ไฟเขียวกักตัวแค่5วัน ให้มีผลหลังสงกรานต์
ยอดตายโควิดเกินร้อย 2 วันรวด สธ.ชี้ส่วนใหญ่ กลุ่มเสี่ยงเศร้าคร่าทวด 99 ปี ศบค.แจงภาพรวมป่วย โอมิครอนลดลง เกิน 300 รายเหลือ 27 จังหวัด ต่ำกว่าร้อย 23 จังหวัด กรมวิทย์ชี้ไม่ต้องกังวล ติดเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ BA.2 กว่า 95.9% เชื้อไม่ได้หลบวัคซีน เร่งทุกจังหวัดฉีดวัคซีนเข็มบูสต์ ชงฉีดเร็วขึ้นหลังรับเข็มสอง 1-3 เดือน สธ.รับมอบยาแพกซ์โลวิด 4.5 หมื่นคอร์สจากไฟเซอร์ ให้องค์การเภสัชฯ เร่งส่งให้ร.พ.ทั่วประเทศวันสงกรานต์ ย้ำจ่ายยาตามคำสั่งแพทย์ ไม่ได้ให้ผู้ป่วยทุกคน จับตาฤทธิ์พันธุ์ เดลตาผสมโอมิครอนรุนแรงขนาดไหน มติกรรมการโรคติดต่อเห็นชอบให้ลดวันกักตัวจาก 7 วัน เหลือ 5 วัน เสนอศบค.ให้มีผลบังคับใช้หลังสงกรานต์
โควิดตายทะลุ 100 วันติด
เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่เกินหมื่นรายเป็นวันที่ 66 ในการระบาดระลอกโอมิครอน โดยพบติดเชื้อ รายใหม่ 22,387 ราย สะสม 3,905,872 ราย หายป่วย 27,680 ราย สะสม 3,634,109 ราย เสียชีวิต 105 ราย สะสม 26,188 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 245,575 ราย อยู่ในร.พ. 64,570 ราย อยู่ร.พ.สนาม เอชไอ ซีไอ 181,005 ราย มีอาการหนัก 2,065 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 856 ราย อัตราครองเตียงสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 30.1% ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ศบค.รายงานว่าระบบอยู่ระหว่างการปรับปรุงานข้อมูล จึงแสดงผลการฉีดวัควีนไม่ได้
ผู้เสียชีวิตมาจาก 42 จังหวัด โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากสุด 27 ราย ภาคเหนือ 23 ราย ภาคกลางและตะวันออก 22 ราย กทม. 14 ราย ปริมณฑล 14 ราย และภาคใต้ 5 ราย เป็นชาย 57 ราย หญิง 48 ราย อายุ 13-99 ปี เฉลี่ย 78 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 97%
17 จังหวัดป่วยเกินสามร้อย
ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อ รายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 3,174 ราย 2.ชลบุรี 1,036 ราย 3.นครศรีธรรมราช 831 ราย 4.นนทบุรี 784 ราย 5.สมุทรปราการ 766 ราย 6.ขอนแก่น 650 ราย 7.นครปฐม 602 ราย 8.สมุทรสาคร 571 ราย 9.ร้อยเอ็ด 553 ราย และ 10.บุรีรัมย์ 498 ราย
จังหวัดติดเชื้อเกิน 300 ราย มี 17 จังหวัด คือ นครราชสีมา 442 ราย, กาญจนบุรี 427 ราย, เชียงใหม่ 420 ราย, ฉะเชิงเทรา 418 ราย, สงขลา 418 ราย, ระยอง 399 ราย, สุพรรณบุรี 379 ราย, หนองคาย 377 ราย, อุบลราชธานี 377 ราย, ปทุมธานี 373 ราย, ศรีสะเกษ 371 ราย, สุรินทร์ 364 ราย, อุดรธานี 347 ราย, ปราจีนบุรี 318 ราย, นครสวรรค์ 310 ราย, เลย 303 ราย และประจวบคีรีขันธ์ 301 ราย
ขณะที่จังหวัดที่ติดเชื้อไม่ถึง 100 ราย มี 23 จังหวัด ได้แก่ ระนอง 98 ราย, ลพบุรี 97 ราย, หนองบัวลำภู 90 ราย, สตูล 86 ราย, สมุทรสงคราม 85 ราย, เพชรบูรณ์ 79 ราย, อำนาจเจริญ 79 ราย, กระบี่ 78 ราย, พิจิตร 76 ราย, พังงา 75 ราย, ชุมพร 56 ราย, ตรัง 56 ราย, พะเยา 51 ราย, ปัตตานี 47 ราย, นครนายก 43 ราย, มุกดาหาร 42 ราย, ยะลา 36 ราย, แม่ฮ่องสอน 23 ราย, นราธิวาส 20 ราย, อุตรดิตถ์ 15 ราย, เชียงราย 12 ราย, ชัยนาท 10 ราย และลำพูน 2 ราย
10 วันเข้าไทยติดเชื้อ 592
สำหรับการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 18 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 87 ราย ใน 20 ประเทศ โดยมาจากอังกฤษมากที่สุด 15 ราย ซาอุดีอาระเบีย 10 ราย ออสเตรเลีย 8 ราย อิสราเอล กัมพูชา เยอรมนี ประเทศละ 7 ราย สิงคโปร์ 6 ราย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 ราย ที่เหลือติดเชื้อประเทศละ 1-3 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 75 ราย แซนด์บ็อกซ์ 4 ราย กักตัว 1 ราย และลักลอบเข้าประเทศ 7 ราย จากกัมพูชา
ยอดผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-10 เม.ย.2565 มีผู้เดินทาง 140,035 คน รายงานติดเชื้อ 592 คน คิดเป็น 0.42% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 131,254 คน ติดเชื้อ 486 คน คิดเป็น 0.37% แซนด์บ็อกซ์ 7,385 คน ติดเชื้อ 65 คน คิดเป็น 0.88% และกักตัว 1,396 คน ติดเชื้อ 41 คน คิดเป็น 2.94%
นายกฯห่วงกลุ่มเสี่ยงตายพุ่ง
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ว่า ที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจง ผลการประชุมศบค. เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ที่ปรากฏความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ในเรื่องแผนการจัดหา Long-acting antibody (LAAB) ใน 2 ประเด็น โดยชี้แจงว่า LAAB ไม่ได้ใช้ทดแทนวัคซีน แต่จะใช้เสริมให้กับกลุ่มที่ภูมิต่ำ หรือภูมิไม่ขึ้น หลังฉีดวัคซีน โดยวัคซีนยังคงเป็นตัวหลักในการควบคุมโรคในปัจจุบัน และการจัดหา LAAB ยังต้องรอผลการศึกษาความคุ้มค่าและผลที่จะเกิดขึ้นตามมาจากกระทรวงสาธารณสุขก่อน จึงจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศบค. ขอให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กลับไปศึกษาและจัดทำรายละเอียดให้รอบด้าน ก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุม ศบค. อีกครั้ง
“นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยเรื่องการเสียชีวิตในกลุ่ม 608 เน้นย้ำขอความร่วมมือทุกภาคส่วนให้ร่วมกันประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะบุคคลในครอบครัว ให้พากลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีนโดยเร็วที่สุด เพื่อลดความ สูญเสียที่อาจเกิดขึ้น เพราะวัคซีนเท่านั้นที่จะช่วยลดการเสียชีวิตได้มากที่สุด โดยได้สั่งการให้ สธ. ดูแลกลุ่ม 608 อย่างใกล้ชิด พร้อมกับขอให้กระทรวงมหาดไทย ติดตามและดูแลการปฏิบัติตามหนังสือสั่งการของปลัดสธ. ที่ให้โรงพยาบาลพิจารณาปรับแนวทางการดูแลกลุ่ม 608 เพราะการเข้าระบบเอชไอ หรือ เจอ แจก จบ อาจมีความเสี่ยงสูงสำหรับกลุ่มนี้” นายธนกรกล่าว
95.9%โอมิฯไม่หลบวัคซีน
ด้านนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงเรื่องภูมิคุ้มกันต่อโควิด-19 สายพันธุ์ย่อย BA.2 ว่า ขณะนี้โรคโควิด-19 ของไทยเป็นสายพันธุโอมิครอน จากการเฝ้าระวังระหว่างวันที่ 2-8 เม.ย. พบว่า เป็นสายพันธุ์ย่อย BA.2 แล้ว 95.9% เหลือ BA.1 เพียง 4% คาดว่าประมาณ 1-2 สัปดาห์ก็จะเป็น BA.2 เกือบ 100% เนื่องจาก BA.2 แพร่ได้รวดเร็วกว่า สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย ฉีดครบ 2 เข็มแล้วกว่า 70% แต่เข็มกระตุ้นยังมีเพียงครึ่งเดียวของเข็ม 2 คือ 35-36% ทั้งนี้ หลังฉีดวัคซีนโควิด-19 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ติดตามตรวจภูมิคุ้มกันประชาชนว่า ขึ้นมากน้อยแค่ไหน และมีผลต่อแต่ละสายพันธุ์อย่างไรเพราะอาจมีผลแตกต่างกัน
สำหรับการตรวจระดับภูมิคุ้มใช้วิธีมาตรฐานโลก คือ วิธี Plaque Reduction Neutralization (PRNT) โดยนำเลือดที่มีภูมิคุ้มกันของผู้รับวัคซีนโควิด-19 มาแล้ว 2 สัปดาห์ มาสู้กับไวรัส BA.2 ที่เพาะเลี้ยงไว้ โดยจะเจือจางซีรั่มลงเป็นเท่าตัวไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ฆ่าไวรัสได้ครึ่งหนึ่ง (PRNT50) ถึงหยุด ซึ่งต้องดำเนินการในห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับ 3 (BSL 3) ไม่สามารถทำได้ในแล็บทั่วไป ขณะนี้มีเพียงกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพียงแห่งเดียว ใช้เวลา 7-8 วัน จึงได้ผล ทั้งนี้ ได้ตรวจภูมิคุ้มกันในสูตรวัคซีน 2 เข็ม ได้แก่ ซิโนแวค-แอสตร้าเซนเนก้า, แอสตร้าฯ 2 เข็ม, ไฟเซอร์ 2 เข็ม, ซิโนแวค-ไฟเซอร์ และแอสตร้าฯ-ไฟเซอร์ ส่วนวัคซีนสูตร 3 เข็ม ได้แก่ ซิโนแวค- ซิโนแวค-แอสตร้าฯ, ซิโนแวค-ซิโนแวค- ไฟเซอร์, แอสตร้าฯ-แอสตร้าฯ-ไฟเซอร์, ซิโนแวค-แอสตร้าฯ-ไฟเซอร์ และซิโนแวค-แอสตร้าฯ-แอสตร้าฯ
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ผลการตรวจคือไม่ว่าวัคซีนสูตรไหน ระดับภูมิคุ้มกันต่อการลบล้างฤทธิ์ไวรัสโอมิครอน BA.2 มากกว่า BA.1 แสดงว่าภูมิคุ้มกันจัดการเชื้อ BA.2 ได้มากกว่า BA.1 สอดคล้องกับการศึกษา ทั่วโลก จึงมีข้อสรุปเบื้องต้นว่า ข้อกังวลที่ว่า BA.2 จะหลบภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้มากกว่า ก็ไม่น่าจะจริง
ย้ำฉีดเข็มบูสต์ลดเสี่ยงดับ
“การฉีด 2 เข็ม ถึงจะจัดการ BA.2 ได้มากกว่าก็จริง แต่ระดับภูมิคุ้มกันไม่ได้สูงมากนัก แม้จะอยู่ในช่วงของ 2 สัปดาห์ที่ภูมิคุ้มกันขึ้นสูง ดังนั้น ถ้าฉีดเข็ม 2 มาแล้วหลายเดือน ภูมิคุ้มกันก็จะตกลงเรื่อยๆ ส่วนการฉีด 3 เข็ม พบว่าภูมิคุ้มกันขึ้นไปสูงกว่ามากพอสมควร จึงเป็นเหตุผลสนับสนุน ขอให้ประชาชนมากระตุ้นด้วยเข็ม 3 อย่างผู้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม นาน 1 เดือน พบว่าภูมิคุ้มกันแทบไม่เหลือ อยู่ในระดับปริ่มเพียง 11 ซึ่งจุดคัตพอยต์ที่ป้องกันได้คือ 10 ส่วนแอสตร้าฯ 2 เข็มนาน 1 เดือนภูมิอยู่ที่ 26 ดังนั้น ถ้าฉีด 2 เข็มไปแล้ว 3-4 เดือนภูมิก็คงเหลือน้อยกว่านี้อีก การฉีด 2 เข็มจึงไม่น่าจะช่วยได้ ส่วนการฉีด 3 เข็ม คือ ซิโนแวค 2 เข็ม แล้วเติมด้วยแอสตร้าฯ หรือไฟเซอร์ เป็นเวลา 3 เดือน ภูมิยังสูงพอสมควรในระดับ 61 และ 94 พอที่จะช่วยเรื่องป้องกันโรคได้” นพ.ศุภกิจกล่าว
นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า การศึกษาสอดคล้องการศึกษาการใช้จริง จ.เชียงใหม่ว่า ฉีด 2 เข็มไม่ช่วยอะไรมาก ป้องกันได้น้อย ถ้า 3-4 เข็ม จะป้องกันการติดเชื้อได้เยอะขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการเสียชีวิต นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค ก็มีตัวเลขจริงจากระบบรายงานเสียชีวิต พบว่า ไม่ฉีดวัคซีน อัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 767 ต่อล้านคน ฉีดเข็มเดียวลดลงครึ่งหนึ่ง คือ 366 ต่อล้านคน ฉีด 2 เข็มเหลือ 145 ต่อล้านคน หากฉีด 3 เข็มเหลือ 25 ต่อล้านคน หรือ ลดลง 31 เท่า ส่วน 4 เข็ม ตัวเลขยังน้อยอยู่ และยังไม่มีใครเสียชีวิตเลย ดังนั้น ใครที่ยังลังเล รับข้อมูลที่สร้างความสับสน ไม่อยากมาฉีดวัคซีน ให้ดูข้อมูลชัดๆ เลือกว่าจะอยากเสี่ยงแบบไหน ซึ่งตัวเลขไม่โกหก
สกัดสายพันธุ์ BA.2 ได้
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า สรุปแล้วภูมิคุ้มกันต่อ BA.2 ดีกว่า BA.1 จึงอย่าวิตกกังวล แม้ สายพันธุ์ย่อย BA.2 จะแพร่เต็มประเทศแล้วจะทำให้ภูมิคุ้มกันที่ฉีดแย่ลง แต่ข้อมูลพบว่าคนฉีด 2 เข็ม โดยเฉพาะกลุ่มเชื้อตาย หรือไวรัลเวกเตอร์ เกินเดือนไปแล้ว ภูมิต่อ BA.2 ลดลงมากพอสมควร จึงควรมากระตุ้นหากฉีดนานไปแล้ว ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติก็เสนอผลการศึกษานี้ ซึ่งหลักการฉีดบูสเตอร์ ต้องเว้นระยะห่างภูมิถึงขึ้นได้ดี หากฉีดติดกันผลอาจไม่ดี แต่ต้องพิจารณาเป็นกรณี อย่างวัคซีนบางชนิด ฉีด 2 เข็มภูมิตกลงเร็ว ก็ต้องชั่งน้ำหนักว่าจะรอ 3 เดือนก็อาจช้าไป จึงเสนอเป็นข้อมูลคณะกรรมการโรคติดต่อพิจารณาว่า อาจมีเงื่อนไขการฉีดเข็มกระตุ้นยืดหยุ่นเป็น 1-3 เดือน
นพ.บัลลังก์ อุปพงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ผลการศึกษาของสหรัฐอเมริกา อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ และอาร์เจนตินา ที่รอการตีพิมพ์ เปิดเผยข้อมูลวัคซีน 2 เข็มและ 3 เข็ม ถึงภูมิคุ้มกันที่มีต่อโอมิครอน BA.1 และ BA.2 พบว่า กรณี 2 เข็มภูมิต่อโอมิครอนไม่มากนัก แต่ภูมิต่อ BA.2 สูงกว่า BA.1 แต่กรณีบูสเตอร์ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนเดียวกันหรือต่างชนิด ภูมิต่อโอมิครอนสูงกว่า 2 เข็ม และภูมิต่อ BA.2 สูงกว่า BA.1 ทุกชนิดวัคซีน สอดคล้องกับการศึกษาของกรมวิทย์ แสดงว่าโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.1 และ BA.2 มีความสามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ต่างกัน
จี้เร่งฉีดเข็ม 3 ให้ถึง 80%
ขณะที่ดร.สุภาพร ภูมิอมร ผอ.สถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า นอกจากการหลบภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกันระหว่าง BA.1 และ BA.2 แล้วยังพบว่า การเพิ่มจำนวนในหลอดทดลองของ BA.2 เร็วกว่า BA.1 ซึ่งอนุภาคไวรัสของ BA.2 ใหญ่กว่า BA.1 อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การแพร่กระจายของ BA.2 เร็วกว่า BA.1
เมื่อถามว่าผลการทดสอบภูมิที่พบว่าคนฉีดวัคซีน 3 เข็มป้องกัน BA.2 ได้ดีกว่า BA.1 ในขณะที่ BA.2 เริ่มครองตลาดเกือบ 100% เป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่ นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ถูกต้อง จึงเป็นสาเหตุที่เราทดสอบกับ BA.2 เพื่อให้เห็นว่าภูมิจัดการได้จริง ข้อสรุปชัดว่า ฉีด 2 เข็มไม่เพียงพอ ต้องกระตุ้นเข็ม 3 ซึ่งตอนนี้ฉีดไปแค่ 35% ที่เราอยากได้ให้ถึง 80% ฉะนั้น ขอให้ทุกคนมารับเข็มกระตุ้นให้ประเทศปลอดภัย
จับตาฤทธิ์‘เดลตา+โอมิ’
เมื่อถามว่ามีการทดสอบกับสายพันธุ์ XE ที่เป็นการผสมกันระหว่าง BA.1 และ BA.2 หรือไม่ นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ข้อมูลการติดเชื้อในสายพันธุ์ที่พบมากเป็น BA.2 จึงมีข้อมูลในส่วนนี้เพียงพอ ส่วนสายพันธุ์อื่นเราจะติดตามเพิ่มเติม แต่เท่าที่ดูขณะนี้ยังไม่น่ากังวล ยิ่งเดลตากับโอมิครอน ก็คาดว่าจะจบเกมแล้ว เพราะเดลตาก็แทบไม่มีแล้ว แต่จะมีอีกโอกาสคือ เดลตาบวกกับโอมิครอนแล้วมีอิทธิฤทธิ์ขึ้น ก็อาจจะกลับมาได้ แต่หากไม่มีอิทธิฤทธิ์ ก็อาจจะหายไปในที่สุด
กำชับ 2ยู ช่วงสงกรานต์
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติว่า เนื่องจากกำลังจะเข้าสู่วันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ต้องเร่งป้องกันการ ติดเชื้อในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือยังไม่ได้เข็มกระตุ้น ขอความร่วมมือใช้มาตรการ 2U ลดความเสี่ยงแพร่และรับเชื้อโควิดคือ Universal Prevention สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง เมื่อใกล้ชิดผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง งดกินอาหารร่วมกัน ดูแลตนเองให้ปลอดความเสี่ยง (Self clean up) ก่อนกลับไปเยี่ยมญาติ และ Universal Vaccination ทุกกลุ่มอายุเข้ารับวัคซีนโควิด-19 เข็มปกติและเข็มกระตุ้น โดยช่วงสงกรานต์นี้ได้ให้ ร.พ. และรพ.สต.เปิดบริการฉีดวัคซีนโควิดผู้สูงอายุและลูกหลาน เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อและเสียชีวิต
“สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อในทุกจังหวัด แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย ส่วนกลุ่ม สีเหลืองและสีแดงต้องเข้ารักษาตัวใน ร.พ. อัตราครองเตียงประมาณ 30% ซึ่ง สธ.ได้เตรียมยาต้านไวรัส ทั้งฟาวิพิราเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ และยาแพกซ์โลวิด จัดหาภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปชนิดออกฤทธิ์ยาว สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงและภูมิคุ้มกันต่ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อจนมีอาการหนักด้วย ภาพรวมฉีดวัคซีนแล้วกว่า 130 ล้านโดส เข็มแรกครอบคลุมกว่า 80% เข็มที่สอง 73% และเข็มที่สาม 35% แต่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและผู้ป่วยติดเตียงจำนวนหนึ่งยังไม่ได้รับวัคซีน ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาจึงรณรงค์ เซฟ 608 เร่งรัดฉีดวัคซีน”
อนุมัติแผนคุมโรคถึง 30 ก.ย.
นายอนุทินกล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบให้ตนในฐานะรมว.สธ.ลงนามในอนุบัญญัติภายใต้ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 จำนวน 4 ประเด็น รวม 5 ฉบับ คือ 1.ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการกำหนดค่าใช้จ่ายสำหรับเจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะ และร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ผู้เดินทางต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย พ.ศ. … 2.ร่างระเบียบกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การเบิกจ่ายค่าตอบแทนให้แก่เจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานด้านการเฝ้าระวัง การสอบสวนโรค การป้องกัน หรือการควบคุมโรคติดต่ออันตราย และร่างระเบียบกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การเบิกจ่ายค่าตอบแทนให้แก่เจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานด้านการเฝ้าระวัง การสอบสวนโรค การป้องกัน หรือการควบคุมโรคระบาด โดยให้เจ้าหน้าที่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนตามที่กำหนดในระเบียบนี้ 3.ร่างประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เรื่อง การเปิดเผยข้อมูลตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 และ 4.ให้ขยายกรอบระยะเวลาแผนปฏิบัติการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ หรือโรคระบาด พ.ศ. 2562-2564 ต่อไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย.2565
ลดกักตัวเสี่ยงสูงเหลือ5วัน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง คือ 1.คณะกรรมการด้านวิชาการ มีมติเห็นชอบลดวันกักตัวสำหรับผู้สัมผัสเสี่ยงสูงของผู้ติดเชื้อโควิด 19 จากกักตัว 7 วัน สังเกตอาการ 3 วัน เหลือกักตัว 5 วัน สังเกตอาการ 5 วัน 2.สปสช.จะจัดหาวัคซีนป้องกันมะเร็ง ปากมดลูก (HPV) ในเด็กนักเรียนหญิงชั้น ป.5 ปีการศึกษา 2562 – 2564 ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน เนื่องจากกรณีวัคซีนขาดชั่วคราวได้ 8 แสนโดส และ 3.คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค มีมติเกี่ยวกับการให้วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด (IPV) ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ และขยายการให้บริการวัคซีน IPV เป็น 2 เข็มในเด็กอายุ 2 และ 4 เดือน และวัคซีนโปลิโอชนิดรับประทาน (OPV) จำนวน 3 ครั้ง ที่อายุ 6 เดือน 1.5 ขวบ และ 4 ขวบ
จากนั้น นายอนุทินได้เป็นประธานพิธีรับมอบยา “แพกซ์โลวิด” จำนวน 4.5 หมื่นคอร์ส จากบริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ว่า กรมการแพทย์ได้รับมอบยาแพกซ์โลวิด ตามข้อตกลงจัดซื้อที่ลงสัญญากับไฟเซอร์ เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ใช้เวลาไม่นานก็จัดส่ง ขอบคุณไฟเซอร์ที่รักษาสัญญา ซึ่งขณะนี้ยาอยู่ที่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) แล้ว จะเป็นผู้จัดเก็บและขนส่งกระจายยาไปทั่วประเทศ ยืนยันว่าบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนทุ่มเทดูแลประชาชนให้ปลอดภัยจากการคุกคามของโควิด และจะทำให้โรคนี้ไปสู่โรคประจำถิ่น
แจงซื้อ‘แพกซ์โลวิด’ 5 หมื่น
นายอนุทินกล่าวถึงกรณีข้อสงสัยที่มีการสั่งซื้อยาแพกซ์โลวิดเพียง 5 หมื่นคอร์ส ที่อาจไม่มากพอ ว่า ผู้ติดเชื้อมีอาการต่างกันไปในแต่ละคน ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง แพทย์ใช้การวินิจฉัยโรคตามหลักวิชาการ เราไม่ต้องไปบอกแพทย์ว่ากินยาอะไร ต้องเชื่อแพทย์ แพทย์จะให้ยาที่ดีที่สุดกับผู้ป่วย ไม่มีขี้เหนียว หรือเก็บรักษายาไว้เพื่อคนใดคนหนึ่ง ทุกอย่างเป็นไปตามการรักษาโดยดุลพินิจของแพทย์ ยาทุกชนิดที่นำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นยาฟาวิพิราเวียร์ เรมดิซีเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ หรือแพกซ์โลวิด ยาลดปวด ลดไข้ น้ำมูก ฟ้าทะลายโจร ก็จะใช้ดุลพินิจในการให้ ไม่ได้ว่าทุกคนจะต้องเข้าถึงยาพวกนี้ ยิ่งไม่ได้รับยาต้านไวรัสถือว่าผู้ป่วยมีสุขภาพที่ดี อาการไม่รุนแรง ก็น่าจะดีกว่า เพื่อเก็บยาไว้รักษาผู้ที่จำเป็นเท่านั้น เราซื้อไม่น้อย ไม่ได้ซื้อครั้งนี้ครั้งเดียว ถ้าจำเป็นก็ซื้อให้เพียงพอรักษาผู้ป่วย
ชี้ลดเสี่ยงรักษาร.พ.
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. กล่าวว่า ขณะนี้ทั่วโลกติดเชื้อโควิดกว่า 400 ล้านคน เสียชีวิต 6 ล้านกว่าราย ประเทศไทยติดเชื้อสะสมมากกว่า 3 ล้านคน เสียชีวิตมากกว่า 2.5 หมื่นราย ยังคงมีการระบาดและเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ประเทศไทยใช้ยาต้านไวรัสหลายชนิดในการรักษาโควิด 19 ล่าสุดจัดซื้อยาแพกซ์โลวิด ซึ่งจากการศึกษาวิจัยในผู้ป่วย 1,379 คน พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงการนอน ร.พ.หรือเสียชีวิตลงได้ 88% เมื่อได้รับยาภายใน 5 วันนับตั้งแต่เริ่มมีอาการ โดยกลุ่มที่ให้ยาแพกซ์โลวิด มีการนอน ร.พ. 0.77% และไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนกลุ่มที่ได้ยาหลอก มีผู้ป่วยนอน ร.พ. 6.31% มีผู้เสียชีวิต 13 ราย ยาแพกซ์โลวิดที่ส่งมอบครั้งนี้ จะนำไปใช้รักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง และมีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรง เช่น คนอายุมากกว่า 60 ปี มีภาวะอ้วน เป็นเบาหวาน เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นโรคไตเรื้อรัง ภูมิต้านทานร่างกายต่ำ เป็นต้น ไม่ได้รับวัคซีนหรือรับวัคซีนไม่ครบ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือการรักษาตัวใน ร.พ. และหวังว่าจะนำพาประเทศไทยให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นตามแผน
แจงกลุ่มระวังกินยา
นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า ยาแพกซ์โลวิดเป็นชนิดเม็ด ยับยั้งเอนไซม์โปรตีเอส ทำให้เชื้อโควิดไม่สามารถสร้างโปรตีนที่จำเป็นในการเพิ่มจำนวนได้ ยานี้ประกอบด้วย ยา Nirmatrelvir (150 ม.ก.) 2 เม็ด และยา Ritonavir (100 ม.ก.) 1 เม็ด รับประทานวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน สรุปใช้ Nirmatrelvir 20 เม็ด และ Ritonavir 10 เม็ด รวม 30 เม็ดต่อคน กลุ่มที่ต้องระมัดระวัง คือ สตรีมีครรภ์ ให้นมบุตร ผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม ผู้ที่การทำงานของตับหรือไตบกพร่อง รวมถึงผู้ที่ใช้ยาบางชนิดที่อาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างกัน การพิจารณาให้ยาจึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา สำหรับวันนี้รับมอบ 4.5 หมื่นคอร์ส โดยที่เหลือจะเข้ามาครบทั้งหมดภายใน เม.ย.นี้
กระจายส่งให้วันสงกรานต์
ด้าน นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า วันนี้เพิ่งรับมอบยาแพกซ์โลวิด ซึ่งก็จะมีการตรวจรับและกระจายยา ซึ่งเมื่อมีความพร้อมก็กระจายทันที โดยจะกระจายยาภายในช่วงสงกรานต์นี้ ตามคำสั่งของกรมการแพทย์ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยส่งไปยังร.พ.ศูนย์หรือโรงเรียนแพทย์
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ได้เห็นชอบให้ลดวันกักตัวในกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 5+5 คือกักตัว 5 วันและสังเกตอาการอีก 5 วัน ขั้นตอนจากนี้ ต้องแจ้งให้ที่ประชุม ศปก.ศบค.รับทราบเพื่อดำเนินการต่อไป โดยเริ่มใช้หลังสงกรานต์นี้
พ่อเมืองโคราชเข้ม 6 กฎเหล็ก
ส่วนสถานการณ์โรคโควิด-19 ในพื้นที่ต่างๆ ที่สำนักงานสาธารณสุข (สสจ.) สงขลา เปิดเผยจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ผลจากการตรวจ RT-PCR 419 ราย ส่งผลติดเชื้อสะสม 27,613 ราย และเสียชีวิต 2 ราย รวมเสียชีวิตสะสม 71 ราย ส่วนผลตรวจ ATK เป็นบวกมีจำนวน 1,673 ราย ขณะที่การฉีดวัคซีนโควิด เข็ม 1 จำนวน 1,198,144 ราย ร้อยละ 80.56 เข็ม 2 จำนวน 1,088,621 ราย คิดเป็นร้อยละ 73.19 เข็ม 3 398,507 ราย คิดเป็นร้อยละ 26.79 และเข็ม 4 จำนวน 36,257 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.44
ที่ศูนย์บัญชาเหตุการณ์ตอบโต้โรคติดเชื้อโควิด-19 จ.นครราชสีมา รายงานว่าพบผู้ป่วยรายใหม่ 1,921 ราย ป่วยสะสม 86,812 ราย รักษาอยู่ 29,004 ราย รักษาหาย 57,715 ราย เสียชีวิตรายใหม่ 4 ราย รวมเสียชีวิตสะสม 93 ราย
ด้านนายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ โควิด-19 ช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า มติที่ประชุมกำหนดมาตรการ 6 มาตรการดังนี้ 1.ห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยง การรวมกลุ่มไม่เกิน 500 คน โดยไม่ได้รับอนุญาตสำหรับพื้นที่ควบคุมทุกอำเภอ ยกเว้น อ.เมือง อ.ปากช่อง อ.สีคิ้ว อ.วังน้ำเขียว อ.พิมาย อ.เฉลิมพระเกียรติ และอ.โชคชัย 2.กิจกรรมการรวมกลุ่มของบุคคลที่ได้รับการยกเว้น เช่น กิจกรรมเกี่ยวกับการขนส่งหรือขนย้ายประชาชน กิจกรรมการรักษาพยาบาล กิจกรรมรวมกลุ่มของบุคคลปกติในที่พักอาศัยทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การแนะนำของเจ้าหน้าที่ หากมีความเสี่ยงสามารถสั่งยุติได้ตามอำนาจหน้าที่
มีผลบังคับใช้ถึง 20 เม.ย.
3.ประชาชนที่เดินทางเพื่อการท่องเที่ยวหรือกลับภูมิลำเนาเดิม ควรได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ที่กำหนด และตรวจ ATK เป็นระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ก่อน เดินทาง ส่วนการจัดกิจกรรม ห้ามเล่นน้ำ สาดน้ำ ประแป้ง ปาร์ตี้โฟมหรือกิจกรรมที่เป็นความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค 4.มาตรการตามคำสั่งนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ถึง 20 เม.ย.
5.สำหรับพื้นที่ควบคุมและพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวตามคำสั่งจังหวัด ยังมีผลบังคับใช้ต่อไป 6.การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งถือเป็นความผิดตามมาตรา 51 และ 52 แห่งพ.ร.บโรคติดต่อ พ.ศ.2558 และตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ