ไทยในยูเครน ทยอยเข้าศูนย์
เดือดยิงกันกลางถนนกรุงเคียฟ สกัดรัสเซียบุกอีกระลอกสำเร็จ แต่อีกฝ่ายยังใช้จรวดครุยส์ยิงถล่มทั่วประเทศ พร้อมขบวนรถถังจ่อประชิด ด้านประชาชนชาวยูเครนจับอาวุธสู้เคียงข้างทหารยูเครน ยอดตายล่าสุด 198 ราย บาดเจ็บทะลุพัน มีเด็กด้วย หนีตายแล้วครึ่งแสน พลัดถิ่น อีกแสน ผู้นำยูเครนปัดสหรัฐช่วยหนี ลั่นขอ กระสุน ไม่ใช่รถมารับ ด้านชาติพันธมิตรผนึกคว่ำบาตรซ้ำขั้นรุนแรงยึดทรัพย์ปูติน ยุโรปผวาถูกตัดก๊าซธรรมชาติ ส่วนรัสเซียคว่ำบาตรตอบโต้อังกฤษ ลั่นพร้อมแตกหัก ขู่ซ้ำสวีเดน-ฟินแลนด์เจอบุกแน่หากร่วมนาโต ‘โป๊ป’ เสด็จ สถานทูตรัสเซียนครวาติกันวอนขอสันติ โลกผวาสงครามนิวเคลียร์ ฝรั่งเศสเตือนเตรียมรับสงครามยืดเยื้อ ลั่นตอบปูตินอย่าลืมนาโตก็มีนิวเคลียร์ ม็อบต้านปูตินผุดรอบโลก ซิดนีย์ โตเกียว วอร์ซอ ลอนดอน นิวยอร์ก สตอกโฮล์ม เกราตาคนดังโผล่ผสมโรง จี้ตะเพิด รัสเซียพ้นคณะมนตรีฯ ยูเอ็น

ยับเยิน – สภาพความเสียหายจากการโจมตีของกองทัพรัสเซียภายในกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน ขณะที่ทหารและประชาชนชาวยูเครนนั้นร่วมจับอาวุธลุกขึ้นสู้ โดยผู้นำยูเครนปฏิเสธข้อเสนอจากสหรัฐอเมริกาที่จะช่วยอพยพหนีแต่ขออาวุธเพิ่มแทน เมื่อวันที่ 26 ก.พ. (รอยเตอร์/เอเอฟพี)

เคียฟเดือด-ผู้นำยูเครนไม่ยอมแพ้
เมื่อวันที่ 26 ก.พ. เอเอฟพีรายงานสถานการณ์การสู้รบระหว่างกองทัพยูเครนและกองทัพรัสเซียว่าลุกลามมาถึงกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนแล้ว โดยกองทัพยูเครนประสบความสำเร็จในการต้านทานการบุกโจมตีระลอกแรกของกองทัพรัสเซียไว้ได้ในช่วงเช้ามืดตามเวลาท้องถิ่น โดยสงคราม ดังกล่าวเรียกเสียงประณามและบทลงโทษต่อทางการรัสเซียจากนานาชาติทั่วโลก ท่ามกลางความหวาดผวาของหลายฝ่ายว่าการสู้รบที่เกิดขึ้น อาจบานปลายกลายเป็นสงครามเย็นครั้งใหม่ระหว่างชาติตะวันตกและรัสเซีย

การสู้รบดังกล่าวเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย มีคำสั่งเปิด “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ที่ภาคปกครองดอนบาสทางภาคตะวันออกของยูเครน ซึ่งเป็นพื้นที่ของแคว้นดอนเนตสก์และลูฮานสก์ซึ่งอยู่ ภายใต้การควบคุมของกองกำลังฝักใฝ่รัสเซีย แต่กองทัพรัสเซียกลับเปิดการโจมตีต่อเมืองใหญ่ทั่วทั้งยูเครน โดยแบ่งกำลังเข้าตีพร้อมกัน 3 ทิศทาง ได้แก่ จากภาคตะวันออกที่ได้รับการสนับสนุนจากปืนใหญ่ระดมยิงถล่ม จากภาคใต้ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองเรือรัสเซียในแคว้นไครเมีย และจากภาคเหนือที่รัสเซียยกทัพเข้ามาจากประเทศเบลารุสเข้าตีกรุงเคียฟ ซึ่งการสู้รบนั้นเพิ่งผ่านไปได้เพียง 48 ชั่วโมง แต่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 198 รายทั้งทหารและพลเรือน โดยกระทรวงสาธารณสุขยูเครนแจ้งว่าแบ่งเป็นเด็ก 3 ราย มีผู้บาดเจ็บอีก 1,115 คน ในนี้จำนวนนี้เป็นเด็ก 33 คน และมีประชาชนอพยพหนีตายไปยังประเทศที่มีพรมแดนอยู่ทางตะวันตกกว่า 5 หมื่นคน ซึ่งทางสหประชาชาติ หรือยูเอ็น เรียกร้องให้ชาติที่อยู่ติดกับยูเครนเปิดทางในนาม ของมนุษยธรรม นอกจากนี้ ยังคาดว่ามีพลเรือน อีกกว่า 1 แสนคน กลายเป็นผู้พลัดถิ่น

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กล่าวผ่านไลฟ์จากสมาร์ตโฟนของตัวเองขณะยืนอยู่บนท้องถนนในกรุงเคียฟ ว่าตนและบุคคลในรัฐบาลยูเครนซึ่งถูกหมายหัวเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของกองทัพรัสเซียนั้น ยังอยู่ที่กรุงเคียฟไม่ได้หนีหายไปไหน พร้อมเรียกร้องไปยังทหารและประชาชนผู้รักชาติทั่วประเทศ ว่ากรุงเคียฟกำลังถูกโจมตีและ ขอให้ทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจกันปกป้องยูเครน

นอกจากนี้ ผู้นำยูเครนเปิดเผยด้วยว่า ได้หารือ ทางโทรศัพท์กับผู้นำชาติตะวันตกหลายคน อาทิ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส และนายโอลัฟ ช็อลตซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และตนได้ขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติม ที่กำลังมาจากบรรดาชาติพันธมิตรแล้ว

“พวกเราทั้งหมดยังอยู่ที่นี่ครับ กองทัพของเราก็ยังอยู่ ประชาชนของเราก็ยังอยู่ พวกเรายังยืนหยัดอยู่ที่แห่งนี้เพื่อปกป้องเอกราช และประเทศชาติของเรา สิ่งเหล่านี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง” ประธานาธิบดีเซเลนสกี ระบุ

ยับเยิน – พนักงานดับเพลิงกำลังช่วยกันควบคุมเพลิงบนตึกอพาร์ตเมนต์ที่ถูกกระสุนปืนใหญ่ตกใส่จนเกิดความเสียหายกลางกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน โดยการสู้รบกับกองทัพรัสเซียนั้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วเกือบ 200 ราย บาดเจ็บกว่าพันคน ในจำนวนนี้มีเด็กด้วย เมื่อวันที่ 26 ก.พ.

ด้านบรรยากาศการสู้รบนั้นยังเกิดขึ้นตามเมืองใหญ่ทั่วประเทศยูเครน โดยที่กรุงเคียฟนั้นทางรัสเซียใช้ขีปนาวุธครุยส์ยิงเข้ามาถล่ม ขณะที่กองทัพยูเครนนั้นเผยแพร่วิธีการทำระเบิดเพลิงแบบขวด หรือโมโลทอฟ ค็อกเทล ให้กับประชาชนที่ต้องการจับอาวุธเพื่อต่อสู้กันผู้รุกราน โดยอาวุธนั้นมีทั้งของยูเครนเองและที่ยึดได้มาจากทหารรัสเซีย ขณะที่ประชาชน ชาวยูเครนส่วนใหญ่ที่ติดอาวุธนั้นไม่เคยมีประสบการณ์การสู้รบ หรือได้รับการฝึกการใช้อาวุธ แต่ทั้งหมดยืนยันว่าจะยืนหยัดต่อสู้กับกองทัพรัสเซีย ท่ามกลางสภาพซากความเสียหายในเมืองและศพผู้เสียชีวิตที่อยู่ตาม ริมท้องถนน

กระทรวงกลาโหมยูเครน ระบุว่า กองทัพประสบความสำเร็จในการยิงเครื่องบินของรัสเซียตกอีก 2 ลำ ได้แก่ เฮลิคอปเตอร์ 1 ลำ และเครื่องบินทิ้งระเบิดอีกลำ บริเวณแนวรบด้านตะวันออกของประเทศ และสามารถ ยิงทำลายเครื่องบินลำเลียงได้อีก 1 ลำ ห่างจาก กรุงเคียฟไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 30 กิโลเมตร ทั้งยังอยู่ระหว่างการต่อต้านขบวนยานเกราะของรัสเซียที่เข้ามาในพื้นที่ทางเหนือ ของกรุงเคียฟ ห่างจากเมืองหลวงไปราว 40-80 ก.ม. โดยยูเครนระบุว่ามีทหารรัสเซียถูกสังหาร ไปแล้วกว่า 2,800 นาย

ขณะที่ กระทรวงกลาโหมรัสเซีย ระบุว่า กองทัพรัสเซียมุ่งเน้นการโจมตีไปที่องคาพยพของกองทัพยูเครนด้วยจรวดร่อน หรือครุยส์ มิสเซิล ที่ถูกปล่อยมาจากทั้งเครื่องบิน และเรือรบทางใต้ โดยนายอิกอร์ โคนาเชนคอฟ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า กองทัพรัสเซียพยายามหลีกเลี่ยงการก่อความเสียหายให้กับพลเรือนและย่านชุมชน แต่การสู้รบนั้นส่งผลให้มีอาคารพลเรือนเสียหายจากการถูกโจมตีหลายแห่ง และกองทัพรัสเซียสามารถยึดครองเมืองเมลิโตโปล ทางตะวันออกเฉียงใต้ ไว้ได้ โดยยืนยันว่ากองทัพรัสเซียพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะลดความเสียหาย ต่อพลเรือนท่ามกลางการยั่วยุของหน่วยจู่โจมพิเศษและกลุ่มผู้คลั่งชาติ

นายโคนาเชนคอฟ อ้างว่า กองทัพรัสเซียสามารถทำลายอาคารของกองทัพยูเครนไปได้แล้วกว่า 820 แห่ง ฐานทัพอากาศ 14 แห่ง สถานีเรดาร์ 48 แห่ง ระบบต่อต้านขีปนาวุธและอากาศยานกว่า 300 แห่ง ทำลายเครื่องบิน ขับไล่ได้ 7 ลำ เฮลิคอปเตอร์ 7 ลำ โดรนอีก 9 ลำ รถถังและยานเกราะอีก 87 คัน ขณะที่กองทัพเรือรัสเซียสามารถทำลายเรือรบของยูเครนไปได้ 8 ลำ แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าสูญเสียไปเท่าใด

ชาติพันธมิตรผนึกคว่ำบาตรซ้ำ
ด้านความเคลื่อนไหวจากบรรดาชาติพันธมิตร ล่าสุด ทางการสหรัฐ แคนาดา อังกฤษ และสหภาพยุโรป หรืออียู ประกาศใช้มาตรกคว่ำบาตรขั้นรุนแรงอีกครั้ง โดยพุ่งเป้าไปที่การอายัดทรัพย์สินของประธานาธิบดีปูติน และนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย โดยทางการอียูนั้นระบุว่าเป็นมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดเท่าที่อียูเคยใช้มา นอกจากนี้ ทางการสหรัฐยังขึ้นบัญชีทั้งสองบุคคลเป็นบุคคลต้องห้ามไม่ให้เข้าประเทศ ส่งผลให้ทางการรัสเซียประกาศมาตรการคว่ำบาตรตอบโต้ต่อชาติตะวันตก เช่น การห้ามสายการบินของอังกฤษเดินทางเข้ามาในรัสเซีย และนางมาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ระบุว่า บัดนี้ความขัดแย้งมาถึงเส้นแบ่ง ที่ไม่มีวันย้อนกลับได้อีกแล้ว

มาตรการคว่ำบาตรยังลุกลามไปถึงด้านไซเบอร์ เช่น แอพพลิเคชั่นชื่อดังอย่างเฟซบุ๊ก ประกาศสกัดกั้นโฆษณาใดๆ ที่มาจากทางการรัสเซียบนแพลตฟอร์มไม่ให้สามารถสร้างรายได้ และวันเดียวกัน มีรายงานว่า เอ็นวิเดีย เอกชนผู้พัฒนาชิพประมวลผลกราฟิกในสหรัฐ ถูกโจมตีทางไซเบอร์ด้วย แต่ยังไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับสงครามยูเครนหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ทางการอียูไม่ได้สนองข้อเรียกร้องของทางการยูเครนให้ใช้มาตรการคว่ำบาตรขั้นรุนแรงสูงสุด ที่เทียบได้กับการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ทางการเงิน คือ การตัดขาดรัสเซียออกจากระบบการเงินระหว่างประเทศ หรือสวิฟต์ เนื่องจากทางการเยอรมัน ฮังการี และอิตาลี หวั่นเกรงว่ารัสเซียอาจตอบโต้ด้วยการตัดการส่งก๊าซธรรมชาติให้ยุโรปที่กำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานราคาเพิ่มสูง

ขณะเดียวกันคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอสซี ที่มีหน้าที่โดยตรงในการหยุดยั้งสงครามนั้นประสบกับภาวะชะงักงัน หลังชาติสมาชิกยูเอ็นเอสซีส่วนใหญ่ 11 ชาติ ลงมติสนับสนุนแถลงการณ์ประณามการรุกรานของรัสเซีย แต่ถูกทางการรัสเซียใช้อำนาจวีโต้ โดยมีเพียง 3 ชาติ ที่งดออกเสียง ได้แก่ จีน อินเดีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี

สภาวะชะงักงันดังกล่าวเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีปูติน กล่าวผ่านโทรทัศน์รวมการ เฉพาะกิจอีกครั้ง โดยเรียกร้องให้กองทัพยูเครนโค่นล้มรัฐบาลของตัวเอง ซึ่งผู้นำรัสเซีย ระบุว่าเป็นพวกแก๊งอันธพาลติดยาเสพติด ที่นิยมลัทธินาซีใหม่ อย่างไรก็ดี โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ระบุว่า ประธานาธิบดีปูตินมีความพร้อม ที่จะส่งคณะทำงานไปเจรจากับคณะผู้แทนของยูเครนเพื่อหาทางออกอย่างสันติด้วยหนทาง การทูตที่กรุงมินสก์ ประเทศเบลารุส ส่งผลให้ทางการสหรัฐออกมาปฏิเสธข้อเสนอของรัสเซียอย่างทันควัน

นายเน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการ ต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า ทางการรัสเซีย ที่กำลังใช้กำลังทหารรุกรานยูเครนแต่กลับมาเสนอเจรจากันในตอนนี้ การเจรจากันภายใต้ปากกระบอกปืนไม่ถือว่าเป็นการหาทางออกอย่างสันติด้วยหนทางการทูต

นาโตระดมตอบโต้ป้องชาติสมาชิก
วันเดียวกัน องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ระบุว่า มีคำสั่งให้ระดมกำลังทหารจากชาติสมาชิกเพื่อใช้เป็น หน่วยตอบโต้ทั้งทางอากาศ บก และทะเล เข้าปกป้องชาติสมาชิกนาโตที่มีพรมแดนติดกับยูเครน เบลารุส และรัสเซียแล้ว เพื่อรับกรณีการสู้รบในยูเครนนั้นรุกล้ำเข้ามาในชาติสมาชิกนาโต แต่ยืนยันว่ายูเครนไม่ใช่สมาชิกนาโตและจะไม่ส่งกำลังเข้าไปในยูเครน

พลเอกท็อด วอลเทอร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของนาโต กล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกที่ทางนาโตเรียกระดมกำลังจากชาติสมาชิกเพื่อใช้เป็นหน่วยตอบโต้ต่อสถานการณ์ ด้านความมั่นคงตั้งแต่ก่อตั้งมา โดยจะเป็นกำลังทหารที่มีไว้เพื่อปกป้องชาติสมาชิกนาโตเท่านั้น ขณะที่ประธานาธิบดีไบเดนนั้นเคยยืนยันแล้ว ว่าจะไม่ส่งทหารอเมริกันเข้าไปในยูเครน แต่จะส่งไปเสริมกำลังให้กับชาตินาโตที่กำลังหวาดผวาต่อการรุกรานยูเครนของ กองทัพรัสเซีย

โป๊ปวอนรัสเซีย-โลกผวานิวเคลียร์
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรนิกายคาทอลิก แสดงความกังวล ต่อสงครามในยูเครน โดยทรงละทิ้งขั้นตอนด้านความปลอดภัย และเสด็จไปยังสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำนครวาติกันด้วยพระองค์เอง ส่งผลให้บรรดาสื่อตะวันตกตีความว่า อาจเป็นการแสดงถึงความไม่พอใจต่อทางการรัสเซียของพระสันตะปาปา และการร้องขอสันติภาพจากรัสเซีย

สงครามยูเครนสร้างความหวาดผวาให้กับชาวโลก หลังประธานาธิบดีปูติน ระบุไว้ว่า มีอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถใช้รับมือได้หากมีชาติใดที่กล้าส่งกองทัพเข้ามาหยุดยั้งปฏิบัติการพิเศษทางทหารดังกล่าว และย้ำด้วยว่า แม้รัสเซียจะสูญเสียอาวุธนิวเคลียร์ไปจำนวนมาก ภายหลังการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต แต่รัสเซียก็ยังเป็นหนึ่งในมหาอำนาจนิวเคลียร์ แนวหน้าของโลก และมีเทคโนโลยีล้ำหน้า ทำให้ประธานาธิบดีมาครงของฝรั่งเศสออกมา ตอบโต้ ว่าชาตินาโตนั้นก็มีระเบิดนิวเคลียร์เช่นกัน

ฝรั่งเศสเตือนรับสงครามยืดเยื้อ
ประธานาธิบดีเอ็มมาเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส กล่าวเตือนประชาคมโลกให้เตรียมตัวรับกับภาวะสงครามและความขัดแย้งยืดเยื้อระหว่างยูเครนและรัสเซีย โดยนอกไปจากภาวะสงคราม และความขัดแย้งแล้วยังรวมถึงผลกระทบ ที่จะตามมาใหญ่หลวงยาวนานจึงจำเป็นต้อง เตรียมตัวให้พร้อม

“สงครามกลับมาเยือนทวีปยุโรปอีกครั้ง เป็นการเลือกกระทำเพียงฝ่ายเดียวของประธานาธิบดีปูติน ที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมทางมนุษยธรรมตามมา ประชาชนชาวยูเครนตอนนี้กำลังพยายามต่อต้าน และยุโรปเอง ก็กำลังยืนเคียงข้างชาวบยูเครนในการต่อต้านครั้งนี้” มาครงระบุ

ม็อบต้านปูตินผุดรอบโลก
วันเดียวกัน ยังมีชาวยูเครนและผู้ต่อต้านการทำสงครามของรัสเซียเดินทางออกมาชุมนุม แสดงพลังในเมืองใหญ่หลายแห่งทั่วโลก เช่น ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมี ผู้ชุมนุมหลายร้อยคนเรียกร้องให้ทางการออสเตรเลียใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก ขณะที่การชุมนุมที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ผู้ประท้วงเรียกร้องให้ปลดรัสเซียออกจากสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอสซี นอกจากนี้ การชุมนุมยังเกิดขึ้นที่กรุงวอร์ซอประเทศโปแลนด์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และมหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน โดยนางสาวเกรตา ธันเบิร์ก หรือเกรียตา ทุนแบร์ย เยาวชนนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชื่อดังก้องโลกเข้าร่วมด้วย

รัสเซียขู่จัดหนัก‘สวีเดน-ฟินแลนด์’
นางมาเรีย ซาคาโรวา โฆษกหญิงกระทรวง การต่างประเทศรัสเซีย กล่าวย้ำถึงชาติสมาชิก 56 ประเทศ ขององค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป หรือโอเอสซีอี รวมถึงสวีเดน และฟินแลนด์ ว่าเคยประกาศหลักการด้านความมั่นคงไว้ว่าไม่สามารถสร้างได้ด้วยการทำลายความมั่นคงของประเทศอื่น ดังนั้นหากทางการสวีเดนและฟินแลนด์ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต ซึ่งเป็นพันธมิตรทางทหาร ก็จะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ทางการเมืองและทางทหาร กล่าวคือ การดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดจากรัสเซีย

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้น หลังพลเอกเย็นส์ สต็อลเตินบาร์ก เลขาธิการนาโต เชิญทางการสวีเดนและฟินแลนด์ให้เข้าร่วมการประชุมออนไลน์ของนาโตทั้งที่สองประเทศไม่ได้เป็นสมาชิก และนางซันนา มารีน นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ ประกาศว่าพร้อม จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตหากเกิดปัญหาด้านความมั่นคงร้ายแรงขึ้นมาในอนาคต

เผยคนไทยในยูเครนเข้าลวิฟแล้ว
เมื่อวันที่ 26 ก.พ. เพจเฟซบุ๊ก “Royal Thai Embassy, Warsaw, Poland” ของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ซึ่งมีเขตอาณาดูแลประเทศยูเครนด้วย เปิดเผยความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในประเทศยูเครนว่า คณะเจ้าหน้าที่จากสถาน เอกอัครราชทูตฯ จำนวน 3 คนได้เดินทางจากกรุงวอร์ซอไปถึงเมืองลวิฟ (Lviv) ของยูเครนแล้ว เมื่อช่วงเย็นวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา พร้อมกับจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือคนไทยในยูเครนเรียบร้อยแล้ว (หมายเลขโทรศัพท์ +38 068 061 1879) และตอนนี้มีคนไทย 10 คน พร้อมคู่สมรส ชาวยูเครนได้เดินทางเข้ามาพักที่ศูนย์ปฏิบัติการแล้ว และมีคนไทยอีกประมาณ 20-30 คนแจ้งว่า กำลังเดินทางจากเมืองต่างๆ ในยูเครนด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถไฟมายังเมืองลวิฟ

ขณะที่สถานการณ์ของกรุงเคียฟและเมืองหลักต่างๆ ของยูเครนมีความเสี่ยงและอันตรายมากขึ้นเป็นลำดับ ทำให้ทางการยูเครนประกาศให้ประชาชนอยู่ในที่ตั้งและหลีกเลี่ยงการเดินทาง ออกจากที่พัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน (ช่วงเวลา 22.00-07.00 น.) ทำให้ยังมีคนไทย ในเมืองต่างๆ เช่น กรุงเคียฟ เมืองคาคีฟ (Kharkiv) เมือง Mykolaiv (มิกโคลาอีฟ) ฯลฯ ยังต้องอยู่ในที่ตั้งเพื่อความปลอดภัย อาทิ ที่พักที่นายจ้างจัดให้ สถานที่หลบภัย สถานีรถไฟใต้ดิน ตามคำแนะนำของทางการยูเครน อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตฯ จะเตรียมจัดหารถเช่าหรือช่องทางการเดินทางสาธารณะที่เปิดให้บริการเพื่อนำคนไทยออกมาจากพื้นที่เสี่ยงและเดินทางออกจากยูเครนให้เร็วที่สุด

สำหรับแผนการนำคนไทยออกจากยูเครนในขณะนี้ ได้แก่ 1.ในวันที่ 27 ก.พ.นี้ นำคนไทย จากเมือง Odessa จำนวน 40 คน เดินทางโดยรถบัสเช่าไปยังจุดผ่านแดนยูเครน-โรมาเนีย (ระยะทาง 300 กิโลเมตร) จากนั้นสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย จะช่วยนำคนไทยกลุ่มนี้เดินทางด้วยรถบัสไปยังกรุงบูคาเรสต์ เพื่อเตรียมเดินทางกลับประเทศไทยโดยเครื่องบินพาณิชย์ในวันที่ 1 และ 2 มี.ค.2565

2.ในวันที่ 28 ก.พ.นี้ (หรือวันที่ 27 ก.พ.) นำคนไทยที่เข้าพักในศูนย์ปฏิบัติการ และคนไทยที่พักอยู่ในเมืองลวิฟ ประมาณ 30-60 คน เดินทางจากเมืองลวิฟไปยังกรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ เพื่อเตรียมการเดินทางกลับไทยโดยเครื่องบินพาณิชย์ต่อไป
ทั้งนี้ จากการที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ ประสานงานกับผู้แทนกลุ่มคนไทยในเมืองต่างๆของยูเครนนั้น พบว่าคนไทยทุกคนยังปลอดภัย ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือได้รับ อันตราย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน