รายแรกในไทย ตรวจเจอ2เชื้อ เด็กดับแล้ว27
หนุ่มไรเดอร์ติดโควิดพันธุ์ผสมใกล้เคียง XJ รายแรกของไทย แต่ตอนนี้หายดีแล้ว เผยฉีดซิโนฟาร์ม 2 เข็ม สธ.ห่วงกลุ่ม ไรเดอร์แพร่เชื้อมากขึ้น เพราะรวมกลุ่มกันมากติดเชื้อรายวันอีก 24,892 เสียชีวิต 97 ราย มีเด็ก 4 เดือน ผู้เฒ่า 106 ปีด้วย พบ 14 จังหวัดติดเชื้อเกิน 500 คน พบปีนี้เด็กเล็กเสียชีวิตจากโอมิครอนแล้ว 27 ราย สาเหตุพ่อแม่รู้ช้า อีกทั้งยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ‘อนุทิน’ ยันเล่นสงกรานต์ได้ตามประเพณี แต่ห้ามสาดน้ำ-ประแป้ง ระบุหลังสงกรานต์ยอดติดเชื้อพุ่งแน่
ติดเชื้อเกือบ 2.5 หมื่น-ตายอีก 97
เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า ประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อใหม่เกินหมื่นรายเป็นวันที่ 59 ในการระบาดระลอกโอมิครอน วันนี้พบติดเชื้อรายใหม่ 24,892 ราย ติดเชื้อสะสม 3,736,487 ราย หายป่วย 27,254 ราย สะสม 3,454,308 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 97 ราย เสียชีวิตสะสม 25,512 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 256,667 ราย อยู่ใน ร.พ. 63,348 ราย อยู่ ร.พ.สนาม HI CI 193,319 ราย จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบ รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 1,858 ราย เฉลี่ยจังหวัดละ 24 ราย อัตราครองเตียง ร้อยละ 29.4 ผู้ป่วยใช้ท่อช่วยหายใจ 769 ราย สำหรับยอดติดเชื้อเข้าข่าย ATK จำนวน 15,972 ราย
ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 97 ราย มาจาก 39 จังหวัด ได้แก่ กทม. 8 ราย, ลพบุรี 6 ราย, เชียงใหม่ ชลบุรี จังหวัดละ 5 ราย, สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระบุรี สุพรรณบุรี จังหวัดละ 4 ราย, ชัยภูมิ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุโขทัย พิษณุโลก พัทลุง ราชบุรี ระยอง จังหวัดละ 3 ราย, นครปฐม ปทุมธานี ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ สกลนคร พิจิตร สุราษฎร์ธานี ชุมพร สงขลา ตราด จังหวัดละ 2 ราย และ อุดรธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ เชียงราย กำแพงเพชร กระบี่ ตรัง ยะลา ปัตตานี ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 53 ราย หญิง 44 ราย อายุ 4 เดือน-106 ปีโดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 97%
14 จว.ป่วยเกิน 500
ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 3,321 ราย 2.ชลบุรี 1,448 ราย 3.นนทบุรี 1,127 ราย 4.นครศรีธรรมราช 955 ราย 5.สมุทรปราการ 907 ราย 6.สมุทรสาคร 805 ราย 7.ขอนแก่น 666 ราย 8.สงขลา 581 ราย 9.ราชบุรี 573 ราย และ 10.ร้อยเอ็ด 567 ราย
สำหรับจังหวัดติดเชื้อถึง 500 รายขึ้นไปยังมีอีก 4 จังหวัด คือฉะเชิงเทรา 555 ราย, บุรีรัมย์ 541 ราย, นครราชสีมา 539 ราย และระยอง 532 ราย
ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 20 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 46 ราย ใน 19 ประเทศ มาจากอังกฤษมากที่สุด 11 ราย อิสราเอล กัมพูชา ประเทศละ 6 ราย ที่เหลือติดเชื้อประเทศละ 1-3 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 35 ราย แซนด์บ็อกซ์ 2 ราย กักตัว 7 ราย และลักลอบเข้าประเทศ 2 ราย จาก เมียนมา
สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-3 เม.ย.2565 มีผู้เดินทาง 39,067 คน รายงานติดเชื้อ 102 คน คิดเป็น 0.26% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 36,515 คน ติดเชื้อ 85 คน คิดเป็น 0.23% แซนด์บ็อกซ์ 2,186 คน ติดเชื้อ 11 คน คิดเป็น 0.5% และกักตัว 366 คน ติดเชื้อ 6 คน คิดเป็น 1.64%
ฉีดวัคซีนเข็มแรกเกิน 80%
การฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 3 เม.ย. ฉีดได้ 85,734 โดส สะสมรวม 130,139,978 โดส เป็นเข็มแรก 55,692,042 ราย คิดเป็น 80.1% ของประชากร เข็มสอง 50,387,921 ราย คิดเป็น 72.4% ของประชากร และเข็มสาม 24,060,015 ราย คิดเป็น 34.6% ของประชากร
‘อนุทิน’ย้ำงดสาดน้ำ-ประแป้ง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการห้ามเล่นสาดน้ำในช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ที่ช่วงนี้ผ่อนคลายมาตรการออกมาเยอะ และธรรมชาติของการติดเชื้อโควิด-19 คือการสัมผัส รวมกลุ่มใกล้ชิด และใช้ภาชนะร่วมกัน การสาดน้ำแบบสมัยก่อนจะมีการนำมือลงไปกวนแป้งดินสอพอง ใช้มือประแป้ง ใช้ขันใส่น้ำร่วมกัน จะไปบอกว่าให้ใส่ถุงมือเล่นน้ำสงกรานต์ก็เป็นไม่ได้อยู่แล้ว จึงขอความร่วมมือให้ทำตามประเพณีและวัฒนธรรมที่ดี สามารถรดน้ำได้ โดยไม่ต้องสาด
นายอนุทินกล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขเป็นห่วงกลุ่มผู้สูงอายุ และเด็กต่ำกว่า 5 ขวบ จึงเร่งเข้าไปฉีดวัคซีนให้กับผู้สูงอายุ โดยใช้วิธีเชิงรุก ไม่ต้องรอให้มาหาที่สถานบริการพยาบาล สิ่งที่ยังเป็นห่วงคือเด็กเล็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนพบว่าติดเชื้อจำนวนมาก จึงอยากฝากให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง งดพาเด็กเล็กไปโรงพยาบาล เพราะเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคหลายอย่าง ส่วนคนทั่วไปยังต้องเฝ้าระวังตัวเองให้ดี และขอย้ำให้ฉีดวัคซีน เพราะจะป้องกันการเจ็บป่วยที่รุนแรง
ห่วงช่วงสงกรานต์ติดเชื้อพุ่ง
เมื่อถามถึงการประเมินยอดผู้ติดเชื้อหลังเทศกาลสงกรานต์ จะพุ่งขึ้นเหมือนปี 2564 นายอนุทินกล่าวว่า ต้องควบคุมในสิ่งที่ควรควบคุม ไม่ให้เจ็บป่วยหนักและควบคุมไม่ให้เกิดการเสียชีวิต ขณะนี้แพทย์เสนอให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ไม่ใช่รัฐบาลเป็น ผู้เสนอ ซึ่งรัฐบาลมีความกังวล แต่เมื่อแพทย์ให้คำอธิบายในเชิงหลักวิชาการรองรับไว้เราก็เชื่อตามนั้น เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม แม้จะมีผู้ติดเชื้อ แต่หากมียารักษาโรค และสถานพยาบาลรองรับ กรณีเกิดการเจ็บป่วยหนัก และถือว่าโควิด-19 เป็นโรคๆ หนึ่งที่จะต้องกล้าก้าวข้ามตรงนี้ไป
“ยอมรับว่าการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะทำให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่กระทรวงสาธารณสุขยังเชื่อมั่นว่าวัคซีนที่ฉีดให้ประชาชนไปแล้ว จะทำหน้าที่ของมันได้ เมื่อเกิดการติดเชื้อ ต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้และผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ ไม่ค่อยแสดงอาการ บางคนสามารถรับประทานยารักษาตามอาการและหายโรคเองได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว”
เป็นชายไทยอายุ 34 ปี อาชีพไรเดอร์ส่งของตั้งแต่ช่วง ก.พ. ยังต้องรอคอนเฟิร์มในระบบเฝ้าระวังอีกครั้ง เผยทั่วโลกยอมรับลูกผสมแค่ 3 ตัว คือ XA XB และ XC ที่เหลือยังต้องรอวิเคราะห์ ย้ำติดเชื้อ 2 สายพันธุ์มีโอกาสเกิดลูกผสมไฮบริดสูง ย้ำช่วงนี้การติดเชื้อสูง ยังต้องป้องกันลดการติดเชื้อ ฉีดวัคซีนบูสเตอร์เพิ่มภูมิคุ้มกัน
พันธุ์ย่อย BA.2 ครองไทย
ด้านนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 ว่าจากการเฝ้าระวังสายพันธุ์ โควิด-19 ระหว่างวันที่ 26 มี.ค.-1 เม.ย. 2565 จำนวน 1,933 ราย พบว่าเหลือเดลตา 3 ราย ในเขตสุขภาพที่ 8 คิดเป็น 0.16% ที่เหลือเป็นโอมิครอนทั้งหมด 1,930 ราย คิดเป็น 99.84% จำนวนนี้พบว่าสายพันธุ์ย่อยโอมิครอนเป็น BA.2 มากขึ้นเรื่อยๆ คือ 92.2% เบียด BA.1 ไปเรื่อยๆ โดยเขตสุขภาพที่ 3 และ 9 พบ BA.2 เป็น 100% อนาคตอันใกล้ BA.1 อาจจะหายไป ส่วนการเฝ้าระวังสายพันธุ์ในกลุ่มที่อาการรุนแรงหรือเสียชีวิต พบเป็น BA.2 ประมาณ 82% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ดังนั้น จึงไม่ได้แสดงว่า BA.2 มีความรุนแรงมากกว่าโอมิครอนธรรมดา
นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า ส่วนการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสนั้น เป็นธรรมชาติของไวรัสที่มีการเพิ่มจำนวนก็มีโอกาสเกิดการกลายพันธุ์ได้ ถ้าหน้าตาเปลี่ยนจากเดิมโดยสิ้นเชิงหรือแตกต่างมากก็จะเป็นตัวใหม่ แต่หากยังไม่ชัด อาจจะเป็นสายพันธุ์ย่อย โดยการติดเชื้อ 2 สายพันธุ์ขึ้นไปในคนคนเดียว (Mixed Infection) หากเกิดขึ้นบ่อยๆ จะเกิดการผสมพันธุ์เป็นตัวใหม่ที่มีสารพันธุกรรมมาจากทั้ง 2 สายพันธุ์เรียกว่า “ไฮบริด” ซึ่งระบบการเรียกจะใช้ “X” นำหน้ามาจากคำว่า “Cross” ขณะนี้มี 17 ตัว ตั้งแต่ XA ถึง XS แต่ที่ยอมรับในระบบรายงานเฝ้าระวังของโลก GISAID มี 3 ตัว คือ XA พบตั้งแต่ธ.ค. 2563 มาจากอัลฟา+B.1.177, XB พบตั้งแต่ก.ค.2563 มาจาก B.1.634 + B.1.631 และ XC มาจากเดลตา+อัลฟา เกิดในญี่ปุ่น ประมาณกลางปี 2564 อย่างไรก็ตาม ลูกผสมไฮบริด ถ้าไม่ได้แพร่เร็ว หลบวัคซีน หรือรุนแรงอะไร ก็ไม่ได้มีความหมาย เพราะเป็นธรรมชาติของไวรัสที่มีการเพิ่มจำนวนก็อาจเกิดการกลายพันธุ์ได้
“ส่วนสายพันธุ์ลูกผสมที่เหลือตั้งแต่ XD ไปเรื่อยๆ ยังอยู่ในชั้นที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลมากกว่านี้จนกว่าจะสิ้นสงสัยว่าเป็นตัวใหม่จริงๆ สำหรับที่ศูนย์จีโนม ร.พ.รามาธิบดี ออกมาระบุว่าพบ XE ในไทย ซึ่งเกิดจากโอมิครอน 2 สายพันธุ์ย่อยคือ BA.1 + BA.2 เป็นพันธุ์ใหม่ หากสังเกตนั้นจะพบว่า มีสายพันธุ์ลูกผสมหลายตัวที่มาจาก BA.1 + BA.2 เช่นกัน เช่น XG XH XJ XK XL XN เป็นต้น โดยเจอในประเทศที่แตกต่างกัน แต่ที่ต้องกำหนดให้แตกต่างกันไป เนื่องจากรหัสพันธุกรรมแตกต่างกัน และตำแหน่งที่ผสมนั้นแตกต่างกันหรือไม่ตรงกัน” นพ.ศุภกิจกล่าว
หนุ่มไรเดอร์ติดโควิดลูกผสม XJ
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า โดยสรุปประเทศไทยมีการถอดรหัสพันธุกรรมแล้วมีโอกาสเข้าได้กับ “XE” 1 ราย ที่ร.พ.รามาธิบดี ส่วนรายละเอียดว่าเข้ากันได้แค่ไหนต้องถามทางร.พ.รามาธิบดี ส่วนของกรมวิทย์ฯ ที่ตรวจสัปดาห์ละ 500-600 ราย พบว่ามี 1 ราย ใกล้เคียงกับ “XJ” ที่เจอครั้งแรกในฟินแลนด์ มากกว่า XE ที่เจอในอังกฤษ โดย XJ เป็น BA.1 + BA.2 เช่นกัน คนไข้ที่เจอเป็นชายไทยอายุ 34 ปี อาชีพพนักงานขนส่งเดลิเวอรี่ ซึ่งอาชีพนี้มีโอกาสเจอคนจำนวนมาก ทำให้มีโอกาสติดเชื้อแบบ Mixed Infection หรือ 2 สายพันธุ์ขึ้นไปในคนเดียวได้ง่าย และมีโอกาสผสมพันธุ์เป็นตัวใหม่ ถือว่าเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไปที่จะเกิดการ กลายพันธุ์ลักษณะไฮบริด โดยตรวจเชื้อตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. ส่งตัวอย่างจากร.พ.แห่งหนึ่งใน กทม. ประวัติพบฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม 2 เข็ม
“รายนี้มีโอกาสเป็นสายพันธุ์ลูกผสมใกล้เคียงกับ XJ ซึ่งเราส่งข้อมูลไปยัง GISAID แล้ว อย่างไรก็ตาม สายพันธุ์ลูกผสมเหล่านี้ยังต้องรอวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อยอมรับว่าเป็นไฮบริดจริง หากยอมรับแล้วอาจจะไม่ได้ใช้ชื่อ XJ ก็ได้ อาจจะเป็นตัวอื่นก็ได้ ทั้งนี้กรณีองค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาพูดถึง XE เนื่องจากมีการวิเคราะห์ข้อมูลในอังกฤษ เทียบกับ BA.2 แล้วพบว่าตัวอย่าง XE เพิ่มมากขึ้นเร็วในช่วงหลัง หรือเร็วขึ้น 10% WHO จึงจับตาดูว่าแพร่เร็วขึ้นไหม อาจจับตาดูความรุนแรงและการหลบภูมิด้วย แต่ทั้งหมดยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม จึงอย่าเพิ่งวิตกกังวลจนเกินเหตุ เพราะข้อมูลยังมีจำกัด” นพ.ศุภกิจกล่าว และว่า ยืนยันว่าการตรวจรหัสพันธุกรรมสัปดาห์ละ 500-600 ราย มีความไวมากพอในการตรวจจับว่าหากเกิดลูกผสมหรือตัวใหม่ในประเทศไทยจะเห็นได้ไม่ช้ากว่าใครในโลกนี้
เผยหายป่วยดีแล้ว
เมื่อถามว่ากรณีที่พบใกล้เคียง XJ ผู้ป่วยมีลักษณะอย่างไรแตกต่างหรือไม่ นพ.ศุภกิจกล่าวว่า เรื่องการแพร่เร็วหรือรุนแรง ยังไม่มีข้อมูล เพราะระยะเบื้องต้นเราจะพบการเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมก่อน แล้วมาคาดว่าตำแหน่งที่เปลี่ยนโอกาสหลบภูมิ รุนแรง หรือแพร่เร็วมากขึ้นหรือไม่ ส่วนผู้ป่วยรายนี้ก็หายดีแล้ว ซึ่งอาการแทบแยกไม่ออกเลย เพราะไม่ว่าเดลตา โอมิครอนแทบแยกไม่ได้ ส่วนใหญ่เป็นอาการทางเดินหายใจใกล้เคียงกัน เพียงแต่เมื่อจำนวนรวมกันเยอะๆ อาจมีไข้น้อยกว่านิดหน่อย หรือเจ็บคอมากกว่านิดหน่อย แต่คงไม่สามารถนำมาใช้แยกอาการกับสายพันธุ์ได้ นอกจากนี้ยังมีอีก 1 ราย แต่ข้อมูลยังไม่พอ เพราะตัวอย่างเพิ่งส่งมาวันที่ 3 เม.ย. แต่เบื้องต้นมีโอกาสเป็น recombinant หรือลูกผสม 60% จึงยังสรุปไม่ได้ ต้องรอสรุปต่อไป
เมื่อถามว่าควรต้องกังวลต่อสายพันธุ์ลูกผสมเหล่านี้หรือไม่ นพ.ศุภกิจกล่าวว่า วันหนึ่งการติดเชื้อทั่วโลกเป็นล้าน โอกาสคลอดตัวใหม่ๆ มีได้เสมอ จึงย้ำว่า อย่าเชื่อว่าปล่อยให้ติดกันหมดถือว่าไม่ได้ เพราะการแพร่เชื้อเยอะๆ อาจจะเกิดพันธุ์ใหม่ขึ้นมา และไม่รู้ว่าการกลายพันธุ์มันแย่ลงหรือรุนแรงขึ้น แต่โดยธรรมชาติวันนี้ ความรุนแรงลดลง เพียงแต่ยังแพร่เร็ว จึงขอให้พึงสังวรว่า เมื่อเชื้อแพร่เร็ว โอกาสติดเชื้อก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว อะไรที่เลี่ยงได้หรือป้องกันได้ขอให้ทำหลายท่านอยากถอดหน้ากากอนามัย ขออย่าเพิ่งทำ อย่าไป รับประทานอาหารร่วมกันมากๆ
เมื่อถามว่าการติดโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยตัวหนึ่งแล้ว จะติดอีกตัวได้หรือไม่ นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ได้ วันนี้ต้องยอมรับว่า BA.2 สามารถหลบภูมิธรรมชาติหรือวัคซีนได้จำนวนหนึ่ง ดังนั้น คนเคยติดเดลตาก็ติดโอมิครอนได้ หรือติด BA.1 ก็อาจติดซ้ำ BA.2 ได้ เพราะภูมิจาก BA.1 อาจกัน BA.2 ไม่ได้ทั้งหมด แต่ไม่ใช่ทุกรายต้องติดซ้ำ เพราะสามารถหลบภูมิคุ้มกันได้จำนวนหนึ่ง ดังนั้นภูมิคุ้มกันที่ฉีด 2 เข็มจึงไม่พอ จำเป็นต้องบูสต์ด้วยเข็ม 3 เพื่อให้ภูมิสูงขึ้น หรือคนฉีดเข็ม 3 นานมากแล้วก็แนะนำมาฉีดเข็ม 4
เมื่อถามว่าคนติดโควิดมาแล้วไม่ว่าสายพันธุ์ใดยังต้องฉีดวัคซีนตามกำหนดหรือไม่ นพ.ศุภกิจกล่าวว่า หากติดโอมิครอนวันนี้ ซึ่งการตรวจเลือดดูภูมิคุ้มกัน พบว่ามีภูมิคุ้มกันค่อนข้างสูงต่อ BA.2 หากติด BA.2 ภูมิคุ้มกันต่อ BA.2 เยอะแน่ และจะไม่เป็นซ้ำในเวลาสั้นๆ แต่หากติด BA.1 ภูมิคุ้มกันต่อ BA.2 ก็อาจไม่มากพอ
ฝรั่งเศสให้ไฟเซอร์ 3 ล้านโดส
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมนายอนุทิน ชาญวีรกูล รับมอบวัคซีนไฟเซอร์จากฝรั่งเศส โดยมีนายตีแยรี มาตู เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เป็นผู้แทนรัฐบาลฝรั่งเศส
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวขอบคุณรัฐบาลฝรั่งเศสสำหรับการสนับสนุนวัคซีนโควิด-19 ไฟเซอร์ รวม 3,268,620 โดส ขอบคุณ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสฯ ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ผลักดันและสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ฝรั่งเศสให้มีความใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยินดีที่ได้ร่วมมือกันในทุกมิติอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขเพื่อร่วมกันก้าวผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
นายกฯ ยืนยันว่าไทยจะใช้ประโยชน์จากวัคซีนที่ได้การสนับสนุนให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และจะสนับสนุนการบริจาควัคซีนให้แก่ประเทศต่างๆ เช่นกัน เพื่อให้ ทุกประเทศสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ โดยไทยบริจาควัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ และภูมิภาคแอฟริกา นอกจากนี้ขอบคุณรัฐบาลฝรั่งเศสความร่วมมือและมิตรภาพที่ดีต่อกัน
ด้านนายมาตูกล่าวว่า ยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ส่งมอบวัคซีนครั้งนี้ ถือเป็นนัยยะสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพที่ดีระหว่างไทย-ฝรั่งเศส เชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศจะสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการสถานการณ์ โควิด-19 และด้านการสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยินดีส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรับมอบวัคซีนฯ ครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.วัคซีนไฟเซอร์ 400,140 โดส และอุปกรณ์การฉีด และ 2.วัคซีนไฟเซอร์ ชนิด Ready to Use (RTU) 2,868,480 โดส ซึ่งทั้งหมดส่งถึงไทยแล้วและจะจัดสรรวัคซีนให้เหมาะสมและครอบคลุมแก่ประชาชนต่อไป
ปีนี้‘โอมิครอน’คร่าเด็กเล็กแล้ว 27
นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แถลงว่า สถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทยขณะนี้ พบว่ามีการติดเชื้อในเด็กเล็กเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม 0-4 ขวบ พบว่า ระลอกเดือนม.ค. 2565 มีเด็ก 0-4 ขวบ เสียชีวิตแล้ว 27 ราย ซึ่งมากกว่าระลอกเดือนเม.ย. 2564 ที่ เสียชีวิต 23 ราย
“เนื่องจากเชื้อโอมิครอนแพร่เร็ว และเป็นการติดเชื้อภายในครอบครัว จึงไม่ค่อยสังเกตอาการเด็ก เมื่อเด็กป่วย พ่อแม่จึงรู้ช้า อีกทั้งเป็นวัยที่ยังไม่ได้รับวัคซีน สำหรับกลุ่มเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อที่พบการป่วยสูงสุดเวลานี้คือ กลุ่มวัยทำงาน 30-39 ปี ส่วนกลุ่มวัยรุ่น 10-19 ปี แม้การติดเชื้อเริ่มลดลงเพราะเป็นช่วงปิดเทอม แต่ก็เป็นอีกกลุ่มที่เสี่ยงต่อการแพร่ไปสู่คนอื่นได้ จึงย้ำให้ฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิและป้องกันการป่วยหนักได้” นพ.จักรรัฐกล่าว
นพ.จักรรัฐกล่าวอีกว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อการระบาดที่สำคัญช่วงสงกรานต์ กลุ่มเสี่ยงต่อการป่วยหนัก 1.ผู้สูงวัยที่ไม่ค่อยออกนอกบ้าน กลุ่มติดเตียง อาจรับเชื้อจากผู้ดูแลญาติ ผู้มาเยี่ยม 2.กลุ่ม 608 ยังทำงานได้ เสี่ยงติดเชื้อจากผู้อื่น ทั้งเพื่อน ญาติ รวมทั้งไปถึงสถานที่แออัด และ 3.เด็กเล็ก โดยเฉพาะต่ำกว่า 5 ขวบ จากข้อมูลพบเสียชีวิต ร้อยละ 60 มีปัจจัยเสี่ยงจากการสัมผัสผู้ติดเชื้อในครอบครัว และอีกร้อยละ 40 ไม่สามารถระบุแหล่งโรคได้ ส่วนเด็กวัยเรียนช่วงปิดเทอมมีแนวโน้มติดเชื้อลดลง ขณะที่วัยทำงานยังคงมีอัตราติดเชื้อสูงมาก สำหรับสถานที่เสี่ยง กิจกรรมเสี่ยงต่อการแพร่โรค เช่น รับประทานอาหาร ดื่มสุราร่วมเป็นเวลานาน ร่วมงาน/กิจกรรม ขนส่งสาธารณะ รถโดยสารที่แออัด โดยไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์การติดเชื้อในเด็ก เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (4 เม.ย. 2565) พบว่าเด็กเล็กมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเทียบสัดส่วนกับกลุ่มอื่นๆ ก็ไม่ได้แตกต่างกัน ความรุนแรง หรือการป่วยเสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากการระบาดเมื่อปี 2564 ทั้งนี้ในจำนวนเด็กที่เสียชีวิตรอบนี้พบว่า เป็นเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคทางสมอง เป็นต้น
“ดังนั้น สถานการณ์ในเด็กถือว่าไม่ได้รุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา แต่ต้องพึงระมัดระวัง เนื่องจากเด็กไม่ได้ฉีดวัคซีน เพราะยังไม่มีวัคซีนในเด็กเล็กอยู่แล้ว ต้องเน้นย้ำกับ ผู้ปกครองว่าอย่าพาเด็กไปสถานที่เสี่ยง สถานที่แออัด หากเจ็บป่วยให้พาไปพบแพทย์ พ่อ แม่ พี่เลี้ยงเด็กที่ต้องอยู่ใกล้ชิดเด็กคนนั้นควรไปฉีดวัคซีนป้องกันด้วย” นพ.โอภาสกล่าว
สธ.ย้ำภูมิคุ้มกันหมู่ลดระบาดได้
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีนักวิชาการออกมาระบุถึงภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ของโควิด 19 อาจไม่มีผลหรือไม่มีอยู่จริงว่า ข้อมูลโควิด 19 มีการเปลี่ยนแปลงตลอด มีความไม่แน่นอนสูง ฉะนั้นการพิจารณาหรือตัดสินใจเรื่องใดในภาคปฏิบัติระดับประเทศต้องอาศัยความคิดเห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ความเห็นของคนใดคนหนึ่ง ส่วนใหญ่ข้อมูลที่จะออกไปจะเป็นความเห็นโดยที่มีข้อมูลมารองรับ จึงยืนยันได้ว่าข้อมูลที่ออกไปทางกระทรวง ศบค. คณะกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคกับวัคซีนเป็นผู้ให้ความคิดเห็น รวมทั้งสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
“ย้ำว่าการฉีดวัคซีนมีประโยชน์ ภูมิคุ้มกันหมู่ ไม่ได้แปลว่ามีแล้วไม่ติดเชื้อ แต่มีแล้วติดเชื้อไม่ระบาดมากขึ้น ย้ำการฉีดวัคซีนมีความสำคัญ ตอนนี้เราเห็นแล้วว่าคนที่ติดเชื้อส่วนใหญ่อาการน้อยอยู่ที่บ้าน พอหายก็บอกว่าเป็นเพราะวัคซีนช่วยเขา ย้ำอีกทีโดยเฉพาะกลุ่ม 608 ที่มีความกังวลว่าไปฉีดวัคซีนแล้วโอกาสเสียชีวิตจะมากกว่า ย้ำวัคซีนป้องกันการ เสียชีวิตได้ ตัวเลขที่ผ่านมาลดได้ 40-50 เท่า” นพ.โอภาสกล่าว
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงกรณีมีแพทย์ออกมาบอกว่าฉีดวัคซีนโควิดเข็ม 3 หรือ 4 ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ การฉีดวัคซีนมากเกินไป ภูมิคุ้มกันที่ได้อาจไม่ดีต่อร่างกาย อาจกลายเป็นภูมิคุ้มกันที่เข้าข้างไวรัส คือ อาจจะมีอาการหนักได้เมื่อติดเชื้อนั้นว่า คนที่ให้ข้อมูลว่า วัคซีนฉีดเยอะๆ จะเข้าข้างไวรัส ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ใดๆ ที่ระบุว่าจะเป็นเช่นนั้น จึงจำเป็นว่าต้องฉีดวัคซีนเพื่อให้ภูมิคุ้มกันสูงมากพอ อย่างน้อยลดความรุนแรงของโรค
นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กล่าวว่า การรายงานเสียชีวิตและป่วยรุนแรงแต่ละวัน ส่วนใหญ่ยังไม่ฉีดวัคซีนหรือฉีดเข็มเดียว หรือฉีดวัคซีนครบแต่ห่างเกิน 3 เดือน จึงต้องไปบูสต์ ซึ่งโอมิครอนต้องฉีด 3 เข็มขึ้นไป ผู้ที่ครบกำหนดฉีดเข็ม 2 ครบ 3 เดือน หรือคนที่ฉีดปี 2564 มาฉีดเข็ม 3 ได้เลย หรือใครฉีด 3 เข็มมาแล้ว ช่วงพ.ย.-ธ.ค.ก็ไปฉีดเข็มสี่ในเดือนนี้ ขณะนี้เรามีโปรแกรมการฉีดสูงสุดคือ 4 เข็ม ส่วนถ้าฉีดมากขึ้นจะมีประเด็นอะไรไหมเกี่ยวกับสุขภาพ การฉีดวัคซีนอาจจะมีการแพ้หรืออาการข้างเคียงจากการฉีดแล้วแต่ชนิดของวัคซีน ซึ่งคล้ายกันในทุกเข็ม ส่วนติดเชื้อแล้วจะฉีดอีกเมื่อไร ล่าสุด โอมิครอนติดแล้วทำให้ภูมิสูงขึ้นเยอะ จะเว้นระยะ 3 เดือนเช่นเดียวกัน สำหรับเด็กเล็กยังไม่มีโปรแกรม สำหรับอายุต่ำกว่า 5 ขวบลงมา กลุ่มนี้ต้องได้รับการปกป้องที่ดี ควรหลีกเลี่ยงพาไปสถานที่แออัด คนจำนวนมาก และขอให้คนสัมผัสเสี่ยงสูง หรือไม่ตรวจ ATK มาก่อน ไม่ควรใกล้เด็กเล็กมาก ผู้ปกครองที่ไปทำงานมา เวลาดูแลให้เด็กเล็กให้สวมหน้ากากด้วย เพื่อลดเสี่ยงแพร่เชื้อให้เด็กเล็กโดยเฉพาะที่มีโรคเรื้อรัง
กาญจน์ติดเชื้อเพิ่ม 334
จ.กาญจนบุรี พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 334 ราย แยกเป็นผู้ติดเชื้อในจังหวัด 323 ราย ผู้ติดเชื้อนอกพื้นที่จังหวัด 11 ราย ผู้ป่วยทั้งหมดตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR รวมผู้ติดเชื้อสะสม 17,321 ราย รักษาหายกลับบ้าน 235 ราย รักษาหายกลับบ้านสะสม 12,836 ราย และอยู่ระหว่างรักษาในโรงพยาบาล 4,421 ราย ส่วนยอดผู้เสียชีวิตสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-4 เม.ย.65 มีทั้งสิ้น 64 ราย