‘วัฒนา’ลุ้นวันนี้ศาลชี้คดีบ้านเอื้อทร.สู้-เรือดำน้ำ!

‘สาธิต’นัดกมธ.กฎหมายลูกเลือกตั้งเปิดวงประชุม 9 มี.ค. เพื่อไทยชี้ผู้มีอำนาจไม่พอใจบัตร 2 ใบ เพราะกลัวแพ้ อาจชิงยุบสภาก่อน ฝ่ายค้านจ่อนัดถกญัตติซักฟอกรัฐบาล ‘สุเทพ’ ห่วง ‘บิ๊กตู่’ มรสุมรุมเร้า หนักใจเสียงส.ส.หนุนศึกซักฟอกเดือนพ.ค. พปชร.ยันส่งผู้สมัครส.ก.ครบ 50 เขต เศรษฐกิจไทยเผยไม่ลงสนามชิงผู้ว่าฯ กทม. ‘เสี่ยไก่’ ลั่นไม่หนี ลุ้นศาลฎีกานักการเมืองชี้ผลอุทธรณ์คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทรวันนี้ ผบ.ทร.ระบุปัญหาซื้อเรือดำน้ำจากจีนล่าช้า จะทำให้ดีที่สุด และมีแผนรองรับ เสธ.ทร.ยันไม่น้อยใจถูกฝ่ายค้านโจมตี ลั่นต้องสู้ต่อไป

ทร.ยันมีแผนรับปัญหาซื้อเรือดำน้ำ
เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ที่ท่าเรือแหลมเทียน การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีนล่าช้า เนื่องจากเยอรมันไม่ออกใบอนุญาตการขายเครื่องยนต์ดีเซลขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเรือ ดำน้ำ รุ่น MTU396 ให้กับจีน จะดำเนินการต่ออย่างไรว่า จะทำให้ดีที่สุด หาหนทางให้ ดีที่สุด และมีแผนรองรับ

พล.ร.อ.เถลิงศักดิ์ ศิริสวัสดิ์ เสนาธิการทหารเรือ (เสธ.ทร.) ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการจัดหาเรือดำน้ำ กล่าวว่า อย่างที่ทุกคนพอทราบข่าว ขอเรียนว่าจะทำให้ดีที่สุดและได้เเจ้งทางฝ่ายจีนไปว่าขอยืนยันตามสัญญาทุกประการ เพื่อคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและกองทัพเรือ (ทร.) เป็นสำคัญ

ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าทร.ยืนยันใช้เครื่องยนต์ดีเซลสำหรับขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า รุ่น MTU396 จากเยอรมัน แต่เยอรมันไม่ขาย ให้จีน เตรียมทางออกไว้อย่างไร พล.ร.อ. เถลิงศักดิ์กล่าวว่า เรายืนยันกับจีนไปว่าเราปฏิบัติตามสัญญา ก็คงต้องไปเข้าสู่ฝั่งจีน ต่อข้อถามว่าถ้าเครื่องยนต์เป็นการผลิตของจีนแต่สเป๊กใกล้เคียงกันจะยอมรับได้หรือไม่ เสธ.ทร. กล่าวว่า ยืนยันไปแล้วว่าต้องเป็น MTU 396 หากจีนดำเนินการไม่ได้ การเรียกค่าปรับอยู่ในสัญญาเรียบร้อย แต่ยังไม่ไปถึงขั้นนั้น ขอให้ใจเย็นๆ

ไม่น้อยใจถูกโจมตี-ต้องสู้ต่อไป
พล.ร.อ.เถลิงศักดิ์ยอมรับว่า สัญญาการ ส่งมอบเลื่อนออกไปเป็นเดือน พ.ค.2567 เนื่องจากปัญหาโควิด-19 ที่เมืองอู่ฮั่น ซึ่งขอเลื่อนมา 6 เดือนแล้ว เราพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด เราอยากได้เรือดำน้ำมาใช้เพราะเป็นยุทธศาสตร์ของทร. ซึ่งยุทธศาสตร์ของชาติต้องมีเรือดำน้ำ ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าจีนเสนอเรือดำน้ำมือ 2 มาให้จะพิจารณาอย่างไร เสธ.ทร. กล่าวว่า ยังไม่ทราบตรงนี้เพราะยังเป็นแค่ข่าว ยังไม่ได้รับทราบอย่างเป็นทางการจากฝ่ายจีน

ต่อข้อถามถึงกรณีฝ่ายค้านระบุบริษัท csoc จากจีนส่งผู้จัดการโครงการและผู้บริหาร 4 คนมาคุมงานก่อสร้างท่าจอดเรือดำน้ำ แต่พบข้อมูลว่าเป็นครูสอนภาษาจีน พล.ร.อ.เถลิงศักดิ์กล่าวว่า ขอย้ำว่าเป็นไปตามที่โฆษกทร.ชี้แจงไปแล้ว ขอไม่ให้ข่าวซ้ำ โดยมีนาย Lang Qingxu เป็นผู้บริหารโครงการ นายจักรพงษ์ วงศ์ธนปกรณ์ เป็นวิศวกรโครงการ ส่วนบุคคลอื่นๆ ไม่เกี่ยวข้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกอย่างไรที่ฝ่ายค้านโจมตีเรื่องเรือดำน้ำบ่อยครั้ง พล.ร.อ.เถลิงศักดิ์กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมชาติ ต่อข้อถามว่าน้อยใจหรือไม่จะซื้อเรือดำน้ำทีก็มีอุปสรรค เสธ.ทร.กล่าวว่า คงน้อยใจไม่ได้ คงต้องสู้ ต่อไป เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของชาติและยุทธศาสตร์ทร.

เมื่อถามว่ามีโอกาสหรือไม่ที่จะยกเลิกการจัดซื้อ เสธ.ทร. กล่าวว่า เป็นเรื่องของอนาคต ฝ่ายไทยและฝ่ายจีนคงต้องมาพูดกันว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร ถ้าถามทร. อยากได้เรือดำน้ำแน่นอน 100% และอยากได้ตามสัญญาที่ลงนามไว้ทั้ง 2 ฝ่าย ส่วนปัญหาเรื่องเครื่องยนต์จะทำให้เกิดความล่าช้าอีกหรือไม่คงต้องรอดูต่อไป แต่ในภาพรวมของการต่อเรือดำน้ำคืบหน้าไปกว่า 50% แล้ว

กมธ.กม.ลูกจ่อถกสูตรปาร์ตี้ลิสต์
นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) หรือกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองให้สัมภาษณ์ถึงการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ที่แต่ละฝ่ายในกมธ.จะเสนอ สามารถออกแบบได้กี่สูตรตามหลักการของรัฐธรรมนูญ ว่า ตามหลักการคือแบ่ง ส.ส. 500 คน เป็น ส.ส.เขต 400 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน หากพรรคใดได้ส.ส.เขต เท่าใดก็เท่านั้น

ส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ใช้สูตรหาร 100 คล้ายๆ กับการคำนวณตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่มีกระบวนการดังนี้ คือ 1.คะแนนจากผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมดจากระบบบัญชีรายชื่อ หารด้วยจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด (100 คน) จะได้คะแนนเสียงต่อ ส.ส. 1 คน และ 2.คะแนนทั้งหมดที่พรรคได้จากระบบบัญชีรายชื่อ หารด้วยคะแนนเสียงต่อ ส.ส. 1 คน จะได้ จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคนั้นๆ

ตนคิดว่าพรรคการเมืองอื่นๆ จะไม่แตกต่างจากหลักการนี้ ที่เหลือเป็นเรื่องของเทคนิคที่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งไม่ได้เป็นเหมือนระบบจัดสรรปันส่วนผสม (MMP) ตามที่พรรคก้าวไกลเคยเสนอ ที่ไม่สามารถต่อสู้ได้ในชั้น กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ เราจึงเสนอระบบคู่ขนานมาเหมือนกับพรรคอื่น เท่าที่คุยกันในกมธ. มีหลายคนสนใจระบบ MMP แต่ไม่ทราบว่าจะแปรญัตติเข้ามาหรือไม่ ซึ่งต้องโต้แย้งกันว่าจะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

ตอนนี้แต่ละพรรคเสนอตรงกันคือ ระบบการเลือกตั้งแบบคู่ขนาน หรือบัตร 2 ใบ แต่จะแตกต่างกันในรายละเอียด โดยนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะประธาน กมธ. นัดประชุมครั้งแรกในวันที่ 9 มี.ค. เวลา 10.30 น. และครั้งที่สองในวันที่ 10 มี.ค. เวลา 09.30 น.

พท.ดิ้นขอใช้พรรคเดียวเบอร์เดียว
ด้านนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) โฆษกกมธ.วิสามัญพิจารณากฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ว่า เชื่อว่าการทำงานภายในกมธ. จะไม่มีปัญหา การได้นายสาธิตทำหน้าที่ประธานกมธ.จะไม่มีผลหรืออิทธิพลชี้นำใด เนื่องจากตำแหน่งประธานกมธ. คือผู้กำกับและควบคุมการประชุมให้เรียบร้อย แต่เมื่อมีประเด็นที่จะชี้ขาดโดยการโหวต กมธ.ที่ทำหน้าที่จะเป็นผู้ตัดสิน

ในส่วนของพรรคเพื่อไทยพร้อมจะสู้แม้จำนวนเสียงสู้ไม่ได้แต่ต้องสู้ ประเด็นที่คาดว่าจะสู้กัน เช่น การใช้หมายเลขผู้สมัคร ส.ส.ให้เป็นหมายเลขเดียวกัน ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ หรือเบอร์เดียวกันทั้งประเทศ แม้ร่างพ.ร.ป.ที่รับหลักการทั้ง 4 ฉบับ จะกำหนดให้เป็นคนละหมายเลข แต่จากการอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา เช่น นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ที่อภิปรายว่าขอให้ใช้หลักการที่ง่ายๆ ดังนั้น เชื่อว่ามีแนวโน้มจะใช้เบอร์เดียวทั้งประเทศ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคยระบุไว้ว่าทำให้มีบัตรเสียน้อย ประชาชนเข้าใจง่าย ไม่สับสน รวมถึงจะเป็นประโยชน์กับทุกพรรค

คาดส่อยุบสภาคว่ำบัตร2ใบ
“การกำหนดเบอร์เดียวกันทั้งประเทศแน่นอนพรรคใหญ่อาจได้เปรียบ เพราะมีฐานสมาชิกพรรคกว้าง แต่การกำหนดคนละหมายเลขสามารถได้เปรียบเช่นกัน พรรคเพื่อไทยไม่วิตกกังวล เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้งการใช้เบอร์เดียวหาเสียง หรือคนละเบอร์ พรรคเพื่อไทยผ่านมาได้หมด” นายสมคิดกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงมุมมองการทำงานของ ส.ว.ในชั้นกมธ.ต่อการเขียนกฎหมายลูก นายสมคิดกล่าวว่า ส.ว.ชุดปัจจุบันมาจากการแต่งตั้งของ คสช. ดังนั้น เปรียบเหมือนเป็นวัวคอกไหนต้องเข้าคอกนั้น แม้ส.ว.บางคนมีความคิดอิสระ ซึ่งการปฏิบัติมีไม่กี่คนที่แยกออก แต่ความชัดเจนทั้งหมดจะอยู่ที่การลงมติ เหมือน ที่ส.ว.ลงมติไม่รับหลักการร่างพ.ร.ป.ของพรรคฝ่ายค้าน

เมื่อถามถึงสถานการณ์การเมืองที่สอดคล้องกับการแก้กฎหมายลูก มีแนวโน้มทำให้เกิดอุบัติเหตุการเมืองได้หรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า เป็นไปได้ เพราะผู้มีอำนาจไม่พอใจเรื่องบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่จะแก้กลับคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เมื่อไม่ได้ดั่งใจและหากเขามองว่าเสียประโยชน์หรือพ่ายแพ้ อาจตัดสินใจยุบสภาได้ ตนขอเรียกร้องให้เคารพกติกาและคำนึงถึงประชาชนด้วย

ดักคอ‘รัฐประหาร’ไร้แผ่นดินอยู่
ที่รัฐสภา นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย แถลงว่า นับตั้งแต่ 28 ก.พ. ถึง 22 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ไม่มีสิทธิ์ยุบสภา เนื่องจากสภาปิดสมัยประชุม ถ้าคุณยุบคุณก็บ้าแล้ว ถ้านายกฯ แก้ปัญหาไม่ได้ก็ต้องลาออกสถานเดียว หากถึงที่สุด 22 พ.ค. ยืนยันหมดสิทธิ์ลาออก เพราะฝ่ายค้านต้องยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 เมื่อยื่นแล้วจะไม่มีสิทธิ์ยุบสภา ยกเว้นใช้อำนาจบาตรใหญ่ คือรัฐประหาร แต่ถ้าทำรัฐประหาร บุคคลหรือคณะดังกล่าวจะไม่มีแผ่นดินอยู่แน่นอน

ส่วนกรณีวาระนายกฯ 8 ปีนั้น ในทางรัฐธรรมนูญระบุว่าห้ามเป็นติดต่อกัน 8 ปี แต่สมัยที่รัฐประหารมาเป็นนายกฯ ช่วงเปลี่ยนรัฐบาลจากรัฐประหารมาเป็นเลือกตั้งไม่ได้แจ้งทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อ้างว่าเป็นนายกฯ ต่อเนื่องจึงไม่จำเป็นต้องยื่น เชื่อว่า ส.ค.นี้ท่านไปแน่ ยกเว้นใช้วิธีพิเศษ

“การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งหน้า ประเด็นทุจริตเชิงนโยบาย คือ ทราบแล้วจะมีการทุจริตปลายทางแต่ยังอนุมัติให้ ซึ่งทุกกระทรวง ทบวง กรม นายกฯ ต้องรับผิดชอบถ้าโครงการใดไปถึงปลายทางแล้วมีการทุจริต เชื่อว่ารัฐบาลดิ้นไม่หลุดแน่ จะช้ำยิ่งกว่าช้ำอีกหากไม่รีบลาออกก่อนวันที่ 22 พ.ค. เพราะ นายกฯ ทราบดีว่าเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งแล้ว

ฝ่ายค้านจ่อถกซักฟอก-ขู่เขย่านายกฯ
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลบางคนระบุการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามมาตรา 151 พล.อ.ประยุทธ์ มีเสียงพร้อมสนับสนุนในมือถึง 260 เสียงว่า ไม่น่าจะมีถึงขนาดนั้น ผู้สื่อข่าวถามว่าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้สามารถล้มรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ได้หรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า ครั้งนี้เราอยากเน้นไปที่เนื้อหาเป็นหลัก ซึ่งการอภิปรายจะล้มรัฐบาลได้หรือไม่ได้ นอกจากอาศัยมือในสภาแล้วยังต้องอาศัยเนื้อหาการอภิปรายที่แน่น ซึ่งเราค่อนข้างมั่นใจในเนื้อหาการอภิปรายครั้งนี้มาก เชื่อว่าถ้าได้อภิปรายไปแล้วจะสามารถสั่นคลอนรัฐบาลได้โดยเฉพาะตัวนายกฯ

เมื่อถามว่าจากท่าทีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) คิดว่าจะมีโอกาสยกมือไม่ไว้วางใจเพื่อล้มรัฐบาลหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า คะแนนเสียงส่วนหนึ่งที่อยู่ระหว่างกลาง ยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนว่าจะสนับสนุนรัฐบาลก็ยังเป็นตัวแปรที่สำคัญ เห็นได้ชัดจากการเลือกประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ขนาดมี ส.ว.รวมด้วย ลองตัด ส.ว.ออกไปคะแนนยิ่งหาย นี่คือสัญญาณไม่ดีของรัฐบาล ภายในเดือนมี.ค.นี้ฝ่ายค้านจะพูดคุยหารือกันเรื่องญัตติการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามมาตรา 151

‘เทพเทือก’ห่วง‘บิ๊กตู่’มรสุมรุมเร้า
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) ได้เผยแพร่รายการ “คุยกับลุง” EP 20 ในเฟซบุ๊กส่วนตัว “ Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ)” ว่า ช่วงนี้พล.อ. ประยุทธ์ ต้องทำงานแก้ปัญหาที่กำลังรุมเร้าทั้งโควิด-19 และเรื่องเศรษฐกิจ

ส่วนปัญหาใหญ่ของพล.อ.ประยุทธ์ในขณะนี้ คือเรื่องการเมือง ทั้งภายในพรรคพลังประชารัฐ ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และนอกพรรค ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่น่าหนักใจ และเดือนพ.ค.นี้ จะอภิปรายไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ เอากันอย่างจริงจัง จะล้มรัฐบาลให้ได้ คนก็จิตใจตุ๊มๆ ต้อมๆ ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะไปรอดหรือไม่ แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การลงมติไม่ไว้วางใจ จริงๆ แล้ว ไม่ห่วงว่าพล.อ. ประยุทธ์ จะมีจุดอ่อนอะไรให้โจมตีมากมาย แต่ที่เป็นห่วงคือ จำนวนส.ส.ใครบ้างที่ยังคงยืนหยัดที่จะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เช่น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย ออกมาประกาศว่า 18 คน ที่ออกจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ไปนั้น จะไม่ยกมือสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จะยกมือสวน ซึ่งเป็น ส.ส.อีกกลุ่มที่อยู่ฝ่ายที่จะจ้องล้มรัฐบาล

แนะเร่งโชว์ผลงานเตรียมสู้ศึก
สำหรับจำนวนมือของส.ส.ที่จะยกมือสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ในวันที่มีการลงคะแนนไว้วางใจ หรือ ไม่ไว้วางใจ บางฝ่ายคำนวณว่า จะมีส.ส. สนับสนุนรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ประมาณ 260 คน ร.อ.ธรรมนัส ก็บอกว่า จริงหรือเปล่า เราก็ไม่รู้ จึงอยู่ที่ทีมงานของพล.อ.ประยุทธ์ ต้องใช้วิชาเลขคณิต นับจำนวนความเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงของ ส.ส. รายวันเลยทีเดียว

ตนเห็นใจพล.อ.ประยุทธ์ สถานการณ์ที่ รุมเร้าอย่างนี้ ใครเป็นพล.อ.ประยุทธ์ ก็น่ากลุ้มใจ แต่ต้องสู้ ต้องพาประเทศไปให้ได้ การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในช่วงนี้ ไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทย อย่างคติโบราณที่บอกว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก เพราะเรามีศึกเยอะแยะที่ต้องฟันฝ่า ตนก็เอาใจช่วย เหมือนพี่น้องประชาชนคนไทยที่ต้องเอาใจช่วยพล.อ. ประยุทธ์ และในช่วงปิดสมัยประชุมนี้ พล.อ. ประยุทธ์ก็ต้องทุ่มเท เอามาตรการต่างๆ โครงการต่างๆ ออกมาช่วยประชาชน ประเทศชาติ ให้เห็นประจักษ์ พอถึงจังหวะที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามที่เขาประกาศ พล.อ.ประยุทธ์อาจจะพลิกโอกาส ใช้โอกาสนี้ อธิบายว่า รัฐบาลได้ทำสิ่งดีๆ ให้กับประเทศและประชาชนไว้อย่างไรบ้าง

“ผมเชื่อว่า หากพล.อ.ประยุทธ์ใช้โอกาสอย่างนี้ ประชาชนจะเข้าใจและเอาใจช่วยพล.อ.ประยุทธ์ เหมือนที่ผมเอาใจช่วยพล.อ.ประยุทธ์ ในขณะนี้ สู้ๆ นะครับท่าน นายกฯ หนักหน่อย แต่ก็ต้องสู้ และต้องสู้ให้ชนะเอาใจช่วยครับ” นายสุเทพกล่าว

‘ปองพล’หนุน‘ประยุทธ์’เป็นผู้นำต่อ
นายปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวสมัครสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่มีนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ เป็นแกนนำว่า ตนสมัครสมาชิกพรรคแล้ว โดยนายปรพล อดิเรกสาร อดีตส.ส.สระบุรี บุตรชาย มาชวน ส่วนเหตุผลที่กลับสู่การเมืองอีกครั้ง เพราะเราเป็นนักการเมือง ติดตามการเมืองมาตลอด แต่ก่อนหน้านี้มีเรื่องจังหวะเวลาและอายุที่มากขึ้น แต่พอมาเห็นการจัดตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติและนายปรพลมาชวน จึงไปสมัครสมาชิกพรรค

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายเสกสกลประกาศสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ นายปองพลกล่าวว่า มองตัวเลือกผู้นำประเทศใน 4-5 ปีข้างหน้า ยังเห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ ทำงานได้ อายุยังไม่มากจนเกินไป และมีผลงานในอดีต อะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ประเทศชาติ ก็สนับสนุน แต่ถ้าทำอะไรไม่ถูกต้องตนก็ท้วงติงได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ เตรียมประชุมใหญ่สามัญประจำปีช่วงปลายเดือนมี.ค. เพื่อวางโครงสร้างพรรคให้แล้วเสร็จเพื่อรายงานกกต. จากนั้นจะประชุมใหญ่สามัญประจำปีอีกครั้งช่วงเม.ย. ก่อนเทศกาลสงกรานต์ และจะเปิดตัวแกนนำพรรค ถือเป็นการเปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการ

พปชร.ส่งส.ก.ครบ50เขต
นายจักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.กทม. ในฐานะหัวหน้าภาค กทม. พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงประกาศกกต. 2 ฉบับ คือ 1.เรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ออกเป็น 50 เขตเลือกตั้ง โดยมีสมาชิกเขตเลือกตั้งละ 1 คน และ 2.เรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยา ประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี มีทั้งสิ้น 4 เขตเลือกตั้ง จำนวนสมาชิกเขตเลือกตั้งละ 6 คน รวม 24 คน ว่า สำหรับตนไม่มีใครได้เปรียบ เพราะคือเขตปกครองธรรมดา ทุกคนก็ทำงานแบบนี้กันอยู่แล้ว

สำหรับพรรคพลังประชารัฐส่งส.ก.ทุกเขต ส่วนผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคยังไม่ได้เคาะ ต้องรอพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรค เรียกประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อพิจารณาก่อน

ศท.ไม่ลงสนามผู้ว่าฯกทม.
ด้านนายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคเศรษฐกิจไทย กล่าวว่า การประกาศแบ่งเขตของกกต.ถือว่าดี เพราะจะได้เป็นเขตใครเขตมัน และเป็นเจ้าของพื้นที่นั้น ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคเศรษฐกิจไทย จะส่งส.ก.หรือผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า คงไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่อาจจะเลือกสนับสนุนใครก็ได้ ส่วนเรื่องส.ก.จะส่งหรือไม่ยังไม่มีความเห็น คงต้องรอประชุมหารือกันก่อน

ต่อข้อถามว่ากรณีที่นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะเลขาธิการกลุ่มรักษ์กรุงเทพ ร่วมทำกิจกรรมกับร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย เมื่อวันที่ 1 มี.ค. มีโอกาสที่จะมาร่วมงานกันในอนาคตหรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า สาเหตุที่ลงพื้นที่คลองเตยเพราะร.อ.ธรรมนัส มีความผูกพันกับชาวคลองเตย ส่วนนายสุชัย เป็นเพื่อนกับร.อ.ธรรมนัส และที่ผ่านมาก็ทำงานร่วมกันตลอด เป็นพวกเดียวกันอยู่แล้ว และพรรคเศรษฐกิจไทย ทำงานร่วมกับทุกคนได้หมด ไปได้ทุกที่ เพื่อประชาชน

‘เสี่ยไก่’ฟังผลอุทธรณ์คดีบ้านเอื้อ
วันเดียวกัน นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ในฐานะทนายความของนายวัฒนา เมืองสุข เปิดเผยว่า วันที่ 4 ม.ค. นายวัฒนา ยืนยันจะไปฟังคำพิพากษาคดีโครงการบ้านเอื้ออาทรด้วยตัวเอง ในเวลา 13.00 น. ซึ่งคดีนี้เราได้อุทธรณ์และต่อสู้ทุกประเด็นว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง โดยปัจจุบันนายวัฒนามีสุขภาพแข็งแรง ยังช่วยงานคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย และไม่ได้มีความกังวลใดๆ ที่มีผลให้ไม่ไปฟังคำพิพากษาหรือมีท่าทีจะหลบหนี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 4 มี.ค. องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดพิพากษาอุทธรณ์คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) หมายเลขดำ อม.อธ. 1/2565 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวัฒนา อดีตรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และพวกรวม 14 ราย เป็นจำเลยในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11

ลุ้นระทึกคำตัดสินศาลนักการเมือง
สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นในยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร และเริ่มตรวจสอบการกระทำผิดในช่วงคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ก่อนเปลี่ยนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบสวนต่อ กระทั่งปี 2560 ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดนายวัฒนา พร้อมจำเลยคนอื่นๆ อีก 14 คน กรณีทุจริตเรียกรับสินบนจากบริษัท พาสทิญ่า จำกัด ผู้รับเหมาโครงการบ้านเอื้ออาทร ผ่านบริษัทและลูกจ้างบริษัท เพรซิเด้นท์เทรดดิ้ง จำกัด จำนวน 82.6 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทดังกล่าวไม่มีคุณสมบัติในการเข้าเป็นคู่สัญญากับกคช. แต่ได้มีการจ่ายสินบนเพื่อให้สามารถเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐได้

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาเมื่อ 24 ก.ย.2563 เห็นว่าพวกจำเลยร่วมกันกระทำผิดจริง โดยนายวัฒนา จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามมาตรา 148 รวมความผิด 11 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 9 ปี รวมจำคุก 99 ปี และจำคุกเสี่ยเปี๋ยง หรือนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 4 เป็นเวลา 66 ปี แต่ตามกฎหมายให้จำคุกได้สูงสุด 50 ปี จำคุกน.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง จำเลยที่ 5 เป็นเวลา 20 ปี น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว จำเลยที่ 6 เป็นเวลา 44 ปี จำเลยที่ 7 เป็นเวลา 32 ปี ปรับจำเลยที่ 8 จำนวน 2 แสนกว่าบาท และจำคุกนาย อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง จำเลยที่ 10 เป็นเวลา 4 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 2, 3, 9, 11-14 โดยในส่วนของนายวัฒนา ได้อุทธรณ์คดี

ยกคำร้องจำเลย112ขอไปศึกษาต่อ
เมื่อวันที่ 3 มี.ค. นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่าศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องที่น.ส.รวิสรา เอกสกุล จำเลยที่ 11 ในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดจะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เพื่อทำให้ประชาชนละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และคดีหมิ่นสถาบันฯ จากกรณีอ่านแถลงการณ์ภาษาเยอรมันในการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2563

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามคำร้องเห็นได้ว่าจำเลยที่ 11 ยังไม่ผ่านการคัดเลือกว่าจะได้รับทุนหรือไม่ ทั้งเงื่อนไขที่จำเลยที่ 11 เสนอมาว่าหากได้รับอนุญาต จำเลยที่ 11 ยินดีจะไปรายงานตัว และแสดงที่อยู่ต่อสถานทูต หรือสถานกงสุลไทยที่ประเทศเยอรมนีทุกๆ 30 วัน โดยขอให้อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นนายประกันของจำเลยที่ 11 และบิดาของจำเลยที่ 11 เป็นผู้กำกับดูแลตามเงื่อนไข แต่บุคคลทั้งสองอยู่ในประเทศไทย ส่วนจำเลยที่ 11 อยู่ต่างประเทศ จึงเป็นการยากที่จะกำกับดูแลให้จำเลยที่ 11 ปฏิบัติตามเงื่อนไขได้

จึงไม่เป็นการหนักแน่นเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 11 จะปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยเคร่งครัด จนกลับมาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลได้ตามกำหนด ซึ่งเงื่อนไขการประกันตัวห้ามว่าจำเลยที่ 11 เดินทางออกนอกราชอาณาจักรนั้นเป็นข้อสำคัญในการอนุญาต เพราะเกรงว่าจำเลยที่ 11 จะหลบหนี กรณีจึงยังไม่มีเหตุให้อนุญาตให้จำเลยที่ 11 เดินทางออกนอกราชอาณาจักร ให้ยกคำร้อง

นายกฤษฎางค์กล่าวว่า น.ส.รวิสรา จบการศึกษาคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับทุนไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ประเทศเยอรมนี เเละในช่วงเดือนเม.ย.-ต.ค. จะต้องเดินทางไปทดสอบความพร้อมก่อน เเละถ้าทดสอบผ่านจะได้เรียนถึงปี 2567

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน