังก่อเหตุได้ 2 วัน คนแรกบินไปลงที่แฟรงก์เฟิร์ตเยอรมนี อีกคนบินไปลงที่อัมสเตอร์ดัมเนเธอร์แลนด์ สตม.ตั้งกรรมการสอบเจ้าหน้าที่ตม.ที่ปล่อยให้ทั้ง 3 ต่างชาติเข้ามาในไทย ด้านตำรวจเรียกสอบปากคำทหารยศจ่าและนายตำรวจยศพ.ต.ท.เจ้าของปืน

จากกรณีนายจิมมี่ ซิงห์ ซานดู หรือ ซิงห์ แมนดีพ (SINGH MANDEEP) ชาวต่างชาติสัญชาติแคนาดา เชื้อสายอินเดีย ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าวิลล่าริมหาด โรงแรมแห่งหนึ่ง บนถนนวิเศษ ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ต่อมาตำรวจสืบพบว่าสาเหตุน่าจะมาจากความขัดแย้งในแก๊งมาเฟีย และสามารถจับตัวผู้ต้องสงสัยที่นำอุปกรณ์จีพีเอส ติดตามไปติดไว้ที่รถของผู้ตาย รวมทั้งตรวจพบอาวุธปืน 2 กระบอกที่ 2 คนร้ายชาวแคนาดาใช้ก่อเหตุและนำไปโยนทิ้งทะเล ก่อนหลบหนีออกจากประเทศไทยไปเมื่อ วันที่ 6 ก.พ.นั้น

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 11 ก.พ. ชุดเฉพาะกิจอีโอดี บก.สส.ภ.8 และ กก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต ได้ตรวจสอบหาหลักฐานพยานเพิ่มเติม ที่บริเวณหน้าบ้านร้างใกล้ชายทะเล ที่คนร้ายได้นำอาวุธปืนโยนทิ้งในทะเล หลังก่อเหตุแล้วหลบหนี โดยใช้เครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดและวัตถุโลหะจนพบอาวุธปืนจำนวน 2 กระบอก ยี่ห้อซีแซดและวอลเธอร์ เป็นของทหารยศจ่าสิบเอก อยู่ จ.สระบุรี และเป็น ของ พ.ต.ท.ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว อยู่ จ.เชียงใหม่

สำหรับการค้นหาในวันเดียวกันนี้ เป็นการค้นหาในทะเลเป็นวงกว้าง เพื่อหาวัตถุพยานของคนร้ายเพิ่มเติมที่คาดว่าคนร้ายจะนำมาทิ้งไว้ก่อนหลบหนีไป มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมคลี่คลายคดี ประกอบด้วย พล.ต.ต.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผบก.สส.ภ.8, พ.ต.อ.พิษณุ พ่วงพร้อม รอง ผบก.ระนอง ช่วยราชการ รอง ผบก.สส.ภ.8, พ.ต.อ.จิตปะพัทธ์ เอกโพธิ์ ผกก.ปพ.บก.สส.ภ.8, พ.ต.อ.ธัชพงศ์ วงศ์พัฒนานิวาศ ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.8 และ พ.ต.อ.เทพนม สุวรรณรัตน์ ผกก.สส.3 บก.สส.ภ.8

รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้สั่งการให้คณะพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าว เร่งขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คน คาดว่าจะไม่เกินในวันที่ 12 ก.พ.นี้ อย่างไรก็ตาม กรณีการตั้งข้อสังเกตนายซิงห์ แมนดีพ สัญชาติแคนาดา ผู้เสียชีวิต สามารถเดินทางเข้ามายังประเทศไทยได้นั้น หลังประเทศมาเลเซียไม่ให้เดินทางเข้าประเทศ แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ตายเดินทางมาจากประเทศมาเลเซียแน่นอน ก่อนที่จะบินตรงมาที่ จ.ภูเก็ต

ส่วนกรณีที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะมีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการเดินทางเข้าออกจากประเทศให้การช่วยเหลือนั้น รายงานข่าวจากสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ยืนยันว่าจากการตรวจสอบยังไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีที่มีการช่วยเหลือผู้เสียชีวิตเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร หรือให้การช่วยเหลือคนร้ายชาวแคนาดา 2 คนที่ก่อเหตุฆาตกรรมดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ เบื้องต้นได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่ดูแลจุดที่ผู้ตายเดินทางเข้ามา รวมถึงผู้ก่อเหตุเดินทางเข้าออกว่ามีการตรวจสอบข้อมูลชัดเจนหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติที่มีประวัติอาชญากรรม หรือเป็นบุคคลต้องสงสัยเข้ามาก่อเหตุในประเทศได้ต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้หลักฐานต่างๆ ที่ตรวจพบ เช่น อาวุธปืนขนาด 9 ม.ม. ยี่ห้อซีแซดและวอลเธอร์ เครื่องกระสุนขนาด .380 รถเช่ายี่ห้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ที่ 2 คนร้ายใช้ก่อเหตุ สามารถนำมาตรวจหาดีเอ็นเอได้ และกำลังขออนุมัติศาลออกหมายจับคนร้ายชาวแคนาดาทั้ง 2 คน ทั้งนี้ ทั้งสองคนหลบหนีออกไปประเทศไทยไปเมื่อวันที่ 6 ก.พ. โดยขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ คนแรกลงที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี อีกคนลงที่สนามบินอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ สำหรับคนร้ายทั้ง 2 คนเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2564

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวนคดีคนร้ายสังหารมาเฟียชาวอินเดีย สัญชาติแคนาดา กลางเมืองภูเก็ต กำลังเร่งผลตรวจสอบพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติศาลเพื่อออกหมายจับ 2 ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ ซึ่งยืนยันแน่ชัดแล้วว่าเป็นชาวแคนาดา 2 ราย โดยของกลางสำคัญในคดีนี้ได้แก่ อาวุธปืนยี่ห้อซีแซด (CZ) ขนาด 9 ม.ม. 1 กระบอก อาวุธปืนยี่ห้อวอลเธอร์ (WALTHER) ขนาด 9 ม.ม. 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืนขนาด .380 ซึ่งสามารถตรวจพบได้ หลังจากคนร้ายได้โยนทิ้งทะเล ใกล้ชายหาดราไวย์ ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ นอกจากนี้ยังมีของกลางเป็นรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ของกลางเหล่านี้สามารถตรวจเก็บดีเอ็นเอเพื่อใช้ยืนยันตัวบุคคลได้

สำหรับ 2 ชาวแคนาดาที่กำลังจะออกหมายจับนั้น พบว่าเดินทางเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่กลางเดือนธ.ค.2564 หลังก่อเหตุได้เดินทางออกจากภูเก็ต เข้ากทม. และเดินทางออกนอกประเทศที่สนามบินสุวรรณภูมิในค่ำวันที่ 6 ก.พ. โดยแยกกันบินคนละไฟลต์ รายหนึ่งบินไปอัมสเตอร์ดัม อีกรายบินไปยังแฟรงก์เฟิร์ต จากนี้เมื่อออกหมายจับแล้ว ตำรวจไทยจะประสานไปยังตำรวจสากลเพื่อติดตามจับกุมตัวต่อไป

สำหรับผู้ตายนั้น เดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว มาถึงสนามบินภูเก็ต เมื่อ 27 ม.ค. พบว่าไปลงที่ประเทศมาเลเซียก่อน แต่เจ้าหน้าที่มาเลเซียพบว่าพาสปอร์ตมีปัญหา และคงพบประวัติมาเฟีย จึงไม่อนุญาตให้เข้าประเทศ

ต่อมาผู้ตายจึงบินมาภูเก็ต และสามารถเข้าไทยได้ จึงต้องตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่ไทยใครมีส่วนพัวพันหรือไม่ รวมทั้งกำลังตรวจสอบภาพวงจรปิดว่าวันที่มาถึง มีใครคอยอำนวยความสะดวกให้ผู้ตายเป็นพิเศษหรือ ไม่ด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่ากรณีมีกระแสข่าวลือว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องนั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจากจากการตรวจสอบพบว่า ไผู้ตายเดินทางเข้าประเทศมาเลเซียไม่ได้ เพราะเคยกระทำความผิดที่ประเทศดังกล่าว จึงนั่งเครื่องบินเดินทางมาลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต และสามารถเข้าประเทศไทยได้ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศแคนาดาได้เปิดให้สามารถทำหนังสือเดินทางออนไลน์ได้ จากที่บ้าน เนื่องจากอยู่ในสถานการณ์ โควิด-19 ทำให้ตรวจสอบไม่พบประวัติทางอาชญากรรม ไม่มีเจ้าหน้าที่ตม.หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานใดของไทยเข้าไปเกี่ยวข้องแน่นอน

จ่อหมายจับ – ตำรวจนำเครื่องมือพิเศษลุยทะเลหาด ราไวย์ จ.ภูเก็ต หา หลักฐานเพิ่ม คดีฆ่ามาเฟียแขก พร้อมเร่งออกหมายจับ 2 มือปืน (รูปเล็ก) ที่หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว หลังตรวจพบดีเอ็นเอทั้งคู่เมื่อวันที่ 11 ก.พ.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน