เพิ่มชดเชยป่วย ห่วงสูงวัยดับพุ่ง
สธ.แจง พบโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย บีเอ.2 ในไทยแล้ว 18% หลายประเทศทั่วโลกก็ระบาดหนักห่วงทำบุญมาฆะ คลัสเตอร์ใหม่ผุด แนะลดนำดอกไม้ ธูปเทียนมาเวียนเทียนซ้ำ ชี้ผู้สูงวัยเสียชีวิตมากขึ้น ปรับเกณฑ์จ่ายชดเชย โควิดใหม่ เหมาจ่ายแท็กซี่แทนรถพยาบาลได้ ยอดโควิดพุ่งกว่าหมื่น 11 วันซ้อน ติดเชื้อเพิ่ม 14,373 คน เสียชีวิต 27 อาการโคม่า 641 ลำปางป่วยเพิ่ม 435 คน คุกห้างฉัตรยังวิกฤต ติดเชื้อเพิ่ม 156 รวมสะสม 991 คน ปิดโรงเรียนเทศบาล 33 หนองแค หลัง 39 นักกีฬาฟุตบอลชาย อะคาเดมี ป่วย ส่งเข้าร.พ.สนามแล้ว ตรวจกลุ่มเสี่ยง 60 คน ไม่พบเชื้อ แต่ให้กักตัว 10 วัน
โควิดทะลุหมื่น 11 วันติด
เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์ โควิด-19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ถึงหลักหมื่นรายเป็นวันที่ 11 นับจากการระบาดระลอกใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2565 เป็นต้นมา โดยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวน 14,373 ราย สะสม 2,622,600 ราย หายป่วย 11,551 ราย สะสม 2,467,383 ราย เสียชีวิต 27 ราย สะสม 22,489 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 124,869 ราย มีอาการหนัก 641 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 126 ราย
ผู้เสียชีวิต 27 ราย มาจาก 15 จังหวัด ได้แก่ กทม. สูงสุด 8 ราย, ศรีสะเกษ อุดรธานี ภูเก็ต ชลบุรี ราชบุรี จังหวัดละ 2 ราย และสมุทรปราการ เลย ชัยภูมิ มหาสารคาม อุบลราชธานี เพชรบูรณ์ พังงา สุราษฎร์ธานี และเพชรบุรี จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 16 ราย หญิง 11 ราย อายุ 39-95 ปี เฉลี่ย 77 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 96%
ส่วน 10 จังหวัดที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 3,180 ราย 2.สมุทรปราการ 887 ราย 3.ชลบุรี 548 ราย 4.นนทบุรี 512 ราย 5.ภูเก็ต 469 ราย 6.นครศรีธรรมราช 429 ราย 7.นครราชสีมา 354 ราย 8.นครปฐม 345 ราย 9.สมุทรสาคร 337 ราย และ 10.เชียงใหม่ 317 ราย
26 จว. ติดเชื้อเกิน 100
สำหรับจังหวัดติดเชื้อถึง 100 รายขึ้นไปยังมีอีก 26 จังหวัด คือ ปทุมธานี 291 ราย, บุรีรัมย์ 277 ราย, กาญจนบุรี 253 ราย, ร้อยเอ็ด 240 ราย, ราชบุรี 227 ราย, สุรินทร์ 225 ราย, สุราษฎร์ธานี 212 ราย, พระนครศรีอยุธยา 205 ราย, กาฬสินธุ์ 200 ราย, สระบุรี 197 ราย, ขอนแก่น 180 ราย, ฉะเชิงเทรา 174 ราย, อุบลราชธานี 173 ราย, ประจวบคีรีขันธ์ 171 ราย, ระยอง 166 ราย, พิษณุโลก 150 ราย, สุพรรณบุรี 143 ราย, สงขลา 130 ราย, เพชรบุรี 127 ราย, นครสวรรค์ 124 ราย, ชุมพร 112 ราย, มหาสารคาม 111 ราย, พัทลุง 108 ราย, ปราจีนบุรี 106 ราย, หนองบัวลำภู 105 ราย และศรีสะเกษ 100 ราย ส่วนจังหวัดติดเชื้อหลักหน่วย 2 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน 6 ราย และสตูล 4 ราย
ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 131 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 196 ราย ใน 40 ประเทศ ซึ่งประเทศต้นทางที่มีการติดเชื้อมาก เช่น รัสเซีย 85 ราย, เมียนมา 13 ราย, เยอรมนี 12 ราย, คาซัคสถาน 9 ราย, สวิตเซอร์แลนด์ 6 ราย, อังกฤษ ยูเครน ฟินแลนด์ ประเทศละ 5 ราย ภาพรวมเข้าระบบ Test&Go 70 ราย แซนด์บ็อกซ์ 107 ราย ระบบกักตัว 9 ราย และลักลอบเข้าประเทศจากเมียนมา 10 ราย
ผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-14 ก.พ. 2565 จำนวน 89,858 ราย รายงานติดเชื้อ 2,535 ราย คิดเป็น 2.82% แบ่งเป็นระบบเทสต์แอนด์โก 46,260 ราย ติดเชื้อ 399 ราย คิดเป็น 0.86% แซนด์บ็อกซ์ 37,205 ราย ติดเชื้อ 1,960 ราย คิดเป็น 5.27% และกักตัว 6,393 ราย ติดเชื้อ 176 ราย คิดเป็น 2.75%
ขณะที่การฉีดวัคซีนโควิด-19 ข้อมูล ณ วันที่ 14 ก.พ. ฉีดได้ 207,281 โดส สะสมรวม 120,217,187 โดส เป็นเข็มแรก 52,823,235 ราย คิดเป็น 75.9% ของประชากร เข็มสอง 49,255,942 ราย คิดเป็น 70.8% ของประชากร และเข็มสาม 18,138,010 ราย คิดเป็น 26.1% ของประชากร
ปรับใหม่ชดเชยป่วยโควิด
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด สปสช. วันที่ 7 ก.พ. มีมติเห็นชอบปรับหลักเกณฑ์ แนวทางอัตราจ่าย และกำหนดวันบังคับใช้การจ่ายชดเชยบริการโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่มีนโยบายดูแลผู้ติดเชื้อโควิดกลุ่มไม่มีอาการหรืออาการไม่มากที่บ้านหรือชุมชน ซึ่งการปรับหลักเกณฑ์และแนวทางอัตราจ่ายใหม่ มีทั้งหมด 5 ส่วนได้แก่
1.การจ่ายค่าบริการสาธารณสุขสำหรับ ผู้ป่วยโรคโควิด-19 กรณีอาการสีเขียว จะจ่ายชดเชยไม่ว่าจะเป็นการรักษาในร.พ. (ไม่จ่าย DRGs) นอกร.พ. เช่น เอชไอ ซีไอ โฮเทล ไอโซเลชั่น ร.พ.สนาม และฮอส พิเทล อัตราการเหมาจ่ายต่อการให้บริการ ผู้ป่วย 1 ราย รวมค่าอาหาร อยู่ที่ 12,000 บาท สำหรับการรักษา 7 วันขึ้นไป และ 6,000 บาท สำหรับการรักษาตั้งแต่ 1-6 วัน ส่วนไม่รวมค่าอาหารจะเหมาจ่ายที่ 8,000 บาท และ 4,000 บาทตามลำดับ
2.การตรวจคัดกรองและตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการติดเชื้อโควิด โดยวิธีตรวจแอนติเจน เทสต์ คิต (เอทีเค) โดยผู้เชี่ยวชาญจะปรับอัตราจ่ายให้เหมาะสมกับราคาในปัจจุบัน และสอดรับนโยบายเอทีเค เฟิร์สและอ้างอิงราคาตามประกาศกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยแบบ Chromatography จะจ่ายที่ 250 บาท จากเดิม 300 บาท และแบบ FIA จะจ่ายที่ 350 บาท จากเดิม 400 บาท ขณะที่การตรวจคัดกรองด้วยวิธีอาร์ที-พีซีอาร์ ประเภท 2 ยีน จะปรับการจ่ายเป็น 900 บาท จากเดิม 1,300 บาท ส่วนประเภท 3 ยีน จ่ายเป็น 1,100 บาท จากเดิม 1,500 บาท
เบิกเหมาแท็กซี่ได้
3.อัตราจ่ายค่าห้องสำหรับการดูแลรักษา ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในร.พ. ได้ปรับอัตราจ่ายค่าห้องที่ดูแลการรักษา โดยแบ่งระดับเตียงใหม่ตามความรุนแรงของโรคเพื่อการบริหารจัดการที่เหมาะสม ตามที่กรมการแพทย์กำหนดเป็น 5 ระดับ และปรับลดอัตราจ่ายอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (พีพีอี) จากเดิมชุดละ 600 บาท เหลือ 550 บาท สำหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยสีเหลือง/แดง และลดจำนวนชุดที่ใช้ต่อวันของเตียงระดับอาการรุนแรง ตามสถานการณ์ปัจจุบันที่ทีมบุคลากรทางการแพทย์เข้าไปดูผู้ป่วยครั้งละหลายคน
4.การสนับสนุนชุดตรวจเอทีเค เซลฟ์ เทสต์ สำหรับประชาชนคนไทยทุกสิทธิ โดย สปสช.จะเป็นกลไกกลางในการประสานผู้จำหน่าย โดยเฉพาะผู้จำหน่ายที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรมในการกระจายชุดตรวจให้หน่วยบริการเพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม และจำนวนตามความต้องการของหน่วยบริการ ส่วนหน่วยบริการที่เข้าร่วมได้แก่ ร้านยา คลินิกการพยาบาลฯ คลินิกกายภาพบำบัด หน่วยเทคนิคการแพทย์ฯ หรือหน่วยบริการอื่นที่สนใจ จะได้รับค่าใช้จ่ายเป็นเงินในอัตรา 55 บาทต่อชุดตรวจ สำหรับเป็นค่าชุดตรวจและค่าบริการให้ คำแนะนำการตรวจเอทีเค การอ่านผล และการปฏิบัติตัวของประชาชน
5.อัตราจ่ายค่าพาหนะรับ-ส่งต่อ กรณีใช้รถโดยสารประเภทอื่น ซึ่งเป็นการจ่ายชดเชยในลักษณะเหมาจ่ายต่อวัน ในอัตรา 1,900 บาทต่อวัน กรณีใช้รถโดยสารประเภทอื่น เช่น แท็กซี่ เสริมหรือทดแทนการใช้รถพยาบาลของโรงพยาบาล โดยต้องมีระบบที่ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อที่ถูกหลักวิชาการ เพื่อแบ่งเบาภาระงาน และเป็นทางเลือกของหน่วยบริการในการรับ-ส่งต่อผู้ป่วยโควิด สำหรับผู้ป่วยไม่มีอาการ หรืออาการเล็กน้อย
มีผลบังคับใช้1มี.ค.
นพ.จเด็จกล่าวว่า ในส่วนของแนวทางการจ่ายค่าบริการฯ กรณีการสนับสนุนเอทีเค เซลฟ์ เทสต์ และบริการรับ-ส่งต่อใช้รถโดยสารประเภทอื่น สปสช.จะกำหนดกลไกการจ่ายเงินรายวันผ่านทางธนาคารด้วยระบบ online เป็นรายวันได้ ซึ่งดำเนินการได้ตามข้อ 14 (2) แห่งระเบียบคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินกองทุน พ.ศ.2555 ทั้งนี้ เพื่อความรวดเร็วในการจ่ายเงินกองทุนให้แก่หน่วยบริการ
นพ.จเด็จกล่าวอีกว่า สำหรับข้อเสนอ การปรับอัตราจ่ายชดเชยบริการโควิด-19 รายการ 1.บริการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มอาการสีเขียว 2.บริการตรวจคัดกรองและตรวจยืนยันโควิด-19 ด้วย เอทีเค โฟรเฟสชั่นแนล และอาร์ที-พีซีอาร์ และ 3.อัตราจ่ายค่าห้อง สำหรับการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในโรงพยาบาล ได้กำหนดวันบังคับใช้ที่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2565 เนื่องจากจะดำเนินการพร้อมกับกองทุนประกันสุขภาพอื่น ขณะที่รายการ 4.การสนับสนุนชุดตรวจเอทีเค เซลฟ์ เทสต์ สำหรับประชาชนคนไทยที่เป็นกลุ่มเสี่ยง และ 5.อัตราจ่ายค่าพาหนะรับ-ส่งต่อ กรณีใช้รถโดยสารประเภทอื่น เช่น แท็กซี่ จะมีผลทันทีหลังจากที่ได้รับความเห็นชอบนี้
ป่วยโอมิครอนกว่า 97%
ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 ว่า การเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 ในประเทศไทย ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 5-11 ก.พ. จากการตรวจประมาณ 2 พันตัวอย่าง พบเป็นสายพันธุ์โอมิครอนเกือบทั้งหมด 1,975 ตัวอย่าง ประมาณ 97.2% เป็นเดลตา 2.8% แสดงว่ายังมีเดลตาหลงเหลืออยู่บ้าง โดย 10 จังหวัดที่ติดโอมิครอน สูงสุดคือ กทม. ภูเก็ต ชลบุรี ร้อยเอ็ด สมุทรปราการ หนองคาย สุราษฎร์ธานี มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และขอนแก่น สำหรับผู้เดินทางมาจากต่างประเทศที่ตรวจพบการติดเชื้อเป็นโอมิครอน 99.4% ให้สันนิษฐานได้เลยว่าเป็นโอมิครอน ไม่น่าเป็นสายพันธุ์อื่นแล้ว ส่วนในประเทศไทยเองก็สูงขึ้นเรื่อยๆ 96.4% อีกไม่นานก็เข้าใกล้ 100%
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า หลังการระบาดของโอมิครอนค่อนข้างเร็ว และจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมาก ธรรมชาติไวรัสเมื่อมีการติดเชื้อซ้ำๆ ระบาดค่อนข้างกว้าง ก็ออกลูกหลาน มีโอกาสของการกลายพันธุ์ จากเดิมกำหนดไว้ตั้งแต่ต้น B.1.1.529 แต่เมื่อมีสายพันธุ์ย่อยมากขึ้น จึงเรียกว่า BA.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์โอมิครอนเดิม ทั่วโลกมีการตรวจส่งเข้าฐานข้อมูลโลก GISAID ประมาณ 617,256 ตัวอย่าง ส่วน BA.2 ประมาณ 5.4 หมื่นกว่าตัวอย่าง BA.3 ประมาณ 297 ราย โดย BA.2 มาทีหลังประมาณปลาย ธ.ค.เริ่มตรวจพบ ในไทยก็ตรวจพบรายแรกๆ ช่วงต้นม.ค. ทั้ง BA.1 และ BA.2 ลักษณะการ กลายพันธุ์เหมือนกัน 32 ตำแหน่ง ต่างกัน 28 ตำแหน่ง มาร์กเกอร์สำคัญของ BA.2 หากโอมิครอนควรจะมีการหายไปของตำแหน่ง delta69-70 แต่ BA.2 กลับมาไม่หายไป แต่ไม่เป็นประเด็นมีวิธีตรวจจับได้ ขณะนี้พบ BA.2 ที่มีการส่งข้อมูลเข้า GISAID ประมาณ 57 ประเทศ แนวโน้มที่จะแทน BA.1 เช่น อินเดีย เดนมาร์ก และสวีเดน เป็นต้น อย่างเดนมาร์ก พบ BA.2 มากกว่า BA.1 ต้องเฝ้าจับตาดู ส่วนไทยยังพบ BA.1 มากกว่า แต่อนาคตหากแพร่เร็วก็จะเบียด BA.1 ในที่สุด
เร่งคุมพันธุ์ใหม่ BA.2
ส่วนที่ถ้ามีสายพันธุ์ใหม่หรือสายพันธุ์ย่อยใหม่ ต้องถามว่าแพร่เร็วขึ้นไหม หลบวัคซีนไหม ทำให้เจ็บป่วยรุนแรงมากกว่าเดิมหรือไม่ ซึ่งข้อมูลการแพร่เร็วเริ่มเห็นสัญญาณ เช่น เดนมาร์กที่เบียดของเดิม แสดงว่าแพร่เร็วกว่า ส่วนความรุนแรงและหลบวัคซีน อาจดูได้เฉพาะตำแหน่งที่กลายพันธุ์ ซึ่งยังไม่มีข้อแตกต่างมากนักเมื่อเทียบกับ BA.1 แต่ต้องติดตามดูข้อมูล โดยเฉพาะป่วยรุนแรงในสนามจริงว่า BA.2 รุนแรงมากกว่าแค่ไหน ส่วน BA.1 ระบาดกว้างขวางมาก ก็ขยับไป BA.1.1 อีก ซึ่งเราตรวจจับได้ในไทยเช่นกัน
ไทยเจอแล้ว 18%
ส่วนการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัวมีประมาณ 500 กว่าตัวอย่าง แต่เป็นคนละช่วงเวลา เพราะต้องใช้เวลาในการตรวจ ซึ่งเราถอดออกมาเป็น BA.2 ประมาณ 2% ที่เหลือเป็น BA.1 และ BA.1.1 ถ้าข้อมูลถูกทั้งคู่ แปลว่า BA.2 เริ่มเพิ่มขึ้น เพราะการตรวจรหัสพันธุกรรมทั้งตัวเป็นการตรวจก่อนหน้า โดยจะต้องดูสัปดาห์ถัดๆ ไปว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
“สรุปโอมิครอนเป็นเจ้าตลาด แทน เดลตาเกือบทั้งหมด การแพร่เร็วติดเชื้อซ้ำบ่อยๆ มีโอกาสเกิดการกลายพันธุ์ย่อย หรือเป็นตัวใหม่ก็ได้ แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นตัวใหม่ ถ้ามีก็ต้องดูว่ามีปัญหามากขึ้นหรือไม่ สำหรับสายพันธุ์ย่อย BA.2 ถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัวได้ 2% กว่า แต่การตรวจเบื้องต้นสุ่มบางพื้นที่เจอ 18% ก็ต้องตรวจให้ครอบคลุมมากขึ้น จะเห็นสัดส่วน BA.2 แท้จริงในไทย มีหลักฐานอยู่บ้างว่าแพร่เร็วกว่า BA.1 แต่ความรุนแรงยังไม่มีข้อมูลมากพอว่ามากน้อยแค่ไหน แต่เมื่อมีจำนวนพอสมควร ก็จะติดตามอาการทางคลินิกของคนที่เป็น จะส่งข้อมูลให้กรมการแพทย์ติดตามดูว่า BA.2 คนติดมีอาการรุนแรงแค่ไหน” นพ.ศุภกิจกล่าว
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ส่วนการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นยังช่วยป้องกันการติดเชื้อและป่วยหนักเสียชีวิตได้ ไม่ว่า BA.1 หรือ BA.2 สนับสนุนให้คนฉีดครบ 2 เข็มแล้วในระยะสมควรมาฉีดเข็มกระตุ้น เพื่อลดโอกาสป่วยหนักและเสียชีวิต สำหรับ BA.2 แพร่เร็วกว่ากี่เท่ายังบอกไม่ได้ เพราะไม่ได้เปลี่ยนเร็ว เราจะตามดูเป็นสัปดาห์ๆ ไป สูงสุดตอนนี้ 18% ถ้าสัปดาห์หน้า 30-40% ก็แสดงว่าเร็ว แต่ในระดับโลกเราเห็น BA.2 จากเดิม 1-2% ตอนนี้เป็น 8-9% แสดงว่าสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากเดิมนิดหน่อย ต้องตามดูใกล้ชิดถ้าแพร่เร็วแล้วไม่มีอิทธิฤทธิ์ก็ไม่มีความหมาย
นพ.บัลลังก์ อุปพงศ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ตอนนี้เรามีตัวอย่าง BA.1 และ BA.2 ก็จะทำการตรวจภูมิคุ้มกันหลังฉีดวัคซีน โดยเอาเชื้อจริงมาเพาะเชื้อ และเอาซีรั่มอาสาสมัครมาสู้กัน เพื่อดูว่าการฉีดเข็มกระตุ้นสูตรต่างๆ ได้ผลดีกับ BA.1 และ BA.2 หรือไม่
สูงวัยดับเพิ่มขึ้น
นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” ระบุว่า การประกาศเป็นโควิดเฉยๆ เหมือนอย่างที่พูดว่า จะกลายเป็นเชื้อประจำถิ่น ถ้าพิจารณาตามกฎเกณฑ์จะยังไม่มีทางเป็นไปได้เนื่องจากการเป็นโรคประจำถิ่นหมายความว่าโรคนั้นสามารถทราบลักษณะความประพฤติ ปฏิบัติตัวได้อย่างชัดเจนว่าจะมาในเดือนใดฤดูกาลใด กระทบคนจำนวนเท่าใดและจะเกิดเจ็บป่วยหนักเสียชีวิตในระดับใด พูดง่ายๆ ก็คือ รับมืออยู่หรือเอาอยู่ได้ชัดๆ แต่สถานการณ์ของโควิดขณะนี้ที่มีโอมิครอนพี่ และจะทดแทนด้วยโอมิครอนน้อง ในระยะเวลาอันใกล้ เพียงแต่ทราบว่าความรุนแรงน้อยกว่า แม้ว่าจะติดได้รวดเร็วกว่ามากก็ตาม สรุปว่านาทีนี้แล้วแต่กรรม หรือตัวใครตัวมันหรือเปล่า
วันเดียวกัน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย พร้อมนายเกรียงศักดิ์ บุญประสิทธิ์ อธิบดีกรมการศาสนา และ นพ.นิธิรัตน์ บุญตานนท์ ผอ.สำนักอนามัยผู้สูงอายุ กรมอนามัย แถลงการดูแลผู้สูงอายุ และศาสนสถานปลอดภัยในสถานการณ์โควิด-19
นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโควิดสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มติดเชื้อใหม่สูงขึ้น โดยผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเปราะบาง ที่ติดเชื้อเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งการติดเชื้อและเสียชีวิตของผู้สูงอายุช่วงเม.ย.2564-ก.พ.2565 พบติดเชื้อ 237,759 คน ส่วนวันที่ 1 ม.ค.-14 ก.พ.2565 พบติดเชื้อ 34,918 คน จำนวนนี้เสียชีวิต 569 ราย เฉพาะ ก.พ.เสียชีวิต 237 ราย อัตราป่วยของผู้สูงอายุอยู่ที่ 8-10% เท่ากับปีที่ผ่านมา แต่สัดส่วนเสียชีวิตของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจาก 69% เป็น 76% จังหวัดที่พบการเสียชีวิตมักเป็นเขตเมือง เช่น กทม. สมุทรปราการ นนทบุรี และชลบุรี สาเหตุสัมผัสใกล้ชิด ผู้ป่วยยืนยันมากกว่า 50% เช่น บุคคลในครอบครัว ผู้ดูแลใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังพบการไปสถานที่แออัด
เร่ง 2.2 ล้านคนฉีดวัคซีน
นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า ผู้สูงอายุกว่า 9.8 ล้านคน รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว จำนวนนี้ 3.3 ล้านคนรับครบ 3 เข็ม ส่วนอีก 2.2 ล้านคนยังไม่ได้รับวัคซีนเลย จึงเน้นย้ำการป้องกันติดเชื้อด้วยมาตรการ VUCA รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ดูแลใกล้ชิด คนในครอบครัว, ป้องกันตนเองขั้นสุด เพราะทุกคนมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อ, สถานประกอบการต่างๆ ใช้มาตรการ COVID Free Setting ให้คนไปใช้บริการมั่นใจ รวมถึงศาสนสถานต่างๆ โดยเฉพาะวันมาฆบูชานี้ที่จะมีพุทธศาสนิกชนไปทำกิจกรรมที่วัดจำนวนมาก และเมื่อมีอาการสงสัยให้ตรวจ ATK
“ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเปราะบาง ติดเชื้อมีความเสี่ยงอาการรุนแรง อาจเสียชีวิตได้ ส่วนหนึ่งมีโรคประจำตัวร่วมด้วย ดังนั้น ลูกหลานใกล้ชิดที่ทำงานนอกบ้าน คนดูแลแบบไปกลับ เน้นย้ำขอความร่วมมือป้องกันตนเองขั้นสุด ดำเนินชีวิตประจำวันลดโอกาสนำเชื้อมาผู้สูงอายุ ส่วนผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมทางสังคม ร่วมมืองดเดินทางไปสถานที่เสี่ยงสูง หลีกเลี่ยงการร่วมกิจกรรมรวมกลุ่มคนและแออัดเพื่อปลอดภัยจาก โควิด พุทธศาสนิกชนที่จะทำกิจกรรมวันมาฆบูชา ให้ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ป้องกันตนเองและสังคมรอบข้าง” นพ.สุวรรณชัยกล่าว
แนะงดใช้ซ้ำดอกไม้-ธูปเทียน
นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า ทั้งนี้ จากการสำรวจอนามัยโพลกว่า 3 หมื่นราย พบว่า การสวมหน้ากากในวัดถูกต้อง 87% ขอให้ผู้ที่ยังสวมไม่ถูกต้อง หรือไม่สวมให้สวมหน้ากากถูกต้องมากขึ้น
ด้านนายเกรียงศักดิ์กล่าวว่า วันมาฆบูชามีการจัดกิจกรรมช่วงวันที่ 10-16 ก.พ. ซึ่งส่วนกลางกรมการศาสนาจัดงานที่วัดสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีทั้งแบบออนไซต์ โดยจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วม ต้องตรวจหาเชื้อ วัดไข้ และแบบออนไลน์ ให้ร่วมเวียนเทียน ส่วนภูมิภาคประชาชนไปร่วมกิจกรรมที่วัดได้ โดยขอให้ทำตามมาตรการ โดยขอให้วัดต่างๆ คัดกรองอุณหภูมิ จัดจุดล้างมือ รักษาระยะห่าง 1-2 เมตร กำหนดเส้นทางเข้าออก ลงทะเบียน จัดระบบระบายอากาศ ผู้นำทางศาสนา เจ้าหน้าที่ คัดกรอง ฉีดวัคซีนครบ งดเว้นการรับประทานอาหารขณะประกอบพิธี หากมีอาหารเลี้ยงให้เป็น กล่องนำกลับไปรับประทานภายหลัง ผู้เข้าร่วมตรวจ ATK ฉีดวัคซีน 2-3 เข็ม ประเมินความเสี่ยงผู้เข้าร่วมกิจกรรม ส่วนกลุ่มเสี่ยงแนะนำให้ร่วมกิจกรรมออนไลน์ที่บ้าน กรณีดอกไม้ธูปเทียนที่เป็นจุดเสี่ยงสัมผัสร่วม แนะนำให้นำมาเอง และขอให้งดการนำมาเวียนใหม่
อนุมัติปรับเยียวยาม.39-ม.40
ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม.ว่า ครม.อนุมัติโครงการในส่วนของจัดหาครุภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการรองรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง (ผู้ป่วย สีเหลือง สีแดง) ที่เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลเป็นหลักจำนวน 17 โครงการ กรอบวงเงินรวม 5,731 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากเงินกู้ภายใต้แผนงานหรือโครงการกลุ่มที่ 1 ตามบัญชีแนบท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 (พ.ร.ก.กู้เงินฯ เพิ่มเติม พ.ศ.2564) แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้เสนอ
สำหรับโครงการจัดหาครุภัณฑ์ทั้ง 17 โครงการครั้งนี้เป็นของหน่วยงานภายใต้กระทรวงสาธารณสุข 3 โครงการ ได้แก่ กองบริหารการสาธารณสุข กรมการแพทย์ และกรมอนามัย รวมวงเงิน 5,434.78 ล้านบาท และหน่วยงานนอกกระทรวงสาธารณสุข 11 หน่วยงาน เช่น กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วงเงินรวม 296.52 ล้านบาท
เพิ่มวงเงิน 140 ล้าน
ครม.ยังอนุมัติโครงการบริหารจัดการนำส่งผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพื่อเป็นค่าชดเชยปฏิบัติการฉุกเฉินพิเศษระดับพื้นฐานของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) จำนวน 5 เดือน กรอบวงเงิน 37.5 ล้านบาท และได้อนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ให้สำนักงานประกันสังคมเปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญของโครงการเยียวยาผู้ประกันตน ในกิจการสถานบันเทิงและ ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ ประกอบด้วย การปรับเพิ่มจำนวนกลุ่มเป้าหมายผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 ของโครงการเยียวยากิจการสถานบันเทิงจากเดิม 110,669 คน เป็น 138,669 คน หรือเพิ่มขึ้น 28,000 คน และปรับเพิ่มกรอบวงเงินของโครงการเยียวยากิจการสถานบันเทิง จากเดิม 607 ล้านบาท เป็น 747 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 140 ล้านบาท
ครม.ยังอนุมัติให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ขยายเวลาโครงการมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนิสิตนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชน จากเดิมสิ้นสุดเดือนม.ค.2565 เป็นสิ้นสุดเดือนมี.ค.2565
นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้สถาบันวิทยาลัยชุมชนขยายเวลาของโครงการพัฒนาผลิต ภัณฑ์และการเสริมศักยภาพสมาชิกสหกรณ์ผู้ทำนาเกลือทะเล จากสิ้นสุดเดือนก.ย.2564 เป็นสิ้นสุดเดือนมิ.ย.2565 หลังได้รับผลกระทบจากการระบาดหนักของโควิด-19 ในพื้นที่จ.สมุทรสาคร และเห็นชอบให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกขยายเวลาดำเนินโครงการแปลงใหญ่กระบือชลบุรีครบวงจร จากสิ้นสุดเดือนธ.ค.2564 เป็นสิ้นสุดเดือนก.พ.2565
ทั้งนี้ ภายหลังการตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ครั้งนี้แล้วจะทำให้กรอบวงเงินกู้ตามพ.ร.ก.กู้เงินฯ เพิ่มเติมพ.ศ.2564 คงเหลือ 97,134.77 ล้านบาท จากทั้งหมด 500,000 ล้านบาท
น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า ครม.ยังได้เห็นชอบให้จ.กระบี่ สุราษฎร์ธานี มุกดาหาร สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ลำพูนและจังหวัดตาก เปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญของโครงการหรือยกเลิกโครงการที่ได้รับอนุมัติให้ใช้จ่ายเงินกู้ตามพ.ร.ก.กู้เงินฯ 1 ล้านล้านบาท เช่น โครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่พื้นเมืองเชิงพาณิชย์สู้ภัยโควิดของจ.มุกดาหาร ได้ขยายเวลาโครงการจากที่สิ้นสุดโครงการในเดือนธ.ค.2564 เป็นสิ้นสุดเดือนมี.ค.2565 เป็นต้น
เชียงใหม่-ลำปางยังหนัก
ส่วนสถานการณ์โรคโควิด-19 ในพื้นที่ต่างๆ ที่จ.เชียงใหม่ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 294 ราย โดยเป็นผู้ติดเชื้อในจังหวัด 285 ราย อีก 9 รายจากต่างจังหวัดและต่างประเทศ ส่วนการตรวจเอทีเคจำนวน 5,436 ราย พบผู้มีผลบวก 1,979 ราย โดยการตรวจเอทีเคสะสมแล้ว 305,326 ราย พบผลบวกสะสมแล้ว 34,030 ราย
ด้านนายสิธิชัย จินดาหลวง ผวจ.ลำปาง นพ.ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ลำปาง รายงานว่าพบผู้ป่วยเพิ่มอีก 435 ราย ส่วนทัณฑสถานบำบัดพิเศษลำปาง อ.ห้างฉัตร พบผู้ป่วยเพิ่มจำนวน 156 ราย ทำให้ขณะนี้ทัณฑสถานฯ มีผู้ป่วยสะสมแล้ว 991 ราย แล้ว
ที่จ.สงขลา นพ.สงกรานต์ ไหมชุม นายแพทย์สสจ.สงขลากล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในสถานประกอบการประเภทต่างๆ และจากการรวมกลุ่มคนจำนวนมากในงานบุญ หรืองานพิธีกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะในช่วงวันมาฆบูชา คาดว่าจะมีประชาชนเข้าวัดทำบุญ เวียนเทียน เป็นจำนวนมาก อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด ขอให้ประชาชนที่มาร่วมงานปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด หรืออาจใช้ทางเลือกใหม่ เช่น เวียนเทียน/ทำบุญออนไลน์ งดการดื่มแอลกอฮอล์ หรือลักลอบเล่นการพนัน
ภูเก็ต-กระบี่พุ่งเท่ากัน 612 คน
ด้านสสจ.ภูเก็ตรายงานว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ 612 ราย จากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 103 ราย และเทสต์แอนด์โก 39 ราย ส่วนผลตรวจเอทีเค อ.เมือง 1,784 ราย พบ 646 ราย อ.กะทู้ 77 ราย พบ 74 ราย และ อ.ถลาง 37 ราย พบ 2 ราย
ส่วนที่จ.กระบี่ ยอดผู้ติดเชื้อรายวันพุ่งทะลุ 612 ราย สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี เตียงในร.พ. ร.พ.สนาม ศูนย์พักคอยในชุมชน เต็มทุกที่ ส่งผลให้หลายโรงเรียนและหน่วยงานทางราชการสั่งปิดเพื่อควบคุมและเป็นการป้องกันยกระดับเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการติดเชื้อหลายๆ พื้นที่ในจังหวัด
3 ตลาดโคราชป่วยแล้วกว่า 200
ด้าน นพ.นรินทร์รัชต์ พิชญคามินทร์ นายแพทย์สสจ.นครราชสีมา กล่าวว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ 415 ราย เป็นการติดเชื้อนอกพื้นที่ 14 ราย และในพื้นที่ 401 ราย
นพ.วิชาญ คิดเห็น รองนายแพทย์ สสจ.นครราชสีมา รายงานที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมา ถึงความคืบหน้าการสอบสวนคลัสเตอร์ตลาดต้องจับตาเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากพบพ่อค้า แม่ค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องป่วยจำนวนมากและเชื้อได้ลุกลามขยายวงไปหลายพื้นที่ ได้แก่ 1.คลัสเตอร์ตลาดประปายุคใหม่และตลาดเพ็ชรสีมาซึ่งเป็นตลาดเช้าเอกชน เขตเทศบาลนคร (ทน.) นครราชสีมา พบผู้ป่วยเพิ่ม 13 ราย รวมสะสม 98 ราย เชื้อกระจายในพื้นที่ 18 ตำบล ของ อ.เมือง 2.คลัสเตอร์ตลาดสดเทศบาลเมือง (ทม.) ปากช่อง ป่วยสะสม 66 ราย และผู้สัมผัสเสี่ยงสูงกว่า 100 ราย และ 3.คลัสเตอร์ตลาดไนท์บาซาร์ อ.พิมาย ค้นหาเชิงรุกพบผู้ป่วย 47 ราย และผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 17 ราย
คลัสเตอร์ 4 โรงเรียนยังลาม
สำหรับคลัสเตอร์โรงเรียน ล่าสุดมีที่ต้องจับตาเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 4 คลัสเตอร์ เนื่องจากพบนักเรียนติดเชื้อจำนวนมากต้องเร่งตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อรุกและเชื้อแพร่กระจายออกไปหลายวง ได้แก่ 1.คลัสเตอร์โรงเรียนบ้านเจริญผล ต.มาบกราด อ.พระทองคำ จ.นครราชสีมา เป็นคลัสเตอร์เก่า รวมติดเชื้อแล้ว 42 ราย 2.คลัสเตอร์ โรงเรียนเทศบาล 2 อ.บัวใหญ่ เป็นคลัสเตอร์เก่า ติดเชื้อแล้ว 86 ราย 3.คลัสเตอร์ โรงเรียนรัฐการุณวิทยา ต.ทองหลาง อ.จักราช เป็นคลัสเตอร์ใหม่ ติดเชื้อแล้ว 35 ราย และมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูงอีก 149 ราย และ 4.คลัสเตอร์โรงเรียนบ้านหนองพลวง ต.โพธิ์กลาง อ.เมือง เป็นคลัสเตอร์ใหม่ ติดเชื้อแล้ว 42 ราย ให้จัดการเรียนการสอนออนไลน์ 100%
นักบอลป่วย-หนองแคปิดร.ร.
ด้านสาธารณสุขหนองแค จ.สระบุรี รายงานว่า ตรวจพบว่ามีนักกีฬาฟุตบอลชาย อะคาเดมี โรงเรียนเทศบาล 33 (วัดสหมิตรมงคลตั้งตรงจิตร 6) อ.หนองแค จำนวน 39 คน ติดโควิด 19 นำส่ง ร.พ.สนาม วัดโคกมะตูม ต.หนองไข่น้ำ ทันที และตรวจเอทีเค ผู้ที่ใกล้ชิดเกี่ยวข้อง รวม 60 คน ผลยังเป็นลบ แต่ให้กักตัว 10 วัน ถึงวันที่ 24 ก.พ.
ประจวบฯ-ราชบุรีก็ป่วยพุ่ง
ด้านจ.ประจวบคีรีขันธ์ พบผู้ป่วยใหม่ 181 ราย จากในจังหวัด 158 ราย และนอกจังหวัด 13 ราย แรงงานเถื่อนหลบหนีเข้าเมือง 10 ราย จากการสอบสอนโรคพบว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากงานเลี้ยงสังสรรค์ช่วงเทศกาลตรุษจีน ทำให้มีผู้ติดเชื้อคลัสเตอร์โรงงานญี่ปุ่น ต.ไร่ใหม่ อ.สามร้อยยอด สะสม 31 ราย โรงเรียนสามร้อยยอดวิทยาคม สะสม 20 ราย ขณะที่โรงเรียนประจวบวิทยาลัย อ.เมือง แจ้งให้นักเรียนชั้น ม.6 ทุกห้องหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว 1 สัปดาห์ หลังจากพบนักเรียนห้อง ม6/5 ติดเชื้อโควิด 19 เช่นเดียวกับเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ งดให้บริการที่ห้องธุรการและกองช่าง สำหรับเทศบาลทับสะแกออกประกาศ ปิดสำนักงานหยุดบริการประชาชนถึงวันที่ 21 ก.พ.
ที่จ.ราชบุรี พญ.ปาจรีย์ อารีย์รบ นายแพทย์สสจ.ราชบุรี กล่าวว่า พบผู้ติดเชื้อจำนวน 227 ราย ซึ่งเป็นยอดที่มีการติดเชื้อมาจากนักเรียนหลายโรงเรียนประมาณเกือบ 20 แห่ง หลังเริ่มเปิดเรียนออนไซต์ โดยบางส่วนติดมาจากครอบครัวแล้วมาโรงเรียน และยังมีสถานประกอบการต่างๆ ที่เริ่มทยอยมีผู้ป่วยมากขึ้น อยู่ที่ 20 – 30 ราย ส่วนสาเหตุที่ส่งผลให้มียอดจำนวนติดโควิดพุ่งนั้นคิดว่ามาจากการ์ดตก ไม่ค่อยมีการระวังตัวมากเท่าไหร่ กิจกรรมที่ผ่อนคลายเพิ่มมากขึ้น เดินทางได้ง่าย และบางกิจกรรมเสี่ยงนั้นยังมีมาตรการที่ไม่รัดกุมเพียงพอ เช่น กิจกรรมการกินอาหารร่วมกัน