พท.-กก.ซักฟอกขยี้แผลเหมืองอัครา-ค้ามนุษย์ โจ้สับพระรามประยุทธ์สุชาติโต้เดือดสนธยา
พปชร.ขอ‘ป้อม’หย่าศึก
‘บิ๊กตู่’ ประกาศกลางสภา “ผมไม่ลาออก” ท้าฝ่ายค้าน คิดล้มนายกฯ ทำให้ได้แล้วกัน ซักฟอกวันที่สอง ฝ่ายค้านรุมขยี้แผลเหมืองทองอัครา ‘โรม’ ลุยเปิดโปง ขบวนการค้ามนุษย์ ‘โจ้ ยุทธพงศ์’ สับแหลกพระรามประยุทธ์ คิดทิ้งทวนรถไฟฟ้า 4 แสนล้านเอื้อเจ้าสัว นายกฯ ว้ากสำเนียงส่อภาษา ทำตัวเหมือนนักเลงข้างถนน โซเชี่ยลวิจารณ์กระหึ่ม ‘บิ๊กตู่’ เปรียบตัวเองเป็นพระราม ถือว่าไม่เหมาะสม ศึกเมืองชลบุรีระอุ ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ เล่านิทาน ‘ขุนศึกคู่กายกับแม่ทัพอัลไซเมอร์’ สวนกลับ ‘สนธยา คุณปลื้ม’ แฉเหตุคนสนิทบ้านใหญ่เดินทับเขตส.ส.พลังประชารัฐ ‘ประยุทธ์’ เตรียมหย่าศึก
ศึกบ้านใหญ่ชลบุรีระอุ
หลังจากนายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา พี่ใหญ่ตระกูลคุณปลื้ม บ้านใหญ่จ.ชลบุรี โพสต์เฟซบุ๊กอัดคนทรยศในพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ที่จะหาคนมาลง ส.ส.ชลบุรีทุกเขต ตนก็คิดว่าการที่คนคนหนึ่งจะพูดเท็จหลายเรื่องในที่ต่างๆ เพื่อให้ตัวเองดูดีนั้นก็เห็นอยู่ดาษดื่น มีเพิ่มมาอีกคนก็ ไม่แปลก คล้ายกับเวลาหมาเห่า ถ้าไม่สร้างปัญหาร้ายอะไร เราก็ไม่ควรไปดุ เพราะหมาก็ทำตามสัญชาตญาณของหมา แต่คราวนี้ ต่างไป เพราะเริ่มรู้สึกว่าหมาเริ่มก้าวร้าว ทั้งที่อุ้มชูมายาวนาน คนชลบุรีรักใครรักจริง คบใครคบจริง เราเป็นแบบนี้กันมาตลอด นับญาติกันมาตั้งแต่เกิด แต่กับการทรยศ หักหลัง เราก็จะไม่นิ่งเฉย
เมื่อวันที่ 18 ก.พ. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ที่ผ่านมาชีวิตจริง ผมไม่เคยเห็นหมาตัวไหนมันทิ้งเจ้าของ เห็นมีแต่เจ้าของนั่นแหละที่ชอบเอาหมาไปทิ้ง ไปปล่อยวัด มีเหตุผลไม่กี่ข้อที่หมาจะหายไปนั้นก็คือ “หลงทาง” กับการ “ถูกทำร้ายบาดเจ็บ” จนถูกบ้านหลังใหม่เก็บเอาไปเลี้ยง
เช้านี้ ผมมี “นิทานพงศาวดาร” ฉบับย่อเรื่อง “ขุนศึกคู่กาย กับแม่ทัพอัลไซเมอร์” เป็นข้อมูลที่ผมอยากจะให้ทุกๆ ท่านได้ฟังจากปากของผมเอง ฟังนิทานผมแล้ว ระวังเจ้าของหมาอาจจะ “เสียหมา” ซะเอง…นานมาแล้ว มีขุนศึกกับแม่ทัพคู่นึง ขุนศึกรักเคารพแม่ทัพเหมือนพี่คนนึง สั่งให้ไปรบไปที่ไหน ไม่เคยปฏิเสธ สู้ตายถวายหัวทุกสนามรบ แม้กระทั่งวันที่ไม่เหลือขุนศึกคนอื่นเลย ที่สำคัญส่วนใหญ่ขุนศึกคู่กายคนนี้ รบชนะทุกครั้ง
‘สุชาติ’เล่านิทานตอบโต้
นายสุชาติระบุว่า วันนึงขุนศึกคู่กายขอ กลับมาดูแลครอบครัว และเรือกสวนไร่นาที่ทิ้งไปนาน เลยบอกแม่ทัพว่า ขอวางมือ ปรากฏว่า 3 ปีที่แล้ว มีสงครามใหญ่ แม่ทัพเรียกขุนศึก คู่กายมาพูดคุยด้วยว่า ขอให้มาช่วยกันถ้าแพ้ศึกครั้งนี้เขาและครอบครัวจะไม่มีแผ่นดินอยู่ ด้วยความรักและเคารพในตัวแม่ทัพ ขุนศึกคู่กายยอมทิ้งลูกทิ้งเมีย ทิ้งไร่นาสวน มาร่วมรบอีกครั้ง โดยการรบครั้งนี้ แม่ทัพให้ขุนศึกรับผิดชอบ 3 หัวเมืองหลัก ที่เหลือเป็นหน้าที่แม่ทัพรับผิดชอบ
ก่อนออกรบแม่ทัพรับปากว่า ถ้าชนะศึก จะปูนบำเหน็จให้ พอรบเสร็จ ขุนศึกรบชนะทั้ง 3 หัวเมือง ส่วนแม่ทัพแพ้ราบคาบทุกหัวเมืองหลังเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ ปรากฏว่าแม่ทัพเป็นอัลไซเมอร์ สิ่งที่รับปากไว้ลืมหมด รวมถึงเมื่อขุนศึกกลับบ้าน ไร่นา ครอบครัวเสียหาย แม่ทัพกลับไม่มีแม้แต่การเหลียวแล ขุนศึกก็ต้องก้มหน้าดูแลตัวเองไป
แต่เชื่อมั้ยว่า วันนึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง เจ้าเมืองมาเจอขุนศึกคนนี้ ซึ่งบาดแผลเพิ่งจะตกสะเก็ดจากการสู้รบ สืบทราบจากชาวบ้านว่าเป็นนักรบมีฝีมือ มีความซื่อสัตย์ สู้รบด้วยการไม่คิดถึงชีวิตตัวเองและครอบครัว จึงปูนบำเหน็จให้เป็นเสนาบดี เหตุนี้เองขุนศึกจึงทำงานตอบแทนเจ้าเมืองด้วยความซื่อสัตย์ ถวายหัว ผลงานเป็นที่ประจักษ์ ผมขอถาม ทุกท่านกลับไปว่า เป็นขุนศึกจะถวายหัวให้ เจ้าเมืองที่เห็นคุณค่าในตัวขุนศึก หรือ แม่ทัพอัลไซเมอร์ที่ไม่เห็นคุณค่า และที่สำคัญ ขุนศึกผู้นี้ปลูกข้าวกินเองมาตลอด ไม่ได้กินข้าวของแม่ทัพ เหมือนขุนศึกคนอื่นๆ
ซัดเจ้าของหมาเอาไปปล่อยวัด
ส่วนการขยายอาณาจักร เอาตรงๆ วันนี้แม่ทัพท่านนั้น ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะย้ายเมืองไปขึ้นตรงกับเจ้าเมืองไหน หรือจะสร้างเมืองขึ้นเอง แล้วจะมาหาว่าผู้อื่นขยายอาณาจักรได้อย่างไร เมื่อขุนศึกได้รับมอบหมายให้เตรียมการจากเจ้าเมือง ก็ต้องเตรียมการเพื่อให้พร้อม ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา
“สุดท้ายนี้ ที่มีการพาดพิง เรื่องหมา ขอออกตัวก่อน ผมไม่ใช่หมา แต่อาจจะเป็นเหมือนนักรบคนในนิทาน แต่ที่ผ่านมา ผม ก็เลี้ยงหมานะ นิสัยของหมา คือ รักเจ้าของ รักลูกเจ้าของ วันนึงเจ้าของได้จากไป ก็ดูแลลูกเจ้าของ แต่ลูกเจ้าของไม่สนใจ แกล้งทุบตี นิสัยหมามันก็ไม่เคยทิ้งเจ้าของ หรือลูกเจ้าของ มีแต่เจ้าของหรือลูกเจ้าของ เอาหมาไปปล่อยวัด วันนึงมีคนเก็บหมาตัวนี้ไปเลี้ยงดูแลเห็นคุณค่า ในความซื่อสัตย์ของหมาตัวนี้ แล้วยังจะมีใครคิดว่า หมาถูกปล่อยวัดแล้ว จะยังเป็นหมาของคนคนนี้อยู่เหรอ ลองพิจารณาดูนะครับ” นายสุชาติระบุ
แฉเดินทับเขต-ลั่นไม่เคลียร์
ที่รัฐสภา นายสุชาติ ให้สัมภาษณ์ ตนไม่เคยพูดเรื่องนี้เพราะไม่คิดที่จะพูด แต่พอมีเรื่องที่พุ่งเป้ามา เราต้องชี้แจง ไม่อย่างนั้นจะมอง ว่าเป็นอย่างที่เขาพูด คิดว่าทางการเมือง ไม่ใช่ธุรกิจครอบครัวของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง เป็นเรื่องความศรัทธาของพี่น้องประชาชน ว่าจะเลือกใครเป็นผู้แทน ส่วนจะมีภาค 2 หรือไม่ ตนหยุดแล้ว แต่ถ้าเขาไม่หยุดก็มี
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้ถือว่าแตกหักกับบ้านใหญ่ชลบุรีใช่หรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า เขาไม่ได้อยู่กับทางนี้อยู่แล้ว ในฐานะผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ ได้รับสั่งการจากหัวหน้าพรรค ให้จัดผู้สมัครรับเลือกตั้งใน ครั้งหน้า ซึ่งได้เจรจาไปยังฝั่งคนสนิทของเขาหลายคนว่าจะเอาอย่างไร แต่ไม่มีเสียงตอบรับ จนระยะเวลาทอดยาว มีเหตุการณ์ที่คนใกล้ตัวของเขามาเดินทับเขตส.ส.ของพรรค ส.ส.จึงมีความรู้สึกที่ไม่มั่นคง ดังนั้น ต้องมีความชัดเจน
ต่อข้อถามถึงการวางตัวผู้สมัครส.ส. 10 เขต ของชลบุรี ในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายสุชาติกล่าวว่า วางตัวครบหมดแล้ว ตอนนี้เว้นไว้ 1 ที่ เพื่อรอเพียงนายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม เพราะนายอิทธิพล กับตน เหมือนพี่น้องกัน ยืนยันว่าความขัดแย้งครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องการวางผู้สมัครส.ส.ไม่ลงตัว เพราะเขาอาจมีทางที่จะไปก่อนหน้านี้แล้วตามข่าว แต่การที่ไปทับเขตส.ส.เดิมถือเป็นมารยาท และยืนยันว่าส.ส.ชลบุรี ของพรรคพลังประชารัฐ ทุกคนยังอยู่กับพรรค สนับสนุนพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีตามไปทางโน้นสักคน เมื่อถามว่าอยากเคลียร์หรืออยากคุยหรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า ไม่อยาก เพราะตนวางตัวผู้สมัครไว้หมดแล้ว จะได้พิสูจน์กันว่าพี่น้องชลบุรีจะได้มีการเปลี่ยนแปลง หรือจะเป็นการเมืองแบบเดิมๆ
พปชร.ขอ‘บิ๊กป้อม’หย่าศึก
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีอะไร เคลียร์กันได้
ด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ตนมองว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่ทุกคนอยากมีพื้นที่ทำงานการเมืองและดูแลประชาชน และเป็นเรื่องดีที่ประชาชนจะได้ประโยชน์จากการแข่งขันและพัฒนาให้ดีขึ้น ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องนี้จะกระทบต่อรัฐบาลหรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องในพื้นที่
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐกล่าวว่า คิดว่าเป็นธรรมดา คนอยู่ด้วยกันย่อมมีความเข้าใจและไม่เข้าใจกัน แต่เมื่อร่วมสงครามกันก็ทิ้งกันไม่ได้ ทั้งสองคนทำประโยชน์เพื่อบ้านเมือง มีคุณค่ากับพรรค การจับมือของทั้งสองคนถ้าเกิดขึ้นได้เป็นสิ่งที่ชาวชลบุรีอยากให้เกิดขึ้น แต่ท้ายที่สุดอะไรจะต้องเกิดก็ต้องเกิด ในฐานะที่เป็นส.ส.ชลบุรีขอยืนหยัดอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของประชาชน และคิดว่า ถ้าใช้ประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้งจะคลี่คลายในที่สุดและหวังว่าจะมีทางออกที่ดี
ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องมีผู้ใหญ่มาประสานพูดคุยหรือไม่ นายสรวุฒิกล่าวว่า คิดว่าจำเป็น เพราะบางทีคุยกันสองคนอาจจะเหมือนน้ำกับน้ำมัน ต้องมีคนเข้ามาช่วยคลี่คลาย แต่การคลี่คลายอาจจะไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน บางอย่างต้องใช้เวลาช่วยเยียวยา คนที่จะเข้าใจต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ทั้งสองฝ่ายเคารพนับถือ ปรารถนาดีกับทั้งคู่อย่างจริงใจ อาจจะเป็นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม หรือพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรค ซึ่งช่วงบ่ายวันที่ 18 ก.พ.ตนได้พูดคุยกับนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้สอบถามปัญหาในจ.ชลบุรี จึงตอบไปว่า ไม่น่าจะมีอะไร ส่วนนายกฯ คิดว่าน่าจะมี ข้อยุติได้
รายงานข่าวเปิดเผยว่า หลังจากพล.อ. ประยุทธ์พูดคุยกับนายสรวุฒิแล้วได้กล่าวว่า “เดี๋ยวพี่จัดการเอง”
ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้า ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงปัญหาขัดแย้งดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ผู้ชายเขาคุยกัน” ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเป็นปัญหาในรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่มีหรอกจ้ะ ปัญหาของใครก็ต้องแก้กันเอา ต้องรู้รักสามัคคี จะมองทุกอย่างว่าเป็นปัญหา ก็คนล่ะนะ”
‘บิ๊กตู่’ท้าฝ่ายค้านล้มให้ได้ก็แล้วกัน
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อให้คำแนะนำต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 เป็นวันที่สอง วันสุดท้าย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านระบุว่า การอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ครั้งนี้จะปูทางไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตามมาตรา 151 ที่จะยื่นญัตติในเดือนพ.ค.นี้ และจะล้มนายกฯ ได้ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ทำให้ได้ก็แล้วกัน”
ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์โพสต์เฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ชี้แจงประเด็นสินค้าราคาแพงและสถานการณ์เงินเฟ้อ ที่เป็นผลสืบเนื่องจากวิกฤตโควิด-19 รวมทั้งมาตรการที่รัฐบาลช่วยเหลือประชาชน พร้อมยืนยันว่าจะไม่หยุดคิดหยุดทำในการแก้ปัญหา เพื่อให้ประเทศไทยพ้นจากวิกฤต และดีขึ้นในทุกๆ วัน
โซเชี่ยลวิจารณ์แซ่ด‘ตู่-พระราม’
กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงในสภาเมื่อ วันที่ 17 ก.พ. ว่าเคยคุยกับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ท่านบอกว่าตนเข้ามาในสภาควรวางบทบาทเหมือนรามเกียรติ์ ตนคงเล่นบทพระราม พระลักษมณ์ อีกฝ่ายทศกัณฐ์ ประเทศชาติไม่ใช่แบบรามเกียรติ์ แต่ท้ายสุดรามเกียรติ์ ทศกัณฐ์เป็นอย่างไรก็รู้นะ และยังขู่ฝ่ายค้านว่า “อย่าให้พระรามแผลงศรบ่อยก็แล้วกัน”
ปรากฏว่าในโซเชี่ยลมีเดียมีการวิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ส่วนใหญ่มองว่าไม่เหมาะสมที่ พล.อ.ประยุทธ์เปรียบตนเองว่าเป็นพระราม
‘ชลน่าน’จี้ให้แผลงศรในสภา
ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เคยได้นั่งสนทนากับนายกฯ แบบตัวต่อตัว ในห้องรับรอง เมื่อวันที่ 3 ก.พ. นายกฯ บอกว่าทำไมท่าทีของตนไม่เหมือนอยู่ในห้องประชุมสภา ซึ่งตนได้ชี้แจงว่าในห้องประชุมเป็นการทำหน้าที่ แต่นอกห้องประชุมก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง แล้วตนได้รับการสั่งสอนจากนายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา ที่ได้ตักเตือนคนที่มาทำหน้าที่ในสภา คือการสวมหัวโขน เมื่อได้รับมอบหมายทำหน้าที่อะไรก็ต้องทำให้สมบทบาท ฝ่ายค้านเปรียบเป็นทศกัณฐ์ ก็เล่นให้สมบทบาท ฝ่ายรัฐบาลสวมบทเป็นพระรามก็เล่นให้สมบทบาท จึงเข้าใจว่านายกฯ คงฟังแล้วนำมาเปรียบเทียบ อาจจะเข้าใจผิด เพราะหากเป็นทศกัณฐ์จะออกมาร่ายรำคงไม่ใช่
“ผมไม่เข้าใจในเจตนารมณ์ที่นายกฯ บอกว่าอย่าให้พระรามแผลงศรบ่อย คืออะไร เพราะในสภาต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ถ้าไปแผลงศรในสภาสมบทบาทพระรามถือเป็นเรื่องดีมาก ฝ่ายค้านตั้งกระทู้ท่านก็ต้องมาตอบ การตอบกระทู้ในสภาคือการแผลงศร และเราอยากเห็นการแผลงศรในสภาของพระรามองค์นี้มาก แต่ชีวิตนี้ไม่เคยเห็น นายกฯ ไม่เคยมาตอบกระทู้เลย แผลงศรอย่างนี้ดีเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ถ้าเป็นบทพระรามเขาให้เล่นในสภา ถ้ามาเล่นข้างนอกอย่างนั้นแสดงว่าคุณแสดงบทบาทผิด ถ้าให้แผลงศรในสภาไม่แผลง มาเบ่งข้างนอกระวังเขาจะหาว่าเป็นคนบ้านะ อันนี้อันตราย” นพ.ชลน่านกล่าว
‘อนุทิน’ชี้รบ.เจอของจริงตลอด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านบอกว่าการอภิปรายครั้งนี้จะปูทางไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตามมาตรา 151 ที่จะยื่นญัตติในเดือนพ.ค.นี้ ว่า ของจริงมันเกิดมาตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกแล้ว เราเจอของจริงมาตลอด ฝ่ายค้านมาของปลอมที่ไหนมีแต่ของจริงทั้งนั้น แต่ละดอกโชคดีที่ยังไม่นับ 8 ผู้สื่อข่าวถามว่าที่บอกนับ 8 หมายถึงรัฐบาลหรือฝ่ายค้านที่ถูกนับ นายอนุทินกล่าวว่า หมายถึงฝ่ายรัฐบาลที่โชคดี ที่ฝ่ายค้านไม่มีข้อมูลอะไรที่จะทำให้กังวลใจ
ต่อข้อถามว่ามองว่าฝ่ายค้านไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตนไม่ได้มองอย่างนั้น เพราะตามระบบรัฐสภา รัฐบาลจะอยู่หรือไปไม่ได้อยู่ที่การอภิปรายของฝ่ายค้าน แต่มีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนใหญ่รัฐบาลที่ไปๆ นั้น มาจากปัญหาข้างในทั้งนั้น ไม่ใช่ข้างนอก ฉะนั้นเราต้องมีความสามัคคีเข้าใจกัน เคารพซึ่งกันและกันให้เกียรติกันให้มาก และวาระของรัฐบาลก็จะครบอยู่แล้วตามธรรมชาติ ปีนี้เรามีงานสำคัญคือเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเปกก็ต้องต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ต้องทำให้เขามั่นใจในประเทศของเรา นี่คือสิ่งที่นายกฯ สะท้อนออกมาให้เห็น เพราะการจะเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมอะไรต่างๆ ฐานเราต้องแน่น แต่ส่วนตัวคิดว่า อยู่ได้เพราะเราทำงาน
ก.ก.จ่อฟ้องแพ่ง3รมต.ปิดอหิวาต์หมู
ที่รัฐสภา นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส. พิษณุโลก พรรคก้าวไกล (ก.ก.) แถลงแนวทางการดำเนินการทางกฎหมายต่อกรณีที่รัฐบาลปกปิดข้อมูลโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ว่า จากการอภิปรายเมื่อวันที่ 17 ก.พ. ส.ส.พรรคฝ่ายค้านหลายคนได้นำเสนอหลักฐานประกอบการอภิปรายเพื่อนำเสนอข้อมูลในเรื่องดังกล่าว แต่เมื่อรัฐบาลยังไม่ยอมรับความจริง และไม่มีแม้แต่คำขอโทษต่อการบริหารจัดการปัญหานี้ รวมถึงไม่มีการปรับครม. สิ่งที่พรรคก้าวไกลจะดำเนินการ คือ 1.ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องปฏิบัติตามตำแหน่งหน้าที่ แต่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีการประกาศแจ้งเตือนจนเกิดความเสียหายต่อประชาชน จะต้องได้รับโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
2.รัฐมนตรี ที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ปกปิดข้อมูล จะต้องถูกดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 นอกจากนี้จะยื่นข้อมูลต่อคณะกรรมา ธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ. ป.ป.ช.) เพื่อพิจารณาตรวจสอบ หากพบว่ามีรัฐมนตรีหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และมีผู้ที่เรียกรับเงินจากการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จะถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.ป.ดังกล่าว ในมาตรา 173 174 175 ด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะฟ้องร้องรัฐมนตรีคนใดบ้าง นายปดิพัทธ์กล่าวว่า รัฐมนตรีที่มีชื่ออยู่ในคณะกรรมการป้องกันและกำจัดโรค ASF ซึ่งมีอยู่อย่างน้อย 3 คนคือ พล.อ.ประยุทธ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นอกจากนี้ ยังอาจจะมีการเอาผิดข้าราชการตัวเล็กตัวน้อยด้วย แต่สิ่งที่เราต้องโฟกัส คือ อธิบดีกรมปศุสัตว์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ โดยเรื่องนี้อาจจะนำไปสู่การฟ้องร้องความเสียหายทางแพ่ง ในลักษณะการฟ้องร้องหมู่ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายเพื่อให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องค่าเสียหายได้
ศม.เคลียร์ปม‘มิ่งขวัญ’ไขก๊อก
เวลา 13.20 น. รัฐสภา นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ (ศม.) แถลงกรณีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ประกาศลาออกกลางสภา เนื่องจากพรรคเศรษฐกิจใหม่ไปสนับสนุนรัฐบาลและไม่ขับตนเองออกจากพรรค ว่า พรรคให้เกียรติสมาชิกทุกคน การจะขับใครออกต้องมีความผิดชัดเจน ไม่ใช่อยู่ดีๆ มาขอร้องให้ขับก็จะขับได้
ส่วนเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมพรรครัฐบาล เนื่องจากที่ผ่านมาก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ แต่พอดำเนินงานไปแล้วมีปัญหาเรื่องจุดยืนในการปกป้องสถาบัน จึงกลับมาพูดคุยกับสมาชิกพรรค ซึ่งจุดยืนของพรรคคือปกป้องสถาบัน และอีกเหตุผลคือ การเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่สามารถเอานโยบายมาปฏิบัติจริงได้ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นนโยบายของพรรค จึงคิดว่าถ้ามาร่วมรัฐบาลจะสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ของพรรคมาสู่การปฏิบัติจริงเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เรื่องรถยนต์ดัดแปลง เขตเศรษฐกิจพิเศษ และผู้ลี้ภัยสงคราม
“เราเคารพและให้เกียรตินายมิ่งขวัญ จุดมุ่งหมายของท่านที่ต้องการประสบความสำเร็จทางการเมืองสูงสุด ด้วยศักยภาพของพรรคไม่สามารถนำพาท่านไปถึงจุดนั้นได้ เราพยายามสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าพรรคมีจุดยืนด้านเศรษฐกิจและเราจะสานต่อนโยบายของท่านต่อไป ผมไม่ขอเปิดเผยจุดมุ่งหมายทางการเมืองสูงสุดของนายมิ่งขวัญ ให้ไปถามเจ้าตัวเอง” นายมนูญกล่าว
เพื่อไทยถลกเหมืองทองอัครา
เวลา 09.00 น. การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อให้ คำแนะนำต่อครม.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 วันที่สอง ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ยังคงเข้มข้น
น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายถึงคดีเหมืองทองอัคราว่า 2 ปีที่ผ่านมามีการเลื่อนออกคำชี้ขาดไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง และตั้งแต่ถูกบริษัทคิงส์เกต คอนโซลิ เดเต็ด ลิมิเต็ด หรือ คิงส์เกต ฟ้องร้อง รัฐบาลไทยไม่เคยชี้แจงต่อประชาชนเลยว่าคิงส์เกต ฟ้องร้องไทยประเด็นใดบ้าง เรียกค่าเสียหายเท่าไร คิงส์เกตแจ้งตลาดหลักทรัพย์ 23 ก.ย.2564 ว่าเขามีโอกาสได้ผลสำเร็จจากชั้นอนุญาโตตุลาการหากการเจรจากับไทยไม่สำเร็จ หมายความว่าเขามั่นใจว่าถ้าตัดสินชี้ขาดจะชนะคดี หากเป็นเช่นนั้นคนที่ต้องรับผิดชอบคือพล.อ.ประยุทธ์หรือประเทศ พล.อ. ประยุทธ์จะควักเงินตัวเองจ่ายหรือเอางบประมาณแผ่นดินไปจ่าย
ขอให้พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงตรงไปตรงมาว่าการเปิดทางให้คิงส์เกตนำผงเงินผงทองคำที่ถูกอายัดไว้ไปขาย การให้สิทธิสำรวจแร่เกือบ 4 แสนไร่ การให้สิทธิประทานบัตร 4 แปลง เป็นส่วนหนึ่งของการประนีประนอมเจรจายอมความหรือไม่ คดียังไม่ถึงที่สุดรัฐบาลก็ให้สิทธิเปิดเหมืองทำต่อและคาดที่รออนุญาตเกือบ 6 แสนไร่ จะได้รับการอนุมัติ เป็นไปได้อย่างไรที่คดีพิพาทในเหมืองเดิมพื้นที่ 3 พันกว่าไร่ยังไม่ได้ข้อยุติ นอกจากจะได้พื้นที่เดิมคืนยังได้สิทธิใหม่เพิ่มเติม เท่ากับใช้สมบัติชาติเฉียด 1 ล้านไร่ เพื่อสังเวยค่าโง่จากการใช้มาตรา 44 สั่งปิดเหมืองทองอัครา
“รายการเหล่านั้นเป็นข้อแลกเปลี่ยน ในการเจรจาประนีประนอมยอมความกันหรือไม่ คำตอบอยู่ในแถลงการณ์ของคิงส์เกตต่อตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลียเมื่อ 23 ก.ย.64 ระบุว่า คิงส์เกตและรัฐบาลไทยร่วมกันร้องขอคณะอนุญาโตตุลาการ ชะลอคำชี้ขาดไปจนถึง 31 ต.ค.64 เพื่อขยายเวลาให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาหาข้อยุติข้อพิพาทร่วมกัน และคิงส์เกตได้เจรจากับรัฐบาลไทยเพื่อพิจารณาข้อตกลง ซึ่งจะต้องทำตามขั้นตอนมีทั้งหมด 11 รายการ ตรงนี้ชัดเจนว่ามีการเจรจาประนีประนอมยอมความกัน” น.ส.จิราพรกล่าว
นายกฯชี้แจง-คสช.เข้ามาแก้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ชี้แจงว่า ปัญหาเหมืองทอง อัคราเกิดขึ้นมาก่อนหน้าช่วงรัฐบาล คสช.เข้ามาบริหาร แต่เป็นหน้าที่รัฐบาล คสช.ต้องทบทวนข้อกฎหมาย และกรอบนโนบายการทำเหมืองเพื่อลดปัญหาที่หมักหมมมานาน หลังการปรับปรุงพ.ร.บ.การประกอบกิจการเหมืองแร่ พ.ศ.2560 มีการออกนโยบายการทำเหมืองแร่ใหม่ บริษัทเอกชนที่สนใจเข้ามาขอใบอนุญาตใหม่และขอต่อใบอนุญาตเดิมกว่า 100 ราย คิงส์เกตก็เป็นบริษัทหนึ่ง ที่ถึงแม้ ผู้ถือหุ้นของบริษัทจะมีคดีความฟ้องร้องต่อรัฐบาลไทย แต่ไม่ได้เป็นข้อจำกัดที่มีต่อบริษัท อัครา รีซอร์สเซส ซึ่งเป็นบริษัทแม่คิงส์เกต ที่จะเดินเรื่องขอต่อใบอนุญาต
อัคราได้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมเพื่อขอต่ออายุทั้ง 4 แปลงที่ยังคงค้างอยู่ โดยทำตามขั้นตอนเหมือนบริษัทเอกชนอื่นๆ จึงได้รับการต่อใบอนุญาตประทานบัตร 4 แปลงนั้น โดยไม่ได้เป็นการแลกเปลี่ยนกับรัฐบาลใดๆ ทั้งสิ้น ใบอนุญาต 4 แปลงก็เป็นแปลงเดิมที่อนุญาตตั้งแต่ปีพ.ศ.2536-2543 ตนพยายามจะแก้ไขปัญหาเพื่อให้ทุกอย่างเดินไปได้ ขอยืนยันการดำเนินการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพแวดล้อม เรื่องนี้ตนขอย้ำอีกครั้งว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ
ลั่นกลางสภา‘ไม่ลาออก’
ขอให้การอภิปรายนี้เป็นไปด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อความ น่าเชื่อถือของประเทศ คำถามหลายข้อเกิดจากความอนุมานของผู้อภิปรายที่พยายามบิดเบือนให้เห็นว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจริง ส่วนการใช้มาตรา 44 ผู้อภิปรายมีความพยายามและปรารถนาอย่างยิ่งยวดชี้นำให้เกิดความเข้าใจผิดเพื่อผลประโยชน์ของใครก็แล้วแต่ เหมือนต้องการให้ประเทศสียหาย อยากให้ตนมีความผิดในการใช้มาตรา 44 หรือกฎหมายปกติตามคำแนะนำของกระทรวงยุติธรรม ถ้าผู้อภิปรายเห็นว่าการดำเนินการนั้นไม่ถูกต้องชอบธรรมควรอธิบายให้เกิดความเข้าใจ ไม่ควรมาผูกกับเรื่องเหมืองทองเพื่อประโยชน์ของใครก็แล้วแต่
“ผมขอถามว่าปัญหาที่นำมาอภิปรายวันนี้ บางเรื่องเคยได้รับการแก้ไขหรือไม่ บางอย่างอยู่ในกระบวนการ ถามว่าประเทศไทยจะไปตรงไหน แล้วมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่านี้หรือไม่ ตามที่ท่านระบุตามมาตรา 152 เสนอได้ทุกเรื่อง พูดง่ายๆ ตีกันไปแบบนี้ไม่เกิดอะไรกับประเทศชาติสักอย่าง ผมขอให้สภาเป็นสถานที่รับฟัง ผมพร้อมรับข้อเสนอแนะ แต่ถ้าท่านมุ่งหวังว่าจะตีรัฐบาล จะล้มรัฐบาล จะเอา นายกฯ ออกให้ได้ ผมว่าไม่ถูก ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน เมื่อวาน (17 ก.พ.) มีการเอา ใบลาออกมาให้เซ็นก็ขอให้เก็บไว้ให้ตัวเอง ก็แล้วกัน เพราะผมยังไม่ลาออกทั้งนั้น” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
‘สุริยะ’ระบุไทยเปล่าขอเจรจา
ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ชี้แจงว่า การเจรจาระหว่างไทยกับคิงส์เกต ฝ่ายไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่มขอเจรจา แต่เป็นการแนะนำของคณะอนุญาโตตุลาการในระหว่างการไต่สวนข้อพิพาทที่ทสิงคโปร์ ช่วงต้น ก.พ.22563 และเริ่มมีการเจรจาเดือน มิ.ย.2563 ส่วนที่เลื่อนการชี้ขาดส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ละครั้งที่เลื่อนไม่มีเรื่องการให้สิทธิประโยชน์มาเกี่ยวข้องส่วนที่คิงส์เกตเปิดเผยข้อมูลได้เพราะข้อมูลที่คิงส์เกตนำมาเปิดเผยไม่ใช่ข้อมูลในคดี แต่เป็นเอกสารข่าวของบริษัท และเป็นข้อมูลจากการเจรจายุติข้อพิพาทที่คิงส์เกตอยากจะได้และเรียกร้อง ซึ่งไม่ใช่ข้อตกลงของสองฝ่าย
ที่อ้างว่าฝ่ายไทยมีโอกาสแพ้และเสียค่าโง่นั้น ข้อมูลทางการเงินของอัคราที่ประกอบกิจการเหมืองทองในไทยตั้งแต่ปี 2543-2558 มีกำไร 1.1 หมื่นล้านบาท เทียบกับค่าเสียหายที่อ้าง 3 หมื่นล้านบาท อัคราต้องประกอบกิจการถึง 38 ปี การกล่าวหาว่าการสำรวจแร่ นำผงเงินไปจำหน่ายเพื่อประนีประนอมแลกเปลี่ยนให้ถอนฟ้องคดีก็ไม่เป็นความจริง การยื่นคำขออนุญาตอาชญาบัตรสำรวจแร่ 44 แปลง เกิดขึ้นสมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็น นายกฯ อัครายื่นขอสำรวจเมื่อปี 2546-2548 ต่อมาปี 2549 คำขออยู่ระหว่างการพิจารณาเตรียมเสนอขออนุมัติแต่เกิดรัฐประหารก่อน กระทั่งปี 2550 สมัยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ มีมติครม.ให้ชะลอไว้ก่อน เพื่อจัดทำนโนบายทองคำให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศและประชาชน
ยันไม่มีแลกเปลี่ยนถอนฟ้องคดี
กระทั่งปี 2557 ประชาชนรอบเหมืองประสบปัญหาสุขภาพจากการทำเหมือง และความขัดแย้งของประชาชนในพื้นที่ พล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคสช. จึงส่งหน่วยงานจาก 4 กระทรวงลงไปตรวจสอบ และมีข้อเสนอให้ยุติการทำเหมืองไว้ก่อน พล.อ. ประยุทธ์ จึงมีคำสั่งคสช.ที่ 72/2559 เมื่อ 3 ธ.ค.2559 ให้ยุติการทำเหมืองชั่วคราว และให้กระทรวงอุตสาหกรรมไปปรับปรุงการทำเหมืองทองคำใหม่ ต่อมา 1 ส.ค.2560 ครม.มีมติรับทราบนโยบายทองคำ มีผลให้อัครายื่นขออนุญาตอาชญาบัตรพิเศษที่เคยยื่นค้างไว้ และที่อัครายังไม่กลับมาเดินเรื่องต่อทันทีเพราะมีการฟ้องร้องคดีกันอยู่เกรงว่าจะกระทบรูปคดีในช่วงนั้น
ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาราคาทองคำสูงขึ้นเป็นเหตุให้อัครากลับมาขอสำรวจแร่ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงดำเนินการตามระเบียบ จนอนุญาตอาชญาบัตรสำรวจแร่ให้ในเดือน พ.ย.2563 หากสำรวจเจอแหล่งแร่และประกอบการทำเหมืองทองคำได้ รัฐจะได้ประโยชน์จากค่าภาคหลวงและค่าภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมถึงมีการจ้างงานในพื้นที่ ที่สำคัญการออกอาชญาบัตร 4 แสนไร่ เป็นการให้สิทธิสำรวจแร่ในพื้นที่ที่กำหนด ซึ่งพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าไม่อนุญาตให้มีการสำรวจ ยืนยันว่าการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษพื้นที่ 44 แปลง เป็นการดำเนินการตามระเบียบกฎหมายทุกประการ ไม่มีการแทรกแซงเร่งรัดแลกเปลี่ยนกับการถอนฟ้องคดี
“ส่วนที่กล่าวหาว่าการอนุญาตให้อัครา เอาผงทองไปขายเพื่อแลกเปลี่ยนการถอนฟ้องคดีนั้น ในอดีตอัคราจะนำผงทองคำและเงินที่ได้จากการทำเหมืองมาหลอมเป็นแท่งโลหะทองผสมเงินส่งออกต่างประเทศ แต่ช่วงที่คสช.ระงับการทำเหมืองตั้งแต่ 1 ม.ค.2560 บริษัทอัครามีผงทอง ผงเงิน ค้างอยู่ ต่อมา วันที่ 9 ส.ค.2560 มีการยกเลิกการระงับการประกอบกิจการชั่วคราว ดังนั้นในหลักการบริษัท อัคราฯ สามารถนำผงทองคำ และเงิน ที่เหลือไปหลอมส่งออกต่างประเทศได้ ซึ่งไม่ใช่การนำทรัพยากรของชาติไปแลกแต่อย่างใด” นายสุริยะกล่าว
‘วาโย’ด้อยค่าวัคซีน-ภท.นำสธ.โต้
นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า จะขออภิปราย 3 รัฐมนตรี คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) ที่ใช้คนไทยมาเป็นหนูทดลองวัคซีนซิโนแวคยัง ไม่พอ ยังจะมาใช้ลูกหลานเป็นหนูทดลองอีก
จากนั้น นายอนุทินชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียดทั้งหมด ขณะที่นอกห้องประชุม สภา นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นำทีมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข แถลงตอบโต้ส.ส.ที่อภิปรายด้อยค่าวัคซีนป้องกันโควิด และประสิทธิภาพของวัคซีนในเด็ก ยืนยันมีประสิทธิภาพแม้ฉีดไขว้ องค์การอนามัยโลกรับรองจนประเทศอื่นนำไปใช้ ฉีดในเด็กปลอดภัย อาการไม่พึงประสงค์พบน้อย
‘เฉลิมชัย’ยันไม่ปกปิดโรคหมู
เวลา 15.10 น. นายเฉิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงเกี่ยวกับโรค เอเอสเอฟในสุกร เป็นการอภิปรายที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง วันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่มีใครเพิกเฉย ไม่มีใครอยากให้มีปัญหากับเกษตรกรกับผู้บริโภค และตนเชื่อมั่นว่าถ้าความคิดอย่างนั้นเกิดในคนใดก็แล้วแต่ คนคนนั้นเลวมาก
จากวันนั้นถึงวันนี้เราใช้เวลาป้องกันไม่ให้มีเชื้อเอเอสเอฟในประเทศไทย 3 ปีเต็มเราถึงมีการตรวจเจอเชื้อ ในทางการเมื่อตรวจเจอเชื้อและรับรองโดยกรมปศุสัตว์ถึงจะประกาศได้ว่าเรามีเชื้อนี้ในประเทศไทย และผ่านมา 101 ปียังไม่มีวัคซีน ประเทศที่ทันสมัยทำการทดลองแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าวันนี้ใครบอกว่ามีวัคซีนเอเอสเอฟ นั่นของปลอมทั้งหมด และในไทยจะทดลองขั้นสุดท้ายกลางเดือนพ.ค. ซึ่งจะทราบว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ยืนยันว่าไม่มีการปกปิดแน่นอนเพราะไม่เป็นประโยชน์กับใครทั้งสิ้น
ส่วนการเคลื่อนย้ายสัตว์ หากมีเจ้าหน้าที่ ข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปเรียกรับผลประโยชน์ ขอให้เอาข้อมูลมา ตนจะดำเนินการเด็ดขาดไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นตนไม่ปัดความรับผิดชอบ ถึงแม้กรมปศุสัตว์จะมอบให้นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบ แต่ตนก็ลงไปช่วยดูแลและทำงานเป็นทีม
‘เจ๊เจี๊ยบ’แนะนิรโทษคดีการเมือง
ต่อมา นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า วิกฤตเศรษฐกิจเกิดจากการบริหารงานผิดพลาด ล้มเหลวของรัฐบาล ควบคู่วิกฤตการเมือง หลังรัฐประหารปี 2549 และ2557 ได้สร้างระบอบการเมืองแบบใหม่ ขอเรียกว่าระบอบการเมืองประชาธิปไตยจอมปลอม จึงต้องเปิดโอกาสให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และวิกฤตนิติรัฐ เอากฎหมายมาปราบประชาชน เป็นยุคมืดอย่างแท้จริง เกิดคดีความทางการเมืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ต่อจากยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา
เวลาแม่ทัพนายพลก่อกบถ ฉีกรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ยังนิรโทษตัวเองได้ ทำไมถึงจะนิรโทษกรรมให้กับอนาคตของชาติไม่ได้ ในเมื่อความหนักเบาของความผิดเทียบกันไม่ได้เลย หากไม่แก้ไขประเทศนี้จะไม่มีอนาคต ไม่ใช่เฉพาะคนที่เรียกร้องเปลี่ยนแปลง แต่หมายถึงชนชั้นนำด้วย
‘โรม’เปิดโปงขบวนการค้ามนุษย์
เวลา 18.10 น. นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายปัญหาคอร์รัปชั่นจากเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเชื่อมโยงกับขบวนการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะชาวโรฮิงยา ที่ถูกทรมานและโดนกระทำ ทำให้ระดับสถานการณ์การค้ามนุษย์อยู่ในระดับกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองหรือ Tier 2 Watch List อีกครั้ง โดยอ้างว่าคนทำคดีที่ออกมาเปิดโปง อย่างพล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ในช่วงปี 2558 กลับต้องขอลี้ภัย เนื่องจากถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่ เพราะออกหมายจับ พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก นอกจากนี้ พล.ต.ต.ปวีณ ยังถูกคำสั่งย้ายไปพื้นที่ชายแดนใต้ ทั้งที่เป็นพื้นที่อิทธิพลค้ามนุษย์ ทั้งๆ ที่ขอให้ทบทวนคำสั่งย้าย แต่กลับได้รับคำตอบว่าให้ย้ายต่อ จนมาสู่การยื่นใบลาออกในวันที่ 5 พ.ย.2558
การไม่คุ้มครอง พล.ต.ต.ปวีณเป็นเพราะกลัวว่าจะมีการสืบสาวผู้ต้องหาได้เพิ่มเติม หรือมีคนใหญ่โต และคนในรัฐบาลร่วมด้วยหรือไม่ อีกทั้งปัจจุบัน พล.ท.มนัส อยู่ๆ ก็เสียชีวิตในห้องขัง จนไม่สามารถสืบสาวเรื่องราวได้ต่อแล้ว กระทั่งตัดสินใจขอลี้ภัยในวันที่ 16 พ.ย.2558
“นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ถึงที่สุดนี่ก็ยังเป็นความอยุติธรรมที่ยังไม่สิ้นสุดอย่างที่ใครบางคนพยายามทำให้เชื่อว่ามันสิ้นสุดแล้ว เป็นความอยุติธรรมที่ทำให้ขบวนการที่ไร้สำนึกความเป็นคนยังหากินกับชีวิตของคนอื่น เป็นความอยุติธรรมที่ทำให้คนชั่วๆ ได้ดี คนดีๆ ต้องลี้ภัย จึงขอฝากประชาชนหากพวกท่านรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ขอให้เลิกสนับสนุนรัฐบาล ขอให้เลิกเลี้ยงดูรัฐบาลนี้ และถ้าหากพรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล เราจะไม่ปล่อยให้การค้ามนุษย์เฟื่องฟูอยู่อย่างนี้แน่นอน” นายรังสิมันต์ ระบุ
‘สมศักดิ์’ยัน‘มนัส’ไม่ได้ตายปริศนา
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กล่าวชี้แจงว่า จากข้อมูลของกรมราชทัณฑ์ พล.ท.มนัส มีโรคประจำตัวหลายโรค คือ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หัวใจเต้นช้ากว่าปกติ โดยเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ จากนั้นเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2564 ขณะเดินออกกำลังกายช่วงเย็นภายในหอผู้ป่วย พล.ท.มนัส มีอาการวูบหมดสติ นอนนิ่ง ไม่หายใจ ผู้เห็นเหตุการณ์แจ้งผู้คุมและพยาบาลเข้าประเมินอาการ เบื้องต้นไม่รู้สึกตัว ร่างกายไม่ตอบสนอง จากนั้นเวลา 19.00 น. หมอเวรเข้าทำการกู้ชีพ ปั๊มหัวใจและใส่ท่อช่วยหายใจ เริ่มให้น้ำเกลือ ให้ยากระตุ้นหัวใจ และยาเกลือแร่ลดความเป็นกรดในเลือด
หมอใช้เวลาปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิต 40 นาที แต่พล.ท.มนัสไม่ตอบสนอง ตรวจไม่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แพทย์ลงความเห็นผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลา 19.40 น. ด้วยภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน และได้ส่งชันสูตรศพที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ โดยลงสาเหตุการเสียชีวิตว่า กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจแข็งตีบตัน เส้นเลือดหัวใจหนาตัวขึ้นตีบตันร้อยละ 95 นี่คือข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ พล.ท.มนัส เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว ซึ่งในโรงพยาบาลก็มีกล้องวงจรปิด ไม่ได้มีอะไรแอบแฝงหรือเสียชีวิตอย่างปริศนาอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง
‘โจ้’สับแหลกพระรามประยุทธ์
เวลา 18.40 น. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์จะทิ้งทวนรถไฟฟ้า 4 แสนล้านบาทเอื้อเจ้าสัว จะพารัฐบาลพัง พารัฐมนตรีติดคุกทั้ง ครม. โดยในส่วนเส้นทางหลักหรือ ไข่แดงยังเหลือเวลาอีก 7 ปีก่อนสิ้นสุดสัญญาในปี 2572 ถามว่าทำไมต้องเร่งรีบต่อสัญญาสัมปทาน
การกระทำที่ผิดกฎหมายของพระรามประยุทธ์ คือขยายสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวล่วงหน้า 37 ปี ข้ามศตวรรษไปถึงปี 2602 อ้างคำสั่ง คสช.ที่ 3/2562 เป็นเครื่องมือล้างผิด เป็นใบเบิกทาง เป็นศรของพระรามประยุทธ์ที่จะเคลียร์ความผิด ล้างมลทินให้ ตัวเอง ยกเว้นกฎหมาย เอื้อประโยชน์ ผูกขาดตัดตอนให้เอกชนรายเดียว ที่สำคัญคือหนี พ.ร.บ.ร่วมทุน จัดฉากสร้างหนี้ 3.7 หมื่นล้านบาท วันนี้เป็นนายกฯ จนคนเขาไล่จะไปอยู่แล้ว ยังจะมาใช้คำสั่ง คสช.อีก แบบนี้สมควรถูกไล่หรือไม่
“พระรามประยุทธ์จะไปอยู่แล้ว ท่านอยู่ได้นานไม่เกินเดือน มี.ค.2566 แต่เดือน พ.ค.นี้จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ใหม่ ทำไมไม่ให้ ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่เข้ามาตัดสินใจ พระรามประยุทธ์กำลังจะพารัฐมนตรีติดคุกทั้ง ครม. ถ้าพระรามประยุทธ์จะแผลงศรโดยใช้ มาตรา 44 กล้าทำผิดกฎหมาย ต่อสัมปทานให้บีทีเอส ผมประกาศเลยว่าวันที่ 22 พ.ค.2565 เปิดสภา ครั้งที่ 1/2565 พบกับการยื่นอภิปรายไม่ไวว้างใจตามมาตรา 151 แล้วพระรามประยุทธ์จะรู้ว่านรกมีจริง แน่จริงอย่ายุบสภา หนีก่อน ผมไม่สามารถไว้วางใจพระรามประยุทธ์บริหารราชการต่อไป” นายยุทธพงศ์กล่าว
‘บิ๊กตู่’ว้ากสำเนียงส่อภาษา
พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงตอบโต้นายยุทธพงศ์ ว่า วันนี้เป็นเรื่องของการให้รัฐมนตรีมาฟัง ในเรื่องของคำแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่ในทุกเรื่อง แต่กิริยาที่ท่านแสดงออกมานั้น ไม่น่าฟังไม่น่าดูเลย ฉะนั้นกรุณารักษามารยาทด้วย รู้จักให้เกียรติคนอื่นเขาด้วย คิดว่าท่านถูกเขาเรียกว่าส.ส.ผู้ทรงเกียรติ แต่ถ้าทำตัวแบบนี้ เหมือนนักเลงข้างถนน
ขอบคุณในข้อห่วงใยเรื่องการแก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการที่จะต้องนำผลการพิจารณาต่างๆ นำมาเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย และหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดี เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน และเราต้องคำนึงถึงภาระการเงินของรัฐที่จะต้องรับผิดชอบต่อไปด้วย ไม่ได้มุ่งหมายว่าจะไปเอื้อประโยชน์กับใครหรือต้องการที่จะทิ้งทวนอย่างที่กล่าวหา “กรุณาให้เกียรติกันบ้าง ผมไม่เคยไปก้าวล่วงอะไรท่านมากมายขนาดนี้ การใช้คำพูด ใช้กิริยาที่ไม่เหมาะสม สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล อย่าพูดในทำนองดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งผมพยายามอดทนอดกลั้นเต็มที่แล้ว”
ปธ.ตะเพิด‘โรม’ไม่ถอนคำพูด
หลังพล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงเสร็จ ได้ออกจากจากห้องประชุมสภา ทำให้นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ลุกขึ้นท้วงว่า “ผมเพิ่งอภิปรายเรื่องตำรวจ ท่านนายกฯ จะเดินหนีแบบนี้จริงหรือครับ ท่านจะไม่ตอบอะไรถึงกรณีที่คุณปวีณ ลี้ภัยเลยหรือคับ ท่านจะใจดำ อำมหิต แบบนี้จริงๆ หรือครับ”
ทำให้นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ท้วงว่า อย่าเสียดสี แต่นายรังสิมันต์ แย้งว่า ตนอภิปรายตามญัตติ และตั้งคำถาม ตนเข้าใจว่าเป็นสิทธิ์ของนายกฯ แต่ถ้านายกฯ ให้เกียรติสภา กรุณาตอบคำถามหน่อยว่าสิ่งที่ตนถามแม้เป็นเรื่องที่ผ่านมานาน แต่ท่านก็ควรจะรู้และควรจะชี้แจง ตนเข้าใจดีว่าเรื่องนี้กระอัก กระอ่วนต่อท่านนายกฯ แต่ถ้าท่านจะ ใจดำ อำมหิตแบบนี้ก็ไม่สมควรเป็นนายกฯ อีกแล้ว
สุดท้ายนายรังสิมันต์ ไม่ยอมถอนคำว่า นายกฯ อำมหิต จนนายสุชาติ แจ้งว่ามีข้อบังคับอยู่เมื่อให้ถอนแล้วนายรังสิมันต์ไม่ยอมถอน ก็ต้องออกนอกห้องประชุม นายรังสิมันต์ จึงแจ้งว่า ตนพร้อมออกนอกห้องประชุม แล้วก็เดินออกนอกห้องประชุมทันที
‘ศรัณย์วุฒิ’ปูดพี่ใหญ่จะเป็นนายกฯ
เวลา 20.20 น. นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ อภิปราย โดยมีนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ช่วยยกแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดประกอบการอภิปรายเป็นรูปของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โดยโจมตีหลายเรื่อง และกล่าวหาว่าสั่งคนเข้าไปอยู่ในหน่วยงานราชการต่างๆ จึงสามารถสั่งซ้ายหัน ขวาหันได้
นอกจากนี้ มีการให้ลูกน้องแยกตัวออกไป เตรียมผสมพันธุ์กันระหว่างพรรคฝ่ายเผด็จการ และพรรคขั้วตรงข้าม กลายเป็นผสมกันมั่วไปหมดไม่รู้ว่าใครเป็นใคร การเลือกตั้งครั้งหน้าขอให้พี่น้องดูให้ดีเพราะประชาธิปไตยของปลอมก็มี เพราะไปจับมือกับเผด็จการเรียบร้อยแล้ว หลังเลือกตั้งชนะมา เขาจะเอาพี่ใหญ่เป็นนายกฯ แต่ตนไม่อยากให้คนไทยสับสนและเลือกผิดคน
โปรดเกล้าฯปิดประชุมรัฐสภา
วันเดียวกัน มีพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สองพ.ศ.2565 ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ.2564 ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2564 บัดนี้ จะสิ้นกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันตามสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ในวันที่ 28 ก.พ.2565
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 122 และมาตรา 275 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2565 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี